<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Renewable &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/renewable/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Apr 2026 06:45:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Renewable &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Apr 2026 06:45:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Aluminium Closed Loop Packaging System]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[bcp]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EGAT]]></category>
		<category><![CDATA[EGCO]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero tracker]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[RATCH]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[SRPC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ป่าสาละ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าสาละ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40915</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน &#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217; ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม &#8216;Net Zero Tracker&#8217; สำหรับแพลตฟอร์ม Net Zero Tracker (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท ป่าสาละ จำกัด บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืน เปิดเผยผลการศึกษา การติดตามความก้าวหน้าด้าน <strong>&#8216;​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน&#8217;</strong> ผ่านเครื่องมือที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาสำหรับติดตามการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แพลตฟอร์ม<strong> &#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-40915"></span></p>
<p>สำหรับแพลตฟอร์ม <strong>Net Zero Tracker</strong> (www.netzerotracker.co) ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้​ติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้า การดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ  Net Zero ของภาคธุรกิจ ภายหลังจากการประกาศเป้าหมายแล้วมีการขับเคลื่อนจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละมิติอย่างไรบ้าง โดยเริ่มนำร่องใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงานเป็นกลุ่มแรก และเลือกติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ ​รวมทั้งบริษัทพลังงาน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย</p>
<p>​1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , 3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) , 4. บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 5. บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) , 6. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), 7. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), 8. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) , 9. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) และ 10. บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40927 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-ksarinee.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสฤณี อาชวานันทกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการนำร่องใช้แพลตฟอร์ม <strong>&#8216;Net Zero Tracker&#8217;</strong> <strong>(NZT)</strong> ในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมพลังงานว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (High Emission) ​ในสัดส่วนที่มากกว่า 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ขณะเดียวกันยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียนในหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานต่างออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ</p>
<p>นอกจากนี้ การขยับเป้าหมาย​​ระดับประเทศให้เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC 3.0 ไว้ที่ 47% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนในภาคพลังงานได้ ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายของภาคพลังงานมีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อกลุ่ม​​ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายมิติ ทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มเปราะบาง ​การติดตามเพื่อให้เกิดกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจึงมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน</p>
<p>สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มได้ทำการอ้างอิงเกณฑ์​การประเมินให้สอดคล้องกับแพลตฟอร์มในต่างประเทศอย่าง Climate Action 100+  ที่ศึกษาเรื่อง​การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ เพื่อประกอบการกำหนดเกณฑ์การประเมินในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ทำให้แพลตฟอร์มมีความแตกต่างจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนอื่นๆ ที่อาจโฟกัสเรื่องของการรายงาน ขณะที่ Net Zero Tracker จะเน้นการติดตามเพื่อให้เกิด<strong> การแข่งขันที่ดี และการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือในภาคพลังงาน</strong> เนื่องจาก คะแนนที่ได้สะท้อนการขับเคลื่อนและผลการดำเนินงานจริงของแต่ละองค์กรผ่าน 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1. การกำหนดเป้าหมาย (Target)​ 2.การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล (Oversight and Disclosure) 3.ผลการดำเนินงาน (Performance) และ 4.การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (Just Transition) ซึ่งทั้ง 10 บริษัทสามารถเข้าไปดูคะแนนของตัวเองทั้งคะแนนโดยรวม คะแนนแต่ละด้าน รวมทั้งการเปรียบเทียบผลการดำเนินการของตัวเองและคู่แข่งเพื่อนำมาปรับปรุงแผนการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ให้มีประสิทธิภาพได้เพิ่มมากขึ้น​</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40926 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/re-k-sarinee.jpg" alt="" width="533" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เครื่องมือนี้ยังสามารถเป็นตัวช่วยที่ดีของบริษัทพลังงานต่างๆ เพื่อสามารถทราบถึงสถานะในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายสู่ Net Zero รวมทั้งการพิจารณาว่ามีเกณฑ์เรื่องใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุงหรือเร่งเครื่องให้มากขึ้น โดยเฉพาะการประเมินทั้งมิติด้านข้อมูล เป้าหมาย และผลของการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้น ​​ทำให้ทราบว่าบริษัทต่างๆ ที่ออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero นั้น ได้มีการวางแผนงาน และการขับเคลื่อนจริงเป็นอย่างไร หรือมีเกณฑ์การชี้วัดอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา ซึ่งเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถสะท้อนข้อเท็จจริง และความโปร่งใสต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ในอนาคตยังสามารถนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาหรือติดตามการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Fair Finance ซึ่งทางป่าสาละได้พัฒนามาก่อนหน้านี้ สำหรับติดตามการขับเคลื่อนความยั่งยืนในกลุ่มธุรกิจภาคการเงิน ทำให้ปัจจุบันมีความตื่นตัวด้านความยั่งยืน และมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเห็นการเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาของ Sustainable Finance ได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าจะสามารถเกิดขึ้นในภาคพลังงานเช่นเดียวกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>สรุปผลการประเมิน Net Zero Tracker ปีแรก พร้อม 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ในส่วนผล​​การประเมินของ Net Zero Tracker ในปีแรก จากการติดตาม​​การขับเคลื่อน​เป้าหมาย ​Net Zero 2050 ของภาค​พลังงาน สามารถสรุปผลการประเมินได้ต่อไปนี้</p>
<p>​- บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดมีจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้ 15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน</p>
<p>&#8211; ตามมาด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) 14.11 คะแนน, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) 14 คะแนน, บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 12.11 คะแนน, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) 12 คะแนน, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) 11 คะแนน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) 6 คะแนน และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) 2.25 คะแนน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40917 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/score-logo.png" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p>&#8211; พร้อมรายละเอียดการประเมิน โดยแยกในแต่ละ​มิติในการดำเนินการ ประกอบด้วย<br />
<strong>1. การกำหนดเป้าหมาย :</strong> มีบริษัท 7 แห่งที่ได้คะแนนเรื่องนี้ โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 2.00 คะแนน จาก 10 คะแนน จากการประกาศเป้าหมาย Net zero ในสโคป 1 และ 2 และไม่ต่ำกว่า 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ขณะที่อีก 3 แห่งยังไม่ได้ประกาศเป้า Net Zero หรือมีเพียง Zero Carbon , Carbon Neutral</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40925 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Target-.png" alt="" width="1200" height="612" /></p>
<p><strong>2. การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล</strong> : บริษัททุกแห่งได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ส่วนใหญ่มีการตั้งคณะกรรมการหรือผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40922 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/disclosed.png" alt="" width="1200" height="607" /></p>
<p><strong>3.ผลการดำเนินงาน</strong> : มีบริษัท 6 แห่ง เท่านั้นที่ได้คะแนนในหัวข้อนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.65 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เนื่องจากมีปริมาณการปล่อย หรือความเข้มข้นในการปล่อย​ลดลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้บางแห่งจะใช้วิธีชดเชย (offsets) ขณะที่แผนลดคาร์บอนส่วนใหญ่ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ การเปิดเผยปริมาณการชดเชย ประเภทการชดเชย และใบรับรองการชดเชย เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40923 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Performance.png" alt="" width="1200" height="613" /></p>
<p><strong>4. การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม</strong> : บริษัท 9 แห่งที่ได้คะแนนจากหัวข้อนี้ โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที 1.9 เต็ม 10 ส่วนใหญ่มีการประกาศว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนและพร้อมเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด รวมทั้งบางแห่งที่มีนโยบายเฉพาะ เช่น การไม่ฟ้องปิดปากผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทในที่สาธารณะ หรือไม่ตอบโต้ผู้ร้องเรียน เป็นต้น</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40924 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Transiiton.png" alt="" width="1200" height="614" /></b></p>
<p><b>&#8211; </b>สำหรับ 3 ​ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย</p>
<p>1. ภาครัฐควรประกาศแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับชาติที่ชัดเจน เนื่องจาก ปัจจุบันบริษัทพลังงานยังต้องเจอความท้าทายเพราะนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำหนดปีเป้าหมายในการปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหินและก๊าซ) ก่อนกำหนดอย่างชัดเจน หรือมีกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (just energy transition) ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อจูงใจการดำเนินการของบริษัทพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น<br />
2. ภาครัฐควรออกนโยบายสนับสนุนการแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น</p>
<p>3. เรื่องกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP law) เพื่อคุ้มครองการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในประเด็นสาธารณะ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย Net Zero และการดำเนินธุรกิจของบริษัทพลังงานด้วย เนื่องจาก เรื่องพลังงานมักเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังไม่มีกฎหมายชัดเจนจากภาครัฐ ถ้ามีการประกาศเรื่องนี้ชัดเจน จะเป็นกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคพลังงานเองก็จะมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40916 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/NZT-Report.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/sal-forest-net-zero-tracker/">มอง &#8216;การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 ภาคพลังงานไทย&#8217; ป่าสาละ พัฒนา Net Zero Tracker เช็คลิสต์​เป้าหมาย​ &#8216;ทำจริง&#8217; หรือ&#8217;ฟอกเขียว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พพ. มองมาตรการลดภาษีโซลาร์บ้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน ลดใช้ไฟฟ้า 585 หน่วยต่อปี พร้อมจ้างงานเพิ่ม 450 ตำแหน่ง ด้าน KTC เผยยอดใช้จ่ายหมวดโซลาร์หลังมาตรการมีผลเติบโตแล้ว 110%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/solar-rooftop-game-changer-thai-household-energy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 09:44:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Living]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[solar roof]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พพ.]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[อัจฉรา ปู่มี]]></category>
		<category><![CDATA[เคทีซี]]></category>
		<category><![CDATA[เอกภัทร ปัญญาแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์บ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40809</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้งเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม &#8216;เคทีซี&#8217; ในฐานะสถาบันการเงินของคนไทยจึงผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและไขความเข้าใจในหัวข้อ &#8216;Solar Rooftop: มาตรการใหม่คืนภาษี 200,000 บาท พลิกเกมพลังงานบ้านไทย&#8217; เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุน ผลตอบแทนของการติดตั้ง และผลเชิงเศรษฐกิจทั้งต่อครัวเรือนและประเทศ เพื่อตอกย้ำว่า Solar Roof คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ลดค่าไฟเฉลี่ย 30–60% ต่อปี และเป็นก้าวแรกสู่ Smarter Living ที่ช่วยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน คุณจารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ​มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/solar-rooftop-game-changer-thai-household-energy/">พพ. มองมาตรการลดภาษีโซลาร์บ้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน ลดใช้ไฟฟ้า 585 หน่วยต่อปี พร้อมจ้างงานเพิ่ม 450 ตำแหน่ง ด้าน KTC เผยยอดใช้จ่ายหมวดโซลาร์หลังมาตรการมีผลเติบโตแล้ว 110%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี</p>
<p><span id="more-40809"></span></p>
<p>การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้งเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม</p>
<p>&#8216;เคทีซี&#8217; ในฐานะสถาบันการเงินของคนไทยจึงผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและไขความเข้าใจในหัวข้อ <strong>&#8216;Solar Rooftop: มาตรการใหม่คืนภาษี 200,000 บาท พลิกเกมพลังงานบ้านไทย&#8217;</strong> เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุน ผลตอบแทนของการติดตั้ง และผลเชิงเศรษฐกิจทั้งต่อครัวเรือนและประเทศ</p>
<p>เพื่อตอกย้ำว่า <strong><em>Solar Roof คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ลดค่าไฟเฉลี่ย 30–60% ต่อปี และเป็นก้าวแรกสู่ Smarter Living ที่ช่วยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน</em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40813 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/KTC_Solar-Rooftop_1.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์</strong> นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ​มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว โดยประเมินครอบครัวกลุ่มเป้าหมายที่สามารถ​ได้รับสิทธิราว 9 หมื่นครัวเรือน</p>
<p>โดยผู้มีสิทธิต้องเป็น<strong>บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า</strong> <strong>ติดตั้งระบบโซลาร์แบบ </strong><strong>On-grid</strong> บนหลังคา ดาดฟ้า หรือพื้นที่อยู่อาศัยจริง <strong>กำลังการผลิตไม่เกิน </strong><strong>10 kWp</strong> และต้อง<strong>ซื้อจากผู้ประกอบการที่ออก </strong><strong>e‑Tax Invoice </strong><strong>พร้อมทั้งต้องเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้า</strong> (MEA หรือ PEA) <strong>ให้เสร็จและต้องยื่นขอใช้สิทธิ์ในปีภาษีที่ได้รับเชื่อมต่อเท่านั้น</strong></p>
<p>ทั้งนี้ มาตรการ​<strong>จำกัดหนึ่งหลัง–หนึ่งสิทธิ และใช้ได้ครั้งเดียวตลอดโครงการจนถึงวันที่ </strong><strong>31</strong><strong> ธันวาคม </strong><strong>2028</strong> จึงถือเป็นทั้งมาตรการช่วยลดภาระภาษีและลดค่าใช้จ่ายการลงทุนติดตั้งระบบฯ หากติดตั้งขนาด 5kW จะสามารถช่วยะประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 2,000-2,500 บาท/เดือน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรศึกษาหลักเกณฑ์การใช้สิทธิให้ครบถ้วนตามที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และร่วมกันสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40814 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Benefit-Solar-.jpg" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p><em>&#8220;<strong>การที่ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นการติดตั้งผ่านการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เชื่อว่า จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้มากกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า LNG 9.4 หมื่นตันต่อปี ​ ลดการปล่อยคาร์บอน 0.28 ล้านตันต่อปี พร้อมสร้างการจ้างงานได้กว่า 450 ตำแหน่ง</strong> ขณะที่แนวโน้มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในครัวเรือนรวมกว่า 800 -1,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญทั้งเรื่องค่าๆฟฟ้าและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการมีมาตราการทางภาษีเข้ามาจะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&#8221;</em></p>
<p><strong>คุณเอกภัทร ปัญญาแก้ว</strong> ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หลังภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท มีการเติบโตด้านดีมานด์อย่างชัดเจน ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยมีทั้งปัจจัยฤดูร้อนซึ่งเป็นไฮซีซันของโซลาร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ครอบครัวไทยมองเห็นภาพ <strong>‘ผลิตไฟเอง–ชาร์จเอง–ประหยัดจริง</strong>’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><em>&#8220;ข้อกำหนดด้านมาตรฐานอุปกรณ์ระดับสูงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรม เพราะผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานอยู่แล้วจะได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของตลาดในระยะยาว โดยคำถามที่ลูกค้ามักสอบถามแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละราย ผู้เริ่มต้นติดตั้ง Solar Rooftop มักกังวลเรื่องระยะคืนทุน ส่วนลูกค้าที่มีความรู้เบื้องต้นจะโฟกัสเรื่องความปลอดภัยของการติดตั้ง ทีมงาน A Solar จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนสนใจติดโซลาร์รูฟท็อปไว้วางใจ อีกทั้งยังให้บริการครบวงจร ทั้งประเมินระยะคืนทุนตามหน้างาน อธิบายมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัย ดูแลเอกสาร e‑Tax Invoice รวมถึงขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อไฟฟ้าเพื่อให้ใช้สิทธิ์ภาษีได้อย่างมั่นใจ สำหรับกำลังการผลิตที่เหมาะสมกับบ้านส่วนใหญ่ในไทยคือระบบ On‑grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมการใช้ไฟประมาณ 50–60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วงกลางวัน และยังสามารถต่อยอดสู่ระบบ Smart Home หรือการชาร์จรถยนต์ EV ได้ตามความต้องการของผู้บริโภคจริง”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40816 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/S__18727113.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณอัจฉรา ปู่มี</strong> ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชั่นด้าน Energy Efficiency มายาวนาน ​​เห็นการเปลี่ยนผ่านของบ้านไทยจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนวัตกรรมในบ้านเริ่มเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานสะอาด เช่น เครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องปรับอุณหภูมิสระว่ายน้ำของ PAC Regenerating Energy ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ครัวเรือนบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน และยกระดับ Smart Living ให้กลายเป็น Smarter Living อย่างแท้จริง</p>
<p><em>&#8220;​วันนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของพลังความร่วมมือที่ทำให้การใช้โซลาร์เกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐออกมาตรการและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยีให้เท่าทันยุคสมัย เคทีซีทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้บริโภคเข้าถึง      โซลูชันได้ง่ายขึ้น และสื่อมวลชนช่วยสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความเข้าใจที่ถูกต้อง’ เมื่อประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร และควรเริ่มต้นตรงไหน มาตรการนี้จะกลายเป็นแรงขับที่ทำให้บ้านไทยก้าวสู่ Smarter Living ได้จริงในอนาคตอันใกล้”</em></p>
<p><strong>คุณณัฐสิทธิ์ สุนทราณู</strong> <strong>ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี</strong> หรือ <strong>บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า เคทีซีให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของสมาชิกที่มีรวมกว่า  3 ล้านรายมาโดยตลอด โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน (SD) ผ่านการรวบรวมพันธมิตรที่ให้บริการด้านโซลาร์เซลล์ทั้งผู้จำหน่าย ผู้ติดตั้ง ที่มีความน่าเชื่อถือรวมกว่า 21 ราย เพื่ออำนวยความสะดวก และเป็นทางเลือกให้ลูกค้า โดยเชื่อว่าการมีมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุด 200,000 บาท ถือเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้จริง และช่วยให้สมาชิกวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างไม่กระทบรายได้หลัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40817 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/solar1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;จากอินไซต์การใช้จ่ายของสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop เติบโตต่อเนื่อง ​ช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนประกาศมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อนำข้อมูลก่อนและหลังการออกมาตรการในวันที่ 3 มีนาคม 2569 มาเปรียบเทียบกัน พบว่า <strong>การใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรเคทีซีในหมวด </strong><strong>Solar Roof </strong><strong>เพิ่มขึ้น </strong><strong>110%</strong> และ<strong>จำนวนธุรกรรมเติบโตขึ้น </strong><strong>40% โดยคาดว่าจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกไม่ต่ำกว่า​ 2 เท่า </strong> สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อ Solar Roof ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นชัดว่าผู้บริโภคเริ่มมองพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะ ‘เครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว’ ​เคทีซีจึงทำหน้าที่เป็น Financial Enabler ที่ช่วยให้สมาชิกบริหารค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้ง่ายขึ้น ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ผ่านสิทธิพิเศษร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการที่ตั้งเป้าขยายเครือข่ายพันธมิตรเพิ่มเติมเป็นกว่า 35 ราย ภายในสิ้นปี 2569 โดยทุกรายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันและการติดตั้ง Solar Roof ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างรอบคอบ&#8221;</em></p>
<p>สำหรับสิทธิประโยชน์เพื่อให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีและบัตรกดเงินสด &#8216;เคทีซี พราว&#8217; รวมกว่า 3 ล้านบัตร มั่นใจได้ถึงคุณภาพเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการติดตั้ง และความคุ้มค่าในระยะยาว รวมทั้งลดภาระด้านค่าครองชีพผ่าน <strong>สิทธิผ่อน </strong><strong>0% </strong><strong>สูงสุด </strong><strong>10 </strong><strong>เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน และใช้คะแนน </strong><strong>KTC FOREVER </strong><strong>แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด </strong><strong>13% </strong><strong>ระหว่างวันที่ </strong><strong>1 </strong><strong>มีนาคม </strong><strong>2569 &#8211; 30 </strong><strong>พฤศจิกายน </strong><strong>2569</strong> ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Solar Rooftop และสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่าย สะดวก และก้าวจาก Smart Living ไปสู่ Smarter Living ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/solar-roof หรือติดต่อ KTC PHONE 02 123 5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี  สำหรับผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 20%-25% ต่อปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/solar-rooftop-game-changer-thai-household-energy/">พพ. มองมาตรการลดภาษีโซลาร์บ้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน ลดใช้ไฟฟ้า 585 หน่วยต่อปี พร้อมจ้างงานเพิ่ม 450 ตำแหน่ง ด้าน KTC เผยยอดใช้จ่ายหมวดโซลาร์หลังมาตรการมีผลเติบโตแล้ว 110%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 09:09:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[banpu]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Energy Storage System]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Farm]]></category>
		<category><![CDATA[BESS]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Storage]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Symphonics]]></category>
		<category><![CDATA[Power]]></category>
		<category><![CDATA[Remewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[ดาต้าเซ็นเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[สินนท์ ว่องกุศลกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่ฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40712</guid>

					<description><![CDATA[<p>การมีระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ส่งผลให้แนวโน้มการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ไม่เพียงมองเห็นการเติบโตของดีมานด์ในการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบกักเก็บพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา​ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถมีพลังงานไฟฟ้าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์อีกหนึ่งวาระสำคัญทั้งของโลกและขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย BESS ฐานกำลังสำคัญ​ สร้างเสถียรภาพระบบพลังงาน นำมาสู่การลงทุนใน &#8216;ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่&#8217; (BESS : Battery Energy Storage System) โดยการใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายโดยเฉพาะจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ (Renewable) เพื่อสะสมพลังงานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และสำรองไว้สำหรับจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง​ โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Power+ หรือกลุ่มธุรกิจ​ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ของบ้านปู ซึ่งได้เริ่มนำร่องโครงการแรกมาตั้งแต่ปี 2564 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะทยอยเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องทั้งในจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ​ หากมองโอกาสของตลาด BESS ​นับเป็นอีกหนึ่ง​​ตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดย​มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2567 ​มีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง​​ 36% สะท้อนบทบาทสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/">บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การมีระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ส่งผลให้แนวโน้มการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน</p>
<p><span id="more-40712"></span></p>
<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) </strong>ไม่เพียงมองเห็นการเติบโตของดีมานด์ในการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบกักเก็บพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา​ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถมีพลังงานไฟฟ้าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์อีกหนึ่งวาระสำคัญทั้งของโลกและขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย</p>
<p><strong>BESS ฐานกำลังสำคัญ​ สร้างเสถียรภาพระบบพลังงาน</strong></p>
<p>นำมาสู่การลงทุนใน <strong>&#8216;ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่&#8217;</strong> <strong>(BESS : Battery Energy Storage System)</strong> โดยการใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในการเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายโดยเฉพาะจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ (Renewable) เพื่อสะสมพลังงานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และสำรองไว้สำหรับจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง​ โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ <strong>Power+ </strong>หรือกลุ่มธุรกิจ​ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ของบ้านปู ซึ่งได้เริ่มนำร่องโครงการแรกมาตั้งแต่ปี 2564 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะทยอยเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องทั้งในจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ​</p>
<p>หากมองโอกาสของตลาด BESS ​นับเป็นอีกหนึ่ง​​ตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดย​มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2567 ​มีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง​​ 36% สะท้อนบทบาทสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการ​เสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนรวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น​ต่อเนื่อง ให้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อรักษาศักยภาพของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต</p>
<p>ปัจจุบันบ้านปู ขยายการลงทุน BESS ​จนถึงปัจจุบัน​รวมทั้งสิ้นจำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนา กระจายใน 4 ประเทศหลัก รวมกำลังการผลิตมากกว่า 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง และมีทิศทางขยายการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานสะอาดที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>การขยายการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ <strong>Energy Symphonics</strong> ภายใต้กลุ่มธุรกิจ<strong> Power+</strong> ซึ่งมุ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในลักษณะแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร ผสานการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน และพลังงานหมุนเวียน เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้ากลุ่มธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40732 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Wooreen-BESS-re.jpg" alt="" width="700" height="700" /></p>
<p><strong>ขยายพอร์ตโฟลิโอ ปักหมุด 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ </strong></p>
<p>บ้านปูมุ่งขยายธุรกิจ BESS ในตลาดที่เอื้ออำนวย ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตลาดไฟฟ้าที่เปิดเสรี และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และในทุกตลาดถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งเตรียมเปิดทยอยเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>จีน</strong> : ผ่านการลงทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ <strong>Jinhu Qianfeng</strong> ที่ติดตั้ง BESS เพื่อบริหารการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีความผันผวนตามช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงในเวลากลางวัน BESS จึงเข้ามาช่วยปรับสมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้กับความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดว่าโครงการ Jinhu Qianfeng จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569</p>
<p><strong>ออสเตรเลีย</strong> : โครงการ <strong>Wooreen</strong> และ โครงการ <strong>Kerang</strong> อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะเปิดดำเนินการครึ่งหลังของปี 2570</p>
<p><strong>ญี่ปุ่น</strong> : บ้านปูได้ก้าว​​สู่การเป็นผู้เล่นรายหลักระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ด้วยโครงการ<strong> Iwate Tono</strong> ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการ <strong>Aizu</strong> โครงการ <strong>Tsuno</strong> รวมถึง โครงการ<strong> Kamigumi-Tokyo</strong> ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571 โดยโครงการ Kamigumi-Tokyo ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government) โครงการทั้งหมดดำเนินงานในรูปแบบตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) และสร้างรายได้จากการซื้อขายพลังงาน (Energy Arbitrage) การให้บริการในตลาดสมดุลพลังงาน (Balancing Market) และตลาดกำลังการผลิต (Capacity Market) พร้อมใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p>
<p><strong>สหรัฐอเมริกา</strong> : หมุดหมายล่าสุด และเป็น BESS แห่งแรกของบ้านปูในสหรัฐอเมริกา ผ่าน <strong>โครงการ Megamouth ในเมืองฮิวสตัน </strong>ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความต้องการพลังงานในระดับสูง และมีมาร์เก็ตไซส์ของ BESS ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรวมทั้งมีการ​เติบโตอย่างรวดเร็ว</p>
<p>สำหรับโครงการ Megamouth มีขนาดกำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy และดำเนินงานในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT โดยการลงทุนครั้งนี้ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าของบ้านปูในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40731 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ตารางรายละเอียดแต่ละประเทศ-TH-BESS.jpg" alt="" width="1200" height="441" /></p>
<p><strong>คุณสินนท์ ว่องกุศลกิจ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเดินหน้าขยายการลงทุน BESS ของบ้านปูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการสร้างการเติบโตผ่านรายได้​จากการบริหารจัดการราคาพลังงานในแต่ละช่วงเวลา เช่น การซื้อไฟฟ้าในช่วงราคาต่ำและจำหน่ายในช่วงราคาสูง (Energy Arbitrage) และการให้บริการเสริมเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) รวมทั้งยังมีข้อได้เปรียบจากความสามารถในการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์อื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานของบ้านปู เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และธุรกิจซื้อขายพลังงาน เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานของแต่ละสินทรัพย์ เช่น การบริหารต้นทุนและสร้างรายได้ หรือการควบคุมความเสถียรของระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการพลังงาน และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์และภาคธุรกิจ</p>
<p><em> “การขยายการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ของบ้านปูในประเทศยุทธศาสตร์ต่างๆ คือก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโฟลิโอพลังงานของบ้านปู​ให้สอดรับกับเทรนด์พลังงานอนาคต เราเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาเสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ อีกทั้งการผสานพลังร่วมกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและขยายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน บ้านปูจึงมั่นใจว่าการลงทุนใน BESS ไม่เพียงตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว”  </em>คุณสินนท์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/banpu-update-bess-projects-2026/">บ้านปู ปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขยาย BESS เพิ่มเสถียรภาพระบบ​พลังงาน​ รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์  AI เติบโตทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สหพัฒนพิบูล เผยผล​ Decarbonization ส่งเสริม EV Trucks และ Renewable ขับเคลื่อนสู่ &#8216;องค์กรคาร์บอนต่ำ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/spc-sahapat-low-carbon-strategy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 12:12:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[EV Truck]]></category>
		<category><![CDATA[green energy]]></category>
		<category><![CDATA[Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Low carbon Logistics]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[SPC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[รถบรรทุกไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สหพัฒนพิบูล]]></category>
		<category><![CDATA[สหพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40388</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความยั่งยืนที่วัดผลได้ สหพัฒนพิบูล หรือ SPC เผยผลสำเร็จจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาระบบขนส่งคาร์บอนต่ำและการใช้พลังงานทดแทน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ได้ถึง 23,936 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,596 ต้น พร้อมทั้งนำพลังงานแสงอาทิตย์จากระบบ Solar Rooftop มาใช้ เพื่อลดการพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าจากภายนอก ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low-carbon Logistics ผ่านการนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้งาน EV Truck ในปี 2568 ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนมีนาคม – ธันวาคม 2568 สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 23,936 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/spc-sahapat-low-carbon-strategy/">สหพัฒนพิบูล เผยผล​ Decarbonization ส่งเสริม EV Trucks และ Renewable ขับเคลื่อนสู่ &#8216;องค์กรคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความยั่งยืนที่วัดผลได้ สหพัฒนพิบูล หรือ </strong><strong>SPC </strong><strong>เผยผลสำเร็จจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาระบบขนส่งคาร์บอนต่ำและการใช้พลังงานทดแทน </strong></p>
<p><span id="more-40388"></span></p>
<p><strong>โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (</strong><strong>EV Truck) </strong><strong>ได้ถึง 23</strong><strong>,</strong><strong>936 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (</strong><strong>kgCO</strong><strong>2</strong><strong>e</strong><strong>) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1</strong><strong>,</strong><strong>596 ต้น พร้อมทั้งนำพลังงานแสงอาทิตย์จากระบบ </strong><strong>Solar Rooftop </strong><strong>มาใช้ เพื่อลดการพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าจากภายนอก ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว</strong></p>
<p><strong>บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>SPC </strong>ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low-carbon Logistics ผ่านการนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40506 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Re-SPC6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้งาน EV Truck ในปี 2568 ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนมีนาคม – ธันวาคม 2568 สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 23,936 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,596 ต้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในอาคารสำนักงานและคลังสินค้า ช่วยลดการพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าจากภายนอก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงานขององค์กร</p>
<p>ปัจจุบัน สหพัฒนพิบูล ได้นำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจาก Solar Rooftop มาใช้ในสถานที่หลัก ได้แก่ สำนักงานใหญ่ คลังสินค้าร่มเกล้า และคลังสินค้าศรีราชา เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40507 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Re-SPC2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>การนำ EV Truck และพลังงานจาก Solar Rooftop มาใช้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบและสามารถวัดผลได้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และการใช้ทรัพยากรให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร</p>
<p>สหพัฒนพิบูล ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/spc-sahapat-low-carbon-strategy/">สหพัฒนพิบูล เผยผล​ Decarbonization ส่งเสริม EV Trucks และ Renewable ขับเคลื่อนสู่ &#8216;องค์กรคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CKPower เผยกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง อานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการ   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/ckpower-growth-performance-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 15:23:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[NN2]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[XPCL]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40204</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ CKPower เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,036 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 81% จากปีก่อน คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การเติบโต​ดังกล่าวมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน 1,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,214 ล้านบาท หรือ 202% จากปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเฉลี่ยในปี 2568 ที่มากกว่าปีก่อนถึง 7% ประกอบกับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/ckpower-growth-performance-2025/">CKPower เผยกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง อานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ CKPower เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,036 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 81% จากปีก่อน</p>
<p><span id="more-40204"></span></p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ <strong>CKPower</strong> (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การเติบโต​ดังกล่าวมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ <strong>บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL)</strong> จำนวน 1,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,214 ล้านบาท หรือ 202% จากปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเฉลี่ยในปี 2568 ที่มากกว่าปีก่อนถึง 7%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40208 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/CKP1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ประกอบกับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก</p>
<p>ขณะเดียวกัน<strong> บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2)</strong> ก็มีผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดย NN2 มีรายได้จากการขายไฟฟ้าจำนวน 4,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาท หรือ 7% จากปีก่อน เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในช่วงต้นปีและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในปี 2568 สูงกว่าปีก่อน</p>
<p>โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ทำให้ผลการดำเนินงานของ CKPower ในภาพรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์</strong> กล่าวว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของ NN2 ในช่วงต้นปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และมีปริมาณน้ำไหลเข้าในเดือนมกราคมมากกว่าปีก่อน ส่งผลดีต่อการบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ที่โดยปกติจะมีฝนตกน้อย ขณะที่ XPCL มีปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าเฉลี่ยในเดือนมกราคมสูงกว่าปีก่อนเช่นกัน ส่งผลดีต่อการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ ด้านโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 65% ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40210 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/CKP3.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 6% จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการทยอยลงทุนเพิ่มเติมใน <strong>บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (LPCL)</strong> และผลการดำเนินงานของ XPCL ในปี 2568 ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการมีเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 1/2568 และเงินสดจากการดำเนินงาน โดยอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.26 เท่า เพิ่มขึ้น 0.40 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.50 เท่า สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาและของประเทศไทยมีการปรับลดเพิ่มเติม จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและหนุนผลการดำเนินงานของ CKPower ต่อเนื่องไปในปี 2569 โดยบริษัทจะยังคงติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและบริหารจัดการหนี้สินระยะยาวให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>นายธนวัฒน์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่มีความท้าทายทั้งจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบริบทด้านพลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการประเมินจากเวทีทั้งในประเทศและระดับสากลตามมาตรฐานความยั่งยืน อาทิ ASEAN CG Scorecard และนิตยสาร The Asset ซึ่งสะท้อนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับเอเชีย</p>
<p>นอกจากนี้ CKPower ยังได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ที่ระดับ &#8220;AAA&#8221; ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน ESG100 บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุนจากสถาบันไทยพัฒน์อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบริษัทยังคงขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และการยกระดับความพร้อมขององค์กรด้านบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/ckpower-growth-performance-2025/">CKPower เผยกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง อานิสงส์จากปริมาณน้ำหนุนผลประกอบการ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 11:42:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CENTEL]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[CPN]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRL]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[GO Wholesale]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัลพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทารา]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โรบินสันไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40111</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน &#8216;เส้นเลือดหลัก&#8216; ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/">กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน<strong> &#8216;เส้นเลือดหลัก</strong>&#8216; ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ</p>
<p><span id="more-40111"></span></p>
<p>ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง</p>
<p>ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ<strong> กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ</strong> ได้แก่ <strong>บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CRC, </strong><strong>บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CPN </strong><strong>และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>CENTEL / </strong><strong>เซ็นทารา </strong>ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน <em><strong>Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม</strong> </em>สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40113 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/K-Pichai.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์</strong> กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation ร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน</p>
<p><b> </b> <em>“สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี <strong>เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง</strong> และการขับเคลื่อน <strong>Green Transportation</strong> สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40117 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TOPS.jpg" alt="" width="1200" height="862" /></p>
<p><strong><u>บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน </u></strong><strong><u>Green Transportation</u></strong></p>
<p><strong>เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (</strong><strong>CRL)</strong> เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว</p>
<p><strong>Tops </strong><strong>ธุรกิจกลุ่ม </strong><strong>Food </strong><strong>ในเครือเซ็นทรัล รีเทล</strong> เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ <strong>&#8217;12 Missions to Sustainable Retail&#8217;</strong> และแนวคิด <strong>&#8216;Small Acts Together&#8217;</strong> พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40120 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TOPS2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ไทวัสดุ :</strong>ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ</p>
<p>ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40119 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ThaiWassadu.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>GO Wholesale</strong> : ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40115 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Go-WS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต</p>
<p><strong>โรบินสันไลฟ์สไตล์</strong> : ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40118 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี</p>
<p><strong>เซ็นทรัลพัฒนา :</strong> จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี &#8216;The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow&#8217; ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ &#8216;อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน&#8217; เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40121 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่</p>
<p><strong>โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา</strong> : ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40114 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Centara.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร</strong> ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40116 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/TUK-TUK.jpg" alt="" width="600" height="600" /></p>
<p><strong>ชู Data &amp; Technology เพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40122 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/RBS2.jpg" alt="" width="1200" height="600" /></p>
<p>ในอนาคต <strong>กลุ่มเซ็นทรัล</strong> มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-group-focus-green-transportation/">กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวม 27 โครงการ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/gulf-signing-to-renewable-energy-plant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 08 Feb 2026 11:08:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ADB]]></category>
		<category><![CDATA[Asian Development Bank]]></category>
		<category><![CDATA[BESS]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Green Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Green Loan]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial Waste]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[Mr. Aaron Batten]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable Energy Plant]]></category>
		<category><![CDATA[Signing]]></category>
		<category><![CDATA[Solar]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์ จันทโนทก]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[สารัชถ์ รัตนาวะดี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าจากขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39917</guid>

					<description><![CDATA[<p>GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด หนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2593 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้ง​ 27 แห่ง ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 843 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวนรวม 12 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/gulf-signing-to-renewable-energy-plant/">GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวม 27 โครงการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด หนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2593</p>
<p><span id="more-39917"></span></p>
<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF</strong> ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์</p>
<p>ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้ง​ 27 แห่ง ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 843 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวนรวม 12 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด</p>
<p>นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ GULF และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39923 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Gulf2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 843 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567-2569 นั้น มีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการสนับสนุนเงินกู้ จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ โดยมี Asian Development Bank (ADB) เป็นธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก (mandated lead arranger and bookrunner) พร้อมทั้งวงเงินกู้ร่วมจาก Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB), Deutsche Investitions- und Entwicklungsgesellschaft (DEG), Development Finance Institute Canada (FinDev Canada), Export Finance Australia (EFA), Export-Import Bank of China (CEXIM), Japan International Cooperation Agency (JICA), KEXIM Global (Singapore) (KGS), ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Bangkok Branch, Sumitomo Mitsui Trust Bank (Thai), และ DBS Bank</p>
<p>ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วไป 12 โครงการ (กำลังการผลิตตามสัญญารวม 649 เมกะวัตต์) ในปี 2567–2568 และอีก 3 โครงการ (กำลังการผลิตตามสัญญารวม 194 เมกะวัตต์) อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39922 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/GULF3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ GULF ยังเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมจำนวน 12 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 โดยมุ่งแปรรูปขยะอุตสาหกรรมให้เป็นพลังงานอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาการฝังกลบ และยกระดับการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าว ได้รับวงเงินกู้ระยะยาวรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากกลุ่มสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ได้แก่ ADB และ AIIB รวมถึงสถาบันการเงินพาณิชย์ชั้นนำ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทหารไทยธนชาต, Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Bangkok Branch และ Standard Chartered Bank</p>
<p><strong>คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอขอบคุณธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Bank หรือ MDB) สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (Development Finance Institution หรือ DFI) เช่น ADB รวมถึงธนาคารพาณิชย์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนเงินกู้ในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศมีต่อ GULF</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39920 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Gulf5.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><em>&#8220;ปัจจุบัน GULF มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ การสนับสนุนจากภาคการเงินในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ของประเทศไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปีพ.ศ. 2593”</em> คุณสารัชถ์ กล่าว</p>
<p><strong>Mr. Aaron Batten</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานเอดีบีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก (Sole Mandated Lead Arranger and Bookrunner) สำหรับกลุ่มโครงการพลังงานหมุนเวียน และในฐานะผู้ประสานงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Coordinator) สำหรับกลุ่มโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม ADB​ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนธุรกรรมทางการเงิน​ครั้งนี้ ซึ่ง<em><strong>การสนับสนุนของ ADB สะท้อน​บทบาทสำคัญของการลงทุนจากภาคเอกชนในการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนที่ได้ตั้งไว้</strong></em>  ความร่วมมือครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาวสำหรับภูมิภาคอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39921 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/S__238002221.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณกฤษณ์ จันทโนทก</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนกลุ่มบริษัท GULF ในโครงการด้านความยั่งยืนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน <em><strong>การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทั้งปัญหาการจัดการขยะและความต้องการใช้พลังงานคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</strong></em> โครงสร้างทางการเงินของโครงการนี้นับเป็นต้นแบบสำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต และตอกย้ำว่าความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สามารถดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทของตลาดพลังงานไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/gulf-signing-to-renewable-energy-plant/">GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวม 27 โครงการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทรดคาร์บอน &#8216;โทเคน&#8217; ไม่ได้ช่วย ลดโลกร้อน ?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/ttb-quote-tokenization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:14:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonNeutraul]]></category>
		<category><![CDATA[Currency]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Digital]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[REC]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TMBThanachart]]></category>
		<category><![CDATA[Token]]></category>
		<category><![CDATA[Tokenization]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทีเอ็มบีธนชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ตัณฑเกษม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โทเคน]]></category>
		<category><![CDATA[โทเคนดิจิทัล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39308</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; &#8220;เราต้องเริ่มมองการพัฒนาจากพื้นฐานก่อน มองที่การสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่ใช่มองข้ามขั้นไปที่เรื่องของการเทรดโดยไม่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคนละเรื่อง กลายเป็นเพียงการพัฒนา &#8216;คาร์บอนคอยน์&#8217; เพื่อมาใช้ในการเก็งกำไรเท่านั้น โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรให้โลกนี้ดีขึ้น​​&#8221; มุมมองของ คุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาติ หรือ TTB ​ที่มีต่อการนำเทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้จากกระบวนการลดก๊าซเรือนกระจก Decarbonization ให้อยู่ในรูปแบบ​ &#8216;โทเคนดิจิทัล&#8217;ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนเครดิต , REC หรือใบรับรองการใช้ไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate) รวมทั้งสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Allowance) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์​คุณปิติ กล่าวว่า ttb ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในแผน และมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณา รวมทั้งยังมองว่าเป็นคนละประเด็นกับการลงทุนเพื่อช่วยขับเคลื่อนการ​ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดน้อยลง&#8220;ประเด็นนี้เป็น 2 เรื่องที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันเลย แต่อาจทำให้คนเข้าใจได้ว่า การเทรดคาร์บอนโทเคนจะช่วยลด โลกร้อน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกลับให้ผลที่ตรงข้ามกัน ยิ่งเทรดโลกยิ่งร้อน เพราะการเทรดต้องใช้พลังงานสูงมาก&#8221;คุณปิติ ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า เราต้องเริ่มมองการพัฒนาจากพื้นฐานก่อน มองที่การสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่ใช่มองข้ามขั้นไปที่เรื่องของการเทรดโดยไม่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน เพราะเป็นคนละเรื่อง ไม่อย่างนั้นจะเป็นเพียงการพัฒนา คาร์บอนคอยน์ เพื่อมาใช้ในการเก็งกำไร​เท่านั้น โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนอะไรให้โลกดีขึ้นเลย&#8220;เราต้องมองเรื่องนี้ไปที่ &#8216;แก่น&#8217; ไม่ใช่​ &#8216;เปลือก&#8217; เพราะหากไม่พิจารณาให้ดี แล้วมุ่งพัฒนา​แค่เปลือกจะทำให้เกิดความ​สับสน หรืออาจจะเกิดความตื่นเต้นที่สามารถทำให้เรื่องนี้ให้สำเร็จได้ แต่ผลที่ได้กลับไม่สามารถแก้ปัญหา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/ttb-quote-tokenization/">เทรดคาร์บอน &#8216;โทเคน&#8217; ไม่ได้ช่วย ลดโลกร้อน ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><em>&#8220;เราต้องเริ่มมองการพัฒนาจากพื้นฐานก่อน มองที่การสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่ใช่มองข้ามขั้นไปที่เรื่องของการเทรดโดยไม่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคนละเรื่อง กลายเป็นเพียงการพัฒนา &#8216;คาร์บอนคอยน์&#8217; เพื่อมาใช้ในการเก็งกำไรเท่านั้น โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรให้โลกนี้ดีขึ้น​​&#8221;</em></p>
<p><span id="more-39308"></span></p>
<p>มุมมองของ <strong>คุณปิติ ตัณฑเกษม</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทีเอ็มบีธนชาติ</span> หรือ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">TTB</span> ​ที่มีต่อการนำเทคโนโลยี <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Tokenization</span></strong> หรือการแปลงมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้จากกระบวนการลดก๊าซเรือนกระจก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decarbonization</span> ให้อยู่ในรูปแบบ​ <strong>&#8216;โทเคนดิจิทัล&#8217;</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />ไม่ว่าจะเป็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนเครดิต</span> , <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">REC</span> หรือใบรับรองการใช้ไฟฟ้าจาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">พลังงานหมุนเวียน</span> (Renewable Energy Certificate) รวมทั้งสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Allowance</span>) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์​<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>คุณปิติ</strong> กล่าวว่า ttb ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในแผน และมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณา รวมทั้งยังมองว่าเป็นคนละประเด็นกับการลงทุนเพื่อช่วยขับเคลื่อนการ​ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดน้อยลง<br class="html-br" /><br class="html-br" /><em>&#8220;ประเด็นนี้เป็น 2 เรื่องที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันเลย แต่อาจทำให้คนเข้าใจได้ว่า การเทรดคาร์บอนโทเคนจะช่วยลด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โลกร้อน</span> ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกลับให้ผลที่ตรงข้ามกัน ยิ่งเทรดโลกยิ่งร้อน เพราะการเทรดต้องใช้พลังงานสูงมาก&#8221;</em><br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>คุณปิติ</strong> ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า เราต้องเริ่มมองการพัฒนาจากพื้นฐานก่อน มองที่การสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่ใช่มองข้ามขั้นไปที่เรื่องของการเทรดโดยไม่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน เพราะเป็นคนละเรื่อง ไม่อย่างนั้นจะเป็นเพียงการพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คาร์บอนคอยน์</span> เพื่อมาใช้ในการเก็งกำไร​เท่านั้น โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนอะไรให้โลกดีขึ้นเลย<br class="html-br" /><br class="html-br" /><em>&#8220;เราต้องมองเรื่องนี้ไปที่ &#8216;แก่น&#8217; ไม่ใช่​ &#8216;เปลือก&#8217; เพราะหากไม่พิจารณาให้ดี แล้วมุ่งพัฒนา​แค่เปลือกจะทำให้เกิดความ​สับสน หรืออาจจะเกิดความตื่นเต้นที่สามารถทำให้เรื่องนี้ให้สำเร็จได้ แต่ผลที่ได้กลับไม่สามารถแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่แก่นได้เลย สิ่งสำคัญคือ การสร้างความเข้าใจ และผลักดันให้เกิดการลงทุนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านและสร้างผลลัพธ์คือ การลดคาร์บอนฟุตพรินท์ได้จริง&#8221;</em><br class="html-br" /><br class="html-br" />ประกอบกับหากมองที่ผลสัมฤทธิ์ในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เราก็มีระบบกลางที่มีหลักเกณฑ์​ มีความน่าเชื่อถือ ผ่านการเทรดหุ้น ในรูปแบบ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Centralize</span> โดยการควบคุมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จึงไม่เห็นด้วยนักกับการที่ต้อง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decentralize</span> เพื่อต้องการบรรลุเป้าหมาย​ในสิ่งเดียวกัน แถมยังต้องใช้พลังงานมากมายในการดำเนินการ รวมทั้งอาจไม่ได้มีส่วน​ช่วย​ให้เกิดการแก้ปัญหาได้จริง<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่สังคมเอง ก็อาจจะ​โฟกัสอยู่แค่การนำเสนอ &#8216;เปลือก&#8217; ในหลากหลายรูปแบบ ​โดยไม่ได้หันกลับไปมองที่แก่นของเรื่องที่ถูกจุดอย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/ttb-quote-tokenization/">เทรดคาร์บอน &#8216;โทเคน&#8217; ไม่ได้ช่วย ลดโลกร้อน ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHA คาดรายได้จากฝั่ง Green Business ขยับแตะ 1,500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2025 นี้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/wha-green-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:09:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Commitment]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Green กินได้]]></category>
		<category><![CDATA[Mobilix]]></category>
		<category><![CDATA[Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableGrowth]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Reduction 3R]]></category>
		<category><![CDATA[Water Conservation Program]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39311</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เพราะเชื่อว่าการขับเคลื่อนเรื่องของ ความยั่งยืน ไม่ใช่การเพิ่ม ต้นทุน แต่ถือเป็นการลงทุนของธุรกิจ ซึ่งธรรมชาติของการลงทุน จะต้องให้ ผลตอบแทน กลับมา ในระยะยาว โดยผลตอบแทนอาจจะอยู่ในรูปของต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงในภาพรวม หรือโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จากการมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Operation เพราะสุดท้ายแล้ว การทำธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้าง กำไร ให้ได้มุมมองของ คุณจูน -จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​ WHA Groupพร้อมฉายภาพให้เห็น &#8216;ผลตอบแทน&#8217;​ จากกความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนของ​ WHA Group ในรูปแบบของการ​สร้างรายได้ให้ธุรกิจที่แตะหลักพันล้านบาทได้แล้ว จากผลกำไรทั้งกรุ๊ปรวมกว่า 4,500 ล้านบาท นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการลดต้นทุน และการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน CarbonNeutrality ได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2021พร้อมทั้งโอกาสเติบโตที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งจากดีมานด์ และศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชั่นที่รองรับการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจ ทำให้เชื่อว่ารายได้ที่มาจากกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในฟาก Green จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาท​ ภายในสิ้นปี 2025 นี้โดยหลังจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/wha-green-business/">WHA คาดรายได้จากฝั่ง Green Business ขยับแตะ 1,500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2025 นี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เพราะเชื่อว่าการขับเคลื่อนเรื่องของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ไม่ใช่การเพิ่ม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ต้นทุน</span> แต่ถือเป็นการลงทุนของธุรกิจ ซึ่งธรรมชาติของการลงทุน จะต้องให้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ผลตอบแทน</span> กลับมา ในระยะยาว โดยผลตอบแทนอาจจะอยู่ในรูปของต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงในภาพรวม หรือโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จากการมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Operation</p>
<p><span id="more-39311"></span></p>
<p>เพราะสุดท้ายแล้ว การทำธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้าง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กำไร</span> ให้ได้<br class="html-br" /><br class="html-br" />มุมมองของ <strong>คุณจูน -จรีพร จารุกรสกุล</strong> ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">WHA Group</span></strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมฉายภาพให้เห็น <em>&#8216;ผลตอบแทน&#8217;</em>​ จากกความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนของ​ WHA Group ในรูปแบบของการ​สร้างรายได้ให้ธุรกิจที่แตะหลักพันล้านบาทได้แล้ว จากผลกำไรทั้งกรุ๊ปรวมกว่า 4,500 ล้านบาท นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการลดต้นทุน และการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CarbonNeutrality</span> ได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2021<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมทั้งโอกาสเติบโตที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งจากดีมานด์ และศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชั่นที่รองรับการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจ ทำให้เชื่อว่ารายได้ที่มาจากกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในฟาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green</span> จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาท​ ภายในสิ้นปี 2025 นี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยหลังจาก <strong>WHA Group</strong> ประกาศ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Mission</span> เพื่อบรรลุเป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net zero</span> ในปี 2050 พร้อมวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการทำ Digital Transformation เพื่อเพิ่มศักยภาพและความพร้อมให้องค์กร พร้อมประกาศ Commitment องค์กร เพื่อเติบโตควบคู่ไปกับการสร้าง Positive Impact และวางเป้าหมายไว้ทั้งระยะสั้นในปี 2030 ที่ต้องการลด Emission 42% จากปีฐาน 2021 , ส่งเสริม Green Procurement 50% รวมทั้งการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่​ให้ได้ 70%<br class="html-br" /><br class="html-br" />รวมทั้งเป้าหมายระยะยาวในปี 2050 ทั้งการบรรลุ Net zero ทั้ง 3 สโคป การสร้าง Circularity Ecosystem ภายในธุรกิจ รวมทั้งการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำ​ธรรมชาติให้ได้ทั้ง 100%<br class="html-br" /><br class="html-br" />หลังวางเป้าหมาย​ชัดเจน ก็นำมาสู่การจัดกระบวนทัพและวางกลยุทธ์ให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ผ่านการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ กลุ่มนิคมอุตสากรรม กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค รวมทั้งธุรกิจใหม่อย่าง Mobilix เพื่อรองรับ Green Logistics รวมทั้งกลุ่มพัมนาดิจิทัลโซลูชั่นส์ ​ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตที่​ยั่งยืน มีการเติบโตที่แข็งแรงและสามารถสร้างรายได้ ควบคู่ไปกับการลด Carbon Emission จากการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ<br class="html-br" /><br class="html-br" />ไม่ว่าจะเป็น <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Mobilix</span></strong> ที่ปี 2024 ที่ผ่านมา มีจำนวนรถ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">EV</span> ให้บริการในแพลตฟอร์มแล้ว 330 คัน สร้างรายได้แล้ว 132 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มรถเป็นกว่า 2 หมื่นคันในปี 2029 ซึ่งคาดว่าจะสามารถลด Emisison ลงได้ถึง 2,800 ตันคาร์บอนเทียบเท่า<br class="html-br" /><br class="html-br" />ส่วนกลุ่ม <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Renewable Energy</span></strong> สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้ว 437 เมกะวัตต์​ สร้างรายได้ 493 ล้านบาท และคาดจะเพิ่มเป็น 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยลด Emission ได้มากกว่า 6.1 หมื่นตันคาร์บอน ขณะที่สามารถบำบัดและบริหารจัดการน้ำในปีที่ผ่านมาได้กว่า 7.64 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างรายได้ 303 ล้านบาท และคาดว่าจะทำได้เพิ่มเป็น 24.25 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเทียบเป็นปริมาณที่ให้คนนำไปใช้ได้มากกว่า 2.15 แสนคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />นอกจากนี้ ยังมีโอกาสใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างศึกษา หรือรอโอกาสเติบโตและเป็น New Engine ใหม่ให้องค์กรได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากคาร์บอนเครดิต การต่อยอดจากการบริหารจัดการแบตเตอรี่เก่า จากฟลีทรถขนส่ง EV รวมทั้งพลังงานสะอาดที่จะเดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมทั้งศึกษาเรื่องของพลังงานิวเคลียร์ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SMR</span> และการจัดเก็บคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CCUS</span> ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับพันธมิตร หรือรอให้ต้นทุนทางเทคโนโลยีปรับตัวลดลงเพื่อเข้าไปลงทุน เพิ่ม​โอกาสเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต<br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับ​แนวทางที่ <strong>WHA</strong> จะใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน จะโฟกัสผ่าน 5 ด้าน คือ Green Mobility, Water Conservation Program , Waste Reduction By 3R , Green Construction และ Decarbonization เพื่อสามารถต่อยอดและสร้างรากฐานทีแข็งแกร่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/wha-green-business/">WHA คาดรายได้จากฝั่ง Green Business ขยับแตะ 1,500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2025 นี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บี.กริม เพาเวอร์ เดินหน้า GreenLeap ปี 2569 เร่งขยายพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก และลงทุนดิจิทัลอินฟราฯ เสริมธุรกิจหลัก มุ่งสู่ Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/bgrimm-greenleap-global-and-green/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 13:36:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BGRIM POWER]]></category>
		<category><![CDATA[Empowering the World Compassionately]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[GreenLeap-Global and Green]]></category>
		<category><![CDATA[PPA]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฮาราลด์ ลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[นพเดช กรรณสูต]]></category>
		<category><![CDATA[บี.กริม เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[พีรเดช พัฒนจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39833</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าว สะท้อนพัฒนาการขององค์กรจากผู้บุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม สู่แพลตฟอร์มพลังงานระดับโลกที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “GreenLeap – Global and Green” โดยเดินหน้าขยายการลงทุนร่วมกับพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล บี.กริม เพาเวอร์ องค์กรที่อยู่เคียงคู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 148 ปี จากรากฐานปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมในหลายมิติ อาทิ การศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม ควบคู่การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ปี 2558 และการต่อยอดสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2568 โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง 3 ท่าน ประกอบด้วย นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม และนางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/bgrimm-greenleap-global-and-green/">บี.กริม เพาเวอร์ เดินหน้า GreenLeap ปี 2569 เร่งขยายพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก และลงทุนดิจิทัลอินฟราฯ เสริมธุรกิจหลัก มุ่งสู่ Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)</strong> จัดงานแถลงข่าว สะท้อนพัฒนาการขององค์กรจากผู้บุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม สู่แพลตฟอร์มพลังงานระดับโลกที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “<strong>GreenLeap – Global and Green</strong>” โดยเดินหน้าขยายการลงทุนร่วมกับพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</p>
<p><span id="more-39833"></span></p>
<p><strong>บี.กริม เพาเวอร์</strong> องค์กรที่อยู่เคียงคู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 148 ปี จากรากฐานปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมในหลายมิติ อาทิ การศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม ควบคู่การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ปี 2558 และการต่อยอดสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2568 โดยมี<br />
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง 3 ท่าน ประกอบด้วย<strong> นายพีรเดช พัฒนจันทร์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน <strong>นายนพเดช กรรณสูต</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม และนางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39870 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Bgrim4.jpg" alt="" width="1567" height="1045" /></p>
<p><strong>ดร.ฮาราลด์ ลิงค์</strong> เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ระยะยาว “<strong>GreenLeap – Global and Green</strong>” ซึ่งได้นำเอาวิสัยทัศน์ <strong>“สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี”</strong> (Empowering the World Compassionately) และค่านิยมองค์กร ของ บี.กริม เพาเวอร์ มาประยุกต์เป็นแนวทางของ GreenLeap ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อมุ่งสู่ตลาดพลังงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป</p>
<p>ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมราว 4.6 กิกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนประมาณ 37% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังตั้งเป้าปี 2573 มุ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลกที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% และกำลังการผลิตรวม 10 กิกะวัตต์ จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนา พร้อมเดินหน้าสู่องค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593</p>
<p><strong>นายพีรเดช พัฒนจันทร์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กล่าวว่า ภายใต้กลยุทธ์ “<strong>GreenLeap – Global and Green”</strong> ที่มุ่งขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก สิ่งสำคัญคือ ความสามารถในการส่งมอบ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราขยายพลังงานหมุนเวียน โดยยึดวินัยการลงทุนและการบริหารโครงการเป็นหลัก ปัจจุบันเรามี 1.7 กิกะวัตต์ที่เดินเครื่องแล้ว และมีโครงการในหลายตลาดที่สะท้อนความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์ม เราเร่งการเติบโตเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับภูมิภาคและระดับโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39869 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Bgrim3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>บี.กริม เพาเวอร์ เน้นย้ำความคืบหน้าในตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งในประเทศเกาหลีใต้ Nakwol 1 ขนาด 365 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเขตชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ และ คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์พลังงานลมของประเทศเกาหลีใต้ อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการลงทุนในสหรัฐอเมริกาคือการเข้าลงทุนในสัดส่วน 25% ในพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังการผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างฐานรายได้ระยะยาวที่มั่นคง และกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ พร้อมเปิดโอกาสต่อยอดเพิ่มขีดความสามารถของสินทรัพย์ตามความเหมาะสมของตลาดพลังงาน</p>
<p><strong>นายนพเดช กรรณสูต</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม สรุปความคืบหน้าปี 2568 ด้วยความสำเร็จในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รวมกว่า 542 เมกะวัตต์ ให้แก่ลูกค้าทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม โดยเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนถึง 75% ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานยั่งยืนของไทย และในปีนี้ บี.กริม มุ่งมั่นยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยต่อยอดจากธุรกิจพลังงานเดิมเพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ล่าสุดได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์ร่วมกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก ตอกย้ำการส่งมอบโซลูชั่นพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ บริษัทยังรุกขยายตัวด้วยโซลูชั่นที่มากกว่าไฟฟ้าผ่านโมเดล Digital Infrastructure-as-a-service (DIaaS) อาทิ การพัฒนาโครงการไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 96 เมกะวัตต์ อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์มพลังงานและบริการดิจิทัลอุตสาหกรรม โดยร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39867 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Bgrim1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนโดยวางแผนการลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สำหรับช่วงปี 2569-2573 รวมทั้งสิ้นกว่า 70,000 ล้านบาท ในขณะที่แผนการลงทุนเฉพาะส่วนทุนของ บี.กริม เพาเวอร์ จำนวน 40,000-50,000 ล้านบาท จะเป็นพลังงานหมุนเวียนถึง 93% ทั้งนี้ แหล่งที่มาของเงินลงทุนของ บี.กริม เพาเวอร์ จะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การออกหุ้นกู้ เงินกู้จากสถาบันการเงิน รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ การขายสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และแหล่งเงินทุนอื่นๆ ตามความเหมาะสม</p>
<p><strong>ดร.ฮาราลด์ ลิงค์</strong> กล่าวทิ้งท้ายว่า จากแนวทางในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ตลอด 148 ปี พร้อมกับกลยุทธ์ที่วางไว้ บี.กริม พร้อมเดินหน้าเติบโตสู่องค์กรชั้นนำระดับโลก ก้าวสู่ความสำเร็จและขยายธุรกิจไปในหลายประเทศทั่วโลก ผลักดันให้ต่างประเทศเห็นถึงศักยภาพของคนไทย และช่วยนำพาธุรกิจ และพันธมิตรทุกคนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/bgrimm-greenleap-global-and-green/">บี.กริม เพาเวอร์ เดินหน้า GreenLeap ปี 2569 เร่งขยายพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก และลงทุนดิจิทัลอินฟราฯ เสริมธุรกิจหลัก มุ่งสู่ Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
