<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SMR &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/smr/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 06 Jan 2026 13:02:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>SMR &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 11:34:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[CU]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear Engineering School]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Power Development Plan]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Small Modular Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[นิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[​โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39288</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ พลังงานนิวเคลียร์ ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดยภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งก้าวเข้าสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน &#8211; แสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ <strong>พลังงานนิวเคลียร์</strong></p>
<p><span id="more-39288"></span></p>
<p>ทุกวันนี้ เทรนด์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลกมุ่งไปที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR (Small Modular Reactor)</strong> ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ปัจจุบันในโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว 2 แห่ง ในประเทศจีนและรัสเซีย แต่ในอีกราว 5 ปีข้างหน้าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย แคนาดา อเมริกา</p>
<p>สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 ก็ได้กล่าวถึงการพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมและมีการเตรียมบุคลากร องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์มาตลอดหลายทศวรรษโดย<strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์</strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39291 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/การเรียนการสอนโปรแกรมจำลองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ครึ่งศตวรรษพลังงานนิวเคลียร์ของไทย</strong></p>
<p>พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย หากแต่เป็นเรื่องที่มีการเตรียมความพร้อมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ<strong> รองศาสตราจารย์นเรศร์ จันทน์ขาว อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>เล่าว่าประเทศไทยเริ่มพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2509 และในปี 2510 ก็มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการ 10 ท่านเพื่อศึกษาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร</p>
<p><em>“การเตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ยุคแรกเป็นไปอย่างจริงจัง มีการสำรวจพื้นที่หลายแห่ง จนได้ข้อสรุปให้ใช้พื้นที่อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของไทย โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในขณะนั้น”</em></p>
<p>​โครงการดังกล่าวนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง <strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>ด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>“ในปี 2513 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโรงเรียนวิศวกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Engineering School) โดยเริ่มจากการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหลัก และต่อมาในปี 2514 ได้มีศาสตราจารย์จากสหรัฐอเมริกามาช่วยเขียนหลักสูตร จนในปี 2515 ได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง (Graduate Diploma) และวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีภาควิชา ท่านคณบดีเอาไปฝากไว้กับภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จนกระทั่งปี 2517 จึงได้จัดตั้งเป็นภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ในประเทศไทย โดยต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวิศวกรรมนิวเคลียร์ เพื่อให้กลมกลืนกับภาควิชาอื่น ๆ ในคณะวิศวกรรมศาสตร์” </em> รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39294 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-รศ.นเรศร์-จันทน์ขาว-อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ตลอดระยะเวลา 50 ปี ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรและพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องหยุดชะงัก</p>
<p>“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการต้องชะลอตัวครั้งแรกคือการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยราวปี 2520 มีการคาดการณ์ว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติที่พบ จะใช้ได้อย่างน้อย 40 ปี ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็เกือบ 50 ปีแล้วยังใช้แหล่งพลังงานนี้ได้อยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจชะลอโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์ไปก่อน การพูดถึงโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะกลับมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน”</p>
<p><em><strong>นอกจากการมีแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว อุปสรรคสำคัญอีกประการของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน</strong></em> ยิ่งเมื่อมีข่าวอุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ที่ยูเครน ระเบิดในปี 2529 และล่าสุดในปี 2554 เหตุการณ์ภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ผู้คนก็ยิ่งเกิดความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ จนนำไปสู่กระแสการต่อต้านและคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><em>“ทุกครั้งที่กำลังจะเริ่มโครงการ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้นิวเคลียร์ดูแย่ ไม่ว่าจะเป็นเชอร์โนบิลหรือฟุกุชิมะ   ทำให้คนกลัวและโครงการต้องหยุดชะงัก”</em> <strong>รศ.นเรศร์</strong> กล่าวพร้อมยกตัวอย่างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อุโมงค์ จุฬาฯ ที่ปัจจุบันใช้งานมากว่า 40 ปีแล้ว <em>“ในตอนที่สร้างอุโมงค์ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอันตราย  น้ำจะท่วม ถนนจะยุบ คืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่ คนไม่คุ้น ไม่เข้าใจ ก็จะกลัวเป็นธรรมดา สิ่งที่เราต้องทำคือสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องพลังงานนิวเคลียร์อย่างถูกต้องมากที่สุด”</em></p>
<p><strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก อนาคตความมั่นคงทางพลังงาน </strong></p>
<p>ความพยายามของหลายประเทศทั่วโลกในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ทำให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจ แต่คราวนี้ไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เช่นที่เคยเกิดภัยพิบัติและเป็นข่าว หากแต่ความหวังใหม่ของวงการพลังงานทั่วโลกอยู่ที่ <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ </strong><strong>SMR </strong><strong>(</strong><strong>Small Modular Reactor</strong><strong>) </strong></p>
<p>“SMR คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทันสมัยที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,000 เมกะวัตต์” <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ </strong>อธิบาย</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-39293" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/รองศาสตราจารย์-ดร.สมบูรณ์-รัศมี-หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์-คณะวิศวกรรมศาสตร์-จุฬา.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงแล้วเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่งในโลก แห่งแรกคือที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งติดตั้งบนเรือ ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 2×35 เมกะวัตต์ เดินเครื่องใช้งานตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2020 และอีกแห่งหนึ่งคือที่ประเทศจีน ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 210  เมกะวัตต์ และจ่ายไฟให้กับประชาชนมาตั้งแต่ปี ค</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong> 2021 </strong></p>
<p>“ตอนนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้า SMR อีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่จีนกำลังก่อสร้างอีก 1 ยูนิต คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปีหน้า ส่วนแคนาดากำลังเริ่มก่อสร้างแล้วจำนวน 4 ยูนิต และสหรัฐอเมริกากำลังเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอีกหลายแห่ง” รศ.ดร.สมบูรณ์<em><strong> คาดว่าภายในปลายปี 2573 จะมี SMR เกิดขึ้นอีกหลายสิบแห่งทั่วโลก</strong></em></p>
<p>สำหรับประเทศไทย หลังจากที่ได้ลงนามในเอกสาร <strong>NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution)</strong> ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็กลับเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของแผนพัฒนาชาติอย่างมากอีกครั้ง</p>
<p>ในแผนแม่บทเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ &#8211; ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ฉบับล่าสุดปี 2024 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการกล่าวถึง<strong>การพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (</strong><strong>Small Modular Reactor &#8211; SMR)</strong> ให้เป็นทางเลือกในอนาคต โดยบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR ไว้ 2 หน่วย แห่งละประมาณ 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ที่ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2580</p>
<p><strong>&#8220;ด้วยแรงกดดันของประชาคมโลกเรื่องคาร์บอน ทำให้ไทยมีทางเลือกไม่มาก ในอนาคตทุกคนจะถูกจับตามองว่าใช้ไฟจากแหล่งไหน ถ้ายังปล่อยคาร์บอนอยู่ ก็จะโดนคิดภาษีคาร์บอนเพิ่มเติม” </strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว</p>
<p><strong>“การใช้พลังงานทดแทนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ และมีความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ พลังงานจากลมหรือแสงแดดมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง การใช้แบตเตอรี่สำรอง  ก็จะเพิ่มต้นทุน แก๊สธรรมชาติหรือถ่านหินก็ยังปล่อยคาร์บอนในจำนวนมาก ทำให้วันนี้ไทยต้องหันมาใช้พลังงานทางเลือกอื่นที่คุมเรื่องความปลอดภัยได้และไม่ปล่อยคาร์บอน</strong><strong>” </strong></p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ก้าวกระโดดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่า</strong></p>
<p><strong>รศ.ดร.สมบูรณ์</strong> กล่าวว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบหลายประการ ข้อแรกคือเรื่องความยืดหยุ่น (Flexibility)</p>
<p>“ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เราจะต้องมั่นใจว่าในพื้นที่นั้นมีการ<em>ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเพียงพอ แต่ SMR สามารถไปลงในชุมชนขนาดกลาง เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมได้ ที่สำคัญ SMR ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นด้วย 100 เมกะวัตต์ในช่วง 5 ปีแรก พอมีความต้องการเพิ่มขึ้นก็สามารถเพิ่มอีก 200 เมกะวัตต์ได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมาก”</em></p>
<p><em><strong>ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ SMR คือระบบความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นใหม่</strong></em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบายว่า SMR เกือบทุกแบบมีระบบความปลอดภัยที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟภายนอก แม้กระทั่งเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินขึ้น โรงไฟฟ้าจะหยุดทำงาน ระบบความปลอดภัยของ SMR จะสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ดับลงอย่างปลอดภัย  ซึ่งการระบายความร้อนระหว่างเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินของ SMR ก็ใช้หลักการที่ลดความซับซ้อนและพึ่งพาตนเองได้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยการระบายความร้อนแบบธรรมชาติ เช่น ระบบหมุนเวียนของของไหล หรือหลักการแรงโน้มถ่วง โดยไม่ต้องใช้สารหล่อเย็นหรือน้ำในปริมาณมากเหมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อทำให้โรงไฟฟ้าดับเครื่องโดยปลอดภัย ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะทำให้แกนเครื่องปฎิกรณ์นิวเคลียร์หลอมเหลวและมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม เหมือนในกรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 2011</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39295 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/2167133.jpg" alt="" width="1200" height="628" /></p>
<p><strong>3 </strong><strong>จุดเด่นของ </strong><strong>SMR </strong><strong>และประเด็นที่ต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ  </strong></p>
<p>รศ.ดร.สมบูรณ์ สรุปจุดเด่นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กไว้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>1</strong><strong>. ความปลอดภัย (</strong><strong>Safety</strong><strong>) </strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุทั้ง 3 ครั้งในโลก เป็นโรงที่สร้างตั้งแต่ยุค 70 ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี เทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก SMR มีระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ (Passive Safety System) ที่ทำงานโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก แม้เกิดภัยพิบัติและระบบไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องปฏิกรณ์ก็สามารถดับลงอย่างปลอดภัยด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ขนาดที่เล็กลงยังทำให้ควบคุมและจัดการได้ง่ายกว่า</p>
<p><strong>2</strong><strong>. ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (</strong><strong>Economics</strong><strong>) </strong>การลงทุนครั้งแรกของ SMR ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เกาะ หรือนิคมอุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มหน่วยการผลิตได้ตามความต้องการ ไม่ต้องลงทุนครั้งเดียวจำนวนมหาศาล</p>
<p><strong>3</strong><strong>. สิ่งแวดล้อม (</strong><strong>Environment</strong><strong>) </strong>SMR ไม่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มีนัยสำคัญตลอดอายุการทำงานของโรงไฟฟ้า ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเชื่อถือได้มากกว่าพลังงานทดแทนอื่น ๆ</p>
<p>แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR จะมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม แต่ก็ยังคงมีประเด็นด้านกากกัมมันตภาพรังสีเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมแนวทางการจัดการกากกัมมันตภาพรังสีในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะสมตามมาตรฐานสากล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ ว่าประเทศมีระบบการเก็บรักษาและกำจัดของเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้</p>
<p><strong>SMR </strong><strong>ต้นทุนและความคุ้มค่า</strong></p>
<p>หนึ่งในคำถามที่ประชาชนสนใจมากที่สุดคือ <strong><em>“ถ้ามี </em></strong><strong><em>SMR </em></strong><strong><em>แล้วค่าไฟจะถูกลงหรือไม่</em></strong><strong><em>?”  </em></strong>รศ.ดร.สมบูรณ์ ตอบประเด็นนี้ว่า SMR ก็เหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ เหมือนเวลาที่มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าราคาจะไม่ถูก แต่เมื่อมีคนใช้มากขึ้น ราคาก็ควรจะลดลงตามกลไกตลาด</p>
<p><strong>“</strong><strong>ปัจจุบัน ในโลกมี </strong><strong>SMR </strong><strong>ที่ใช้งานจริงเพียง </strong><strong>2</strong><strong> แห่ง และอีก </strong><strong>4</strong><strong>&#8211;</strong><strong>5</strong><strong> แห่ง กำลังเริ่มทำการก่อสร้าง ส่วนประเทศไทยคงไม่ได้จะใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ </strong><strong>SMR </strong><strong>ในปีนี้หรือปีหน้า ตามแผนคืออีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลานั้น คาดการณ์ว่าจะมีการใช้ </strong><strong>SMR </strong><strong>เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ราคาจะลดลงและมีความสมเหตุสมผล แข่งขันกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นได้มากขึ้น</strong><strong>” </strong></p>
<p>ที่สำคัญ รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่าการประเมินความคุ้มค่าไม่ควรมองแค่ราคาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อได้เปรียบหลายประการ ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ความมั่นคงทางพลังงาน</strong> &#8211; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศเหมือนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม</p>
<p><strong>&#8211; การไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> – ช่วยให้ประเทศไม่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนและรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการลงทุน</p>
<p><strong>&#8211; ความยืดหยุ่น</strong> &#8211; สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลและเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามความต้องการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39292 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>อาเซียนตื่นตัวเดินหน้าพลังงานนิวเคลียร์  ไทยอยู่จุดไหน? </strong></p>
<p>สำหรับประเทศในอาเซียน​หลายประเทศกำลังเดินหน้าโครงการพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง  โดยเวียดนามมีก้าวหน้าของการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากกว่าประเทศไทย เพราะมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแข็งขัน และผู้นำประเทศก็ออกมาสนับสนุนโดยตรง อินโดนีเซียก็เดินหน้าอย่างจริงจังเช่นกัน โดยมีพื้นฐานด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาหลายปี มีการพัฒนาเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขึ้นเอง และวางแผนว่าปี ค.ศ. 2032 จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รวมถึง SMR ภายในปี ค.ศ.2033-34</p>
<p><em><strong>“เห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคนี้มีความก้าวหน้าที่เร็วกว่าไทยประมาณ </strong><strong>5</strong><strong> ปี ดังนั้นหากไทยยังตัดสินใจในการเริ่มดำเนินโครงการช้ากว่า ก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน</strong> ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการดึงดูดการลงทุน ประเทศไหนที่ผลิตพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ประเทศนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นที่สนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ AI และ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาลและต้องการพลังงานสะอาด”</em> รศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบาย</p>
<p><strong>จุฬาฯ ศูนย์กลางความรู้และกำลังคน เตรียมพร้อมสู่ </strong><strong>SMR </strong></p>
<p>การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมาตรฐานของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ประเทศที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 10-12 ปี ซึ่งกระบวนการเตรียมความพร้อมนั้นจำเป็นต้องครอบคลุม 19 ด้าน เช่น</p>
<p><strong>1)</strong><strong> บุคลากร</strong> &#8211; ต้องมีวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ <strong>2)</strong><strong> กฎหมายและข้อกำหนด</strong> &#8211; ต้องมีกฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแล <strong>3)</strong><strong> แผนจัดการ</strong> &#8211; ต้องมีแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและแผนจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว <strong>4)</strong><strong> การเงิน</strong> &#8211; ต้องมีการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐอย่างชัดเจน</p>
<p><em>“การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่อยากได้แล้วพรุ่งนี้จะซื้อได้เลย แต่จะต้องโชว์ศักยภาพและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ บริษัทผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ หน่วยงานระหว่างประเทศ IAEA ว่าประเทศมีความพร้อมในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ซึ่งภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทในการเตรียมความพร้อมด้านนิวเคลียร์ด้านการพัฒนากำลังคนให้ประเทศมาโดยตลอด”</em></p>
<p>“ไม่ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ ภาควิชาก็ยังเปิดสอนและทำวิจัยต่อเนื่อง เพราะถ้าเราปิดภาควิชาหรือหยุดสอนและทำวิจัย ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ก็จะขาดตอนไป การเริ่มใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย จุฬาฯ เป็นแหล่งผลิต วิศวกร นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์โดยเฉพาะ และขณะนี้หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจจะจัดตั้งหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งจุฬาฯ ​พร้อมที่จะให้คำแนะนำและพัฒนาในการจัดทำหลักสูตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้านการพัฒนาบุคลากรด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39296 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/โมเดลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก-SMR-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>โดยปัจจุบัน ภาควิชาฯ ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมของประเทศทางด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ผ่านหลายช่องทาง</p>
<ul>
<li><strong>หลักสูตรฝึกอบรม</strong> &#8211; จัดคอร์สอบรมระยะสั้น 18 ชั่วโมง ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทเอกชนด้านพลังงานหลายแห่ง ปีนี้จัดไปแล้วประมาณ 3-4 คอร์ส รุ่นละ 50 คน</li>
<li><strong>การผลิตบัณฑิต</strong> &#8211; เปิดหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปัจจุบัน มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกหลายร้อยคน</li>
<li><strong>บริการด้านวิชาการ</strong> &#8211; ให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการเลือกพื้นที่ การประเมินความเหมาะสม และการวางแผนโครงการ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม</li>
</ul>
<p><strong>นิวเคลียร์ในชีวิตประจำวัน</strong></p>
<p>ไม่ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งนานแล้ว อาทิ</p>
<p><strong>ทางการแพทย์</strong> โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีเครื่องโปรตอนซึ่งใช้รังสีในการรักษามะเร็ง โดยสามารถยิงรังสีได้แม่นยำเฉพาะจุด ไม่กระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ เหมือนการฉายแสงแบบเก่า</p>
<p><strong>อุตสาหกรรมอาหารและยา </strong>มีการฉายรังสีแกมมาใช้ฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยาดมสมุนไพรที่กำลังได้รับความสนใจ ไปจนถึงแหนม ผลไม้ อาหารสัตว์ที่ส่งออก กระบอกฉีดยา หลอดน้ำเกลือที่ใช้ในโรงพยาบาล ล้วนต้องผ่านการฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อทั้งสิ้น</p>
<p><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong> ในโรงงานผลิตเครื่องดื่ม ใช้รังสีวัดระดับของเหลวในขวดเพื่อให้ได้ปริมาณที่เท่ากัน ในโรงงานผลิตอาวุธของทหาร ใช้เอ็กซ์เรย์ตรวจสอบคุณภาพ แม้แต่ไม้จิ้มฟันบางยี่ห้อก็ผ่านการฉายรังสีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ</p>
<p>“วิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาฯ ได้ผลิตบุคลากรเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนั้น แม้   ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ความรู้ทางนิวเคลียร์ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อสังคม” รศ.นเรศร์ กล่าว</p>
<p><strong>ธาตุหายากกับเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ (Rare Earth) </strong></p>
<p>อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือ ความเกี่ยวข้องระหว่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับ <strong>ธาตุหายาก (</strong><strong>Rare Earth</strong><strong>)</strong> ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับเทคโนโลยีทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดรน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ</p>
<p>“ธาตุหายากมักธาตุกัมมันตรังสีเจือปนอยู่ การสำรวจและวิเคราะห์จึงสามารถใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคทางนิวเคลียร์หลายอย่างที่สามารถใช้ในการสำรวจ บ่งบอกชนิด และวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายากได้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเคยมีโครงการแร่หายาก มีโรงงานที่ออกแบบแล้ว แต่ต้องหยุดไปก่อน ขณะนี้จึงยังไม่สายที่จะพัฒนาต่อ เพราะแร่ธาตุหายากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไฮเทคเป็นอย่างมาก”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39290 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/Re-RareEarth2.jpg" alt="" width="1200" height="704" /></p>
<p><strong>การยอมรับของประชาชนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ</strong></p>
<p>แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะมีข้อดีหลายประการและตอบโจทย์ความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องรับมือ อาทิ ความชัดเจนของประเทศในการดำเนินโครงการ การพัฒนามีองค์กรที่กำกับดูแล กฎหมาย การพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ที่ปัจจุบันยังมีนิสิตเข้าเรียนในภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ไม่มากพอ และที่สำคัญคือการยอมรับของภาคประชาชน</p>
<p>เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะในปี 2554 อาจทำให้การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ของประชาชนลดลง แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการให้ข้อมูลเรื่อง SMR ประชาชนตามสังคมออนไลน์เริ่มมองว่านี่คือเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่า ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มยอมรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;หน้าที่ของสถาบันการศึกษาคือการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมากับประชาชนว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร มีการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างไร โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีมากน้อยเท่าใด เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอดีต โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีเท่าใด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อดีและข้อด้อยอย่างครบถ้วน เมื่อให้ข้อมูลครบแล้ว การตัดสินใจก็เป็นของประชาชน ซึ่งทุกคนเราก็ต้องยอมรับผลตรงนั้น” </em></p>
<p>รศ.นเรศร์ กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า​ “อยากวิงวอนผู้บริหารประเทศให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ได้เข้ามาบริหารหน่วยงานหลักทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)  และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อประเทศของเราจะได้ก้าวไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม  สิ่งแวดล้อม  วัสดุ และอื่น ๆ”</p>
<p><strong>เห็นได้ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก </strong><strong>SMR </strong><strong>คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยควรเตรียมตัวไว้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ความยืดหยุ่นในการติดตั้ง และที่สำคัญคือการไม่ปลดปล่อยคาร์บอน</strong> และด้วยความมุ่งมั่นที่สั่งสมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ความรู้และประสบการณ์ ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาโอกาสของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>โดยเฉพาะในอีกประมาณ </strong><strong>12</strong><strong> ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีแผนที่จะเริ่มใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแห่งแรกที่จะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริง ทำให้พลังงานสะอาดยุคใหม่อยู่แค่เอื้อมและประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตนั้น</strong></p>
<p><strong>ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ</strong><strong>ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong><strong>ได้ทาง </strong><strong>Facebook: Nuclear Engineering, Chulalongkorn University</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/01/nuclear-engineering-chulalongkorn-university/">วิศวฯ จุฬาฯ เร่งเติมองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ รองรับการพัฒนา​ &#8216;SMR&#8217; โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เร่งแผนพ​ลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ พร้อม​สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BPP เผย 5 เทรนด์อนาคตพลังงาน สร้างความมั่นคง-ลด CO₂</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/07/bpp-5-trends-shaping-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Jul 2025 11:45:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BANPU Power]]></category>
		<category><![CDATA[BPP]]></category>
		<category><![CDATA[Co-firing]]></category>
		<category><![CDATA[Data Centers]]></category>
		<category><![CDATA[Grid Modernization]]></category>
		<category><![CDATA[Small Modular Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34637</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงอื่น ๆ (Electrification) และการเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ทุกภาคส่วนเร่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงาน ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น พร้อมเดินหน้าสู่ความมั่นคงด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจให้สอดรับกับภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป (Energy Landscape Transformation) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล ได้รวบรวม 5 เทรนด์พลังงานสำคัญที่องค์กรธุรกิจควรจับตา ดังนี้ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจัยสำคัญผลักดันการลงทุนทั่วโลก รายงานล่าสุดจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 พุ่งสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/bpp-5-trends-shaping-future/">BPP เผย 5 เทรนด์อนาคตพลังงาน สร้างความมั่นคง-ลด CO₂</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงอื่น ๆ (Electrification) และการเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยี</p>
<p><span id="more-34637"></span></p>
<p>ขณะเดียวกันความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ทุกภาคส่วนเร่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน</p>
<p>โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงาน ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น พร้อมเดินหน้าสู่ความมั่นคงด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจให้สอดรับกับภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป (Energy Landscape Transformation)</p>
<p><strong>บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>BPP </strong>ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล ได้รวบรวม 5 เทรนด์พลังงานสำคัญที่องค์กรธุรกิจควรจับตา ดังนี้</p>
<p><strong>1. ความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจัยสำคัญผลักดันการลงทุนทั่วโลก </strong></p>
<p>รายงานล่าสุดจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 พุ่งสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานนิวเคลียร์ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และแบตเตอรี่ รวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p>ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน ภาครัฐและภาคธุรกิจทั่วโลกจึงเร่งวางแผนรับมือความเสี่ยงรอบด้านผ่านการลงทุนที่สมดุลทั้งในพลังงานดั้งเดิมและพลังงานสะอาดเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการใช้ไฟฟ้า สร้างความมั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมความมั่นคงทางธุรกิจและเศรษฐกิจระดับประเทศในระยะยาว</p>
<p><strong>2. เทคโนโลยี </strong><strong>Co-firing </strong><strong>ทางเลือกสู่เป้าหมายลด </strong><strong>CO</strong>₂</p>
<p>ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักที่ช่วยให้เรามีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง รองรับการใช้ชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างไม่สะดุด เทคโนโลยี Co-firing คือ การนำเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น <strong>ชีวมวล (</strong><strong>Biomass</strong><strong>)</strong><strong>,</strong><strong> ไฮโดรเจน (</strong><strong>Hydrogen) </strong><strong>และแอมโมเนีย (</strong><strong>Ammonia)</strong> มาใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงหลักอย่างฟอสซิลในโรงไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการปล่อย CO₂</p>
<p>โดยหลายประเทศให้ความสนใจและเริ่มทดลองใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จีน ได้กำหนดให้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผ่านการปรับปรุงหรือสร้างใหม่ต้องสามารถผสมชีวมวลหรือแอมโมเนียไม่น้อยกว่า 10%<sub>​</sub> ภายในปี 2027 เพื่อบรรลุเป้าหมายลด CO₂ ลง 50% เมื่อเทียบจากระดับการปล่อย CO₂ ในปี 2023<sub>[3]</sub> ตามแผนปฏิบัติการ “Low-Carbon Transformation of Coal Power Plants (2024–2027)” ด้านไทย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024)  ได้มีการวางแผนใช้ไฮโดรเจนเริ่มต้นที่ 5% ผสมกับก๊าซธรรมชาตินำร่องใช้ในโรงไฟฟ้าในช่วงปี 2030-2037<sub>​</sub> ซึ่งเทคโนโลยี Co-firing กำลังเปลี่ยนโฉมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแบบเดิมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34638 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/BPP-Energy-Trend-.jpg" alt="" width="1200" height="851" /></p>
<p><strong>3. Data Centers </strong><strong>โตดันดีมานด์ไฟฟ้าพุ่ง พลังงานหมุนเวียน หนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์ </strong></p>
<p>พลังงานหมุนเวียนเติบโตต่อเนื่องเพื่อตอบรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าภายในปี 2030 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เป็นประมาณ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมงโดยกลุ่มยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เช่น Amazon Web Services ได้ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในศูนย์ข้อมูล ภายในปี 2025 ขณะที่ Microsoft และ Google Cloud ได้ขยายความมุ่งมั่นไปสู่การใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอน (Carbon-Free Energy หรือ CFE) ตลอด 24 ชั่วโมง ภายในปี 2030</p>
<p>อย่างไรก็ตาม พลังงานความร้อนยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง รายงานจาก Precedence Research คาดว่า ตลาดโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทั่วโลกจะมีมูลค่า 1.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และจะเติบโตถึง 2.13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034<sub>​</sub></p>
<p>นอกจากนี้ เทคโนโลยี ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage: BESS) กำลังมีบทบาทสำคัญในการสำรองและจ่ายไฟฟ้ากลับสู่ระบบในช่วงที่ไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้บริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาด BESS ในเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 14.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033</p>
<p><sub> </sub>สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังคงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างพลังงานความร้อน พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า</p>
<p><strong>4. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (</strong><strong>Small Modular Reactor: SMR</strong><strong>) เทคโนโลยีพลังงานสะอาด</strong></p>
<p>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR คือ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิชชัน (Nuclear Fission) ในการผลิตไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ การบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสีใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบที่ส่งเสริมความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ด้วยระบบระบายความร้อนที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม</p>
<p>ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลขนาดเล็กช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างและติดตั้งจาก 5-6 ปี เหลือเพียง 3-4 ปี โดยมีกำลังผลิตสูงสุดถึง 300 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่ปล่อย CO₂ ปัจจุบันหลายประเทศอยู่ระหว่างพัฒนาและทดลองการใช้งาน เช่น จีน มีโครงการ ACP100 หรือ Linglong One กำลังการผลิตประมาณ 125 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่มณฑลไห่หนาน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2026</p>
<p>ขณะที่ในสหรัฐฯ ได้อนุมัติแบบเครื่องปฏิกรณ์ SMR ขนาด 77 เมกะวัตต์ของ NuScale Power <sub>​</sub>สำหรับไทยในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2024) ได้มีการบรรจุแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2 แห่ง ขนาดกำลังผลิตแห่งละ 300 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต</p>
<p>เทคโนโลยี SMR จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว</p>
<p><strong>5. Grid Modernization </strong><strong>อัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้ชาญฉลาดและทันสมัยยิ่งขึ้น</strong></p>
<p>Grid Modernization คือ การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ชาญฉลาด ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เช่น พลังงานหมุนเวียน และตอบโจทย์การใช้พลังงานในอนาคต โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น ระบบควบคุมอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการโหลดไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ช่วยลดการปล่อย CO₂ และรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม<sub>​</sub> ในเอเชียแปซิฟิก ตลาด Grid Modernization คาดว่าจะเติบโตจาก 12.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นกว่า 51.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032</p>
<p><sub> </sub>ขณะที่สหรัฐฯ ดำเนินโครงการ Grid Resilience and Innovation Partnerships (GRIP) มูลค่า 10.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าในการรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวน<sub>[15] </sub>ส่วนจีนมีการประกาศแผนลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้ามูลค่าสูงถึง 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการไฟที่เพิ่มขึ้นและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน</p>
<p>อนาคตพลังงานกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มนี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย แต่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจทั่วโลก ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานใน 8 ประเทศทั่วโลก BPP มุ่งมั่นผลิตและพัฒนาพลังงานคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกประเทศที่ดำเนินธุรกิจ</p>
<p>ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจ BPP ได้ที่ <a href="http://www.banpupower.com" target="_blank" rel="noopener">www.banpupower.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/07/bpp-5-trends-shaping-future/">BPP เผย 5 เทรนด์อนาคตพลังงาน สร้างความมั่นคง-ลด CO₂</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI ถอดบทเรียนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยและทั่วโลกที่ต้องเผชิญ ปี 2567 พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ปี 2568</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/tei-projection-environment-problem-in-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jan 2025 11:47:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต เ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนไดออกไซด์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พลังานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์ชาตอ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[​โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31166</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญผลกระทบสิ่งแวดล้อมมากมาย ​จากการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหลายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเด็นที่ภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม ระดมความเห็น ออกนโยบายต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ได้ถอดบทเรียนสรุปสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยและสิ่งแวดล้อมโลกตลอดปี 2567 พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ปี 2568 ไว้ต่อไปนี้  &#8211; ปัญหากับมลพิษทางอากาศ จากฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มาจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ทั้งบนเนินเขา ในพื้นที่ป่า และการเผาของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ทำให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดน ในพื้นที่ภาคกลางก็เกิดปัญหาจากการเผาพื้นที่โล่ง มลพิษจากโรงงาน และในกรุงเทพมหานครส่วนมากจากมลพิษทางการจราจร ที่มีผู้ใช้ยานพาหะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการปล่อยควันรถบนท้องถนน และการเผาในพื้นที่เกษตรในบริเวณชานเมืองและจังหวัดใกล้เคียง ประกอบกับสภาพอุตุนิยมวิทยาที่มีลักษณะอากาศนิ่ง และไม่เอื้ออำนวยต่อการกระจายตัวของอากาศ &#160; &#8211; ปัญหาด้านมลพิษจากขยะชุมชน โดยก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ประเทศไทยมีขยะประมาณ 24 -25 ล้านตันต่อปี ขณะที่ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น​กว่า​​ 70% โดยพบปัญหาขยะเพิ่มขึ้นถึง 28- 29 ล้านตันต่อปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/tei-projection-environment-problem-in-2024/">TEI ถอดบทเรียนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยและทั่วโลกที่ต้องเผชิญ ปี 2567 พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ปี 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญผลกระทบสิ่งแวดล้อมมากมาย ​จากการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหลายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-31166"></span></p>
<p><strong>หลายประเด็นที่ภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม ระดมความเห็น ออกนโยบายต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ </strong><strong>TEI </strong><strong>ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ได้ถอดบทเรียนสรุปสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยและสิ่งแวดล้อมโลกตลอดปี 2567 พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ปี 2568 ไว้ต่อไปนี้ </strong></p>
<p>&#8211; <strong>ปัญหากับมลพิษทางอากาศ จากฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว (PM2.5)</strong> ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มาจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ทั้งบนเนินเขา ในพื้นที่ป่า และการเผาของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ทำให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดน ในพื้นที่ภาคกลางก็เกิดปัญหาจากการเผาพื้นที่โล่ง มลพิษจากโรงงาน และในกรุงเทพมหานครส่วนมากจากมลพิษทางการจราจร ที่มีผู้ใช้ยานพาหะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการปล่อยควันรถบนท้องถนน และการเผาในพื้นที่เกษตรในบริเวณชานเมืองและจังหวัดใกล้เคียง ประกอบกับสภาพอุตุนิยมวิทยาที่มีลักษณะอากาศนิ่ง และไม่เอื้ออำนวยต่อการกระจายตัวของอากาศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31172 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/ภาพประกอบ-3.jpg" alt="" width="1080" height="720" /></p>
<p>&#8211; <strong>ปัญหาด้านมลพิษจากขยะชุมชน</strong> โดยก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ประเทศไทยมีขยะประมาณ 24 -25 ล้านตันต่อปี ขณะที่ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น​กว่า​​ 70% โดยพบปัญหาขยะเพิ่มขึ้นถึง 28- 29 ล้านตันต่อปี หากการบริหารจัดการขยะบนฝั่งไม่ถูกต้อง จะมีขยะไหลลงแหล่งน้ำ ทะเลและเป็นปัญหาสะสม โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติกที่สะสมในห่วงโซ่อาหาร และกลับเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ซึ่งในปี 2568 นี้ ​จะมีกติกาโลกเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะพลาสติกออกมาควบคุม ทำให้ประเทศไทย​​ต้องเตรียมความพร้อม</p>
<p>&#8211;  <strong>ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงและ​แปรปรวนของสภาพอากาศ</strong> ทำให้เกิดความแห้งแล้งในช่วงต้นปี และน้ำท่วมช่วงปลายปีในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ​ภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย และพื้นที่ภาคใต้ วิกฤตที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นทั้งความถี่ และความรุนแรง โดยน้ำท่วมที่เชียงรายได้นำพาตะกอนมาจำนวนมาก ​ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณในการฟื้นฟูจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นได้ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม​ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31168 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/ภาพประกอบ-5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกที่ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง สามารถแยกได้เป็น 3 ประเด็นสำคัญ ในเรื่อง </strong><strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และ ปัญหาภาวะมลพิษ</strong></p>
<p>&#8211; <strong> การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change </strong>ปัจจุบันพบว่าอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา โดยตามความตกลงปารีสเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่มีเป้าหมายหลักในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฎิวัติอุตสาหกรรม โดยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำแข็งขั้วโลกละลายส่งผลสู่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และในอนาคตอาจเกิดเป็นวิกฤตต่างๆ ที่ตามมาได้  รวมถึงยังมีผลกระทบต่อการแปรปรวนสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว อย่าง เอลนีโญ หรือลานีญา เป็นต้น</p>
<p>&#8211; <strong>ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น</strong> โดยเปรียบเทียบกับช่วงก่อนพัฒนาอุตสาหกรรม ประมาณ 280 ppm ซึ่งตอนนี้พบในปริมาณ 420 ppm ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทยพบว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ถึง 1% ของทั่วโลก แต่กลับอยู่ในอันดับ 9 ของโลกที่จะได้รับผลกระทบเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญไทยให้ความสําคัญในการจัดการเพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>&#8211; <strong>อุณหภูมิของทะเลและมหาสมุทร​สูงขึ้น</strong> จากปัญหาโลกร้อน ส่งผลให้มหาสมุทร​ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และทำให้ความเป็นกรดสูงขึ้น ผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ เ<strong>กิดปะการังฟอกขาว</strong> ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวมถึงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบพะยูนตายไปกว่า 30 ตัว สาเหตุส่วนหนึ่งจากการสูญเสียแหล่งอาหาร คือหญ้าทะเลที่​ตายเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทรัพยากรประมง และสัตว์ทะเลหายาก โดยเฉพาะพะยูนที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนถึงความน่ากลัวจากภัยของโลกร้อนที่ส่งผลกระทบมาถึงความสูญเสียความหลากหลายชีวภาพ</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา </strong>ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้ข้อมูลว่า ​ปัจจุบันมีความ​ตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก​ขึ้น โด​ยบูรณาการประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเรื่องการค้าและการลงทุน ​ทั้งการผลิตและการบริโภคที่ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานสะอาด ความตื่นตัวมากขึ้นในปัจจุบัน โดยพบแนวโน้มในการใช้รถ EV ​และพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม ​รวมทั้งการจัดเก็บพลังงานเพื่อให้เกิดความเสถียรมากพอ ​ซึ่ง​สิ่งที่ต้องทำควบคู่​ไป คือ ความมั่นคงทางพลังงาน และการรักษาสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>โดย​ปัจจุบันพลังงานทางเลือกที่หลายประเทศมองเป็นทางออกคือ<strong> ​โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)</strong> หรือ Small Modular Reactor เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก ซึ่งหลายประเทศ เช่น อังกฤษ และแถบยุโรป เริ่มมีการศึกษาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยก็ต้องศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมในหลายมิติ เพื่อให้การวางแผนระยะยาวและให้เกิดการสมดุลทั้งในเรื่องการลดพลังงานจากน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ขณะเดียวกันพลังงานทดแทนก็ต้องเข้ามาช่วยเสริมในสิ่งที่ถูกลดลงไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31171 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/ภาพประกอบ-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังเห็นความตื่นตัวเรื่อง<strong>คาร์บอนเครดิต เ</strong>พื่อวางกฏระเบียบการซื้อขายที่ชัดเจน โดย​กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่ระหว่างการออกระเบียบ เพื่อความชัดเจน รวมทั้งวิธีการซื้อ &#8211; ขาย ​แลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรมทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมสร้างความรู้ ความเข้าใจเพื่อลดความกังวลต่อกระบวนการฟอกเขียวของผู้ประกอบการ</p>
<p><em>&#8220;สำหรับ​ประเทศไทย วางเป้าหมาย​เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065  ซึ่งต้องมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อไปสู่เป้าหมายจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเพิ่ม​พื้นที่สีเขียวเพื่อมาดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งเป้ามี​พื้นที่สีเขียว​ 55% ของพื้นที่ประเทศ ​หากสามารถสร้างได้ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ และป่าในเมือง จะสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาได้กว่า 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมทั้งนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยลดการปลดปล่อย และหากได้รับความร่วมมือกับภาคภาคเอกชนจะสามารถขับเคลื่อนให้ถึงเป้าหมายตามกรอบเวลาได้ เพื่อให้ประเทศไทยมุ่งสู่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ &#8220;</em> ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/tei-projection-environment-problem-in-2024/">TEI ถอดบทเรียนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยและทั่วโลกที่ต้องเผชิญ ปี 2567 พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ปี 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ราช กรุ๊ป  ลงทุนครึ่งปีหลัง 1 หมื่นล้าน ทั้ง​ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เร่งศึกษาเทคโนโลยีใหม่เติมพอร์ตพลังงาน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-1h-2024-performance-and-direction/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Sep 2024 08:47:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Battery Energy Storage System]]></category>
		<category><![CDATA[BESS]]></category>
		<category><![CDATA[Brownfields]]></category>
		<category><![CDATA[Direct PPA]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Greenfields]]></category>
		<category><![CDATA[Nuclear]]></category>
		<category><![CDATA[PPA]]></category>
		<category><![CDATA[Ratch Group]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Small Reactor Modular]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนไฮโดรเจน]]></category>
		<category><![CDATA[การซื้อขายไฟฟ้าแบบตรง]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[ราช กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[แผนลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28253</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศหนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 โดย​กลยุทธ์ขับเคลื่อนได้วางให้สอดคล้องไปกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศไทย สปป. ลาว ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย เพื่อสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน และการขับเคลื่อนสู่​ Carbon Neutrality และ Net Zero ที่แต่ละประเทศได้ตั้งเป้าหมายไว้ คุณนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทสามารถรักษาผลการดำเนินงานให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยผล​ดำเนินงานรอบ 6 เดือน ของปี 2567 ​มีรายได้รวม 22,351 ล้านบาท รายได้หลัก 94% มาจากธุรกิจไฟฟ้ารวม 21,020 ล้านบาท ทั้งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก 17,895 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 3,125 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากสาธารณูปโภคและส่วนอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-1h-2024-performance-and-direction/">ราช กรุ๊ป  ลงทุนครึ่งปีหลัง 1 หมื่นล้าน ทั้ง​ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เร่งศึกษาเทคโนโลยีใหม่เติมพอร์ตพลังงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>ประกาศหนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593</p>
<p><span id="more-28253"></span></p>
<p>โดย​กลยุทธ์ขับเคลื่อนได้วางให้สอดคล้องไปกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศไทย สปป. ลาว ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย เพื่อสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน และการขับเคลื่อนสู่​ Carbon Neutrality และ Net Zero ที่แต่ละประเทศได้ตั้งเป้าหมายไว้</p>
<p><strong>คุณนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์</strong><strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า บริษัทสามารถรักษาผลการดำเนินงานให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยผล​ดำเนินงานรอบ 6 เดือน ของปี 2567 ​มีรายได้รวม 22,351 ล้านบาท รายได้หลัก 94% มาจากธุรกิจไฟฟ้ารวม 21,020 ล้านบาท ทั้งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก 17,895 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 3,125 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากสาธารณูปโภคและส่วนอื่นๆ อีก 6% หรือ 1,331 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 3,827 ล้านบาท เติบโต 7.1% รวมทั้งอนุมัติ​จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรอบ 6 เดือนแรก 0.80 บาทต่อหุ้น​ รวมเป็นจำนวน 1,740 ล้านบาท ​โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 กันยายน ที่จะถึงนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28547 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่แนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตจากนี้​ จะมุ่งเน้น​ 3 เรื่อง ​คือ</p>
<p><strong>1. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์</strong> โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่เป็นแหล่งรายได้หลักและกระจายอยู่ในหลายประเทศ โดยจะนำดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการติดตามการดำเนินงานและการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>2. บริหารโครงการในมือที่มีอยู่แล้วให้เสร็จตามเป้าหมาย</strong> ซึ่งปัจจุบันมี 15 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น รวม 1,773 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง ในจำนวนนี้มี 4 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าอาร์อีเอ็น โคราช โรงไฟฟ้านวนครส่วนขยาย โรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง1 เวียดนาม และโครงการกักเก็บพลังงานระบบแบตเตอรี่ LG2 ออสเตรเลีย กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น รวม 40 เมกะวัตต์ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในครึ่งหลังของปีนี้</p>
<p>และยังมี 3 โครงการที่ดำเนินการสำเร็จไปแล้วในครึ่งแรกของปีนี้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าหินกอง ชุดที่ 1 กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 392.7 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าไพตัน อินโดนีเซีย กำลังการผลิต 742 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าคาลาบังก้า ฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 36.36 เมกะวัตต์</p>
<p><strong>3. การลงทุนขยายธุรกิจ</strong> ​​มุ่งเน้นลงทุนในโครงการตามแนวทาง และกรอบการพัฒนาของประเทศเป้าหมายแต่ละแห่ง ทั้งในไทย ​ลาว ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ​ซึ่ง​ครอบคลุมกำลังการผลิตพลังงานทดแทน (Greenfields) และเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (Brownfields) ควบคู่ไปกับการศึกษาโมเดลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) การผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนสีเขียว การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) และการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Reactor Modular: SMR)</p>
<p><i>&#8220;หลักการลงทุนของราช กรุ๊ป จะยึดจากศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเราเป็นหลัก โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ลงทุนทั้ง Greenfields และ​ Grid Connection และความคุ้นเคยในโครงสร้างและตลาดไฟฟ้าของประเทศเป้าหมายที่ดำเนินการอยู่ ทำให้สามารถเข้าใจสภาพตลาดและความต้องการของผู้บริโภค ที่มีต่อทั้งสินค้า บริการ และราคาที่ต้องการ ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง&#8221; </i></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28550 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-Toora-Wind-Australia.jpg" alt="" width="1200" height="806" /></p>
<p><strong>ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ รับแผนเปลี่ยนผ่านสู่​พลังงานสะอาด 100%</strong></p>
<p>​ปัจจุบัน ราช กรุ๊ป สามารถ​รับรู้กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุนรวม 10,817.28 MW ​โดย 72.5% เป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวม 7,842.61 เมกะวัตต์ และ 27.5% เป็นกำลังผลิตจากพลังงานทดแทน รวม 2,974.67 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถ​ถึงเป้าหมายที่ตั้งเป้าสัดส่วน Renewable ให้ได้ 30% ภายในปี  2573 และเพิ่มเป็น 40% ภายในปี 2578</p>
<p>ทำให้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมปรับยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตให้สอดคล้องกับโอกาส และบริบททางธุรกิจที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ทั้งจากมาตรการด้านภาษี  การประกาศ Carbon Tax หรือการตื่นตัวของโลกด้านความยั่งยืน พร้อม​ทบทวนจุดแข็ง ศักยภาพ หรือการเร่งลงทุนในบางเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถปรับตัวไปทันกับทิศทางโลก รวมทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายสุดท้าย​ที่จะต้องเปลี่ยนผ่านมาสู่ Greenfields ทั้ง 100% ของพอร์ตธุรกิจภายในปี 2593 ​ซึ่งจำเป็นต้องเร่งศึกษาทั้งโมเดลและเทคโนโลยีในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่เป็นกลุ่มพลังงานสะอาด ​รวมท้ังในกลุ่มที่ช่วยกักเก็บพัลงงาน​ห​รือสามารถเสริมประสิทธิภาพเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วง Energy Transition นี้​ เช่น ระบบแบตเตอรี่ หรือ​การนำระบบ Synchronous Condenser มาใช้</p>
<p><em>&#8220;บริษัทตั้งงบลงทุน​ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ราว 1 หมื่นล้านบาท ​</em>เพื่อ​ลงทุนทั้งในโครงการกรีนฟิลด์ และบราวน์ฟิลด์ โดยจะเข้าร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศเป้าหมาย โดยประเทศไทยและอินโดนีเซีย มีโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ  ส่วน​ สปป. ลาว มีศักยภาพที่จะลงทุนด้านพลังงานน้ำเพื่อส่งจำหน่ายให้กับประเทศไทย และในออสเตรเลียจะเป็นโครงการพลังงานลม แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการประเภท Synchronous Condenser ที่ต่อยอดจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28549 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Re-LAOS3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับโครงการที่ ราช กรุ๊ป เริ่มศึกษาเพื่อพัฒนาโมเดล​ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า​ใหม่ๆ รวมทั้งเทคโนโลยีด้านพลังงานอนาคตที่ยังไม่มีผู้เล่นหลัก หรือเจ้าตลาด เพื่อขยายไปสู่การเติบโตใหม่ๆ รวมท้ังสอดคล้องกับแผน Energy Transition ประกอบด้วย</p>
<p>&#8211;  โครงการกรีนไฮโดรเจน ได้ร่วมกับ BIG พัฒนาการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานทดแทน​ใน​ไทย ​ลาว และออสเตรเลีย เพื่อจำหน่ายภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และการผลิตไฟฟ้าในอนาคต</p>
<p>&#8211; ระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งบริษัทย่อยในออสเตรเลียกำลังศึกษาโครงการขนาด 100 MW/200 MWh ในรัฐนิวเซาท์เวลส์</p>
<p>&#8211; โครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงในประเทศไทย (DPPA) ซึ่งกำลังร่วมกับพันธมิตรศึกษาโครงการนำร่องในนิคมอุตสาหกรรม</p>
<p>นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมกับพันธมิตร เพื่อศึกษาการสร้างโรงไฟฟ้า​นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ​ทั้งการศึกษาด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ ศักยภาพและความเหมาะสมของทำเลที่ตั้ง พร้อมทั้งการ​ประเมินผลกระทบด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีความปลอดภัยสูงหากมีการนำมาใช้ เนื่องจากความท้าทายสำคัญ​มากกว่าทุกเรื่อง คือ การทำให้ประชาชนยอมรับและเกิดความมั่นใจ จึงต้องเน้นการให้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับประชาน รวมทั้งยังต้องรอขั้นตอน​ให้ประเทศไทยได้รับใบอนุญาตในการเป็นประเทศที่จะสามารถดำเนินโครงการในลักษณะนี้ได้เสียก่อน ซึ่ง​คาดว่ามีเวลาในการเตรียมตัวสำหรับการขับเคลื่อนได้อีกหลายปี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/ratch-group-1h-2024-performance-and-direction/">ราช กรุ๊ป  ลงทุนครึ่งปีหลัง 1 หมื่นล้าน ทั้ง​ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เร่งศึกษาเทคโนโลยีใหม่เติมพอร์ตพลังงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GPSC ปั้นเยาวชนไทยแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิก เพิ่มองค์ความรู้นวัตกรรมพลังงานเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในเวทีโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/02/gpsc-join-international-nuclear-science-olympic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Feb 2024 09:06:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Capture & Storage]]></category>
		<category><![CDATA[CCS]]></category>
		<category><![CDATA[GPSC]]></category>
		<category><![CDATA[Hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[Net-Zero Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Small Module Reactor]]></category>
		<category><![CDATA[SMR]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[วรวัฒน์ พิทยศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีไฮโดรเจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=24037</guid>

					<description><![CDATA[<p>GPSC ส่งเสริมเยาวชนไทย ร่วมแข่งขัน “วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ระหว่าง 31 ก.ค. -7 ส.ค. 2567 ขยายองค์ความรู้ ก้าวทันเทคโนโลยี และนวัตกรรมพลังงาน วางรากฐาน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ได้เล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาพลังงานทางเลือกชนิดต่างๆ นอกเหนือจากการศึกษาความเป็นไปได้ในเทคโนโลยีไฮโดรเจน (Hydrogen) และเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture &#38; Storage &#8211; CCS) ที่ดำเนินการอยู่ เพื่อจะนำมาสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม GPSC จึงได้สนับสนุนการดำเนินโครงการ “การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครั้งที่ 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/gpsc-join-international-nuclear-science-olympic/">GPSC ปั้นเยาวชนไทยแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิก เพิ่มองค์ความรู้นวัตกรรมพลังงานเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในเวทีโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>GPSC ส่งเสริมเยาวชนไทย ร่วมแข่งขัน <strong>“วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ” </strong>ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ระหว่าง 31 ก.ค. -7 ส.ค. 2567 ขยายองค์ความรู้ ก้าวทันเทคโนโลยี และนวัตกรรมพลังงาน วางรากฐาน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-24037"></span></p>
<p><strong>นายวรวัฒน์ พิทยศิริ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ได้เล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาพลังงานทางเลือกชนิดต่างๆ นอกเหนือจากการศึกษาความเป็นไปได้ในเทคโนโลยีไฮโดรเจน (Hydrogen) และเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture &amp; Storage &#8211; CCS) ที่ดำเนินการอยู่ เพื่อจะนำมาสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม GPSC จึงได้สนับสนุนการดำเนินโครงการ <strong>“การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ</strong>” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครั้งที่ 1 ร่วมกับสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย (สนท.) โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 7 สิงหาคม 2567 ณ กรุงมะนิลา ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายผลให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ สู่การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพลังงานอีกแนวทางหนึ่ง ทั้งนี้ กำหนดการประกาศรับสมัครเยาวชนเพื่อสอบคัดเลือกในเดือนมีนาคม 2567 จะประกาศบนเว็บไซด์ของสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย www.nst.or.th เร็วๆ นี้</p>
<p>“การสนับสนุนการแข่งขันทางวิชาการดังกล่าว เป็นหนึ่งในแนวทางของการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม GPSC ที่จะสร้างเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานให้กับเยาวชนในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นประโยชน์กับประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีความหลากหลายของชนิดพลังงาน เป็นการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษาได้เข้าร่วมแข่งขันทางวิชาการในเวทีระดับสากล เพื่อพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ นับเป็นเวทีที่นำความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้ เยาวชนไทยจะได้รับการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์กับเยาวชนนานาประเทศ เป็นการยกระดับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกัน ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งการส่งเสริมเยาวชนในประเทศ ย่อมเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต” นายวรวัฒน์กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24039 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/GPSC2.jpg" alt="" width="826" height="408" /></p>
<p>พลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นหนึ่งในพลังงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในอนาคต เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ลดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และที่สำคัญคือไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขณะเดินเครื่อง ฯลฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพลังงานที่คาดว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission ได้ตามเป้าหมายของหลายๆ ประเทศ และหลายๆ องค์กรชั้นนำ ที่กำลังให้ความสำคัญกันอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น ต้องหาแนวทางเสริมสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านต่างๆ ให้เยาวชนตระหนัก และมีความเข้าใจในพลังงานดังกล่าวอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการศึกษาความก้าวหน้าในเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านนิวเคลียร์ ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการพัฒนาพลังงานแห่งอนาคต นำมาสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านพลังงานที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ</p>
<p>ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านพลังงานนิวเคลียร์ มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยี SMR (Small Module Reactor) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก ที่สามารถผลิตไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อเครื่อง ให้ความสำคัญและต่อยอดในมาตรฐานความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศรัสเซียได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับเทคโนโลยี SMR ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีพลังงานที่สำคัญต่อการลดภาวะโลกร้อน โดยล่าสุด สหภาพยุโรปเตรียมเปิดตัวพันธมิตรอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR เดินหน้าความร่วมมือก่อสร้างทั่วทวีป เพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 90% ในปี 2583 (ค.ศ. 2040)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/02/gpsc-join-international-nuclear-science-olympic/">GPSC ปั้นเยาวชนไทยแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิก เพิ่มองค์ความรู้นวัตกรรมพลังงานเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในเวทีโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
