<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Roadmap &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/roadmap/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 26 Oct 2025 17:25:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Roadmap &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ส่องสถานการณ์ &#8216;ขยะอาหาร&#8217; พร้อมเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ &#8216;Zero Food Waste&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/zero-food-waste-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Oct 2025 17:25:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Consumption]]></category>
		<category><![CDATA[Data]]></category>
		<category><![CDATA[Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[Food Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[FoodLoss]]></category>
		<category><![CDATA[FoodSecurity]]></category>
		<category><![CDATA[FoodWaste]]></category>
		<category><![CDATA[FoodWasteManagement]]></category>
		<category><![CDATA[info]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[SurplusFood]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[UN SDG Goals]]></category>
		<category><![CDATA[WorldFoodDay]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37472</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ปี 2567 ประเทศไทยมีขยะอาหารกว่า 10.1 ล้านตัน/ปี หรือ 154 กิโลกรัม/คน/ปี สัดส่วนขยะอาหาร คิดเป็น 36.79% หรือราว 1 ใน 3 ของปริมาณมูลฝอยทั้งประเทศ 40% ยังรับประทานได้ และ 60% ไม่สามารถรับประทานได้ แหล่งกำเนิด สำคัญของ ขยะอาหาร ประกอบด้วย ตลาดสด มีปริมาณขยะอาหารถึง 77.26% จากปริมาณมูลฝอยโดยรวมที่เกิดขึ้น​ ห้าง/ร้าน มีปริมาณขยะอาหาร 54.94% สำนักงาน มีปริมาณขยะอาหาร 41.41% คอนโดมิเนียม มีปริมาณขยะอาหาร 40.98% โรงแรม มีปริมาณขยะอาหาร 37.03% วัด มีปริมาณขยะอาหาร 35.82% ครัวเรือน มีปริมาณขยะอาหาร 35.29% สถานศึกษา มีปริมาณขยะอาหาร 30.48% นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการจัดการ Food Waste ในประเทศไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/zero-food-waste-roadmap/">ส่องสถานการณ์ &#8216;ขยะอาหาร&#8217; พร้อมเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ &#8216;Zero Food Waste&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>ปี 2567 ประเทศไทยมีขยะอาหารกว่า 10.1 ล้านตัน/ปี หรือ 154 กิโลกรัม/คน/ปี สัดส่วนขยะอาหาร คิดเป็น 36.79% หรือราว 1 ใน 3 ของปริมาณมูลฝอยทั้งประเทศ 40% ยังรับประทานได้ และ 60% ไม่สามารถรับประทานได้</p>
<p><span id="more-37472"></span></p>
<p><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">แหล่งกำเนิด</span> สำคัญของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ขยะอาหาร</span> ประกอบด้วย</strong></p>
<ul>
<li>ตลาดสด มีปริมาณขยะอาหารถึง 77.26% จากปริมาณมูลฝอยโดยรวมที่เกิดขึ้น​</li>
<li>ห้าง/ร้าน มีปริมาณขยะอาหาร 54.94%</li>
<li>สำนักงาน มีปริมาณขยะอาหาร 41.41%</li>
<li>คอนโดมิเนียม มีปริมาณขยะอาหาร 40.98%</li>
<li>โรงแรม มีปริมาณขยะอาหาร 37.03%</li>
<li>วัด มีปริมาณขยะอาหาร 35.82%</li>
<li>ครัวเรือน มีปริมาณขยะอาหาร 35.29%</li>
<li>สถานศึกษา มีปริมาณขยะอาหาร 30.48%</li>
</ul>
<p><br class="html-br" />นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการจัดการ Food Waste ในประเทศไทย มีสาเหตุสำคัญ ต่อไปนี้</p>
<p>1. ขาดฐานข้อมูลปริมาณขยะอาหารจากแต่ละภาคส่วน<br class="html-br" />2. การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค (การบริโภค &#8211; การทิ้ง)<br class="html-br" />3. ไม่มีแนวปฏิบัติ ป้องกัน ลด และใช้ประโยชน์ขยะอาหารจากแหล่งกำเนิด<br class="html-br" />4. การบริจาคและส่งต่ออาหารส่วนเกินไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ<br class="html-br" />5. ขาดแรงจูงใจ เครื่องมือ กลไก ให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติ ขณะที่เทคโนโลยียังมีราคาแพง<br class="html-br" />6. ไม่มีระบบคัดแยกขยะ ขาดระบบการจัดเก็บ และรายงานข้อมูลขยะอาหาร<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>เส้นทางสู่ Zero Food Waste</strong></p>
<p>ประเทศไทย ได้มีการจัดทำโรดแม็พจัดการขยะอาหาร (พ.ศ.2566 &#8211; 2573) โดยวางเป้าหมายให้สอดคล้องกับ UN SDG Goals ในเป้าหมาย 12.3 ด้านการผลิตและบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption &amp; Production) โดยโฟกัสมิติลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร โดยได้กำหนด​แผนขับเคลื่อน ออกเป็น 2 ระยะ คือ</p>
<ul>
<li>ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการลดขยะอาหาร (พ.ศ.2566-2570) ตั้งเป้าลดปริมาณอาหารจากแหล่งกำเนิดขยะให้น้อยลงกว่า 25% ในปี 2570</li>
<li>ระยะที่ 2 การขยายผลการลดขยะอาหาร (พ.ศ.2571-2573) ตั้งเป้าลดปริมาณอาหารจากแหล่งกำเนิดขยะให้น้อยกว่า 50% ในปี 2573</li>
</ul>
<p>โดยในแต่ละปี ได้กำหนดมาตรการสำคัญ เพื่อสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย​ที่วางไว้ ไว้ดังนี้</p>
<p><br class="html-br" /><strong>ปี 2566</strong></p>
<ul>
<li>ป้องกัน ลด จัดการขยะอาหารในภาคผู้จำหน่าย/ผู้ประกอบการ</li>
<li>ปรับพฤติกรรมผู้บริโภค แนวปฏิบัติผู้จำหน่าย/ผู้ประกอบการ ลดขยะอาหาร</li>
</ul>
<p><strong>ปี 2567</strong></p>
<ul>
<li>ผลักดันให้ประชาชนคัดแยกขยะอาหาร</li>
<li>ผลักดันระบบคัดแยก เก็บขนขยะแบบแยกประเภท</li>
<li>จัดระบบการจัดการขยะมูลฝอย ณ สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย</li>
</ul>
<p><strong>ปี 2568</strong></p>
<ul>
<li>พัฒนาระบบข้อมูลขยะอาหาร</li>
<li>พัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่าย Networking</li>
<li>พัฒนารูปแบบ Business to Business Model</li>
<li>สร้างระบบ Food Waste Knowledge Hub</li>
</ul>
<p><strong>ปี 2569-2570</strong></p>
<ul>
<li>พัฒนานวัตกรรมการจัดการขยะอาหารสำหรับผู้ประกอบการและชุมชน</li>
<li>สร้างเครือข่ายการจัดการและใช้ประโยชน์ขยะอาหาร</li>
<li>สร้างกลไกแรงจูงใจด้านการเงินหรือภาษีผู้จำน่ายและผู้ประกอบการ</li>
</ul>
<p><strong>ปี 2571-2573 <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Goal</span></strong></p>
<ul>
<li>ประกาศ Zero Food Waste ณ แหล่งกำเนิด</li>
<li>เพิ่มเครือข่ายการนำอาหารส่วนเกินไปใช้ประโยชน์</li>
</ul>
<p>​<br class="html-br" />อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมความตระหนักรู้ในเรื่องของ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">การบริโภคที่ยั่งยืน</span> เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารจากแหล่งกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ ซึ่งสามารถปลูกฝังได้ผ่านแนวทาง ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>บริโภคอย่างพอเพียงและมีสติ ซื้อเท่าที่จำเป็น</li>
<li>เข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใส ฉลากสิ่งแวดล้อม วันหมดอายุ คุณค่าอาหาร</li>
<li>พฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ หนุนสินค้าท้องถิ่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</li>
<li>การมีส่วนร่วมของสังคม วัฒนธรรมแบ่งปัน Food Sharing/Food Bank</li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/zero-food-waste-roadmap/">ส่องสถานการณ์ &#8216;ขยะอาหาร&#8217; พร้อมเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ &#8216;Zero Food Waste&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ปั้น &#8216;จันทบุรี&#8217; โรลโมเดลแห่งใหม่ วางโรดแม็พ 3 ปี เพิ่มพื้นที่ป่า 2,500 ไร่ ​ขับเคลื่อน Community Climate Action​ ดึงชุมชนต่อยอดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/central-tham-cca-chanthaburi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Oct 2025 10:26:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Blue Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[CCA]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[community climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[mangrove forest]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชายเลน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37080</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ ​&#8217;เซ็นทรัล ทำ&#8217; มุ่งสร้างสมดุลให้สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือวิกฤตสภาพอากาศที่ทวีความรุแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ​ผ่านการขับเคลื่อน​มิติสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเซ็นทรัล ทำโดยตั้งเป้า เพิ่มพื้นที่สีเขียวกว่า 1,500 ไร่ ในพื้นที่เป้าหมายของปีนี้ ได้แก่ ต.หนองบัว อ.เมือง จังหวัดจันทบุรี โดยการดำเนินงานจะครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชุมชน และพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับปัญหาที่ท้าทายนี้ โครงการ &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;  ทำด้วยกันทำด้วยใจ จึงยกระดับบทบาท ให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้ประกาศความร่วมมือกับ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่, บริษัท อัตถจริยา จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และชุมชนท้องถิ่น ผ่าน &#8216;การพัฒนาเครือข่ายชุมชนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Community Climate Action: CCA)&#8217; กลไกความร่วมมือที่มุ่งเสริมศักยภาพให้ชุมชนสามารถปรับตัวและจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยร่วมกันพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน รวมถึงระบบนิเวศทางทะเลซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูง พร้อมทั้งต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/central-tham-cca-chanthaburi/">&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ปั้น &#8216;จันทบุรี&#8217; โรลโมเดลแห่งใหม่ วางโรดแม็พ 3 ปี เพิ่มพื้นที่ป่า 2,500 ไร่ ​ขับเคลื่อน Community Climate Action​ ดึงชุมชนต่อยอดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>กลุ่มเซ็นทรัล</em> </strong>เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ <strong>​&#8217;</strong><strong>เซ็นทรัล ทำ&#8217;</strong> มุ่งสร้างสมดุลให้สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือวิกฤตสภาพอากาศที่ทวีความรุแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ​ผ่านการขับเคลื่อน​มิติสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเซ็นทรัล ทำโดยตั้งเป้า <strong>เพิ่มพื้นที่สีเขียวกว่า </strong><strong>1,500 </strong><strong>ไร่ </strong>ในพื้นที่เป้าหมายของปีนี้ ได้แก่ ต.หนองบัว อ.เมือง จังหวัดจันทบุรี</p>
<p><span id="more-37080"></span></p>
<p>โดยการดำเนินงานจะครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชุมชน และพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
<p>เพื่อรับมือกับปัญหาที่ท้าทายนี้ โครงการ &#8216;<strong>เซ็นทรัล ทำ&#8217; </strong> ทำด้วยกันทำด้วยใจ จึงยกระดับบทบาท ให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้ประกาศความร่วมมือกับ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่, บริษัท อัตถจริยา จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และชุมชนท้องถิ่น ผ่าน &#8216;<strong>การพัฒนาเครือข่ายชุมชนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (</strong><strong>Community Climate Action: CCA)&#8217;</strong> กลไกความร่วมมือที่มุ่งเสริมศักยภาพให้ชุมชนสามารถปรับตัวและจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยร่วมกันพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน รวมถึงระบบนิเวศทางทะเลซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูง พร้อมทั้งต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37082 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/01.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-กรรมการบริหาร-กลุ่ม.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล</strong> กล่าวว่า <strong>โครงการ เซ็นทรัล ทำ </strong>มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน <strong>โดยเรามุ่งผลักดันการปลูกป่าบก ควบคู่กับการฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศ </strong><strong>Blue Carbon (</strong><strong>คาร์บอนสีน้ำเงิน) ที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งในชีวมวลและตะกอนดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ </strong>พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังเปิดโอกาสสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน โดยประชาชนจะมีบทบาทเป็นทั้งผู้ดูแลทรัพยากรและผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง</p>
<p><em>&#8220;ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการจุดแข็งของทุกภาคี ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของ สสส. ศักยภาพของเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น นวัตกรรมเพื่อสังคมจากบริษัทอัตถจริยา และพลังความเข้มแข็งของประชาชนในพื้นที่   ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวชายฝั่ง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และการสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้นให้กับครัวเรือนในชุมชน&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการเซ็นทรัล ทำ วางโรดแม็พ 3 ปี  ในการพัฒนาเครือข่ายชุมชนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Community Climate Action หรือ CCA) โดยวางแนวทางและทิศทางการขับเคลื่อน พร้อมการพัฒนาเครื่องมือสำหรับประเมินผลกรทบจากโครงการ ​รวมทั้งแนวทางการต่อยอดโครงการ ต่อไปนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-37087 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/02.งานปลูกใจ-ปลูกโกงกาง-สร้างสีเขียว.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong><u>แผนการดำเนินงานในปี 2568</u></strong></p>
<p><strong>1. อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว </strong><strong>1,500 </strong><strong>ไร่ </strong>เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยดูดซับและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) โดยร่วมมือกับชุนชนในการพัฒนาทั้งป่าปก (Green Carbon) และป่าชายเลน (Blue Carbon) รวมทั้งช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นด้วย (Biodiversity)</p>
<p><strong><em>&#8211; ป่าชายเลน </em>:</strong> เริ่มฟื้นฟูที่ ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยปลูกต้นโกงกางกว่า <strong>7,000 </strong><strong>ต้น ครอบคลุมพื้นที่ </strong><strong>50 </strong><strong>ไร่</strong> (ส.ค.–ต.ค. 2568) พร้อมกิจกรรมจัดการขยะรั่วไหลสู่ทะเล เพื่อเร่งฟื้นฟู &#8216;คาร์บอนสีน้ำเงิน&#8217;  (Blue Carbon) และสร้าง &#8216;ตะกร้าอาหารชุมชน&#8217;</p>
<p><strong><em>&#8211; ป่าบก </em>:</strong> ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและป่าชุมชน เช่น ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งเหียง (บ้านชากไทย) และป่าชุมชนทุ่งดอนเหียง (ต.วังโตนด) โดยปลูกไม้ยืนต้นพื้นถิ่นกว่า <strong>5,000 </strong><strong>ต้น รวมพื้นที่ </strong><strong>1,450 </strong><strong>ไร่</strong></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-37084 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/07.งานปลูกใจ-ปลูกโกงกาง-สร้างสีเขียว.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. ตรวจวัดและสร้างฐานความรู้ </strong>: การพัฒนาเครื่องมือและองค์ความรู้ ในการตรวจวัดและประเมินการปลดปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนสำหรับการลดการปลดปล่อย (Decarbonization) ต่อไป</p>
<p>&#8211; ทำงานร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และบริษัท อัตถจริยา จำกัด โดยใช้แอปฯ <strong>SMART GHG APPLICATION (SGA)</strong> เพื่อสำรวจและประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน เช่น ที่ <em>ป่าชุมชนบ้านโขดหินลอย</em> (35 ไร่) พบว่ามีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนรวมกว่า <strong>1,291 tCO<sub>2</sub>eq</strong> (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)</p>
<p>&#8211; ตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแปลงเกษตร ต.หนองบัว พื้นที่เพาะปลูก 541.8 ไร่ พบการปล่อยรวมกว่า <strong>65 </strong> ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเฉลี่ย 0.11 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ต่อไร่</p>
<p>&#8211; จัดทำคู่มือและหลักสูตรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คู่มือการสำรวจแปลงป่าเพื่อกักเก็บคาร์บอน และการใช้แชมเบอร์วัดการปล่อยก๊าซเรืออนกระจก</p>
<p><strong>3. พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน </strong> : การต่อยอดผลกระทบเชิงบวก จากการมีเครือข่ายชุนชนที่เข้มแข็ง และการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เพื่อนำมาซึ่งการยกระดับชีวิตให้ผู้คนภายในชุมชน</p>
<p>&#8211; ต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ &#8216;<strong>ล่องเรือดูเหยี่ยว เที่ยวฟาร์มหอยนางรม</strong>&#8216; เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37085 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/06.งานปลูกใจ-ปลูกโกงกาง-สร้างสีเขียว.jpg" alt="" width="1200" height="641" /></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>แผนต่อเนื่องในปี </strong><strong>2569 </strong></span></p>
<p>&#8211; ขยายพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูเพิ่มจาก 1,500 ไร่ เป็น <strong>2,500 </strong><strong>ไร่</strong> ครอบคลุมทั้งป่าชายเลน ป่าชุมชน และเกษตรคาร์บอนต่ำ</p>
<p>&#8211; ร่วมพัฒนา &#8216;<strong>ทุเรียนคาร์บอนต่ำ&#8217;</strong> โดยส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และลดพลังงานในฟาร์ม</p>
<p>&#8211; ทดลองนำนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากเปลือกทุเรียนและกาบมะพร้าว (อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา)</p>
<p>&#8211; สนับสนุนอาชีพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผลิต <em>พัดใบกะพ้อ</em> สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>แผนการดำเนินงานในปี </strong><strong>2570 (</strong><strong>ขยายผลและพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบ)</strong></span></p>
<p>&#8211; วางเป้าหมายการต่อยอดพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นต้นแบบ &#8216;<strong>ชุมชนคาร์บอนต่ำ</strong>&#8216; ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37086 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/09.-Re-งานปลูกใจ-ปลูกโกงกาง-สร้างสีเขียว.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการ <strong>“เซ็นทรัล ทำ”</strong> มุ่งสร้างต้นแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงทั้งมิติ​เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วย​กัน เพื่อมุ่งผสาน​​​การเติบโตทั้งสามด้านให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างสมดุล โดยเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นจากใครเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/central-tham-cca-chanthaburi/">&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ปั้น &#8216;จันทบุรี&#8217; โรลโมเดลแห่งใหม่ วางโรดแม็พ 3 ปี เพิ่มพื้นที่ป่า 2,500 ไร่ ​ขับเคลื่อน Community Climate Action​ ดึงชุมชนต่อยอดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;บอร์ดยั่งยืนซีพี&#8217; ย้ำโจทย์ ​Carbon Neutral 2030 มุ่ง &#8216;เป็นกลางทางคาร์บอน&#8217; ​ภายในปี 2573 วาระสำคัญและเร่งด่วน​​ พร้อมผนึกกำลังองค์กรขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/workshop-cp-group-carbon-neutral-2030/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Aug 2025 13:04:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[C.P. Group]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Climate resilience]]></category>
		<category><![CDATA[CP]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะปลูกคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[จีระณี จันทร์รุ่งอุทัย]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี แอ็กซ์ตร้า]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพีออลล์]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพีเอฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรู]]></category>
		<category><![CDATA[วีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[อาคม อาจแสง]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญโภคภัณฑ์อาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35787</guid>

					<description><![CDATA[<p>​​การประชุมคณะกรรมการความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งล่าสุด ที่มี ​คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานฯ ได้​สรุปเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนขององค์กร ภายในปี 2573  (Carbon Neutral 2030) ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ภายใต้ชื่อ  &#8216;C.P.Group Carbon Neutral 2030 ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Carbon Neutral&#8217; เพื่อติดตามความคืบหน้า​การดำเนินงานตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) พร้อมรายงานสถานการณ์ครึ่งแรกของปี 2568 จากแต่ละกลุ่มธุรกิจ เพื่อตอกย้ำว่าการจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ได้สำเร็จต้องอาศัยการขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งองคาพยพ โดยมีผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืนจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งในไทยและจีน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อร่วมผลักดันให้เครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเป้าหมาย &#8216;Carbon Neutral 2030&#8217; ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและจริงจัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/workshop-cp-group-carbon-neutral-2030/">&#8216;บอร์ดยั่งยืนซีพี&#8217; ย้ำโจทย์ ​Carbon Neutral 2030 มุ่ง &#8216;เป็นกลางทางคาร์บอน&#8217; ​ภายในปี 2573 วาระสำคัญและเร่งด่วน​​ พร้อมผนึกกำลังองค์กรขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>​​การประชุมคณะกรรมการความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งล่าสุด ที่มี ​<strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์</strong> ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานฯ ได้​สรุปเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ <strong>เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนขององค์กร ภายในปี 2573</strong>  <strong>(Carbon Neutral 2030) </strong>ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ</p>
<p><span id="more-35787"></span></p>
<p>สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ภายใต้ชื่อ  <strong>&#8216;C.P.Group Carbon Neutral 2030 ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Carbon Neutral&#8217; </strong>เพื่อติดตามความคืบหน้า​การดำเนินงานตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) พร้อมรายงานสถานการณ์ครึ่งแรกของปี 2568 จากแต่ละกลุ่มธุรกิจ</p>
<p>เพื่อตอกย้ำว่าการจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ได้สำเร็จต้องอาศัยการขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งองคาพยพ โดยมีผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืนจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งในไทยและจีน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อร่วมผลักดันให้เครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35823 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/1-ดร.ธีระพล-ถนอมศักดิ์ยุทธ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ</strong> ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเป้าหมาย &#8216;Carbon Neutral 2030&#8217; ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและจริงจัง เพื่อสามารถขับเคลื่อนแผนควบคู่กับการผลักดันให้ธุรกิจยังสามารถเติบโตคู่กันไปด้วย จึงต้องผนึกกำลังในการขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ ​</p>
<p>ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญต่อประเด็น <strong>Climate Resilience </strong> พร้อมกำหนดโรดแมปสำคัญ อาทิ การเพิ่มพลังงาน Solar และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง พร้อมส่งเสริมพลังงานชีวภาพจาก Biomass และ Biogas เพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินท์ได้ครอบคลุม​ทั้ง Scope 1 และ 2 ขณะที่​​ Scope 3 และในส่วนของภาคเกษตร (FLAG) จำเป็นต้องเร่งพัฒนาแผนเพิ่มเติมเพื่อสามารถบรรลุ Net Zero ได้อย่างสมบูรณ์</p>
<p><strong>ซีพีเอฟ เร่งลดคาร์บอนทั้งในและนอกภาคเกษตรอย่างมีระบบ</strong></p>
<p><strong>คุณจีระณี จันทร์รุ่งอุทัย</strong> Head of Global Net-Zero บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ฉายภาพ​การเดินหน้าสู่ Net-Zero ด้วย 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน ภายใต้มาตรฐาน Science Based Targets (SBTi) และ Net-Zero Standard  พร้อมระบุว่า ซีพีเอฟกำหนดเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในภาคการเกษตร (FLAG) และนอกภาคการเกษตร (Non-FLAG) อย่างมีระบบ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35824 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/2-จีระณี-จันทร์รุ่งอุทัย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>C – Carbon Reduction from Sustainable Sourcing</strong> : มุ่งจัดหาวัตถุดิบปลอดการตัดไม้ทำลายป่า 100% และตรวจสอบย้อนกลับได้</p>
<p><strong>P – Power Circulation</strong> : ใช้พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า</p>
<p><strong> F – Future Generation</strong> : นำระบบผลิตและอาคารอัจฉริยะด้วย Automation, AI และ IoT มาลดคาร์บอน</p>
<p><strong>Net-Zero Network :  </strong> ร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรเพื่อขยายผลสู่ทั้งอุตสาหกรรม โดยมีมาตรการสำคัญครอบคลุมการเพาะปลูกคาร์บอนต่ำ การเพิ่มพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p><strong>มร.หลิว อี้หัว (Liu Yihua)</strong> และ <strong>นางสาวเฟิง หนาน (Feng Nan)</strong> ผู้แทนกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ เขตประเทศจีน กล่าวถึงแผนการสู่ Carbon Neutral 2030  ว่า  การดำเนินงานด้านความยั่งยืนในประเทศจีนมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 32% แล้ว พร้อมมุ่งเดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยฟาร์มทั้ง 19 แห่งติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว และร่วมกับ Altervim ขยายการผลิตพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น พิมพ์เลเซอร์บนเปลือกไข่แทนสติ๊กเกอร์ และปรับระบบทำความเย็น ช่วยลดคาร์บอนได้กว่า 30,000 ตันต่อปี พร้อมลดต้นทุน ขณะเดียวกันยังพัฒนานวัตกรรมหม้อต้มไอน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไบโอแก๊ส ส่งเสริมเกษตรหมุนเวียน และผลักดันมาตรฐาน &#8216;โรงงานสีเขียว&#8217; โดยพร้อมเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตหากมีการพัฒนาในจีน</p>
<p><strong>ซีพีออลล์ ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก  4.8 &#8211; 5 แสนตัน</strong></p>
<p><strong>คุณอาคม อาจแสง</strong> ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สำนักบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ ​ตั้งเป้า &#8216;Carbon Neutral 2030&#8217; ​เช่นเดียวกับเครือฯ โดย​วาง​ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อ​ลดก๊าซเรือนกระจก​ตามเป้าหมาย  480,000-500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ภายในปี 2573  ซึ่งแผน​ดังกล่าวประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35825 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/3-นายอาคม-อาจแสง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>1) ลดการใช้พลังงาน ​ผ่านมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กร</p>
<p>2) ลดความสูญเปล่าจากการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กรลง</p>
<p>3) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด</p>
<p>4) ลดการรั่วไหลและปรับปรุงสารทำความเย็นให้มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนต่ำ(Low GWP)</p>
<p>ซึ่งคาดว่าทั้ง 4 มาตรการนี้ ​จะช่วยลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกประมาณ 27-30% จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU) ส่วนที่เหลืออีกราว 70-73% จะลดผ่านการชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต หรือแนวทางอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ชดเชยคาร์บอนในส่วนที่ยังเกินอยู่ ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ได้เริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา</p>
<p><strong>ซีพี แอ็กซ์ตร้า &#8211; ทรู เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35826 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/4-ดร.อนันต์-วัชรพงษ์วินิจ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ</strong> หัวหน้าคณะทำงานด้าน Climate Resilience บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro และ Lotus’s) ระบุว่า ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีความท้าทายด้านการใช้พลังงานสูง จึงเร่งใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์รูฟทอป พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบอัตโนมัติและเอไอมาใช้ ส่งผล​การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567–2568 ลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทน 31% ภายในปี 2573 และ 87.6% ภายในปี 2593  พร้อมทั้งได้ร่วมมือกับทรู คอร์ปอเรชั่นในโครงการ Energy Monitoring เพื่อลดการใช้พลังงานในบางช่วงเวลา และเตรียมใช้ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยี UGT เพื่อสนับสนุนการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>คุณวีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย</strong> หัวหน้าศูนย์นวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า​ แม้กลุ่มทรูจะมีการปล่อยคาร์บอนในสโคป 1 ไม่มาก แต่บริษัทก็เร่ง​เดินหน้าลดการใช้พลังงานจากเสาสัญญาณกว่า 30,000–50,000 เสาทั่วประเทศ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพเสาเดิม ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วกว่า 10,000 เสา และพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง พร้อมตั้งศูนย์ BNIC เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ ส่วนการขับเคลื่อนในสโคป 3  ตั้งเป้าร่วมกับคู่ค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 โดยเน้นความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35827 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/5-นายวีรศักดิ์-พงษ์ธัญญวิชัย.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ผู้เชี่ยวชาญแนะบูรณาการ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี​</strong></p>
<p>ทั้งนี้ ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังได้เปิดรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก​กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ และ​ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนภายนอก เพื่อนำมาเป็นแนวทางและปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong>รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์</strong> ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutral ปี 2573 และ Net Zero ปี 2593 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นโจทย์ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแต่ละกลุ่มธุรกิจมีลักษณะและรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน แต่ทุกหน่วยธุรกิจต่างมี​​ความพยายามอย่างจริงจังเพื่อ​บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะความร่วมมือกันแบบข้ามกลุ่มธุรกิจ ​โดยแผน​การลดก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน ยัง​เป็นความท้าทายที่ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทั้งนี้ หน่วยธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี เช่น AI, IoT หรือ Carbon Capture สามารถเป็นต้นแบบให้หน่วยธุรกิจอื่นนำไปต่อยอดและพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ได้ ซึ่งเอกชนควรเริ่มปรับตัวและขยับตัวอย่างจริงจัง และภาครัฐควรมีนโยบายต่างๆ มาช่วยสนับสนุน​เพื่อสามารถบรรลุเป้าหมาย​ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>รศ.ดร.ชินธันย์ อารีประเสริฐ</strong> ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero โดยระบุว่า ​แม้​กลุ่มธุรกิจจะมีความแตกต่างกัน แต่การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เช่น พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล รวมถึงการใช้ AI และ IoT ในกระบวนการผลิต สามารถช่วยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35829 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/8-ผศ.ดร.อรอนงค์-ลาภปริสุทธิ.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.อรอนงค์ ลาภปริสุทธิ </strong> ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เห็นว่าทุกหน่วยธุรกิจมีความตั้งใจและระบบการทำงานชัดเจน แม้เป้าหมายท้าทาย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ซับซ้อนด้านข้อมูล การใช้เทคโนโลยีจะช่วยให้สามารถจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้วางแผนได้จริง พร้อมย้ำว่าการขับเคลื่อนของเอกชนจะช่วยให้เป้าหมายประเทศสำเร็จง่ายขึ้น</p>
<p><strong>คุณนครินทร์ หอมดี</strong> สถาบันเทคโนโลยีไทย–ญี่ปุ่น ระบุว่าหลายธุรกิจได้รับการรับรอง SBTi และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซ Scope 1–3 อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดการพลังงานและเพิ่มพลังงานทดแทน พร้อมชี้ว่าประเทศไทยสามารถนำแนวทาง Industry 5.0 มาปรับใช้เพื่อเสริมความยั่งยืนเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35830 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/CP-Carbon-Neutral-3.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/workshop-cp-group-carbon-neutral-2030/">&#8216;บอร์ดยั่งยืนซีพี&#8217; ย้ำโจทย์ ​Carbon Neutral 2030 มุ่ง &#8216;เป็นกลางทางคาร์บอน&#8217; ​ภายในปี 2573 วาระสำคัญและเร่งด่วน​​ พร้อมผนึกกำลังองค์กรขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โรดแม็พจัดการขยะพลาสติก&#8217; ​ยังไม่ใกล้เป้าหมาย ขาดกฏหมายที่แข็งแรง ​เร่งปรับแผน เปลี่ยนจาก &#8216;แบน&#8217; สู่มาตรการ &#8216;บูรณาการ&#8217; ​​ทั้งวงจรชีวิตพลาสติก​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/plastic-waste-management-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Aug 2025 14:47:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[plastic waste]]></category>
		<category><![CDATA[Plastic Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[PPP Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[single-use plastic]]></category>
		<category><![CDATA[TBCSD]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่าย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรดแม็พการจัดการขยะพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35704</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันการขับเคลื่อน &#8216;โรดแม็พการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573&#8242; ของประเทศไทยอยู่ในแผนเป้าหมายระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 -2570) ซึ่งเดิมตั้งเป้าหมายยกเลิกการใช้ หรือ การแบนพลาสติกในกลุ่มใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use Plastic) ทุกประเภท​ อาทิ กล่องโฟม หลอดพลาสติก แก้วพลาสติก (&#60; 100 ไมครอน) และถุงหูหิ้วพลาสติก ( &#60; 36ไมครอน) เพื่อลดปริมาณสู่หลุมฝังกลบ และ​สามารถนำพลาสติกเป้าหมายหลังการบริโภคกลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้ทั้ง 100%  พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกหลุดรอดสู่ทะเลได้ 50% ภายในปี พ.ศ.2570 ปัจจุบันแผนดังกล่าวของประเทศไทยมาได้ราวครึ่งทางแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในการขับเคลื่อนจริง ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายให้เป็นไปตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​เนื่องจากปัญหาสำคัญคือการขาดกฏระเบียบในการบังคับใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ​ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD)ในฐานะประธานเครือข่าย และ นายกสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ  ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า การขับเคลื่อนโรดแม็พการจัดการขยะพลาสติกในปัจจุบัน ใกล้จะถึงกำหนด​ตาม​​​ระยะที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/plastic-waste-management-roadmap/">&#8216;โรดแม็พจัดการขยะพลาสติก&#8217; ​ยังไม่ใกล้เป้าหมาย ขาดกฏหมายที่แข็งแรง ​เร่งปรับแผน เปลี่ยนจาก &#8216;แบน&#8217; สู่มาตรการ &#8216;บูรณาการ&#8217; ​​ทั้งวงจรชีวิตพลาสติก​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันการขับเคลื่อน &#8216;<strong>โรดแม็พการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573&#8242;</strong> ของประเทศไทยอยู่ในแผนเป้าหมายระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 -2570) ซึ่งเดิมตั้งเป้าหมายยกเลิกการใช้ หรือ การแบนพลาสติกในกลุ่มใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use Plastic) ทุกประเภท​</p>
<p><span id="more-35704"></span></p>
<p>อาทิ กล่องโฟม หลอดพลาสติก แก้วพลาสติก (&lt; 100 ไมครอน) และถุงหูหิ้วพลาสติก ( &lt; 36ไมครอน) เพื่อลดปริมาณสู่หลุมฝังกลบ และ​สามารถนำพลาสติกเป้าหมายหลังการบริโภคกลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้ทั้ง 100%  พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกหลุดรอดสู่ทะเลได้ 50% ภายในปี พ.ศ.2570</p>
<p>ปัจจุบันแผนดังกล่าวของประเทศไทยมาได้ราวครึ่งทางแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในการขับเคลื่อนจริง ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายให้เป็นไปตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​เนื่องจากปัญหาสำคัญคือการขาดกฏระเบียบในการบังคับใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35707 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ภาพประกอบ-3-1.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD)ในฐานะประธานเครือข่าย และ นายกสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ  ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (<strong>PPP Plastics</strong>) กล่าวว่า การขับเคลื่อนโรดแม็พการจัดการขยะพลาสติกในปัจจุบัน ใกล้จะถึงกำหนด​ตาม​​​ระยะที่ 2 ในปี พ.ศ. 2570 แล้ว และคาดว่าประเทศไทยคงไม่สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมายที่ตั้ง​ไว้ จากเงื่อนไขสำคัญที่ไม่มีกฏระเบียบที่เข้มแข็งมารองรับ ประกอบกับไม่สามารถหา Win -Win Solutions ให้กับทุกฝ่ายได้ จึงไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริงได้</p>
<p><em>&#8220;<strong>การขับเคลื่อนโรดแม็พที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเพียงเรื่องเดียว คือการยกเลิกพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) เนื่องจากสามารถทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน</strong> ไม่ว่าจะเป็นการลดพลาสติกชิ้นเล็กที่มีโอกาสหลุดรอดสู่ธรรมชาติได้สูง ขณะที่ผู้บริโภคก็มีความเข้าใจและเชื่อมั่นในความสะอาดของกระบวนการผลิต รวมทั้งผู้ผลิตเองที่สามารถลดต้นทุนลงได้ ทำให้ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันที่จะปฏิบัติตาม ขณะที่เงื่อนไขอื่น ทั้งในระยะที่ 1  และระยะที่2 ไม่ว่าจะเป็น​เลิกใช้พลาสติกที่ผสมสารออกโซ (Oxo)  หรือการยกเลิกการใช้ Single-use Plastic  ยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ​และเชื่อว่าภายในไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ในปี 2570 ก็คงยัง​ไม่สามารถ​บรรลุผลได้ </em><em>เพราะยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันของแต่ละฝ่ายได้ ประกอบกับยังไม่มีข้อกฏหมายในการบังคับใช้ ทำให้ต้องมีการศึกษา และมองผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ซึ่ง​จำเป็นต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค  ไปจนถึงการวางโครงสร้างในระบบที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยอย่างแท้จริง&#8221;​</em></p>
<p>ขณะที่เป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิลขยะพลาสติกที่ตั้งเป้าไว้ 25% ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้เช่นกัน โดยปัจจุบันอยู่ที่ราว​ 21% จากปริมาณขยะพลาสติกทั้งประเทศกว่า 2 ล้านตัน หรือมีสัดส่วน 13-14% จากปริมาณขยะทั้งประเทศที่ 27 ล้านตัน​   ซึ่งสัดส่วนการรีไซเคิลขยะพลาสติกได้​ปรับเพิ่มขึ้น​จากช่วงสถานการณ์โควิด ที่สัดส่วนลดไปเหลือที่ประมาณ 19% ทั้งจากปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น จากบรรจุภัณฑ์อาหาร  แต่การจัดเก็บและรีไซเคิลกลับลดลงจากความกังวลในเรื่องของความสะอาดและความปลอดภัย ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35709 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ภาพประกอบบอร์ด-2.jpg" alt="" width="1200" height="784" /></p>
<p>ทั้งนี้ ทางเครือข่าย <strong>PPP Plastic</strong> ได้ปรับแผนเพื่อสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายการขับเคลื่อน Circular Ecosystem ได้ทั้ง100%  และลดโอกาสที่ขยะพลาสติกจะหลุดรอดสู่ทะเล 50% ภายในปี 2570 ให้ได้มากที่สุด ผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อเข้าไปดูแลและควบคุมพลาสติกให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบ In Process ​ต้ังแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ​ทั้งส่งเสริมการออกแบบและผลิตตามหลัก Eco-design , การส่งเสริมวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพเพื่อทดแทนการใช้ Single-use Plastic , การขับเคลื่อนการจัดการขยะตามแนวทาง EPR  รวมทั้งการสร้างความตระหนักผ่านผู้บริโภคในการลดการใช้ ​ส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ซ้ำ ควบคู่กับการผลักดันการออกกฏหมาย หรือกฏระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และยกระดับประสิทธิภาพของกลุ่มซาเล้ง หรือร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการนำวัสดุหลังการบริโภคกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ได้มากขึ้น และช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Econony Ecosystem) ของประเทศไทย</p>
<p><em>&#8220;การออกแบบตั้งแต่ต้นทางไม่ใช่แค่ต้นทางของขยะ แต่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การผลิต โดยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ การออกกฏหมายต่างๆ ภาคธุรกิจต้องสามารถทำได้จริง เพราะจำเป็นต้องมีการลงทุน ซึ่งภาครัฐอาจจะต้องเข้ามามองว่าจะสนับสนุนอย่างไรได้บ้าง หรือการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน สร้างความรู้ ความเข้าใจ เรื่องของการแยกขยะ และการเก็บกลับคืนเข้าสู่ระบบ ซึ่ง​​ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกับการมีระบบหรือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เพื่อสามารถขับเคลื่อนได้จริงในเชิงปฏิบัติ  หรือมองหาช่องว่าง รวมทั้งโอกาสที่จะช่วยเพิ่มอัตราการรีไซเคิล การแยกขยะได้จากต้นทางที่เพิ่มมากขึ้น  ​เช่น กลุ่ม​สายการบินที่สามารถแยกขยะได้ตั้งแต่บนเครื่องหลังจากให้บริการผู้โดยสาร ​เพราะมีขยะหลากหลายประเภท ทั้งขยะพลาสติก กระดาษ  ขยะอาหาร และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35708 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ภาพประกอบบอร์ด-1.jpg" alt="" width="1200" height="784" /></p>
<p><strong>ขับเคลื่อน 40 โครงการ ส่งเสริม Circularity Ecosystem </strong></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนของเครือข่าย PPP Plastic ดำเนินการภายใต้งบประมาณต่อปีราว 20-30 ล้านบาท ​​เพื่อผลักดันภารกิจในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดขยะพลาสติก​ทั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา ให้ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย กฏหมาย และมาตรการต่างๆ อาทิ โรดแม็พการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 , แผนปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) พ.ศ.2564 -2570 , การศึกษาและเสนอข้อคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ( EPR) และการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมดีของกรุงเทพมหานคร เช่น โครงการ Bangkok Zero Waste และการพัฒนาแผนที่ BKK Green Map</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีมิติด้านโครงสร้างพื้นฐานและโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่าน​โมเดลการจัดการขยะในชุมชนเมือง เช่น ​คลองเตยโมเดล และ Eco-digiclean คลองเตย, ปทุมวันโมเดล ออกแบบระบบจัดการขยะในห้างสรรพสินค้า ,โครงการมือวิเศษ x วน และมือวิเศษกรุงเทพ ขยายจุดรับขนะพลาสติกและกล่องนมยูเอชที ในเขต กทม. และโครงการระยองโมเดล ส่งเสริมการแยกขยะต้นทางในชุมชน และช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนได้กว่า 1 แสนบาท/เดือน พร้อมต่อยอดสู่ ระยอง Less-Waste ด้วยการขยายการพัฒนาสู่ 68 เทศบาลในระยอง รวมทั้งการเดินหน้าจัดทำฐานข้อมูลด้านขยะพลาสติกของประเทศไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ขยะพลาสติกของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยใช้แนวคิด MFA (Materail Flow Analysis) และวิเคราะห์เชิงมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์​ รวมทั้งประเมินวัฏจักรชีวิตของบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พ.ร.บ. EPR</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35691 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ภาพประกอบ-1.jpg" alt="" width="1200" height="684" /></p>
<p>พร้อมกันนี้ได้มุ่งเพิ่มความตระหนักผ่านการสร้างการศึกษาและการรับรู้  จากการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน และการพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาคการศึกษา พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน</p>
<p>จากความเชี่ยวชาญ และการดำเนินโครงการต่างๆ กว่า 40 โครงการ นำมาสู่การพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circularity Ecosystem ซึ่งประกอบด้วยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการ Smart Recycling Hub ตั้งเป้าเก็บกลับ​พลาสติกใช้แล้วคุณภาพสูงกลับเข้าสู่ระบบการผลิตให้ได้อย่างน้อย 50,000 ตันต่อปี ,ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์จัดการคัดแยกและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล หรือ MRF (Material Recovery Facility) ในพื้นที่นำร่องคือ กรุงเทพฯ​และปริมณฑล รวมทั้งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ EEC รวมทั้งโครงการบกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนการยกร่าง พ.ร.บ. EPR และส่งเสริม EPR ภาคสมัครใจ ผ่านการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการดำเนินงาน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยในอนาคต พัฒนาและต่อยอดระบบฐานข้อมูลการซื้อขายวัสดุรีไซเคิล (Recycle Market Application) เพื่อเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ ทั้งผู้บริโภค ซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า ศูนย์จัดการขยะ และโรงงานรีไซเคิล เพื่อสนับสนุนระบบ EPR ในอนาคต เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35693 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ภาพประกอบ-7.jpg" alt="" width="1200" height="382" /></p>
<p><em>&#8220;PPP Plastic มีวิสัยทัศน์ และเป้าหมายในการจัดการขยะพลาสติกได้อย่างยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการผลิต และใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน และการจัดเก็บอย่างมีระบบ  ตามหลักเศรษฐหมุนเวียน และมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อม วล แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต​ของประเทศ รวมทั้งโลกใบนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย  End of Plastic Pollutions ​โดยไม่ได้ต่อต้าน​การใช้พลาสติก แต่เน้นการยุติปัญหามลพิษจากพลาสติก เพราะเราคงหยุดการใช้พลาสติกไม่ได้  แต่จะใช้อย่างชาญฉลาดได้อย่างไร หาวิธีดึงกลับเข้าสู่​ระบบให้มากที่สุด เพื่อสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง</em>&#8221; ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/plastic-waste-management-roadmap/">&#8216;โรดแม็พจัดการขยะพลาสติก&#8217; ​ยังไม่ใกล้เป้าหมาย ขาดกฏหมายที่แข็งแรง ​เร่งปรับแผน เปลี่ยนจาก &#8216;แบน&#8217; สู่มาตรการ &#8216;บูรณาการ&#8217; ​​ทั้งวงจรชีวิตพลาสติก​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;สุทธิสาร จิราธิวัฒน์&#8217; CEO ใหม่ &#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217; วางโรดแม็พ 3 ปี ลงทุน​ 4.5-4.7 หมื่นล้าน สร้าง &#8216;New Heights, Next Growth&#8217; พร้อมกระจายเม็ดเงินลงชุมชนได้แล้ว​ 814 ล้านบาท ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/06/crc-new-ceo-forum-strategic-to-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Jun 2025 12:43:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central Retail]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[CRC]]></category>
		<category><![CDATA[CRC Care]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[New Heights Next Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[วิสัยทัศน์]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธิสาร จิราธิวัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34325</guid>

					<description><![CDATA[<p>ออกมาประกาศวิสัยทัศน์อย่างเป็นทางการ หลังรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ล่าสุดของ &#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217;  ไปเมื่อ 1 พฤษภาคม 2568  สำหรับ &#8216;คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์&#8217;  CEO บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC การขึ้นตำแหน่งแม่ทัพ ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่โลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อความเชื่อมั่น รวมไปถึงต้นทุนการดำเนินงานที่อาจปรับตัวขึ้น ไปจนถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ​แลนด์สเคปทางธุรกิจที่เปลี่ยนข้างกลับขั้ว รวมทั้งความท้าทายทั้งจากโครงสร้างประชากรโลก และ​พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณสิทธิสาร จิราธิวัฒน์ กล่าวถึงกลยุทธ์เพื่อก้าวข้ามความท้าทาย  เพื่อนำพา CRC เติบโตได้อย่างแข็งแรง พร้อมเดินหน้าลงทุนตามเป้าหมายที่วางไว้ผ่านโรดแม็พ 3 ปี ภายใต้เม็ดเงินลงทุนรวม 4.5-4.7 หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันธุรกิจเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5% ตลอด 3 ปี ภายใต้กลยุทธ์ &#8216;New Heights, Next Growth&#8217; เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/crc-new-ceo-forum-strategic-to-growth/">&#8216;สุทธิสาร จิราธิวัฒน์&#8217; CEO ใหม่ &#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217; วางโรดแม็พ 3 ปี ลงทุน​ 4.5-4.7 หมื่นล้าน สร้าง &#8216;New Heights, Next Growth&#8217; พร้อมกระจายเม็ดเงินลงชุมชนได้แล้ว​ 814 ล้านบาท ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ออกมาประกาศวิสัยทัศน์อย่างเป็นทางการ หลังรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ล่าสุดของ<strong> &#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217;</strong>  ไปเมื่อ 1 พฤษภาคม 2568  สำหรับ &#8216;<strong>คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์&#8217; </strong> CEO บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC</p>
<p><span id="more-34325"></span></p>
<p>การขึ้นตำแหน่งแม่ทัพ ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่โลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อความเชื่อมั่น รวมไปถึงต้นทุนการดำเนินงานที่อาจปรับตัวขึ้น ไปจนถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ​แลนด์สเคปทางธุรกิจที่เปลี่ยนข้างกลับขั้ว รวมทั้งความท้าทายทั้งจากโครงสร้างประชากรโลก และ​พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34333 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Re-10.ภาพประกอบข่าวเซ็นทรัล-รีเทล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณสิทธิสาร จิราธิวัฒน์</strong> กล่าวถึงกลยุทธ์เพื่อก้าวข้ามความท้าทาย  เพื่อนำพา CRC เติบโตได้อย่างแข็งแรง พร้อมเดินหน้าลงทุนตามเป้าหมายที่วางไว้ผ่านโรดแม็พ 3 ปี ภายใต้เม็ดเงินลงทุนรวม 4.5-4.7 หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันธุรกิจเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5% ตลอด 3 ปี</p>
<p>ภายใต้กลยุทธ์ <strong>&#8216;New Heights, Next Growth&#8217;</strong> เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 5 แนวทาง ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. การเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าได้ลึกซึ้งมากขึ้น</strong> <strong>(Reinforce Customer Focus)</strong> : เพื่อรับมือความท้าทายเรื่องพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง โดยอาศัยความแข็งแกร่งด้านข้อมูลจากแพลตฟอร์ม The 1 Loyalty Program ทั้งในไทยและเวียดนาม ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 26 ล้านราย โดยสามารถครอบคลุมประชากรในไทยได้กว่า 33% หรือราว 20 ล้านคน ขณะที่ในเวียดนาม 4%  และหากสามารถต่อยอดการวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจและหาอินไซต์มาตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น จะเป็นโอกาสเติบโตได้มากขึ้น<em><strong> โดยเฉพาะการขยายฐานสู่กลุ่ม B2B และกลุ่ม Young &amp; Mainstream ในประเทศไทย ที่มีฐานข้อมูลราวครึ่งหนึ่ง แต่ยอดการใช้จ่ายยังน้อยอยู่ หากสามารถตอบโจทย์เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายจากกลุ่มนี้ได้มากขึ้น</strong></em> ทั้งการจัดหาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ รวมทั้งการมีโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อได้มากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายจากผู้บริโภคในกลุ่มนี้ได้เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับในเวียดนาม ที่มีช่องว่างเป็นโอกาสให้เติบโตได้อีกมาก จากจำนวนประชากรที่มีถึงกว่าร้อยล้านคน ขณะที่การเข้าถึงยังไม่มากนัก หากวางกลยุทธ์ให้เข้าถึงเพิ่มขึ้น ก็จะเพิ่มโอกาสการ​เติบโตในอนาคตได้อีกหลายเท่าตัว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34330 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/2.-ภาพ-5-กลยุทธ์ของ-CRC.jpg" alt="" width="1200" height="598" /></p>
<p><strong>2. การเสริมความแข็งแกร่งองค์กรจากธุรกิจหลัก</strong> ​​<strong>(Strengthen CRC Foundation)</strong> :  การผลักดันทั้งยอดขายและกำไรให้เติบโตได้ในภาพรวม ผ่านการเพิ่ม​ Traffic , การพัฒนาสินค้าบริการให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น (Assortment) , การเดินหน้าขยายสาขาใหม่ และปรับปรุงสาขาที่มีอยู่ ​ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อยอดประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ Omnichannel ได้แบบไร้รอยต่อ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถและสร้างรากฐานทางเทคโนโลยี โดยใช้ AI เข้ามาช่วย​​ผลักดันยอดขายออนไลน์ให้เติบโต โดยคำนึงถึงประเด็น PDPA และ Data Security เป็นสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนาคอนเซ็ปต์สโตร์รูปแบบใหม่ เข้ามาเติมในพอร์ตโฟลิโอ ไปจนถึงตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม พร้อมเร่งขยายธุรกิจ Food และ Mall ในเวียดนาม รวมถึงนำเสนอ Store Format ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึกในแต่ละพื้นที่</p>
<p><em>&#8220;สำหรับแผนการขยายสาขาที่วางไว้ทั้งในไทย และเวียดนาม ตั้งเป้าไว้ราว 55- 59 สาขา โดยขยายในกลุ่มดีพาร์ทเม้นสโตร์ 1-2 แห่ง ,​ กลุ่มฟู้ด (Tops) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง 25 -30 แห่ง , กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ (ไทวัสดุ) 13 -16 แห่ง ,​ การพัฒนาโรบินสันไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาด Localize และขยายกลุ่มเป้าหมายมาสู่ Young &amp; Mainstream ได้มากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการตามแนวทาง Localize ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับชุมชนในแต่ละโลเกชั่นมากขึ้น  เช่นมีการรับสินค้าของผู้ประกอบการหรือ SME ในชุมชนเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่มากขึ้น</em><em>โดยมีแผนขยายเพิ่ม 2-3 แห่ง รวมทั้งการขยายมอลล์ GO 4-6 แห่ง และมินิโก​ 12-15 แห่ง&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34331 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/3.-ภาพ-Strengthen-CRC-Foundation-.jpg" alt="" width="1200" height="581" /></p>
<p><strong>3. การสร้าง New Growth Engine  เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตใหม่ๆ (Expedite New Growth) :</strong> โดยจะเดินหน้า​​ขยาย GO WHOLESALE ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การขยาย Private Labels, ก้าวสู่การเป็น HORECA Destination สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหาร, เป็นผู้นำเรื่องของสด (Always Fresh-Forward), ขยายสาขาอีกกว่า 12-18 สาขา ภายใน 3 ปี และการพัฒนา New Store Concept และ Fulfillment Store ให้เหมาะกับกลุ่ม HORECA และค้าปลีกอาหาร นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจของ Auto1 ศูนย์บริการและจำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ครบวงจร ด้วยการเร่งเปิดสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี ให้ครอบคลุมในทำเลศักยภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34329 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/11.ภาพประกอบข่าวเซ็นทรัล-รีเทล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>4. เดินหน้าสร้างความร่วมมือทั้งจากภายในและภายนอก​องค์กร (Scale Synergy)</strong> :  ​มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับธุรกิจภายในเครือเซ็นทรัล รีเทล และเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งเพื่อเพิ่มยอดขาย และผลักดันการทำงานร่วมกันของพนักงานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ตลอดจนการบริหารพื้นที่ขายให้ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ด้วยโมเดล Mix-used และ Hybrid Retail Store</p>
<p><strong>5. บริหารการเงินอย่างรอบคอบ (Disciplined Financial Management)</strong> :  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยควบคุมค่าใช้จ่าย เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น</p>
<p><strong>ผสานปรัชญา CRC  Care โฟกัส &#8216;เติบโตอย่างยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p>นอกจากการขับเคลื่อน 5 กลยุทธ์หลัก เพื่อเติบโต​ตามเป้าหมายโรดแม็พ 3 ปี แล้ว ทาง CRC ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญา<strong> &#8216;CRC Care&#8217;</strong> เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว และตอบโจทย์การขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34328 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/9.ภาพประกอบข่าวเซ็นทรัล-รีเทล.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจที่คำนึงถึงการผนึกกำลังและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ Stakeholders ​ทั้ง 7 มิติ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า (Customer) คู่ค้า (Partner) ชุมชน (Community) ส่ิงแวดล้อม (Environment) ธรรมาภิบาล (Governance) ผู้คนและสังคม (People) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต (Economy) ซึ่งถือเป็นการโฟกัสรากฐานที่แข็งแรงเพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสู่การบรรลุ Net zero ในปี 2593 ​</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งมิติที่ CRC ให้ความสำคัญ และจะมุ่งมั่นขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนผ่าน​ 3 มิติหลัก ที่สามารถวัดผลและจับต้องผลกระทบเชิงบวกออกมาเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย ด้านพลังงาน (Energy) <strong>สามารถเพิ่มสัดส่วน​การใช้ Renewable ​จากการใช้พลังงานทั้งหมดได้แล้ว 16% จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์รวมกว่า 160 แห่ง</strong> ​สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 1.67 แสนเมกะวัตต์ รวมทั้งการหันมาใช้รถขนส่งไฟฟ้าในกระบวนการโลจิสติกส์รวม 76 คัน เทียบเท่าการใช้ระกระบะเล็กในการขนส่งกว่า 500 คัน นอกจากนี้ยังมีกระบวนการ ​Waste Management ที่สามารถ<strong>ช่วยบริหารจัดการและแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลได้รวมกว่า 9.2 ตัน ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่จะไปสู่หลุมฝังกลบได้ราว 19% </strong>รวมทั้งมิติ Social &amp; Suppliers ที่สามารถสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย SME หรือรัฐวิสาหกิจชุมชนต่างๆ เพื่อนำมาสินค้ามาจำหน่ายผ่านช่องทางในเครือเซ็นทรัล <strong>โดยในปีที่ผ่านมา มีการส่งเสริมเพื่อกระจายรายได้ให้กลุ่มธุรกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 814 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน</strong> และจะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสามารถขยายการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ครอบคลุมทุกมิติได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พนักงาน และลูกค้าให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืนไปพร้อมกัน&#8221; ​</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/crc-new-ceo-forum-strategic-to-growth/">&#8216;สุทธิสาร จิราธิวัฒน์&#8217; CEO ใหม่ &#8216;เซ็นทรัล รีเทล&#8217; วางโรดแม็พ 3 ปี ลงทุน​ 4.5-4.7 หมื่นล้าน สร้าง &#8216;New Heights, Next Growth&#8217; พร้อมกระจายเม็ดเงินลงชุมชนได้แล้ว​ 814 ล้านบาท ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 12:03:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชาติวุฒิ วังวล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีญาพร สุวรรณเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งกำเนิดขยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=23555</guid>

					<description><![CDATA[<p>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570  ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>สสส. ผนึก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  กรมควบคุมมลพิษ กรมโลกร้อน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย กทม. และ 14 ศูนย์อาหารทั้งภาครัฐและเอกชน นำร่องลดขยะอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมือง พร้อมวางโรดแม็พตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 25% ภายในปี 2570 </b></p>
<p><span id="more-23555"></span></p>
<p><b>ดร.ชาติวุฒิ วังวล </b>ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า การจัดการขยะอาหารและปัญหาอาหารส่วนเกินเป็นหนึ่งในวาระระดับโลก ทาง UN จึงกำหนดหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการ​ลดปริมาณขยะอาหารในระดับค้าปลีกและการบริโภคทั่วโลกลง 50% ภายในปี 2573 (จากปีฐาน 2558)  เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีคนอาศัยหนาแน่น และขาดพื้นที่จัดการอาหารส่วนเกิน จึงเกิดการทิ้งอาหารส่วนเกินทั้งจาก​บ้านเรือน</span> ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร รวมท้ังไม่มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางแหล่งกำเนิด​ พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดทั้งปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​​ลดมลพิษและการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ​รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในเขตเมืองด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23562 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/2-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ </b>อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารประมาณ 9.7 ล้านตัน หรือราว 146 กิโลกรัม/คน/ปี โดยแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหาร ประกอบด้วย ตลาดสด ซึ่งมีสัดส่วนขยะอาหารถึง 77.26% จากปริมาณขยะทั้งหมดภายในตลาด </span><span style="font-weight: 400;">ตามมาด้วย​ ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ มีสัดส่วนขยะอาหาร 54.94% จากปริมาณขยะทั้งหมด อาคารสำนักงาน มีสัดส่วนขยะอาหาร 41.41%  คอนโดมิเนียม 40.998%  โรงแรม 37.03%  ซึ่งสถานประกอบการต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมีศูนย์อาหาร​อยู่ด้วย และถือเป็นจุดสำคัญที่สร้างให้เกิดขยะอาหาร ที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการดูแล เพื่อมุ่งสู่​เป้าหมายที่ทาง UN ได้วางไว้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23559 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/แหล่งเกิดขยะอาหรที่ต้องจัดการ_0.jpg" alt="" width="605" height="756" /></p>
<p><em>&#8220;ทั้งนี้ โรดแม็พเพื่อการขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารให้ลดลงครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายในปี 2573 ​ได้​วาง​ Action Plan ​เป็น 2 ระยะที่ ซึ่งระยะแรก ระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อวางกรอบและทิศทางการ​แก้ไขปัญหาการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนจากแหล่งกำเนิด มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้จำหน่ายอาหาร ผู้ประกอบอาหาร รวมทั้งผู้บริโภค ตามวิถีการบริโภคที่ยั่งยืน ทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง การลดขยะอาหาร การนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างคุ้มค่า เพื่อให้เหลือปริมาณส่วนน้อยที่สุดสำหรับ​นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง โดยมีเป้าหมายลดขยะอาหารลงมากกว่า 25% ภายในปี 2570 และระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2571 -2573 ในรูปแบบของการขยายผลเพื่อลดปริมาณขยะอาหารลงให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2573&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23560 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Timeline-ทิศทางจัดการขยะอาหาร_0.jpg" alt="" width="630" height="788" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กำแพงสำคัญของประเทศในการบริหารจัดการขยะอาหาร<strong> ดร.วิจารย์ อินทรกำแหง</strong> ผอ.ส่วนบริการจัดการมูลฝอยชุมชน กรมควบคุมมลพิษ เสริมว่า ​มาจาก​ 10 ปัญหาต่อไปนี้ คือ 1. ขาดข้อมูลขยะอาหารของแต่ละภาคส่วน 2.การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภต (การบริโภค -การทิ้ง) 3.ไม่มีแนวปฏิบัติในการป้องกัน ลด การใช้ประโยชน์จากขยะอาหาร 4. การบริจาคและส่งต่ออาหารส่วนเกินยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ 5.ไม่มีมาตรฐานกลางในการดูแลอาหารส่วนเกิน 6.ขาดแรงจูงใจ เครื่องมือ กลไกให้ภาคธุรกิจปฏิบัติ 7.นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการกำจัดอาหารยังมีราคาแพง 8. ไม่มีระบบคัดแยกและจัดเก็บขยะมูลฝอย 9. ขาดระบบจัดเก็บและรายงานข้อมูลขยะอาหาร และ 10. ขาดศูนย์ความรู้กลางด้านการจัดการขยะอาหาร</span></p>
<p><strong>&#8216;ศูนย์อาหาร&#8217; แหล่งกำเนิดหลักขยะอาหาร</strong></p>
<p><strong>คุณณัฐณิชา ยี่ลังกา</strong> นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตัน ในปี 2565 ที่ผ่านมา คิดเป็น 38% ของขยะมูลฝอย 26 ล้านตัน ที่เกิดภายในชุมชน ซึ่งเกือบ 90% ที่นำไปเทกองและฝังกลบ และราว 10% ที่มีการนำไปจัดการภายในครัวเรือน และนำไปทำปุ๋ยหมัก ขณะที่ศูนย์อาหารเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ​มักจะมีวัตถุดิบที่เหลือทิ้งทั้งจากขั้นตอนการเตรียมอาหาร  ที่อาจมีการสูญเสียวัตถุดิบ จากการจัดเก็บไม่ได้คุณภาพทำให้เสียหรือหมดอายุ รวมทั้งจากการตัดแต่งเพื่อนำไปก่อนนำไปปรุง ขณะที่ในการปรุงอาหาร ที่อาจจะมีการเตรียมในปริมาณมากเกินไป ทำผิด หรืออาหารไหม้ หรืออาหารที่ลูกค้ารับประทานเหลือ รวมไปถึงขยะอื่นๆ ภายในครัวที่มักจะทิ้งรวมๆ กันไป ทำให้ปริมาณขยะทั้งในครัวและที่เหลือภายในจานมีปริมาณมากพอๆกัน</p>
<p>&#8220;การจัดการขยะอาหารภายในศูนย์อาหารจะใช้หลักการทั้งการป้องกัน การลด เพื่อให้เกิดการสูญเสียอาหารให้น้อยที่สุด รวมทั้งการนำส่วนที่รับประทานไม่หมดมาแปรรูป หรือแปลงสภาพ​เพื่อให้มีส่วนที่เหลือมา​กำจัดให้น้อยที่สุด และนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง  ภายใต้ความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งผู้บริหารองค์กร ผู้จัดการศูนย์อาหาร ที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการขับเคลื่อนของพนักงาน หรือในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหาร ที่ต้องคำนวณวัตถุดิบในการนำมาใช้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการจัดเก็บ และการใช้วัตถุดิบ หรือการตักอาหารให้ลูกค้าในขณะจำหน่าย จากการสังเกตุพฤติกรรมของลูกค้าหรือจำนวนยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในส่วนของพนักงาน ก็ต้องให้ความสำคัญกับการแยกประเภทขยะแต่ละประเภทโดยไม่ปะปนกัน รวมทั้งในส่วนของลูกค้าเองก็สามารถบอกปริมาณที่ตัวเองต้องการ หรือไม่รับอาหารที่ไม่ทาน เพื่อป้องกันการเกิดขยะ และหากมีอาหารเหลือก็ให้แยกทิ้งออกจากอาหารประเภทอื่น&#8221;​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23556 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/4-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ</strong> ผู้อำนวยการส่วนบริการจัดการมูลฝอย สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบาย &#8216;ไม่เทรวมของ กทม.&#8217; ส่งผลให้ปริมาณขยะของ กทม. ในปี 2566 ลดลงจากปี 2665 จำนวนเฉลี่ย 204 ตันต่อวัน จาก 8,979 ตันต่อวัน เหลือ 8,775 ตันต่อวัน ​​หรือลดลงได้มากกว่า 74,460 ตัน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บลงได้มากกว่า 140 ล้านบาท ขณะที่ขยะอาหารเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดถึง​ 48%  จากขยะ 14 ประเภทตามชนิดของวัสดุ ซึ่งทาง กทม. ​ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะทั่วไป เพื่อนำไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ภายใต้การจัดการขยะของ กทม. ที่เน้นการจัดเก็บอย่างครอบคลุมเพื่อไม่มีขยะตกค้าง และกำจัดขยะที่จัดเก็บให้หมดวันต่อวัน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลดและคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิด โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือน และแหล่งกำเนิดขยะใหญ่ ๆ เช่นโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ตลาด วัด ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต โรงพยาบาล ธนาคาร สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหาร ลดและคัดแยกขยะตามหลักการ 3R คือ Reduce ลดการใช้ ลดการผลิตขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยขยะรีไซเคิล จะนำไป​ส่งขาย ขยะอินทรีย์ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิด ขยะอันตราย แยกขายใช้ประโยชน์หรือส่งกำจัด ส่วนที่เหลือคือขยะทั่วไป ซึ่งจะมีการส่งกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-23558 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/PIC-Group1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า </span>การประกาศเจตจำนงความร่วมมือจัดการขยะอาหารจากศูนย์อาหาร จะเป็นการนำร่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินของประเทศ มีความร่วมมือสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. สนับสนุนให้ศูนย์อาหารและหน่วยงานต่าง ๆ มีข้อมูลและกำหนดเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารและอาหารส่วนเกินด้วยระบบคัดแยกและรวบรวมให้เอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างเหมาะสม 2. ส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  3. ส่งเสริมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี สำหรับผู้ประกอบอาหารและผู้จำหน่ายอาหารในการป้องกัน ลด คัดแยก และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน  4. พัฒนาและขยายผลรูปแบบที่เหมาะสมและแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารและอาหารส่วนเกินจากศูนย์อาหาร และจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกินที่แหล่งกำเนิด  5. ขับเคลื่อนนโยบายและแผนจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน ด้วยกลไกข้อมูล กฎระเบียบ และการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวาง</p>
<p>&#8220;​​สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มุ่งสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบ สนับสนุนทางวิชาการ การเผยแพร่ข้อมูล และผลักดันให้เกิดการจัดการขยะอาหารจากแหล่งอาหารอย่างเป็นรูปธรรม&#8221; ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/01/national-cooperation-drive-food-waste-roadmap/">อึ้ง! คนไทยก่อขยะอาหารปีละเกือบ 10 ล้านตัน!! เร่งสร้างแนวร่วมจัดการ Foodwaste​ ระดับชาติ วางโรดแม็พ 3 ปี ลดการสูญเสียอาหาร 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเบฟ ปักธง Net Zero ปี 2583 พร้อมแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแบบ 3 x 3</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/thaibev-commits-to-enabling-sustainable-growth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Sep 2022 16:29:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biomass]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Governance)]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[Reuse]]></category>
		<category><![CDATA[Roadmap]]></category>
		<category><![CDATA[Social]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ฐาปน สิริวัฒนภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[ต้องใจ ธนะชานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมาภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโตอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเบฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14760</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ &#8220;ไทยเบฟ&#8221; ประกาศขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนโครงการและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาธิบาล  ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2583 (2040) ทั้งนี้ กลุ่มไทยเบฟวางเป้าหมายในการเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างครบวงจรที่มั่นคงและยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน (Stable and Sustainable ASEAN Leader)​ ภายใต้ PASSION 2025 ที่ได้เคยประกาศไว้ พร้อมแนวทางในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในไทยและในภูมิภาค หรือ Enabling Sustainable Growth ​เพื่อช่วยให้กลุ่มไทยเบฟสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ รวมถึงปกป้องสิ่งแวดล้อม สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ ESG ในการขับเคลื่อนโลกธุรกิจจากนี้ที่ต้องคำนึงทั้งเรื่องของ Environment Social และ Governance  คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า ไทยเบฟมุ่งมั่นสรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ตามแนวทาง Enabling Sustainable Growth​ ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ​ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/thaibev-commits-to-enabling-sustainable-growth/">ไทยเบฟ ปักธง Net Zero ปี 2583 พร้อมแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแบบ 3 x 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>&#8220;ไทยเบฟ&#8221; </strong>ประกาศขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนโครงการและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาธิบาล  ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2583 (2040)</p>
<p><span id="more-14760"></span></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มไทยเบฟวางเป้าหมายในการเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างครบวงจรที่มั่นคงและยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน (Stable and Sustainable ASEAN Leader)​ ภายใต้ PASSION 2025 ที่ได้เคยประกาศไว้ พร้อมแนวทางในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในไทยและในภูมิภาค หรือ <strong>E</strong>nabling <strong>S</strong>ustainable <strong>G</strong>rowth ​เพื่อช่วยให้กลุ่มไทยเบฟสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ รวมถึงปกป้องสิ่งแวดล้อม สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ<strong> ESG</strong> ในการขับเคลื่อนโลกธุรกิจจากนี้ที่ต้องคำนึงทั้งเรื่องของ <strong>Environment Social </strong>และ <strong>Governance </strong></p>
<p><strong>คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี</strong> กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า ไทยเบฟมุ่งมั่นสรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ตามแนวทาง <strong>E</strong>nabling <strong>S</strong>ustainable <strong>G</strong>rowth​ ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ​ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) 17 ข้อ <strong>โดยได้ตั้งเป้าหมายผ่าน 3 ด้านหลัก ซึ่งแต่ละด้าน จะมีอีก 3 เป้าหมาย​​ ที่ทางกลุ่มต้องขับเคลื่อนให้ได้ตามแผน</strong>ประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14764 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/SX1_5390.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>​<strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>&#8211; ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม (Scope 1) และจากพลังงานที่กลุ่มซื้อมา (Scope 2) ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2583</p>
<p>&#8211; คืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้ 100% ภายในปี 2583</p>
<p>&#8211; ส่งมอบผลกระทบสุทธิเชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
<p><strong>ด้านสังคม</strong></p>
<p>&#8211; เพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานให้ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 90% ภายในปี 2573</p>
<p>&#8211; 80% ของรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ต้องมาจากเครื่องดื่มและอาหารเพื่อสุขภาพภายในปี 2573</p>
<p>&#8211; แบ่งปันและสร้างคุณค่าแก่สังคมผ่านเสาหลัก 5 ประการ ได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข กีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนและสังคม ​</p>
<p><strong>การบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล</strong></p>
<p>&#8211; วางมาตรฐานด้านการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มไทยเบฟ</p>
<p>&#8211; 100% ของคู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์ต้องมีการจัดทำและบังคับใช้จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าของตนเอง</p>
<p>&#8211; ผสานความร่วมมือสู่ผลกระทบเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนตามแนวทางความยั่งยืนทำให้บริษัทยังคงรักษาการเติบโตได้ทั้งรายได้และกำไร แม้จะต้องเจอความท้าทายรอบด้าน โดยรายได้จากการขายในช่วง 9 เดือนแรกของกลุ่ม เพิ่มขึ้น​ 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือมีรายได้ 207,922 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในช่วงเดียวกันตลอดสามปีที่ผ่านมา ขณะที่การเติบโตจากนี้จะหันมาเน้นการสร้างความแข็งแรงจากภายใน  มากกว่าการทำ M&amp;A ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร โดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายสู่ Net zero และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม ท้ังการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด จากไบโอแมส การติดต้ังหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์  การเพิ่มสัดส่วนรถ EV สำหรับการขนส่งในธุรกิจให้ได้ 1 ใน 3  รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ด้าน และอีก 3 หมุดหมายของแต่ละด้านที่วางไว้ ภายใต้งบลงทุนโดยรวมกว่า 5,000 &#8211; 8,000 ล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องของดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทั้งในมิติของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Products) ช่องทางที่ครอบคลุม (Channels) ระบบการขนส่ง (Logistics) และระบบการผลิต (Processes) ที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนได้​ รวมไปถึงการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ (Consumer Experience)&#8221;</em> คุณฐาปน กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14762 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/SX1_5412.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ขับเคลื่อนต่อเนื่องสู่เป้าหมาย</strong></p>
<p><strong>คุณต้องใจ</strong> <strong>ธนะชานันท์</strong> รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทางกลุ่มได้ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่านหลากหลายโครงการสำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย โดยในปี 2564 ไทยเบฟบรรลุเป้าหมายแล้ว ดังนี้</p>
<p>&#8211; บรรลุเฟสที่ 1 ของโครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของโรงงาน (Solar Rooftop) ในไทย 5 แห่ง</p>
<p>&#8211; ขยายโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเป็น 7 แห่ง สำหรับผลิตพลังงานความร้อนจากการเผาน้ำกากส่าซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในโรงงานแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง</p>
<p>&#8211; เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในองค์กรเป็น 8%</p>
<p>&#8211; ลดการใช้น้ำลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สำหรับพื้นที่ที่มีการดึงน้ำจากแหล่งน้ำมาใช้มาก (water-stressed area)</p>
<p>&#8211; ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 ลงได้ 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน</p>
<p>&#8211; เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 เป็นครั้งแรก โดยมีหน่วยงานภายนอกร่วมยืนยัน</p>
<p>&#8211; นำขยะอาหารและของเสียอื่นๆ จำนวน 2% กลับมาใช้ใหม่เพื่อวัตถุประสงค์อื่น</p>
<p>&#8211; นำบรรจุภัณฑ์สินค้าจำนวน 82% กลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิล (Reuse and Recycle)</p>
<p><em>&#8220;สิ่งที่ทางกลุ่มจะขับเคลื่อนต่อไปนี้ คือ การเร่งสปีดสู่ Next Step เพื่อพิชิตเป้าหมายหลักที่วางไว้ในปี 2583 โดยเฉพาะในมิติของสิ่งแวดล้อมที่มีทิศทางชัดเจน เพียงแค่เพิ่มความเข้มข้นและขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งธุรกิจที่อยู่ภายในประเทศไทยรวมทั้งที่มีอยู่ในต่างประเทศด้วย เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ครบทุกแห่ง ทั้ง 7 ประเทศ ทั้งในสหราชอาณาจักร (สก๊อตแลนด์) จีน ไทย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันโรงงานในต่างประเทศก็มีการติดตั้งแล้วเช่นกัน ขณะที่การนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งคาดว่าจะมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ภายในอีก 2 ปี ก่อนจะขยายให้ครบทั้ง 100% รวมทั้งความท้าทายด้าน Waste Management ทั้งการลดการใช้ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อลดความสูญเสีย​ ไม่ว่าจะเป็นจากกระบวนการผลิต ภายในซัพพลายเชน รวมทั้งการเก็บกลับหลังจากการบริโภค โดยเฉพาะในส่วนของบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะสัดส่วนในกลุ่มพลาสติกที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่แก้ว อะลูมิเนียม และกระดาษ สามารถจัดการได้ในระดับดีแล้ว&#8221;​​</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นและแตกต่างในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของกลุ่มไทยเบฟ จะเน้นการสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความร่วมมือให้กับคนที่มีเป้าหมายและความเชื่อที่ต้องการในการขับเคลื่อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน มากกว่าการทำแต่เพียงลำพังเพื่อให้เกิดพลังเชิงบวกในการขับเคลื่อน ซึ่งความท้าทายจะอยู่ที่การมองหาสิ่งที่ยังเป็นปัญหาหรือยังขาดอยู่ เพื่อมาดูว่าจะสามารถเติมเต็มในมิติไหนได้อย่างไรบ้าง สะท้อนได้จากแนวทางในการขับเคลื่อนเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ของกลุ่มไทยเบฟ ที่ผ่านมา เช่น โครงการประชารัฐ การจัดงาน Suatainability Expo หรือการสนับสนุนรายการ Win WIn War Thailand เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจแบ่งปัน ​ด้วยความเชื่อว่าการขับเคลื่อลกลไกทางธุรกิจสามารถสร้างช่วยเติมเต็มให้ผู้คนและสังคม เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14763 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/SX1_5455.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ผู้นำมาตรฐาน DJSI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 4 ปีซ้อน</strong></p>
<p>หนึ่งในความภาคภูมิใจของกลุ่มไทยเบฟ คือ การได้รับคัดเลือกเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มภายใต้ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ถึง 4 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2564 ไทยเบฟได้คะแนน 90 จาก 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในบรรดาบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เข้าร่วมรับการประเมิน โดยได้คะแนนสูงสุดในด้านสังคม การกำกับดูแล และเศรษฐกิจ และได้คะแนนสูงเป็นอันดับสองในด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืน DJSI World เป็นปีที่ 5 และ DJSI Emerging Markets เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน</p>
<p>รวมถึงความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชารัฐรักสามัคคี ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้กับชุมชนท้องถิ่น สร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับเยาวชน โดยมุ่งเน้นการทำงานใน 3 กลุ่มงาน ได้แก่ ภาคการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า และการท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันได้สร้างรายได้ให้กับชุมชนแล้วมากกว่า 1,690 ล้านบาท โดยในปี 2564 ไทยเบฟได้ดำเนินกิจกรรมมากมายภายใต้โครงการประชารัฐรักสามัคคี เช่น โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย และโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย</p>
<p>ไทยเบฟ ตั้งมั่นว่าจะร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการแสวงหาการเติบโตและความมั่นคงทางธุรกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/thaibev-commits-to-enabling-sustainable-growth/">ไทยเบฟ ปักธง Net Zero ปี 2583 พร้อมแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแบบ 3 x 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
