<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Renewable &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/renewable/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Sep 2026 15:58:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Renewable &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>CKPower เดินหน้าครึ่งปีหลังขยายเชิงพาณิชย์ &#8216;โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์&#8217; เพิ่ม 5 MW พร้อมปัจจัยหนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ &#8216;ไซยะบุรี- น้ำงึม2&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/ckpower-cod-solar-power/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 15:58:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[BIC]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[NN2]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar power]]></category>
		<category><![CDATA[XPCL]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำงึม 2]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44137</guid>

					<description><![CDATA[<p>CKPower เปิดแผนครึ่งปีหลัง เดินหน้าดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์เพิ่มเติม พร้อมประเมินปัจจัยสนับสนุนต่อการผลิตไฟฟ้าที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตพลังงานในระยะยาว คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยถึง  ทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพิ่มเติม ขนาดกำลังการผลิตรวม 5 เมกะวัตต์ในเดือนกันยายน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตของบริษัท พร้อมสนับสนุนการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และขยายโอกาสการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน CKPower ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.7 ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 สะท้อนสภาพน้ำในแม่น้ำโขงที่เอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรก สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง CKPower ประเมินว่าสถานการณ์น้ำยังมีปัจจัยสนับสนุนต่อการผลิตไฟฟ้าของบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จากปริมาณฝนในลุ่มน้ำโขง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/ckpower-cod-solar-power/">CKPower เดินหน้าครึ่งปีหลังขยายเชิงพาณิชย์ &#8216;โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์&#8217; เพิ่ม 5 MW พร้อมปัจจัยหนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ &#8216;ไซยะบุรี- น้ำงึม2&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>CKPower</strong> เปิดแผนครึ่งปีหลัง เดินหน้าดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์เพิ่มเติม พร้อมประเมินปัจจัยสนับสนุนต่อการผลิตไฟฟ้าที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตพลังงานในระยะยาว</p>
<p><span id="more-44137"></span></p>
<p><strong>คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยถึง  ทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพิ่มเติม ขนาดกำลังการผลิตรวม 5 เมกะวัตต์ในเดือนกันยายน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตของบริษัท พร้อมสนับสนุนการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และขยายโอกาสการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44415 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/2nd-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน CKPower ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.7 ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 สะท้อนสภาพน้ำในแม่น้ำโขงที่เอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรก</p>
<p>สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง CKPower ประเมินว่าสถานการณ์น้ำยังมีปัจจัยสนับสนุนต่อการผลิตไฟฟ้าของบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จากปริมาณฝนในลุ่มน้ำโขง ประกอบกับแนวโน้มการระบายน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ โดยคาดว่าการระบายน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในประเทศจีนจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน และอาจมีการระบายน้ำเพิ่มเติมในบางช่วงของเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงในช่วงไตรมาส 4 ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าในช่วงปลายปี โดยเฉพาะไตรมาส 4/2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดีและสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย โดย CKPower ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านระบบ Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการคาดการณ์ปริมาณน้ำและการวางแผนการผลิตไฟฟ้า</p>
<figure id="attachment_44416" aria-describedby="caption-attachment-44416" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-44416 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/2nd-2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-44416" class="wp-caption-text">default</figcaption></figure>
<p>ด้าน <strong>บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2)</strong> ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 32.53 ของความจุน้ำใช้การได้ โดยยังมีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน และในช่วงที่เหลือของไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูฝนและสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมความพร้อมด้านน้ำสำหรับการผลิตไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีหลัง ตามแผนการดำเนินงานของบริษัท หลังจากบริษัทบริหารการประกาศความพร้อมจ่ายไฟฟ้าอย่างระมัดระวังในช่วงครึ่งปีแรก</p>
<p>ส่วน <strong>บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด</strong> (BIC) ภายหลังการซ่อมบำรุงในไตรมาสที่ 1 ปัจจุบันโรงไฟฟ้าสามารถกลับมาดำเนินงานได้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีหลัง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44417 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/2nd-3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em> “ในช่วงครึ่งปีหลัง CKPower มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายส่วน ทั้งกำลังการผลิตใหม่จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับ BEM สถานการณ์น้ำที่ยังเอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าของ XPCL แนวโน้มปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นของ NN2 ตลอดจนการกลับมาเดินเครื่องตามปกติของ BIC หลังการซ่อมบำรุงตามแผน ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการผลิตของพอร์ตโดยรวม บริษัทจะมุ่งบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตพลังงานในระยะยาว” </em>คุณธนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/ckpower-cod-solar-power/">CKPower เดินหน้าครึ่งปีหลังขยายเชิงพาณิชย์ &#8216;โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์&#8217; เพิ่ม 5 MW พร้อมปัจจัยหนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ &#8216;ไซยะบุรี- น้ำงึม2&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CKPower เผยกำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก 326 ล้านบาท พัฒนาระบบคาดการณ์น้ำ รับมือแนวโน้มเอลนีโญ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/ckpower-1st-half-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 05:20:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CKP]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43715</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 2/2569 และครึ่งปีแรกของปี 2569 ว่า CKPower มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนปี 2569 จำนวน 210 และ 326 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 40 และ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) และบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ลดลงตามปริมาณการขายไฟฟ้า ประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงของ BIC ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตามบริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ XPCL ในไตรมาส 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/ckpower-1st-half-2026/">CKPower เผยกำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก 326 ล้านบาท พัฒนาระบบคาดการณ์น้ำ รับมือแนวโน้มเอลนีโญ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง</p>
<p><span id="more-43715"></span></p>
<p>เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 2/2569 และครึ่งปีแรกของปี 2569 ว่า CKPower มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนปี 2569 จำนวน 210 และ 326 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 40 และ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) และบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ลดลงตามปริมาณการขายไฟฟ้า ประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงของ BIC ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2</p>
<p>อย่างไรก็ตามบริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ XPCL ในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งแรกของปีจำนวน 318 และ 517 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 49 และ 134 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทั้งนี้ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ XPCL เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากผลประกอบการของ NN2 และ BIC ที่ลดลง และช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในภาพรวมของ CKP ได้เป็นอย่างดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43718 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Ckp3.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สถานการณ์น้ำ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ระดับ 355 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแม้จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำน้อยลง ขณะที่ปริมาณน้ำเฉลี่ยที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ยังคงมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 15 ทั้งนี้ ข้อมูลพยากรณ์อากาศบ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจึงเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท</p>
<p>ด้านโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 77 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) กลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ภายใต้บริษัท บางเขนชัย จำกัด (BKC) ซึ่งได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ (MW) ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ภายใต้สัญญาระยะเวลา 25 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43716 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/CKP1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.49 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.52 เท่า แสดงถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและรักษาความสามารถในการชำระหนี้ให้อยู่ในระดับเหมาะสม ขณะเดียวกัน แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าปีก่อนคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของ XPCL และเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยบริษัทยังคงติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและบริหารโครงสร้างหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&#8220;ท่ามกลางความผันผวนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานหมุนเวียนยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดย CKPower จะเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593&#8221; นายธนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/ckpower-1st-half-2026/">CKPower เผยกำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก 326 ล้านบาท พัฒนาระบบคาดการณ์น้ำ รับมือแนวโน้มเอลนีโญ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 18:27:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[CleanEnergy]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Demand]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดโลก]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43017</guid>

					<description><![CDATA[<p>Green Hydrogen หรือ &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพ​การผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโต​แตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3 ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/">ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>Green Hydrogen</strong> หรือ <strong>&#8216;ไฮโดรเจน&#8217; </strong>ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก</div>
</div>
<p><span id="more-43017"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน</div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพ​การผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><em><strong>สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโต​แตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี</strong></em></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.91% ต่อปี</strong></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">พร้อมตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั้งระดับโลก และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<ul>
<li dir="auto">ปี 2025 มูลค่าตลาดโลก = 2.82 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.01 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2026 มูลค่าตลาดโลก = 3.04 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.09 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2027 มูลค่าตลาดโลก = 3.28 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.18 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2028 มูลค่าตลาดโลก = 3.54 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.27 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2029 มูลค่าตลาดโลก = 3.81 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.37 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2030 มูลค่าตลาดโลก = 4.11 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.48 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2031 มูลค่าตลาดโลก = 4.44 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.59 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2032 มูลค่าตลาดโลก = 4.78 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.72 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2033 มูลค่าตลาดโลก = 5.16 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.85 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2034 มูลค่าตลาดโลก = 5.56 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.03 แสนล้าน USD</li>
<li dir="auto">ปี 2035 มูลค่าตลาดโลก = 5.94 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.12 แสนล้าน USD</li>
</ul>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ด้านปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของตลาดไฮโดรเจน ประกอบด้วย</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">1. กระแสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</div>
<div dir="auto">2. ความต้องการแหล่งพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น</div>
<div dir="auto">3. การพัฒนารถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน</div>
<div dir="auto">4. ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เช่น การผลิคแอมโมเนีย เหล็ก และการกลั่น</div>
<div dir="auto">5. แรงจูงใจจากภาครัฐทั่วโลก ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยพัฒนา และส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ที่มา : Precedence Research</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/hydrogen-global-market-size/">ส่องดีมานด์ตลาด &#8216;ไฮโดรเจน&#8217; พลังงาน-อุตสาหกรรม-นวัตกรรม ปัจจัยหนุนการเติบโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ปี &#8216;Carbon Markets Club&#8217; ภารกิจ​ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย พร้อมขยายแนวร่วม​ Gen Z เร่งเครื่อง​ Climate Action</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/5-years-cmc-supports-carbon-market-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 11:44:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak]]></category>
		<category><![CDATA[Bangchak Group x University Gen Z-ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Markets Club]]></category>
		<category><![CDATA[CFO]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[CMC]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Future Skill]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Z]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[MyCF]]></category>
		<category><![CDATA[REC]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable Energy Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Skill]]></category>
		<category><![CDATA[กลอยตา ณ ถลาง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บางจาก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42734</guid>

					<description><![CDATA[<p>จาก 11 องค์กรร่วมก่อตั้งในปี 2564 เพื่อร่วมมือสร้างสะพานช่วยประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดย  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และอีก 9 องค์กรร่วมก่อตั้ง ในนาม Carbon Markets Club (CMC) ​เครือข่ายรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของประเทศไทย ภารกิจสำคัญในช่วงเริ่มก่อตั้งคือ การสนับสนุนและผลักดันตลาดซื้อขายคาร์บอน (คาร์บอนเครดิต) ในประเทศ รวมทั้งการรับรองเครดิตด้านพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ตามโรดแม็พในการ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ แต่จากการเข้าไปทำงานและขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงพบความท้าทายสำคัญ มากกว่าการพัฒนาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ ​​​​คือ การสร้าง​ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว​ เนื่องจาก เรื่องก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเรื่องใหม่และยากในขณะนั้น นำมาสู่การให้ความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย CMC เพื่อสามารถต่อยอดสู่การลงมือ และสร้างผลลัพธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ​และจับต้องได้ คุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/5-years-cmc-supports-carbon-market-in-thailand/">5 ปี &#8216;Carbon Markets Club&#8217; ภารกิจ​ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย พร้อมขยายแนวร่วม​ Gen Z เร่งเครื่อง​ Climate Action</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จาก 11 องค์กรร่วมก่อตั้งในปี 2564 เพื่อร่วมมือสร้างสะพานช่วยประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดย  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และอีก 9 องค์กรร่วมก่อตั้ง ในนาม <strong>Carbon Markets Club (CMC)</strong> ​เครือข่ายรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของประเทศไทย</p>
<p><span id="more-42734"></span></p>
<p>ภารกิจสำคัญในช่วงเริ่มก่อตั้งคือ การสนับสนุนและผลักดันตลาดซื้อขายคาร์บอน (คาร์บอนเครดิต) ในประเทศ รวมทั้งการรับรองเครดิตด้านพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ตามโรดแม็พในการ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ</p>
<p>แต่จากการเข้าไปทำงานและขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงพบความท้าทายสำคัญ มากกว่าการพัฒนาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ ​​​​คือ การสร้าง​ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว​ เนื่องจาก เรื่องก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเรื่องใหม่และยากในขณะนั้น นำมาสู่การให้ความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย CMC เพื่อสามารถต่อยอดสู่การลงมือ และสร้างผลลัพธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ​และจับต้องได้</p>
<p><strong>คุณกลอยตา ณ ถลาง </strong>รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ประธาน Carbon Markets Club กล่าวว่า การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นหนึ่งในการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากกติกา การค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ CBAM ซึ่งเป็น​กำแพงการค้าภายใต้เงื่อนไขด้านมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ประกอบกับเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ที่ได้ทำข้อตกลงไว้ในเวทีโลก ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 20 ของโลก ที่ราว 503 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า (CO2e) หรือสัดส่วน 0.8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยมีค่าเฉลี่ยรายบุคคลที่กว่า 7 ตันต่อคนต่อปี การเดินหน้าลดคาร์บอนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจึงเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญของประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/017-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา CMC ร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเติบโตในตลาดคาร์บอนเครดิต และการรับรองการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการ​เดินหน้า​แบ่งปันข้อมูลองค์ความรู้ด้านคาร์บอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ พร้อมสร้างเครือข่ายสมาชิกได้แล้วว่า 1,800 ราย ทั้งจากกลุ่มองค์กรต่างๆ กว่า 300 ราย และในรูปแบบบุคคลกว่า 1,500 ราย</p>
<p>พร้อม​การพัฒนาเครื่องมือสำหรับ​​คำนวณการปล่อยคาร์บอน  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการลดคาร์บอน ทั้งแพลตฟอร์ม <strong>CFO</strong> สำหรับการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับองค์กร และ <strong>MyCF</strong> สำหรับการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์ระดับบุคคล ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 1,800 ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลตั้งต้นสำหรับนำไปวางแผน​ลดคาร์บอนในขั้นตอนต่อไป ​โดย​ที่ผ่านมา CMC มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกผ่านคาร์บอนเครดิตได้กว่า 5.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) และสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (REC) เกือบ 2.6 ล้านวัตต์-ชั่วโมง (Wh) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้อายุ 10 ปี ถึงกว่า 210 ล้านต้น</p>
<p><em>&#8220;พัฒนาการในตลาดคาร์บอนเครดิต​ประเทศไทย เริ่มยกระดับจากในประเทศสู่ต่างประเทศมากขึ้น เพื่อการรับรองคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับมาตรฐานในระดับสากล และหลีกเลี่ยงปัญหาการฟอกเขียว ​​ผ่านการทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาค ทั้งจากการขับเคลื่อนโดยภาครัฐ และการร่วมสนับสนุนในภาคเอกชน โดยทาง  CMC ​ได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนเรื่องตลาดคาร์บอนในอาเซียน ผ่านความร่วมมือ ASEAN Common Carbon Framework (ACCF)  ร่วมกับอีก 4 ประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอาเซียน  เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดคาร์บอนในภูมิภาค ตลอดจนความสำเร็จในการเชื่อมโยงมาตรฐาน T-VER และ REC ของสมาชิก CMC เข้ากับตลาดคาร์บอนในมาเก๊า รวมทั้งการร่วมสนับสนุนภารกิจภาครัฐในการขับเคลื่อนข้อตกลงตาม Article 6 ​จากข้อตกลงปารีส ในการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขยายการยอมรับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้าง  ไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตเพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกันของประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42737 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/013-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ขณะที่การขยาย Positive Impact ผ่านการทำงานของเครือข่ายได้มากขึ้น คือ การให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับทัศนคติให้มองโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon เพื่อการเข้าถึงแหล่งทุน หรือเทคโนโลยีในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งการต่อยอดการทำงานในระดับชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยและมีโครงการลดคาร์บอนขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก เช่น ป่าชุมชน ​เตาเผาขยะขนาดเล็ก หรือโครงการในการเพิ่ม Value จาก Waste ต่างๆ ที่สามารถต่อยอดมาสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ทั้งการพัฒนาช่วยโมเดล การสนับสนุนทุนในการประเมินผลหรือรับรองโครงการ เป็นต้น</p>
<p><strong>ขยายผลสร้างแนวร่วม Gen Z เพิ่มการขับเคลื่อนจริง</strong></p>
<p>สำหรับ​เป้าหมายการพัฒนาระบบนิเวศคาร์บอนต่ำในประเทศไทยให้แข็งแรงและเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต CMC วางกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคน และเติมเต็มทักษะที่สำคัญ สำหรับการรับมือต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญของโลกอันดับต้นๆ ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42736 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/009-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>นำมาสู่ความร่วมมือ <strong>&#8216;​Bangchak Group x University Gen Z-ESG&#8217;</strong>  เพื่อขยายการขับเคลื่อน​ภารกิจต่างๆ ของ CMC ให้สามารถเชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่สำหรับอนาคต ผ่านการทำ MOU  ร่วมกัน ในระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกลุ่มบริษัทบางจาก สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 9 แห่งของประเทศ เพื่อ​สนับสนุนการพัฒนาด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมของประเทศ ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</p>
<p>&#8220;การเชื่อมโยงภารกิจให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มการขับเคลื่อนด้าน​ Climate Action ได้อย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็นการสร้างแนวร่วมที่แข็งแรงในอนาคต โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับภารการศึกษาที่มีความใกล้ชิดและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเข้ามาเสริมความแข็งแรงในระบบนิเวศความยั่งยืนของประเทศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโลกแห่งความยั่งยืนในอนาคตในมุมมองของตัวเอง เพื่อสามารถปรับให้เข้ากับพฤติกรรม และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบที่ดีต่อโลกขึ้นได้จริง รวมทั้งการร่วมพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42735 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/010-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนหลังการทำ  MOU จะ​ดำเนินกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้าน ESG และความยั่งยืนให้กับนักศึกษาและบุคลากร อาทิ CMC ESG Ecosystem and Knowledge Hub เปิดโอกาสให้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานคาร์บอน การบริหารจัดการคาร์บอน และเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก CMC Brand Ambassador สร้างผู้นำด้านการสื่อสารความยั่งยืนในมหาวิทยาลัย และ Young Entrepreneurs Program with Inthanin ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการจากประสบการณ์จริง ควบคู่กับการพัฒนาแนวคิดธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดผ่านกิจกรรม ESG Master Class การจัด Hackathon ด้านพลังงานและความยั่งยืน โครงการฝึกงาน และการเรียนรู้จากการดำเนินธุรกิจจริงของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มบริษัทบางจากจะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ESG การบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/5-years-cmc-supports-carbon-market-in-thailand/">5 ปี &#8216;Carbon Markets Club&#8217; ภารกิจ​ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตประเทศไทย พร้อมขยายแนวร่วม​ Gen Z เร่งเครื่อง​ Climate Action</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8217;18 พื้นที่ 103 กิโลวัตต์&#8217; GULF ส่งต่อพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ &#8216;ลดเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต&#8217; พร้อมเดินหน้า Green Energy Green Network for THAIs​​ ปี3 ​ปักหมุด​ &#8216;แม่ฮ่องสอน&#8217; ขยายอิมแพ็คต่อเนื่อง​ ​ </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/green-energy-green-network-for-thais-ep3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 11:47:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Energy Green Network for THAIs]]></category>
		<category><![CDATA[GULF]]></category>
		<category><![CDATA[GULF Sparks Life Starts]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เติมพลังไฟให้ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42608</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้านำความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 18 แห่ง ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 102.9 กิโลวัตต์ ผ่านโครงการ &#8216;GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต&#8217; เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ พร้อมการผนึกกำลังร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)​ หรือ ​AIS ผ่านโครงการ &#8216;Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย&#8217; เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงบริการสาธารณสุข และพัฒนาอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนระบบสูบน้ำจากโซลาร์เซลล์ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่าม – บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี คุณธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/green-energy-green-network-for-thais-ep3/">&#8217;18 พื้นที่ 103 กิโลวัตต์&#8217; GULF ส่งต่อพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ &#8216;ลดเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต&#8217; พร้อมเดินหน้า Green Energy Green Network for THAIs​​ ปี3 ​ปักหมุด​ &#8216;แม่ฮ่องสอน&#8217; ขยายอิมแพ็คต่อเนื่อง​ ​ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>GULF </strong>เดินหน้านำความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 18 แห่ง ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 102.9 กิโลวัตต์ ผ่านโครงการ <strong>&#8216;GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต&#8217;</strong> เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้</p>
<p><span id="more-42608"></span></p>
<p>พร้อมการผนึกกำลังร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)​ หรือ ​AIS ผ่านโครงการ <strong>&#8216;Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย&#8217;</strong> เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงบริการสาธารณสุข และพัฒนาอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนระบบสูบน้ำจากโซลาร์เซลล์ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่าม – บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42616 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-นางสาวธีรตีพิศา-เตวิชพศุตม์_ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ_GULF.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า  GULF มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ด้วยการนำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเน้นการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อาทิ <strong>โครงการ GULF Sparks, Life Starts</strong> ด้วยความตั้งใจที่จะนำพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ GULF ไปสู่พื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง โดยได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้​พื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า​​ต่อเนื่องมากว่า 3 ปี ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบนดอยสูง พื้นที่เกาะและพื้นที่ชายแดน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42622 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_08.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;GULF ยังได้​ขยายผล​การทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง AIS ​ดำเนินโครงการ <strong>Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย</strong> โดยส่งมอบพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสัญญาณดิจิทัลสำหรับชุมชน ช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงบริการสาธารณสุข และพัฒนาอาชีพ  และจากการผนึกกำลังจากหลายภาคส่วน ทำให้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา GULF ดำเนินโครงการในชุมชนพื้นที่ห่างไกลไปแล้ว 11 พื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ระบบสาธารณสุข และ​ต่อยอดพัฒนาด้านอาชีพ นำไปสู่การสร้างงาน รายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ยั่งยืน​&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42620 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อน​โครงการ <strong>Green Energy Green Network for THAIs</strong> ​ต่อเนื่องในปี 2569 นี้ ซึ่งเป็นปีที่ 3 ได้​ปักหมุดพื้นที่แรกคือ <strong>สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.</strong><strong>) </strong><strong>บ้านแม่แพใหญ่ หมู่ที่ </strong><strong>11 </strong><strong>ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน </strong>ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าเพื่อให้บริการสาธารณสุข และดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้านในพื้นที่ โดย<em><strong> GULF ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ พร้อมสนับสนุนตู้เย็นสำหรับเก็บรักษายา และเวชภัณฑ์ยาต่าง ๆ รวมถึงเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดชนิดติดปลายนิ้วแบบตั้งโต๊ะ</strong> </em>เพื่อช่วยให้ชาวพื้นบ้านเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ไกลจากหมู่บ้าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42623 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_07.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้  ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ GULF เข้าไปติดตั้งยังถูกเชื่อมต่อไปยังโบสถ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านเพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ และเมื่อไฟฟ้ามีเพียงพอจะถูกต่อยอดให้โบสถ์เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสืบสานภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ทั้งการตีมีด การทอผ้าและจักสาน นำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เด็ก ๆ เยาวชน และชาวบ้านต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ GULF ยังได้สนับสนุนเครื่องเป่าใบไม้สำหรับทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมถึงสนับสนุนตู้เย็นแช่แข็งสำหรับเก็บวัตถุดิบในการทำอาหารให้แก่โรงเรียนบ้านแม่แพใหญ่อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42619 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-นายทนง-งอกงาม-ผู้อำนวยการ-รพ.สต.-บ้านอุมโล๊ะ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณทนง งอกงาม</strong> ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านอุมโล๊ะ ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ในฐานะแม่ข่ายของ สสช. บ้านแม่แพใหญ่ กล่าวว่า สสช.บ้านแม่แพใหญ่ รับผิดชอบให้บริการสาธารณสุข ส่งเสริมและดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคติดต่อ ตลอดจนรักษาพยาบาลเบื้องต้นแก่ประชาชนในพื้นบ้านแม่แพใหญ่ ที่มีประชากรราว 500 คน 126 ครัวเรือน โดยมีพนักงานช่วยการพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 1 คน ประจำที่สถานบริการแห่งนี้</p>
<p>ที่ผ่านมา<strong> สสช.บ้านแม่แพใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ของหมู่บ้าน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่สามารถใช้อุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้าเพื่อการดูแลและบริการสาธารณสุขแก่ชาวบ้านได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม </strong>และในกรณีฉุกเฉินชาวบ้านต้องเดินทางไป รพ.สต. บ้านอุมโล๊ะ ซึ่งห่างจากหมู่บ้านกว่า 8 กิโลเมตร แต่ในฤดูฝนด้วยความสูงชันของเส้นทาง ทำให้การเดินทางมีความยากลำบาก เพื่อความปลอดภัยชาวบ้านต้องอ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 22 กิโลเมตร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42617 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_09.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“การที่ GULF เข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในครั้งนี้ รวมถึงสนับสนุนตู้เย็นสำหรับเก็บรักษายา และเวชภัณฑ์ยา ตลอดจนเครื่องวัดปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ชนิดปลายนิ้วแบบตั้งโต๊ะ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับให้บริการสาธารณสุข ดูแลสุขภาพ และป้องกันโรคติดต่อให้กับชาวบ้าน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปใช้บริการที่ รพสช.บ้านอุมโละ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่การเดินทางมีความยากลำบากและอันตราย ที่สำคัญยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความสะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากขึ้น ในนามของตัวแทนของ สสช. บ้านแม่แพใหญ่ และพี่น้องชาวบ้าน ขอขอบคุณ GULF เป็นอย่างมากที่เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนในครั้งนี้”  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42625 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_03.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>สำหรับภาพรวม​การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของ GULF ที่ผ่านมา​ สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับชุมชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้าไปแล้วกว่า 18 พื้นที่ ผลิตไฟฟ้าได้ 102.9 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรกว่า 10,000 คน โดยแบ่งเป็นโครงการ<strong> GULF Sparks, Life Starts</strong> เติมพลังไฟให้ชีวิต จำนวน 5 พื้นที่ ผลิตไฟฟ้าได้ 38.5 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรว่า 2,000 คน และโครงการ <strong>Green Energy Green Network for THAIs</strong> พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย ดำเนินการไปแล้ว 12 พื้นที่ ผลิตไฟฟ้าได้ 55.12 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรกว่า 8,000 คน และโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ผลิตได้ไฟฟ้าได้ 9.28 กิโลวัตต์ ครอบคลุมการทำเกษตรกรรมของประชากร กว่า 20 ครัวเรือน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42618 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-GULF_GEGN-2026_Mae-Hong-Son_02.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><em>“</em></strong><strong><em>GULF </em></strong><strong><em>จะยังคงเดินหน้านำความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน” </em></strong>คุณธีรตีพิศา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/green-energy-green-network-for-thais-ep3/">&#8217;18 พื้นที่ 103 กิโลวัตต์&#8217; GULF ส่งต่อพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ &#8216;ลดเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต&#8217; พร้อมเดินหน้า Green Energy Green Network for THAIs​​ ปี3 ​ปักหมุด​ &#8216;แม่ฮ่องสอน&#8217; ขยายอิมแพ็คต่อเนื่อง​ ​ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทรินาโซลาร์ ลงนาม MOU กับ Ecohope Solar ส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุด Vertex G3 ขนาด 600 เมกะวัตต์ ให้กับตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/trinasolar-mou-ecohope-solar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 07:45:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Dave Wang]]></category>
		<category><![CDATA[Ecohope Solar]]></category>
		<category><![CDATA[Henry Yuan]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar cell]]></category>
		<category><![CDATA[Trinasolar]]></category>
		<category><![CDATA[Vertex G3]]></category>
		<category><![CDATA[ทรินาโซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[อีโคโฮป โซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[เดฟ หวัง]]></category>
		<category><![CDATA[เฮนรี่ หยวน]]></category>
		<category><![CDATA[แผงโซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42350</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีโคโฮป โซลาร์ (Ecohope Solar) เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ชั้นนำของประเทศไทย โดยดำเนินงานคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่จัดเก็บสินค้าขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตารางเมตร การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทรินาโซลาร์ ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับ อีโคโฮป โซลาร์ (Ecohope Solar) ผู้ให้บริการโซลูชันระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ระดับโลก ซึ่งมีสำนักงานในประเทศจีน ไทย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยการลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน SNEC PV Power Expo ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นงานนิทรรศการอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้ข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีนี้ Ecohope Solar มีความประสงค์ในการจัดซื้อและจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุดของทรินาโซลาร์ Vertex N G3 และ Vertex S+ G3 ขนาด 600 เมกะวัตต์ (MW) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/trinasolar-mou-ecohope-solar/">ทรินาโซลาร์ ลงนาม MOU กับ Ecohope Solar ส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุด Vertex G3 ขนาด 600 เมกะวัตต์ ให้กับตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>อีโคโฮป โซลาร์ (</em><em>Ecohope Solar) เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ชั้นนำของประเทศไทย โดยดำเนินงานคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่จัดเก็บสินค้าขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตารางเมตร</em></p>
<p><span id="more-42350"></span></p>
<p><em>การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา</em></p>
<p>ทรินาโซลาร์ ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับ อีโคโฮป โซลาร์ (Ecohope Solar) ผู้ให้บริการโซลูชันระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ระดับโลก ซึ่งมีสำนักงานในประเทศจีน ไทย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยการลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน SNEC PV Power Expo ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นงานนิทรรศการอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Trina2.png" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p>ภายใต้ข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีนี้ Ecohope Solar มีความประสงค์ในการจัดซื้อและจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุดของทรินาโซลาร์ Vertex N G3 และ Vertex S+ G3 ขนาด 600 เมกะวัตต์ (MW) โดยความร่วมมือนี้จะช่วยสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคที่อยู่อาศัยและภาคพาณิชย์ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา</p>
<p>สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีสำคัญ จากตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคธุรกิจ  ตลอดจนถึงการสนับสนุนจากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของประเทศ ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 51% ภายในปี 2580&#8243;</p>
<p>สำหรับแผงโซลาร์เซลล์ตระกูล Vertex G3 ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล่าสุด n-type i-TOPCon Ultra ของทรินาโซลาร์ ให้กำลังผลิตไฟฟ้าสูงถึง 760 วัตต์ (W) และมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าถึง 24.5% ด้วยแผงโซลาร์เซลล์แบบ bifacial ที่ทนทานเหมาะสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ต้องการกำลังการผลิตสูง และด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ที่ออกแบบให้มีแรงดันไฟฟ้าต่ำ (low-voltage) ช่วยให้สามารถผลิตพลังงานได้มากขึ้น มีความหนาแน่นของพลังงานที่สูงขึ้น และยังช่วยลดข้อจำกัดในการประกอบแผง (BOS) และลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยปรับเฉลี่ย (LCOE) ให้ต่ำลง</p>
<p>สำหรับ Vertex S+ G3 ทรินาโซลาร์ ได้นำเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาพัฒนาในรูปแบบ dual-glass หรือกระจกสองชั้น ทำให้มีความกะทัดรัดควบคู่กับทนทาน เหมาะสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยและการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่มีพื้นที่จำกัด แต่ต้องการระบบผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพในการผลิตที่สูงขี้น</p>
<p><strong>เฮนรี่ หยวน (</strong><strong>Henry Yuan) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารอีโคโฮป โซลาร์</strong> กล่าวว่า <em>&#8220;ลูกค้า กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงาอาทิตย์โครงการใหม่ จากความต้องการผลตอบแทนต่อโครงการที่คุ้มค่ามากขึ้น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม </em><em>Vertex G3 ช่วยให้เราเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูง น่าเชื่อถือ และสนับสนุนการออกแบบระบบที่ดีขึ้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการได้ในระยะยาว ความร่วมมือกับทรินาโซลาร์ในครั้งนี้ จึงช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของเราในการให้บริการแก่ลูกค้าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ด้วยโซลูชันที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง</em></p>
<p><strong>เดฟ หวัง (</strong><strong>Dave Wang) หัวหน้าภูมิภาคย่อย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทรินาโซลาร์</strong> กล่าวว่า <em>&#8220;ประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักที่มีความสำคัญสำหรับทรินาโซลาร์ จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ปัจจุบันลูกค้ามีความต้องการแผงโซลาร์เซลล์ที่ให้ประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ภายใต้พื้นที่ที่จำกัด เพื่อก่อให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว การลงนามในบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอีโคโฮป โซลาร์  ดำเนินธุรกิจจัดหาแผงโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานที่มีเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือนี้ เราไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสในการการเข้าถึงแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุดอย่าง </em><em>Vertex N G3 และ Vertex S+ G3 เท่านั้น แต่ยังเป็นความร่วมมือที่นำไปสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับแผงโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของลูกค้าไปสู่โซลูชันการจัดการพลังงานแบบครบวงจร”</em></p>
<p>บันทึกข้อตกลงในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถของทรินาโซลาร์ ในการสนับสนุนพันธมิตรในตลาดระดับภูมิภาคที่มีความซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีระดับโลก กำลังการผลิต และขีดความสามารถด้านการบริการในท้องถิ่น ทรินาโซลาร์ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงแผงโซลาร์เซลล์ และโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/trinasolar-mou-ecohope-solar/">ทรินาโซลาร์ ลงนาม MOU กับ Ecohope Solar ส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุด Vertex G3 ขนาด 600 เมกะวัตต์ ให้กับตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/ckpower-success-of-green-debentures/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2026 08:52:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CKPower]]></category>
		<category><![CDATA[Green Bond]]></category>
		<category><![CDATA[Green Debentures]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพรินต์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41749</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 &#8211; 29 เมษายนที่ผ่านมา CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก “CKPower ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในหุ้นกู้และการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/ckpower-success-of-green-debentures/">CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 &#8211; 29 เมษายนที่ผ่านมา CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท</p>
<p><span id="more-41749"></span></p>
<p>โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก</p>
<p><em>“CKPower ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในหุ้นกู้และการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัท และแนวทางการดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน”</em> คุณธนวัฒน์กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/นายธนวัฒน์-ตรีวิศวเวทย์-กรรมการผู้จัดการ-บริษัท-ซีเค-พาวเวอร์-จำกัด-มหาชน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับหุ้นกู้ของ CKPower ในครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรทติ้งที่ &#8216;A-&#8216; แนวโน้มคงที่ ซึ่งเท่ากับอันดับเครดิตองค์กร และได้รับการจัดประเภทเป็น &#8216;<strong>หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures)&#8217;</strong> ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Green Bond Principles 2021, Green Loan Principles 2025 และ Thailand Taxonomy 2023 และได้ผ่านการสอบทานโดยองค์กรรับรองมาตรฐานชั้นนำของโลก DNV ในฐานะผู้สอบทานอิสระ (Independent External Reviewer) สะท้อนถึงมาตรฐานการระดมทุนที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากล โดยหุ้นกู้มีจำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>หุ้นกู้อายุ 4 ปี จำนวน 2,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 89 ต่อปี</li>
<li>หุ้นกู้อายุ 7 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 46 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด และ</li>
<li>หุ้นกู้อายุ 10 ปี จำนวน 1,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 75 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41751 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า-Re.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้ในการลงทุนในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานของโลก</p>
<p>ความสำเร็จในการเสนอขายครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ CKPower ในฐานะผู้ออก Green Bond ที่เชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับการพัฒนาโครงการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/ckpower-success-of-green-debentures/">CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider &#8216;บางกอกเคเบิ้ล&#8217; ซื้อกิจการ ION Energy รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/ion-energy-bcc-group-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 09:48:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Cable]]></category>
		<category><![CDATA[BCC]]></category>
		<category><![CDATA[ION Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกเคเบิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[พงศภัค นครศรี]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พีรกานต์ มานะกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41329</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งดีลน่าสนใจในยุคที่โลกกำลังให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน เมื่อ บางกอกเคเบิ้ล บริษัทผู้พัฒนาและส่งมอบสายไฟคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นมากว่า 6 ทศวรรษ และ​มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย เดินหน้าขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ด้วยการเข้าซื้อกิจการ ION Energy เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติมสู่​ธุรกิจพลังงานทดแทน ในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider ทั้งนี้ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำและครบวงจร โดยมุ่งพัฒนา​โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรืนและอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เข้าซื้อกิจการ ION Energy ให้กลายเป็นหนึ่งใน BCC Group Ecosystem จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ในการปรับทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ของ BCC จากการเป็น ผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider  เพื่อศักยภาพในการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว คุณพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด (BCC [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/ion-energy-bcc-group-ecosystem/">จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider &#8216;บางกอกเคเบิ้ล&#8217; ซื้อกิจการ ION Energy รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งดีลน่าสนใจในยุคที่โลกกำลังให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน เมื่อ <strong>บางกอกเคเบิ้ล</strong> บริษัทผู้พัฒนาและส่งมอบสายไฟคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นมากว่า 6 ทศวรรษ และ​มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย เดินหน้าขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ด้วยการเข้าซื้อกิจการ <strong>ION Energy </strong>เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติมสู่​ธุรกิจพลังงานทดแทน ในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร</p>
<p><span id="more-41329"></span></p>
<p><strong>จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider</strong></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ION Energy </strong>เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำและครบวงจร โดยมุ่งพัฒนา​โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรืนและอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ <strong>บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ<strong> Bangkok Cable (BCC) </strong>เข้าซื้อกิจการ ION Energy ให้กลายเป็นหนึ่งใน <strong>BCC Group Ecosystem </strong>จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ในการปรับทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ของ BCC จากการเป็น <strong>ผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ </strong><strong>Energy Solution Provider </strong> เพื่อศักยภาพในการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/003.นายพงศภัค-นครศรี-ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด-บริษัท-สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล-จำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพงศภัค นครศรี </strong>ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด<strong> (BCC :  Bangkok Cable) </strong>และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ<strong> ION Energy </strong>กล่าวว่า ตลอด 61 ปีที่ผ่านมา BCC  ได้ผลิต พัฒนา และส่งมอบสายไฟฟ้า อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของไทยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ขณะที่ก้าวต่อไปจากนี้ ​​บริบทสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานคือ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ดังนั้น การมี ION Energy มาเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศธุรกิจ จึงทำให้บริษัทสามารถให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้อย่างครบวงจร​ในฐานะ <strong>ผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า (</strong><strong>Energy Solution Provider</strong><strong>)</strong> อย่างครบวงจร  มากกว่าภาพของการเป็นบริษัทผู้พัฒนาสายไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p><em>&#8220;ก้าวสำคัญครั้งนี้สะท้อนการขยายบทบาทเชิงกลยุทธ์ของ BCC สู่ภูมิทัศน์พลังงานแห่งอนาคตอย่างชัดเจน การมี ION Energy เพิ่มเติมเข้ามา ทำให้บริษัทสามารถ​ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบและช่วย​เสริมความพร้อมของทั้งสององค์กรในการตอบสนองต่อความต้องการพลังงานยุคใหม่  เพื่อก้าวสู่ภูมิทัศน์พลังงานแห่งอนาคตอย่างชัดเจน ผ่านการ​ต่อยอดจากความแข็งแกร่งที่สั่งสมมายาวนานด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อขยายขีดความสามารถขององค์กรในการส่งมอบโซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด ความยืดหยุ่นในการแข่งขัน และการสร้างคุณค่าในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/008.Solar-Rooftop.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>3 จุดแข็ง รับอานิสสงส์การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน</strong></p>
<p>ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ ยังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตในระดับสูง ทั้งจากบริบทของโลกรวมทั้งเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยที่กำลังให้ความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน (Energy Transition) ประกอบกับความผันผวนที่เกิดขึ้นและกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานโดยตรง​​ รวมทั้งการมีมาตรการจากภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สูงสุดถึง 200,000 บาท เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการเติบโตให้กับตลาด และขยับตำแหน่งของตลาดโซลาร์เซลล์จากที่เคยอยู่ในกลุ่มตลาดเฉพาะ หรือ Niche Market ให้ก้าวมาสู่การเป็นตลาดหลัก หรือ Mainstream ที่คนส่วนใหญ่ภายในประเทศมีความต้องการ และเป็นส่วนที่ BCC สามารถเข้าไปต่อยอดในฐานะกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้</p>
<p><i> </i>สำหรับการเข้ามา​​ลงทุนใน <strong>ION Energy</strong> ​เนื่องจาก ศักยภาพของธุรกิจโดยเฉพาะ​การเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี มีปริมาณการติดตั้งสะสมมากกว่า 6,500 หลัง มีจุดเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/009.Solar-Rooftop.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>1.</strong><strong>เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง สร้างการเติบโตในตลาดจริง </strong>ION Energy มีความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเร่งการเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>2.</strong><strong>ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน</strong> บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม</p>
<p><strong>3.แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต </strong>ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อป ไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ Energy Platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว</p>
<p><strong>โซลาร์เซลล์ ตลาดแสนล้าน ยังเต็มไปด้วยช่องว่างและ​โอกาส </strong></p>
<p><strong>คุณพีรกานต์ มานะกิจ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า <strong>นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2563 ภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโซลาร์ (Solar Energy Business​ Landscape) มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก</strong> อาทิ ความสำคัญของพลังงานสะอาดต่อภาคธุรกิจ ต้นทุนเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาขายที่จับต้องได้มากขึ้น ไปจนถึงจำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41349" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/006.นายพีรกานต์-มานะกิจ-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-บริษัท-ไอออน-เอนเนอร์ยี่-คอร์ปอเรชั่น-จำกัด.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ ตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก โดยประเทศไทยมีประชากรประมาณ 20 ล้านครัวเรือน บริษัทประเมินว่าน่าจะมีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้ตลาดโซลาร์เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน มีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของตลาด จึง​​​เป็นตลาดที่ยังมีโอกาสขยายตัวได้ในระดับสูง</p>
<p>ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์จึงเป็นหนึ่งทางออกที่คนไทยให้ความสนใจ เนื่องจากการลงทุนเพียงครั้งเดียว และสามารถผลิตภกระแสไฟฟ้าใช้ภายในบ้านได้ยาวนานกว่า 25-30 ปี ทำให้ภาพรวมในการลงทุนมีความคุ้มค่า จากความสามารถในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ตลอดอายุการใช้งาน ​</p>
<p><em>“การ​เข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้เรามีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะ<strong>สายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter</strong> ขณะเดียวกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ล ช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/010.Solar-Panel-Cleaning-Drone.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><b> </b>สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ จ<strong>ะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขายของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น</strong> เนื่องจากโซลาร์รูฟท็อป จะเป็นสิ่งที่อยู่กับลูกค้าแต่ละรายไปประมาณ 30 ปี ​จึงได้พัฒนาบริการ<strong>โดรนล้างโซลาร์</strong> และเตรียมเปิดตัวในงานสถาปนิก’69 (ASA Architect Expo) ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ในวันที่ 28 เม.ย.-3 พ.ค.นี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้บริโภคเห็นถึงนวัตกรรมในการส่งมอบบริการที่ทันสมัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณา <strong>การเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ </strong>ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค และการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/ion-energy-bcc-group-ecosystem/">จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider &#8216;บางกอกเคเบิ้ล&#8217; ซื้อกิจการ ION Energy รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จางหลิงเฮ่อ กับลุค &#8216;วิศวกรจาง&#8217; สื่อสารเรื่องพลังงานทดแทน​และสังคมคาร์บอนต่ำในจีน ผ่านสารคดี &#8216;Exploring the Future: The Answer is Earth&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/zhanglinghe-exploring-the-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 02:14:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Bilibili]]></category>
		<category><![CDATA[Discovery Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Earth Day]]></category>
		<category><![CDATA[earth day 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Exploring the Future]]></category>
		<category><![CDATA[Ling Explores The Future]]></category>
		<category><![CDATA[linghe]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[The Answer is Earth]]></category>
		<category><![CDATA[WildAid]]></category>
		<category><![CDATA[WildAid Ambassador]]></category>
		<category><![CDATA[Zhang Linghe]]></category>
		<category><![CDATA[Zhanglinghe]]></category>
		<category><![CDATA[ZLH]]></category>
		<category><![CDATA[จางหลิงเฮ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ล่าหยก]]></category>
		<category><![CDATA[วันคุ้มครองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[张凌赫]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41318</guid>

					<description><![CDATA[<p>สารคดีพิเศษ &#8216;Exploring the Future: The Answer is Earth&#8217; ภายใต้ความร่วมมือในการผลิตระหว่าง Discovery Channel และ WildAid เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานทดแทน และการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศจีน โดยได้นักแสดง​ &#8216;จางหลิงเฮ่อ&#8217; จากซีรีส์ล่าหยก มาพร้อมตัวตนจริงในฐานะ &#8216;จางเจี่ยเหว่ย&#8217; และภารกิจฝึกงานในอุตสาหกรรมไฟฟ้าของ &#8216;วิศวกรจาง&#8217; มาชวนร่วมออกเดินทางเพื่อไปสำรวจอนาคตแบบคาร์บอนต่ำด้วยตัวเอง เนื้อหาภายในสารคดีนี้ เชื่อมโยงถึงความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนโลกแห่งอนาคตที่มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นประเด็นระดับโลกและมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยถือโอกาสใช้วาระสำคัญอย่างวัน EARTH DAY ในวันที่ 22 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดตัวสารคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดการออกอากาศจริงครั้งแรก ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2026 ผ่านแพลตฟอร์ม Bilibili แบบเอ็กคลูซีฟ    ภายในงานเปิดตัวทีมผู้สร้างสารคดีให้เหตุผลในการคัดเลือก &#8216;จางหลิงเฮ่อ&#8217; มาเข้าร่วมโปรเจ็กต์ และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น WildAid Ambassador เพราะตอบโจทย์ 3 เกณฑ์สำคัญในการคัดเลือก ทั้งการมีความรู้พื้นฐานด้านพลังงานและไฟฟ้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/zhanglinghe-exploring-the-future/">จางหลิงเฮ่อ กับลุค &#8216;วิศวกรจาง&#8217; สื่อสารเรื่องพลังงานทดแทน​และสังคมคาร์บอนต่ำในจีน ผ่านสารคดี &#8216;Exploring the Future: The Answer is Earth&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สารคดีพิเศษ <strong>&#8216;Exploring the Future: The Answer is Earth&#8217;</strong> ภายใต้ความร่วมมือในการผลิตระหว่าง <strong>Discovery Channel</strong> และ <strong>WildAid</strong> เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานทดแทน และการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศจีน โดยได้นักแสดง​ <strong>&#8216;จางหลิงเฮ่อ&#8217;</strong> จากซีรีส์ล่าหยก มาพร้อมตัวตนจริงในฐานะ <strong>&#8216;จางเจี่ยเหว่ย&#8217;</strong> และภารกิจฝึกงานในอุตสาหกรรมไฟฟ้าของ <strong>&#8216;วิศวกรจาง&#8217;</strong> มาชวนร่วมออกเดินทางเพื่อไปสำรวจอนาคตแบบคาร์บอนต่ำด้วยตัวเอง</p>
<p><span id="more-41318"></span></p>
<p>เนื้อหาภายในสารคดีนี้ เชื่อมโยงถึงความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนโลกแห่งอนาคตที่มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นประเด็นระดับโลกและมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยถือโอกาสใช้วาระสำคัญอย่างวัน <strong>EARTH DAY</strong> ในวันที่ 22 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดตัวสารคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดการออกอากาศจริงครั้งแรก ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2026 ผ่านแพลตฟอร์ม <span dir="auto"><strong> Bilibili</strong> แบบเอ็กคลูซีฟ   </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41320 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Wildaid.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p>ภายในงานเปิดตัวทีมผู้สร้างสารคดีให้เหตุผลในการคัดเลือก <strong>&#8216;จางหลิงเฮ่อ&#8217;</strong> มาเข้าร่วมโปรเจ็กต์ และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น WildAid Ambassador เพราะตอบโจทย์ 3 เกณฑ์สำคัญในการคัดเลือก ทั้งการมีความรู้พื้นฐานด้านพลังงานและไฟฟ้า การเป็นผู้มีจิตสาธารณะต่อส่วนรวมและ​ลงมือทำจริง รวมทั้งยังเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางสังคมในระดับสูง เพื่อสามารถสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมทั้งเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและยิ่งใหญ่เพิ่มมากขึ้นได้ในอนาตค</p>
<p>สำหรับ <strong>&#8216;จางหลิงเฮ่อ&#8217;</strong> จบการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามาโดยตรง ทำให้มีความรู้พื้นฐานในเรื่องของพลังงานและไฟฟ้า และมีความเข้าใจได้เป็นอย่างดีเมื่ออยู่​ในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง พร้อมทั้งสามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ในเชิงเทคนิคให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผ่าน​ภารกิจ <strong>&#8216;Ling Explores The Future&#8217; </strong>เพื่อ​ให้แนวคิดเรื่องของพลังงานสะอาด และสังคมคาร์บอนต่ำ เข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้มากขึ้น สร้างความตระหนักรู้ในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาเทคโนโลยีทางพลังงานเพื่อ​ลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน และการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์​ได้ในใอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41319 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Ling.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ก่อนหน้านี้ทีมผู้ผลิตได้ปล่อย​เนื้อหาบางส่วนสำหรับการโปรโมทสารคดีเรื่องนี้ ซึ่ง จางหลิงเฮ่อ ได้ถ่ายทอดมุมมองของตัวเองไว้ว่า หากไม่ได้ทำงานเป็นนักแสดง ก็อาจจะได้ทำงานในสายงานด้านไฟฟ้าหรือพลังงาน การได้เข้าร่วมโปรเจ็กต์ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาส​ให้​มี​ประสบการณ์ตรงในโลกคู่ขนานอีกด้านหนึ่งของชีวิต และยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมแสดงมุมมองและแนวคิด​ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงภายในอุตสาหกรรมนี้ด้วยตัวเองอีกครั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็นการพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนที่น่าทึ่งเหล่านี้ ทั้งพลังงานโซลาร์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ ซึ่งทั้งไฟฟ้า และพลังงาน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งหมด</p>
<p>สารคดีชิ้นนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำระดับโลกของจีน ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน รวมทั้งสอดคล้องกับ​แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15​ ที่ได้เริ่มประกาศใช้ในเดือนมีนาคม ปี 2026 นี้เป็นปีแรก สำหรับเป็นทิศทางในการพัฒนาประเทศช่วง 5 ปี นับจากนี้  (2026-2030) โดยแผนพัฒนาฉบับนี้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาสี​เขียวเพื่อขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีเป้าหมาย​เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อการใช้พลังงานทั้งประเทศจาก 21.7% ในปี 2025 ให้เป็น 25% ภายในปี 2030</p>
<p>ส่วนนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้​ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แตะระดับสูงสุด (Carbon Peak) ให้ได้ก่อนปี 2030 และสามารถขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ภายในปี 2060 โดยสามารถลดความเข้มข้นในการ​การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย GDP ​ลง​17%  เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำในภาคส่วนสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งกำเนิดพลังงานสะอาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งพลังงานไฮโดรเจน และพลังงานนิวเคลียร์ จากปัจจุบัน​ถือได้ว่าจีน​​เป็นผู้นำในเทคโนโลยีพลังงานสำคัญทั้งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ รวมทั้งแบตเตอรี่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41321" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ZLH1.jpg" alt="" width="525" height="700" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/zhanglinghe-exploring-the-future/">จางหลิงเฮ่อ กับลุค &#8216;วิศวกรจาง&#8217; สื่อสารเรื่องพลังงานทดแทน​และสังคมคาร์บอนต่ำในจีน ผ่านสารคดี &#8216;Exploring the Future: The Answer is Earth&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;นิวสกาย เอ็นเนอร์จี&#8217; เดินเครื่องสำเร็จ First Synchronization โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ป้อนพลังงานสะอาดสู่ระบบไฟฟ้าไทย เสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/new-sky-energy-onnut-first-synchronization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Apr 2026 10:57:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[First Synchronization]]></category>
		<category><![CDATA[New Sky Energy Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Waste to Energy]]></category>
		<category><![CDATA[WTE]]></category>
		<category><![CDATA[นพดล พฤกษะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิวสกาย เอ็นเนอร์จี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จํากัด]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะอ่อนนุช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41178</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ประกาศความสำเร็จ First Synchronization เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (อ่อนนุช) เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดให้ประเทศไทย คุณนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กล่าวว่า ความสำเร็จของ First Synchronization ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการฯ ที่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยน &#8216;ขยะ&#8217; ให้เป็น &#8216;พลังงาน&#8217; อย่างมีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อดังกล่าวดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยส่งผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดัน 115 กิโลโวลต์ และเชื่อมต่อผ่านสถานีไฟฟ้าอ่อนนุชของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Waste-to-Energy) ป้อนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ “ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบริษัทฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/new-sky-energy-onnut-first-synchronization/">&#8216;นิวสกาย เอ็นเนอร์จี&#8217; เดินเครื่องสำเร็จ First Synchronization โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ป้อนพลังงานสะอาดสู่ระบบไฟฟ้าไทย เสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ประกาศความสำเร็จ </strong><strong>First Synchronization </strong><strong>เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดไม่น้อยกว่า </strong><strong>1,000 </strong><strong>ตันต่อวัน (อ่อนนุช) เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดให้ประเทศไทย</strong></p>
<p><span id="more-41178"></span></p>
<p><strong>คุณนพดล พฤกษะวัน </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กล่าวว่า ความสำเร็จของ First Synchronization ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการฯ ที่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยน &#8216;ขยะ&#8217; ให้เป็น &#8216;พลังงาน&#8217; อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>การเชื่อมต่อดังกล่าวดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยส่งผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดัน 115 กิโลโวลต์ และเชื่อมต่อผ่านสถานีไฟฟ้าอ่อนนุชของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41180 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Re-Onnut2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Waste-to-Energy) ป้อนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ</p>
<p><em>“ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบริษัทฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ที่ผสานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับนวัตกรรมพลังงาน เพื่อรองรับความท้าทายในยุควิกฤตพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนในระยะยาว”</em> คุณนพดล กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ซอยอ่อนนุช 86 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (รองรับสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ดำเนินงานภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน(BOT) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/new-sky-energy-onnut-first-synchronization/">&#8216;นิวสกาย เอ็นเนอร์จี&#8217; เดินเครื่องสำเร็จ First Synchronization โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ป้อนพลังงานสะอาดสู่ระบบไฟฟ้าไทย เสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
