<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sustainability &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/sustainability/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2026 11:07:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Sustainability &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:10:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Autonomous Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Data Integration]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Twin]]></category>
		<category><![CDATA[Digitalization]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[Electrification]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[Food & Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Food Production]]></category>
		<category><![CDATA[ITM]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเมนส์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44460</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &#38; Beverage หรือ F&#38;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&#38;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&#38;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&#38;B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร 3 แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ F&#38;B 1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ จากผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &amp; Beverage หรือ F&amp;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่</p>
<p><span id="more-44460"></span></p>
<p>นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>รายงาน <a href="https://www.siemens.com/en-us/company/sustainability/infrastructure-transition-monitor-report/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025</strong></a> ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&amp;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&amp;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&amp;B จึงอยู่ที่ว่า จะ<strong>สร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร</p>
<p><strong> <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-pic-2-rs.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>3 </strong><strong>แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ </strong><strong>F&amp;B</strong></p>
<p><strong>1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้</strong></p>
<p>จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า <strong>Electrification</strong> หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-3.jpg" alt="" width="1200" height="529" /></p>
<p>ตัวอย่างเช่น <strong>Marble Distilling Co.</strong> โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี</p>
<figure id="attachment_44463" aria-describedby="caption-attachment-44463" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-44463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-1.png" alt="" width="1200" height="418" /><figcaption id="caption-attachment-44463" class="wp-caption-text">ผลสำรวจชี้ผู้บริหาร F&amp;B ส่วนใหญ่ (61%) เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้คือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน</figcaption></figure>
<p><strong>2. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Data Integration</strong></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ <strong>การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Automation</strong> จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ <strong>มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล</strong> โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%</p>
<p>ขณะเดียวกัน <strong>การบูรณาการข้อมูล (</strong><strong>Data Integration)</strong> กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้</p>
<figure id="attachment_44462" aria-describedby="caption-attachment-44462" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-2.png" alt="" width="1200" height="520" /><figcaption id="caption-attachment-44462" class="wp-caption-text">กว่า 54% ของผู้บริหารเห็นพ้องว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น</figcaption></figure>
<p><strong>3. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย </strong><strong>AI </strong><strong>มาถึงแล้ว</strong></p>
<p>ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น <strong>AI </strong><strong>และ </strong><strong>Digital Twin</strong> การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน</p>
<ul>
<li><strong>49%</strong> ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว</li>
<li><strong>51%</strong> ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว</li>
<li><strong>47%</strong> มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)</li>
</ul>
<p>ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
<figure id="attachment_44464" aria-describedby="caption-attachment-44464" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44464 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-5.jpg" alt="" width="1200" height="450" /><figcaption id="caption-attachment-44464" class="wp-caption-text">57% ของผู้บริหาร F&amp;B พร้อมนำระบบ Autonomous Systems มาใช้ในอาคารและโรงงาน</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุน สู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44465 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-4.jpg" alt="" width="1200" height="636" /><br />
แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น <strong>60% </strong><strong>ในปี </strong><strong>2025</strong> แต่ผู้บริหารกว่า <strong>43%</strong> ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ <strong>ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา</strong><strong> (</strong><strong>Demand-side Flexibility)</strong> ควบคู่กับการยกระดับ <strong>ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (</strong><strong>Energy Efficiency)</strong> จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น</p>
<p>ตัวอย่างหนึ่งคือ <a href="https://www.siemens.com/en-us/content/ferring/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Ferring GmbH</strong></a> บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ <strong>925,000 </strong><strong>ยูโรต่อปี</strong> และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง <strong>2,400 </strong><strong>ตันต่อปี</strong> กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้</p>
<p><strong>เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล สู่อนาคตของ </strong><strong>F&amp;B </strong><strong>ไทย</strong></p>
<p><strong>ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี เพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้ว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้ และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>สำหรับอุตสาหกรรม F&amp;B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;อาหารส่วนเกิน ≠ ขยะอาหาร&#8217; ยังกินได้ บริหารจัดการ​ดีช่วยลดขยะอาหาร ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/surplus-food-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 08:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Rescue]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Food Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Scope 3]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44437</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน ประเทศไทยมี &#8216;ขยะอาหาร&#8217; โดยรวมกว่า 12 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็น &#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217; กว่า 4 ล้านตันโดยปัจจุบันสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินกลับมาสร้างประโยชน์ได้เพียง 2,000 ตัน หรือราว 0.05% เท่านั้น ทำความรู้จัก &#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217; (Surplus Food)&#8211; อาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ไม่ใช่ ขยะอาหาร (Food Waste) แต่หากจัดการไม่ดี จะกลายเป็น ‘ขยะอาหาร’ ในที่สุด&#8211; อาหารส่วนเกินยังกินได้ ปลอดภัย มีคุณค่าโภชนาการ นำไปบริโภคหรือปรุงเป็นเมนูใหม่ได้ แต่ขายไม่ได้ เพราะหน้าตาไม่สวย ใกล้หมดอายุ หรือหมดเวลาขาย&#8211; อาหารส่วนเกิน มักอยู่ในกระบวนการผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พบได้ทั้งในโรงแรม โรงงาน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า ตลาดสด หรือฟาร์มเกษตรกรทำไมต้องกอบกู้อาหารส่วนเกิน1. ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก : ขยะอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจก สัดส่วน 8-10% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/surplus-food-management/">&#8216;อาหารส่วนเกิน ≠ ขยะอาหาร&#8217; ยังกินได้ บริหารจัดการ​ดีช่วยลดขยะอาหาร ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">ปัจจุบัน ประเทศไทยมี <strong>&#8216;ขยะอาหาร&#8217;</strong> โดยรวมกว่า 12 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็น &#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217; กว่า 4 ล้านตัน<br class="html-br" />โดยปัจจุบันสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินกลับมาสร้างประโยชน์ได้เพียง 2,000 ตัน หรือราว 0.05% เท่านั้น</p>
<p><span id="more-44437"></span><br class="html-br" />ทำความรู้จัก <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">&#8216;อาหารส่วนเกิน&#8217;</span></strong> (Surplus Food)<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; อาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ไม่ใช่ ขยะอาหาร (Food Waste) แต่หากจัดการไม่ดี จะกลายเป็น ‘ขยะอาหาร’ ในที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; อาหารส่วนเกินยังกินได้ ปลอดภัย มีคุณค่าโภชนาการ นำไปบริโภคหรือปรุงเป็นเมนูใหม่ได้ แต่ขายไม่ได้ เพราะหน้าตาไม่สวย ใกล้หมดอายุ หรือหมดเวลาขาย<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; อาหารส่วนเกิน มักอยู่ในกระบวนการผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พบได้ทั้งในโรงแรม โรงงาน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า ตลาดสด หรือฟาร์มเกษตรกร<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทำไม</span>ต้องกอบกู้อาหารส่วนเกิน</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />1. ช่วยลด<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ก๊าซเรือนกระจก</span> : ขยะอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจก สัดส่วน 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และนับเป็นสาเหตุอันดับ 3 ของปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ซึ่งทำให้โลกร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้หลายเท่า<br class="html-br" /><br class="html-br" />2. ลดการสูญเสีย<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทรัพยากร</span> : ในกระบวนการผลิตอาหาร จำเป็นต้องใช้ทั้งน้ำ พลังงาน พื้นที่การเกษตร และแรงงาน แต่หากทิ้งให้กลายเป็นขยะอาหาร ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะสูญเปล่าในที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />3. ลดปริมาณขยะใน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">หลุมฝังกลบ</span> : ขยะอาหารเพิ่มปัญหาขยะล้นในหลุมฝังกลบ เพิ่มต้นทุนการจัดการขยะให้กับท้องถิ่นในอนาคต<br class="html-br" /><br class="html-br" />4. ความไม่มั่นคงทางอาหาร : ลดความไม่เท่าเทียมการเข้าถึงอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร<br class="html-br" /><br class="html-br" />5. ค่าใช้จ่าย + ภาพลักษณ์แบรนด์ : ปัญหาขยะอาหาร​​ ทำให้ภาคธุรกิจต้องเสียเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการ รวมทั้งอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ จึงควรให้ความสำคัญในการป้องกัน และบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>แนวทาง &#8216;ลดช่องว่าง&#8217; อาหารส่วนเกินในประเทศไทย</strong></p>
<p>1.  สนับสนุนความร่วมมือ เครือข่าย และเครื่องมือ ‘บริจาคอาหารส่วนเกิน’ ภายในระบบนิเวศ</p>
<p>2.  ส่งเสริมมุมมองและทัศนคติเพื่อเห็นคุณค่าแทนภาระ เปลี่ยนจากการกำจัด เป็นการส่งต่อ</p>
<p>3.  การเดินหน้าเพื่อลดกำแพง หรือเพิ่มแรงจูงใจ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการบริจาคอาหารให้มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>การ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">บริจาคอาหารส่วนเกิน</span> องค์กรได้อะไร ?</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />1. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ : ด้วยการลดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ช่วยลดภาระและต้นทุนในกระบวนการจัดการขยะ<br class="html-br" /><br class="html-br" />2. สนับสนุนการรายงานด้าน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ESG</span> : โดยปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูล ประกอบการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SCOPE 3</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />3. ต่อยอดกิจกรรม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CSR</span> : ด้วยการนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วมาสร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม<br class="html-br" /><br class="html-br" />4. เสริมสร้างภาพลักษณ์ความยั่งยืน : สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสําคัญ<br class="html-br" /><br class="html-br" />5. ได้รับ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Carbon Credit</span> : จากการลดขยะอาหารภายใต้ระเบียบวิธีของโครงการ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">TVER</span><br class="html-br" /><br class="html-br" />6. สร้างความภาคภูมิใจให้แก่พนักงาน : เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการส่งต่อทรัพยากร<br class="html-br" />ที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/surplus-food-management/">&#8216;อาหารส่วนเกิน ≠ ขยะอาหาร&#8217; ยังกินได้ บริหารจัดการ​ดีช่วยลดขยะอาหาร ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCGC ผนึกภาคีเครือข่ายสร้าง &#8216;ภูมิคุ้มกันน้ำ&#8217; ระดับชุมชน ต่อยอดโมเดล &#8216;2 สร้าง 2 เก็บ&#8217; ขยายผลต้นแบบการจัดการน้ำยั่งยืนทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/scgc-build-water-resilience-to-communities/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 07:59:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[2 สร้าง 2 เก็บ]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[SCGC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Security]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านมาบจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านหัวทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บุญเลิศ อนันตภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกันน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วันดี อินทรพรม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สสน.]]></category>
		<category><![CDATA[เขายายดา]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี เคมิคอลส์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสร้างฝายชะลอน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43875</guid>

					<description><![CDATA[<p>เกือบ 2 ทศวรรษ ที่ ‘เอสซีจี เคมิคอลส์’ (SCGC) ผนึกกำลังร่วมกับชุมชนตำบลแกลง จ.ระยอง  รวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมขับเคลื่อน ‘โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาและการบริหารจัดการน้ำชุมชน’ ผ่านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2550 ความร่วมมือดังกล่าวช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดาที่เคยอยู่ในภาวะ วิกฤต ทั้งจากปัญหาความแห้งแล้งและไฟป่า ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น เพียงพอสำหรับการนำไปใช้ในด้านการเกษตร รวมทั้งต่อยอดไปสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้จากการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชนบ้านมาบจันทร์อย่างต่อเนื่อง มาพัฒนาเป็น &#8216;โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้&#8217; ซึ่งได้แก่ สร้างคน สร้างกติกา เก็บน้ำ และเก็บข้อมูล ก่อนต่อยอด ความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำ และส่งต่อ ความอุดมสมบูรณ์​จากพื้นที่ป่าต้นน้ำ มายังพื้นที่ราบที่อยู่ปลายน้ำอย่างบ้านหัวทุ่ง ขยายผลโมเดลความสำเร็จ ในการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’ (Water Resilience) ให้ชุมชนใกล้เคียงสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน และเป็นแนวทางสำหรับขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/scgc-build-water-resilience-to-communities/">SCGC ผนึกภาคีเครือข่ายสร้าง &#8216;ภูมิคุ้มกันน้ำ&#8217; ระดับชุมชน ต่อยอดโมเดล &#8216;2 สร้าง 2 เก็บ&#8217; ขยายผลต้นแบบการจัดการน้ำยั่งยืนทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เกือบ 2 ทศวรรษ ที่ ‘<strong>เอสซีจี เคมิคอลส์’ (SCGC)</strong> ผนึกกำลังร่วมกับชุมชนตำบลแกลง จ.ระยอง  รวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมขับเคลื่อน<strong> ‘โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาและการบริหารจัดการน้ำชุมชน’</strong> ผ่านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2550</p>
<p><span id="more-43875"></span></p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดาที่เคยอยู่ในภาวะ วิกฤต ทั้งจากปัญหาความแห้งแล้งและไฟป่า ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น เพียงพอสำหรับการนำไปใช้ในด้านการเกษตร รวมทั้งต่อยอดไปสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่</p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้จากการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชนบ้านมาบจันทร์อย่างต่อเนื่อง มาพัฒนาเป็น <strong>&#8216;โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้&#8217;</strong> ซึ่งได้แก่ สร้างคน สร้างกติกา เก็บน้ำ และเก็บข้อมูล ก่อนต่อยอด ความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำ และส่งต่อ ความอุดมสมบูรณ์​จากพื้นที่ป่าต้นน้ำ มายังพื้นที่ราบที่อยู่ปลายน้ำอย่างบ้านหัวทุ่ง ขยายผลโมเดลความสำเร็จ ในการสร้าง <strong>‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’</strong> <strong>(Water Resilience) </strong>ให้ชุมชนใกล้เคียงสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน และเป็นแนวทางสำหรับขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ  ใน จ.ระยอง และพื้นที่อื่น ๆ ​ทั่วประเทศได้ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43879 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/ปัญหาความแห้งแล้ง.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ใช้​ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; ฟื้นฟู &#8216;ธรรมชาติ&#8217; </strong></p>
<p>ปัจจุบันพื้นที่ป่าต้นน้ำ​เขายายดา​กลับมามีระบบนิเวศที่สมบูรณ์อีกครั้งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าโครงการ โดยช่วงปี 2530 พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่สัมปทานป่าไม้ จัดได้ว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และการเกิดไฟป่าบ่อยครั้งทำให้พื้นที่ป่าเสียหายและมีสภาพ ไม่แตกต่างจากเขาหัวโล้น สูญเสียความสามารถในการดูดซับน้ำตามธรรมชาติ เวลาฝนตกก็มีเกิดปัญหาน้ำหลาก น้ำท่วม หน้าแล้งก็ขาดแคลนน้ำ กระทบการเพาะปลูกและรายได้ครัวเรือนของเกษตรกร รวมทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ​ เนื่องจาก จ.ระยอง ถือเป็น​พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ​ของประเทศ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งปลูกทุเรียน ผลไม้ส่งออก​มูลค่าสูงของประเทศอีกแห่งหนึ่งด้วยเช่นกัน</p>
<p>ความสำเร็จในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดาเริ่มจากการดำเนิน <strong>โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการสร้างฝายชะลอน้ำ</strong> ตั้งแต่ปี 2550 โดย SCGC ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและชุมชนในพื้นที่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43877 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/2.4-สร้างฝายชะลอน้ำ-สร้างภูมิ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับกระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติด้วยฝายชะลอน้ำนั้นทำ​ผ่านการนำหินที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรืออยู่ในแหล่งน้ำอยู่แล้ว นำมาทำเป็นฝายตามหลักวิชาการทั้งขนาด ความสูง หรือความลาดเอียง ไปจนถึงการไล่ระดับของฝายในแต่ละชั้น<strong> </strong><strong>เพื่อสามารถชะลอความเร็วและความแรงในการไหลของน้ำลงได้</strong><strong>อย่างน้อย 40%</strong> ประกอบกับช่วยสร้างให้เกิดแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ในบริเวณฝายได้เพิ่มเติม ​ทำให้ช่วยเติมน้ำต้นทุนใต้ดิน ควบคู่กับการปลูกพืชคลุมดินเพิ่มเติมเพื่อดูดซับน้ำได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อดินในป่าจากการสะสมกันของตะกอนน้ำในฝาย และเศษใบไม้ที่ทับถมกันจนกลาย เป็นดิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำไว้ในดินได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ในช่วงหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ก็จะมีน้ำต้นทุน ใต้ดินมา​ชดเชย จึงทำให้ในพื้นที่มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี</p>
<p><strong> เปลี่ยนป่าเสื่อมโทรม เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ​​</strong></p>
<p>สำหรับการ​​ฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา SCGC ได้ดำเนินโครงการร่วมกับชุมชน หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และจิตอาสา​ ผ่านการซ่อมและสร้างฝายชะลอน้ำอย่างต่อเนื่องมากว่า 19 ปี <strong>ปัจจุบันสร้างฝายไปแล้วรวมกว่า 7,600 ฝาย</strong> ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของป่าในพื้นที่ ซึ่งผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนนี้ ทำให้ป่าต้นน้ำเขายายดา เปลี่ยนจากพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและแห้งแล้งกลายเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาการเกิดไฟป่า <strong>กลายเป็นป่าต้นน้ำสำคัญที่ช่วยสร้าง​ผลผลิตน้ำท่าในลำธารได้กว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี​</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43878 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/2.5-สร้างฝายชะลอน้ำ-ร่วมกับชุมชน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมทั้งจากการติดตามและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องพบว่า <strong>​พื้นที่มีพรรณไม้ </strong><strong>120</strong><strong> ชนิด และสัตว์ป่า </strong><strong>123</strong><strong> ชนิด​ นอกจากนี้ยังช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กว่า </strong><strong>2.5</strong><strong> ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</strong> สะท้อนการฟื้นตัวของระบบนิเวศควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ</p>
<p>นอกจากนี้  การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบยังสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าการมีน้ำใช้ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรรอบเขายายดา โดยมี <strong>ผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า </strong><strong>79</strong><strong> ล้านกิโลกรัมต่อปี​ พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร</strong> สะท้อนการ​เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน และผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นในทุกมิติรอบด้าน ที่ต่อยอด​​ความสำเร็จจากการบิหารจัดการน้ำในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43886 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/4.06-SCGC-สานพลังชุมชน-และสสน.-เปิดมุมมองการสร้าง-ภูมิคุ้มกันน้ำ-ระดับชุมชน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ขับเคลื่อนโมเดล &#8216;2 สร้าง 2 เก็บ&#8217;</strong></p>
<p><strong>คุณน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์น้ำในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุจึงค่อยหาทางแก้ไขเป็นวาระ ๆ ไป แต่ การจัดการวิกฤตการณ์ด้านน้ำอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันน้ำระดับชุมชน โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างให้ชุมชน ในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา</p>
<p>การขับเคลื่อน <strong>‘โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา’</strong> จึงนับเป็นการ<strong>สร้างพื้นที่ต้นแบบที่สามารถต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่น ๆ</strong> <strong>ที่เผชิญวิกฤตด้านน้ำ</strong> เพื่อ<strong>ให้ชุมชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง</strong> พร้อมเสริมสร้าง <strong>‘ภูมิคุ้มกัน’</strong> ให้สามารถวางแผน รับมือ และปรับตัวต่อความเสี่ยง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วทวีความรุนแรงขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43881 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/4.07-นางสาวน้ำทิพย์-สำเภาประเสริฐ-ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์-และคณะกรรมการสังคมและสิ.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา<strong> </strong><strong>เน้นการ​สร้างภูมิคุ้มกันน้ำในระดับชุมชน โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างให้ชุมชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้</strong> และคาดการณ์​​ก่อนที่ปัญหาจะเกิด ซึ่ง SCGC ได้ถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย  เกิดเป็นโมเดล <strong>‘2 </strong><strong>สร้าง </strong><strong>2 </strong><strong>เก็บ’</strong> เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้และแนวทาง​ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ ประกอบด้วย <strong>สร้างคน</strong> เพื่อให้คนในชุมชนมีความรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งสร้างแนวร่วมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นได้แบบรุ่นสู่รุ่น <strong>สร้างกติกา</strong> ผ่านการสร้างข้อตกลงในการใช้น้ำร่วมกันอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องทั้งในเวลาปกติ หรือในช่วงเกิดวิกฤต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43876 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/2.1-การประชุมของชุมชน-สร้างภูมิคุ้มกัน.jpg" alt="" width="1200" height="692" /></p>
<p>ส่วน 2 เก็บ เริ่มจาก <strong>เก็บน้ำ</strong><strong> </strong>การพัฒนาระบบให้สามารถ​จัดเก็บน้ำต้นทุนได้เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้มีทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน รวมทั้งสามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือ <strong>เก็บข้อมูล</strong> เพื่อให้รู้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ และปริมาณความต้องการใช้น้ำ เพื่อนำไปประเมินและวางแผนการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันรวมทั้งคาดการณ์ปัญหาในอนาคตได้ โดยข้อมูลที่ได้จากแต่ละพื้นที่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย</p>
<p><em>“</em><em>การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต้องทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง การวางระบบการจัดการน้ำให้เกิดการเชื่อมโยงเชื่อมต่อในระดับบ้าน ชุมชน ตำบล และเมือง จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โดยทาง สสน. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบทางน้ำเพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งสายจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถ รู้สถานการณ์ วางแผน และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นได้ในอนาคต”</em><em> </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43889 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/4.02-SCGC-สานพลังชุมชน-และสสน.-เปิดมุมมองการสร้าง-ภูมิคุ้มกันน้ำ-ระดับชุมชน.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ขยายผลสร้าง &#8216;​ภูมิคุ้มกันน้ำ&#8217; อย่างบูรณาการ  </strong></p>
<p>เป้าหมายการพัฒนา​​​โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาให้กลายเป็น <strong>‘</strong><strong>พื้นที่ต้นแบบ’</strong> เพื่อสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ  เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อสามารถ​นำร่องการสร้าง<strong> ‘</strong><strong>ภูมิคุ้มกัน’</strong> ให้กับ​พื้นที่เกษตรชุมชนบ้านหัวทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบที่อยู่ปลายน้ำของ จ.ระยอง รวมทั้งการพัฒนาทั้งองค์ความรู้ และเครื่องมือในการช่วยเก็บข้อมูล และวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ต่อยอดการบริหารจัดการได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong>ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ</strong> ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญสถานการณ์น้ำที่ผันผวนมากขึ้น ทั้งภาวะน้ำมากเกินไปและน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง<strong> </strong><strong>การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจาก การรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย (</strong><strong>Reactive) </strong><strong>ไปสู่การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า (</strong><strong>Proactive)</strong> โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง ซึ่งสิ่งสำคัญคือ การเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นตามบริบทในแต่ละพื้นที่อย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถนำองค์ความรู้ และเครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ไปช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43887 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/2.8-การบริหารจัดการน้ำที่บ้านหัวทุ่ง.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>“</em><em>สสน. เชื่อมโยงข้อมูลจาก </em><em>56</em><em> หน่วยงาน จาก </em><em>13</em><em> กระทรวง และ </em><em>1</em><em> องค์กรอิสระ ​เพื่อ​พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์มไทยวอเตอร์ (</em><em>ThaiWater) </em><em>รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง </em><em>76</em><em> จังหวัด เพื่อสนับสนุนให้แต่ละจังหวัดนำข้อมูลไปใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ โดยหัวใจสำคัญคือ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตั้งแต่การรู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการน้ำของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับมือในระยะยาว สะท้อนความสำเร็จจากความร่วมมือในการทำด้วยกัน และทำให้ทุกคนสามารถชนะไปด้วยกันได้ในที่สุด”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43884 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/2.10-การทำผังน้ำ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กำนันวันดี อินทรพรม</strong> ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง กล่าวว่า​ หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน ตามโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ ทำให้ปัจจุบันชุมชนมีทั้งความรู้ มีข้อมูล มีกติกา และความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำภายในชุมชน ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาภายในชุมชนเท่านั้น แต่ยังต่อยอดให้บ้านมาบจันทร์กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อสามารถเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้​ด้านการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ให้แก่เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ ​รวมทั้ง​ชุมชนอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ต่อไป​</p>
<p><em>“</em><em>หลังจากมีน้ำ ทำให้ชุมชนสามารถต่อยอดการพัฒนามาสู่มิติอื่นๆ ได้มากขึ้น ทั้งการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่หลากหลาย จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สร้างทั้งอัตลักษณ์และรายได้ให้ชุมชนได้มากขึ้น รวมทั้งการมีทักษะในการพัฒนาต่อยอด​​การสร้างตลาดผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะการช่วยดึงดูดให้กลุ่มเยาวนและคนรุ่นใหม่ ​สามารถอยู่ในพื้นที่เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดูแลพัฒนาท้องถิ่น และสานต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง”</em><em> </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43891 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/3.2-สวนเกษตร.jpg" alt="" width="466" height="700" /></p>
<p>ด้าน​ <strong>คุณบุญเลิศ อนันตภูมิ</strong> นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง จ.ระยอง ตัวแทนชุมชนบ้านหัวทุ่ง กล่าวว่า บ้านหัวทุ่ง ได้ต่อยอดองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำตามโมเดล<strong> ‘2 สร้าง 2 เก็บ’</strong> มาปรับใช้ โดยมี SCGC สสน. และชุมชนบ้านมาบจันทร์ ​ร่วม​เป็นพี่เลี้ยง ​​ ซึ่งจากเดิม​บ้านหัวทุ่งเคยทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำฝน จากธรรมชาติเป็นหลัก แต่จากการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ รวมทั้งการที่ SCGC เข้าไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำในพื้นที่ ผ่านการซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำ ร่วมกัน ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บและกระจายน้ำได้ดีขึ้น</p>
<p><em>“</em><em>ปัจจุบันเกษตรกรบ้านหัวทุ่งมีปริมาณน้ำ​มากเพียงพอ สำหรับการวางแผนเพาะปลูกในพื้นที่​​​ โดยเป็นการทำนาปรังประมาณ </em><em>60</em><em> ไร่ และ​พื้นที่การเกษตรอื่น ๆ ​อีกราว </em><em>300</em><em> ไร่ ​​มีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า </em><em>90</em><em> ครัวเรือน รวมทั้งเกษตรกร​ยังสร้างตลาด​เอง จากการ​เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ได้โดยตรง ​​ไม่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้มีรายได้​​และคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยขณะนี้กำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ พัฒนาแผนน้ำตำบล </em><em>3</em><em> ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43885 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/3.4-ทุ่งนา-ชุมชนบ้านหัวทุ่ง.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งหมดนี้ สะท้อนความสำเร็จแนวทางการสร้าง <strong>‘</strong><strong>ภูมิคุ้มกันน้ำ’</strong> ภายใต้ความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่าง SCGC ชุมชน หน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ <strong>โดยไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงการมีน้ำเพียงพอ แต่คือการสร้าง คน ความรู้ ข้อมูล และระบบบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนสามารถวางแผนและจัดการทรัพยากรน้ำได้ด้วยตนเอง</strong> และพร้อมส่งต่อองค์ความรู้จากชุมชนสู่ชุมชน สร้างเยาวชนรุ่นใหม่ สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่กับการฟื้นฟูธรรมชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/scgc-build-water-resilience-to-communities/">SCGC ผนึกภาคีเครือข่ายสร้าง &#8216;ภูมิคุ้มกันน้ำ&#8217; ระดับชุมชน ต่อยอดโมเดล &#8216;2 สร้าง 2 เก็บ&#8217; ขยายผลต้นแบบการจัดการน้ำยั่งยืนทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SX2026 ชวนทุกคน “ปรับ รับ เปลี่ยน” เพื่อให้รอดบนโลกวิกฤต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/sx2026-resilience-in-action/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:26:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[​Resilience In Action]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Expo]]></category>
		<category><![CDATA[​Sustainability Expo 2026]]></category>
		<category><![CDATA[SX 2026]]></category>
		<category><![CDATA[SX2026]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับรับเปลี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก]]></category>
		<category><![CDATA[มหกรรมด้านความยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44295</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้ำท่วม ภัยแล้ง ค่าครองชีพ งานที่เปลี่ยนไป วันนี้ทุกคนกำลังเจอคำถามเดียวกัน ไม่ใช่แค่ &#8220;จะรอดไหม&#8221; แต่คือ &#8220;รอดแล้วจะไปต่อยังไง&#8221; และการปรับตัวไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้ร่วมกัน เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้โลกก้าวต่อไปได้อย่างสมดุล Sustainability Expo 2026 (SX2026) ปีที่ 7 ของมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลัก &#8220;พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก&#8221; (Sufficiency for Sustainability) ชวนทุกคนมา &#8220;ปรับ รับ เปลี่ยน&#8221; (Resilience in Action) ปรับตัวให้พร้อมรับมือความผันผวน เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือสิ่งที่ทุกคนเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ตลอด 10 วันกับกิจกรรมไฮไลท์แบบเต็มอิ่ม ผู้เข้าชมงานจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อัพเดทเทรนด์ ไอเดีย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ รวมถึงต้นแบบ ชุนชนยั่งยืน ผ่านการบรรยาย  เสวนา เวิร์คช็อป นิทรรศการ ศิลปะ ตลอดจนอาหารและสินค้าเพื่อความยั่งยืนจากผู้ประกอบการ Social [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/sx2026-resilience-in-action/">SX2026 ชวนทุกคน “ปรับ รับ เปลี่ยน” เพื่อให้รอดบนโลกวิกฤต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น้ำท่วม ภัยแล้ง ค่าครองชีพ งานที่เปลี่ยนไป วันนี้ทุกคนกำลังเจอคำถามเดียวกัน ไม่ใช่แค่ &#8220;จะรอดไหม&#8221; แต่คือ &#8220;รอดแล้วจะไปต่อยังไง&#8221; และการปรับตัวไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้ร่วมกัน เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้โลกก้าวต่อไปได้อย่างสมดุล</p>
<p><span id="more-44295"></span></p>
<p><strong>Sustainability Expo 2026 (SX2026) </strong><strong>ปีที่ </strong><strong>7</strong> ของมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลัก &#8220;<strong>พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก&#8221; (</strong><strong>Sufficiency for Sustainability)</strong> ชวนทุกคนมา <strong>&#8220;ปรับ รับ เปลี่ยน&#8221; (</strong><strong>Resilience in Action) </strong>ปรับตัวให้พร้อมรับมือความผันผวน เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือสิ่งที่ทุกคนเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้</p>
<p>ตลอด 10 วันกับกิจกรรมไฮไลท์แบบเต็มอิ่ม ผู้เข้าชมงานจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อัพเดทเทรนด์ ไอเดีย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ รวมถึงต้นแบบ ชุนชนยั่งยืน ผ่านการบรรยาย  เสวนา เวิร์คช็อป นิทรรศการ ศิลปะ ตลอดจนอาหารและสินค้าเพื่อความยั่งยืนจากผู้ประกอบการ Social Enterprise พบกับ 10 โซนหลัก คือ SEP INSPIRATION, BETTER ME, BETTER LIVING, BETTER COMMUNITY,  BETTER WORLD, SX FOOD FESTIVAL,  SX KIDS ZONE, SX MARKETPLACE, SX REPARTMENT STORE, SX IDEALAB, SX Talk Stage,งานสัมมนาโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (B2B) และ SX Global Forum</p>
<p>เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาร่วม ปรับ รับ เปลี่ยน  ไปพร้อมกัน ในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) 10 วันเต็ม ตั้งแต่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2569  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expo, www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44299 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Sx-26-1.jpg" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/sx2026-resilience-in-action/">SX2026 ชวนทุกคน “ปรับ รับ เปลี่ยน” เพื่อให้รอดบนโลกวิกฤต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 14:20:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable energy]]></category>
		<category><![CDATA[SD Report]]></category>
		<category><![CDATA[SGDs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Report 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste to Landfill]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครือซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44182</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น กลไกสำคัญ ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป “รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง” แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)</strong> เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมองว่ารายงานความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น <strong>กลไกสำคัญ </strong>ในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่</p>
<p><span id="more-44182"></span></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ </strong>ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป</p>
<p><em>“รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”</em></p>
<p>แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ <strong>คุณศุภชัย เจียรวนนท์</strong> รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><em>&#8220;คุณศุภชัยเคยชี้ให้เห็นว่า ระบบตลาดทุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และแม้ที่ผ่านมาได้ยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง แต่โลกวันนี้จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นสู่ “ความยั่งยืนเชิงระบบ” โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะช่วยสร้างทั้งความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวว่า สำหรับเครือซีพี หลักคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่ยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึง 3 เสาหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่  การกำกับดูแลกิจการ หรือ Heart: Living Rights, การดูแลสังคม หรือ Health: Living Well, และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Home: Living Togetherโดยมุ่งทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การดำเนินงานจริง ทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของปี 2568 คือ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม Scope 3 ซึ่งลดลง 9.39%</strong>  โดยมีปริมาณการปล่อยอยู่ที่ 76.87 ล้านต้น CO2e ต่อปี ผ่านการดำเนินตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการทำงาน ร่วมกับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงใน Scope 1 และ Scope 2  เมื่อเทียบจากฐานในปี 2564 สามารถลดการล่อยก๊าซเรือนกระจก​ลงได้แล้ว 19.32% จากเป้าหมายที่ต้องการลด 42% ตาม Science-base Targets ภายในปี 2573</p>
<p>รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิตเป็น 18% และสามารถนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ได้ถึง 87.90% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050  พร้อมทั้งได้​มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงิน 5,119 ล้านบาท</p>
<p>นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เครือซีพียังสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) จำนวน 35,390 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนดำเนินโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Equality) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้มีส่วนสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วโลกกว่า 35.8 ล้านคน</p>
<p><strong>ดร.ธีระพล </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมผู้ประกอบการ คู่ค้า เกษตรกร และผู้บริโภคจำนวนมาก การกำหนดเป้าหมายและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จึงช่วยส่งต่อมาตรฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งระบบ</p>
<p><em>“ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รายงานความยั่งยืนจึงไม่ใช่บทสรุปของสิ่งที่เราทำสำเร็จ แต่เป็นทั้งกระจกที่ทำให้เราเห็นผลการดำเนินงานของตัวเอง และเข็มทิศที่บอกว่าเรายังต้องพัฒนาเรื่องใดต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านี้กลับไปสู่การลงมือทำ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน”</em></p>
<p>ทั้งนี้ เครือซีพีจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 โดย รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 นับเป็นรายงานฉบับที่ 10 ครอบคลุมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทใน 8 สายธุรกิจ ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 15 เป้าหมาย ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยกำหนดขอบเขตการรายงานจากบริษัทที่เครือฯ ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/AW-CP-SD-Report-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกเหนือจากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 เครือซีพียังจัดทำ รายงานเฉพาะเรื่อง (Topic-specific Reports) อีก 5 ฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่สนใจได้อย่างครอบคลุม ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; Stakeholder Engagement and Materiality Insights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและการประเมินประเด็นสาระสำคัญของเครือฯ</p>
<p><strong>&#8211; Sustainability Performance Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วง 4 ปีล่าสุด</p>
<p><strong>&#8211; Delivering on Our SDG Commitment 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)</p>
<p><strong>&#8211; Climate &amp; Nature Resilience Supplement 2025 (IFRS S2 &amp; TNFD)</strong> ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p><strong>&#8211; Human Rights Supplement 2025</strong> ซึ่งนำเสนอแนวทางการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม ตลอดจนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม</p>
<p>รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงไม่เพียงสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ด้วยการนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้มาใช้กำหนดทิศทาง ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรตามหลัก “3 ประโยชน์”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจสามารถอ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ฉบับภาษาไทย ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/</a></p>
<p>และ ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922" target="_blank" rel="noopener">https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-sustainability-report-2026/">&#8216;ซีพี&#8217; เปิด Sustainability Report 2026 ลดสโคป 3 แล้ว 9.39% พร้อมเม็ดเงินลงทุนสิ่งแวดล้อม 5,119 ล้านบาท เม็ดเงิน R&#038;D 35,390 ล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title> CP เปิด Stakeholder Forum 2026 รับฟังเสียง &#8216;ผู้มีส่วนได้เสีย&#8217; ต่อยอดสู่การลงมือทำ ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมาย 2030</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-stakeholder-forum-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 13:06:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CP]]></category>
		<category><![CDATA[CP Group]]></category>
		<category><![CDATA[CP Stakeholder Forum 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ERM Siam]]></category>
		<category><![CDATA[From Shock to Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Good Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Heart]]></category>
		<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[Living Right]]></category>
		<category><![CDATA[Living Together]]></category>
		<category><![CDATA[Living Well]]></category>
		<category><![CDATA[Scholars of Sustenance]]></category>
		<category><![CDATA[SOS THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[Stakeholder]]></category>
		<category><![CDATA[Stakeholder Forum 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[The Triple Hs]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ทวี อิ่มพูลทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย เจียรวนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[อธิภัทร วรางคนันท์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเจริญโภคภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44170</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์จัดงาน &#8216;CP Stakeholder Forum 2026: สานพลังผู้มีส่วนได้เสีย สู่เส้นทางความยั่งยืน&#8217; เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้เสียหลากหลายภาคส่วน เพื่อนำข้อเสนอแนะและมุมมองที่ได้รับไปคิด ลงมือทำ และต่อยอด สู่การปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานของเครือฯ ให้ตอบสนองต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนสู่ปี 2030 การจัดงานครั้งนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ทิศทางความยั่งยืนไม่อาจกำหนดขึ้นจากมุมมองขององค์กรเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจากการฟัง เพื่อทำความเข้าใจทั้งความคาดหวัง ข้อกังวล โอกาส และประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่ามีความสำคัญต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อนนำเสียงเหล่านั้นมาประกอบการกำหนดแนวทางและยกระดับการดำเนินงานในอนาคต ภายในงาน เครือฯ ได้นำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนประจำปี 2025 พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองภายใต้หัวข้อ &#8216;From Shock to Strategy: พลิกความเสี่ยงเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ&#8216; ก่อนเข้าสู่หัวใจสำคัญของงาน คือการรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสู่ปี 2030 ภายใต้กรอบ The Triple Hs ซึ่งประกอบด้วย Heart, Health และ Home ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นจึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประเด็น ได้แก่ Heart: Living Right ครอบคลุมการกำกับดูแลกิจการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-stakeholder-forum-2026/"> CP เปิด Stakeholder Forum 2026 รับฟังเสียง &#8216;ผู้มีส่วนได้เสีย&#8217; ต่อยอดสู่การลงมือทำ ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมาย 2030</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครือเจริญโภคภัณฑ์จัดงาน<strong> &#8216;CP Stakeholder Forum 2026: สานพลังผู้มีส่วนได้เสีย สู่เส้นทางความยั่งยืน&#8217;</strong> เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้เสียหลากหลายภาคส่วน เพื่อนำข้อเสนอแนะและมุมมองที่ได้รับไปคิด ลงมือทำ และต่อยอด สู่การปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานของเครือฯ ให้ตอบสนองต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p><span id="more-44170"></span></p>
<p>พร้อมร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนสู่ปี 2030 การจัดงานครั้งนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ทิศทางความยั่งยืนไม่อาจกำหนดขึ้นจากมุมมองขององค์กรเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจากการฟัง เพื่อทำความเข้าใจทั้งความคาดหวัง ข้อกังวล โอกาส และประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่ามีความสำคัญต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อนนำเสียงเหล่านั้นมาประกอบการกำหนดแนวทางและยกระดับการดำเนินงานในอนาคต</p>
<p>ภายในงาน เครือฯ ได้นำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนประจำปี 2025 พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองภายใต้หัวข้อ &#8216;<strong>From Shock to Strategy: พลิกความเสี่ยงเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ</strong>&#8216; ก่อนเข้าสู่หัวใจสำคัญของงาน คือการรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสู่ปี 2030 ภายใต้กรอบ <strong>The Triple Hs</strong> ซึ่งประกอบด้วย<strong> Heart, Health </strong>และ<strong> Home</strong> ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นจึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประเด็น ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44177 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/02_Steakholder-re.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>Heart: Living Right</strong> ครอบคลุมการกำกับดูแลกิจการ สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน การศึกษา และการลดความเหลื่อมล้ำ</p>
<p><strong>Health: Living Well</strong> ครอบคลุมการสร้างคุณค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่สังคม ความมั่นคงทางอาหาร และการบริหารนวัตกรรม</p>
<p><strong> Home: Living Together</strong> ครอบคลุมการเป็นกลางทางคาร์บอน เศรษฐกิจหมุนเวียน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ</p>
<p>นอกเหนือจากการสะท้อนความคิดเห็นต่อแนวทางดังกล่าว การหารือทั้งสามกลุ่มยังให้ความสำคัญกับ &#8216;<strong>โครงการความร่วมมือเพื่อสร้างโอกาสแห่งอนาคต&#8217;</strong> เพื่อยกระดับเวทีจากการรับฟังความคิดเห็นไปสู่การค้นหาโอกาสความร่วมมือระหว่างเครือฯ กับผู้มีส่วนได้เสีย และร่วมกันสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ</strong> ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ตลอด 105 ปี เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินธุรกิจครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมใน 23 ประเทศทั่วโลก จึงเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ทั้งลูกค้า พนักงาน เกษตรกร SME คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชน และสังคม การรับฟังความคิดเห็นจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจความคาดหวัง พร้อมมองเห็นทั้งสิ่งที่ดำเนินการได้ดีและช่องว่างที่ต้องเร่งปรับปรุง เวทีนี้จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนที่เรายินดีรับฟังทุกปัญหา เพื่อนำเสียงของผู้มีส่วนได้เสียกลับไปปรับปรุงและพัฒนา และทำให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44172 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/04_Steakholder-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ การรับฟังผู้มีส่วนได้เสียไม่จำกัดอยู่เพียงการจัดงานครั้งนี้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่เครือฯ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี Tone from the Top ซึ่งตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ‘คุณศุภชัย เจียรวนนท์’ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งและได้ริเริ่มเชิญผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่เครือฯ สานต่อมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p><em>&#8220;ข้อคิดเห็น ข้อกังวล และความคาดหวังที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสียจะถูกนำมาวิเคราะห์และจัดลำดับเป็น<strong> &#8216;ประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน&#8217;</strong> หรือ Materiality เพื่อใช้กำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแนวทางการดำเนินงานของเครือฯ อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรับฟัง เครือฯ ยังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถติดตามผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าด้านความยั่งยืน เป็นที่น่าภูมิใจที่ปัจจุบันมีบริษัทในเครือกว่า 22 แห่ง จัดทำรายงานความยั่งยืน จากเดิมที่การจัดทำรายงานดังกล่าวมักจำกัดอยู่เฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีข้อกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลอยู่แล้ว&#8221;</em></p>
<p><strong>ดร.ธีระพล</strong> เสริมว่า ​รายงานความยั่งยืนเป็นเหมือน &#8216;สมุดพกขององค์กร&#8217; ที่ช่วยให้ผู้มีส่วนได้เสียเห็นทั้งการดำเนินงาน ผลลัพธ์ และความก้าวหน้าของแต่ละบริษัทได้อย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเสนอความคิดเห็นและคำแนะนำ เพื่อให้องค์กรนำกลับไปปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การรับฟังและการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การเปิดพื้นที่รับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้เสีย การนำข้อมูลไปกำหนดทิศทางและแนวทางการดำเนินงาน ไปจนถึงการรายงานความก้าวหน้าเพื่อเปิดรับความคิดเห็นอีกครั้ง อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44173 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/06_Steakholder-17_คุณประสิทธิ์.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้านผู้เชี่ยวชาญ <strong>คุณประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย</strong> พาร์ทเนอร์และหัวหน้าสายงานความยั่งยืนองค์กรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำภูมิภาคเอเชีย จากบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด (ERM Siam) กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง เป็น Good Practice สำหรับทุกองค์กร เพราะซีพีเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนที่เข้าร่วมได้ฟีดแบคและให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้ผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าสิ่งที่เขาพูดในวันนี้ถูกได้ยินจริง ๆ และซีพีได้นำไปพิจารณาและขับเคลื่อนต่อไป</p>
<p>เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมงานยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการต่อยอดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติอาทิ <strong>คุณนันทพร ตีระพงศ์ไพบูลย์</strong> รองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือด้านระบบอาหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์กรเครือข่ายธนาคารอาหารโลก (The Global FoodBanking Network) กล่าวว่า  งานครั้งนี้ทำให้เห็นภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ครอบคลุมและหลากหลายตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้เข้าใจและเห็นถึงความมุ่งมั่นของเครือฯ มากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน เรามีความร่วมมือกันด้านการส่งต่ออาหารส่วนเกินผ่านองค์กรธนาคารอาหารในหลายประเทศ ทั้ง Scholars of Sustenance (SOS) ในประเทศไทย Food Bank Vietnam ในเวียดนาม Feeding Hong Kong ในฮ่องกง และ Kechara Soup Kitchen ในมาเลเซีย ซึ่งเป็นแนวทางที่มีคุณค่าและสามารถต่อยอด เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44175 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/08_Steakholder-8_คุณทวี.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่ <strong>คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์ </strong>ผู้จัดการประจำประเทศไทย จาก Scholars of Sustenance (SOS) กล่าวเสริมว่าการส่งต่ออาหารส่วนเกินสามารถพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานของแต่ละธุรกิจได้ เพื่อขยายผลได้อย่างต่อเนื่อง และยังมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือกับ CP ในโครงการโรงเรียนไข่ไก่ ให้เด็ก ๆ ได้รับอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่ามากขึ้น ทั้งนี้ รู้สึกประทับใจที่เครือซีพี ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความยั่งยืน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคีเครือข่าย ทั้งในด้านความท้าทายและอุปสรรคที่พบจากการทำงานร่วมกัน โดยเครือฯ ได้รับฟังและบันทึกข้อคิดเห็นไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปพิจารณาหาแนวทางแก้ไขและพัฒนาความร่วมมือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากเวทีรับฟังคือการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการจ้างงานที่ดี  โดย <strong>​คุณอธิภัทร วรางคนันท์</strong> ผู้แทนจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับ <strong>‘คน</strong>’ ในฐานะหัวใจสำคัญขององค์กร จึงมีโอกาสต่อยอดการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการจ้างงานที่ดีให้ครอบคลุมทั้งพนักงานและห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการประยุกต์ใช้กรอบ PSEAH ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การอบรมบุคลากร การจัดให้มีช่องทางแจ้งเหตุและรักษาความลับ ตลอดจนระบบให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ UNFPA พร้อมสนับสนุนเครือฯ ในการนำกรอบ PSEAH มาปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและการจ้างงานที่ดีของซีพีให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44176 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/09_Steakholder-5_คุณอธิภัทร.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>‘CP Stakeholder Forum 2026</strong>’ จึงสะท้อนบทบาทของเวทีผู้มีส่วนได้เสียที่ก้าวไปไกลกว่าการรายงานผลการดำเนินงาน โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆ เข้ากับกระบวนการกำหนดทิศทางและพัฒนาการดำเนินงานของเครือฯ ตั้งแต่การรับฟังอย่างเปิดกว้าง การมองเห็นโอกาสและช่องว่าง ไปจนถึงการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่สามารถต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ได้จริง เสียงที่เกิดขึ้นจากผู้มีส่วนได้เสียในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อคิดเห็นที่จบลงภายในงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำมุมมองที่หลากหลายไปสู่การลงมือทำ พร้อมเปิดเผยความก้าวหน้าให้ผู้มีส่วนได้เสียติดตามและร่วมเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสังคมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/cp-stakeholder-forum-2026/"> CP เปิด Stakeholder Forum 2026 รับฟังเสียง &#8216;ผู้มีส่วนได้เสีย&#8217; ต่อยอดสู่การลงมือทำ ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมาย 2030</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:43:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of Living]]></category>
		<category><![CDATA[Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[SOP]]></category>
		<category><![CDATA[Standard Operating Procedure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบบาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารวัตรสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมดี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43695</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้เป็น เมืองน่าอยู่ มี สิ่งแวดล้อม ที่ดี และมี คุณภาพชีวิต ที่ยั่งยืน นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคนโดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5 พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( SOP : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;">หลังการกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ <strong>คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์</strong> ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ การพัฒนา <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">กรุงเทพมหานคร</span> ให้เป็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เมืองน่าอยู่</span> มี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ที่ดี และมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">คุณภาพชีวิต</span> ที่ยั่งยืน</p>
<p><span id="more-43695"></span></p>
<p>นำมาสู่การติดตามนโนบายการพัฒนาที่เคยวางแนวทางไว้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโนบายเร่งด่วน 100 วัน ซึ่งแบ่งงานตาม 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ด้านระบบ ​ด้านเศรษฐกิจ ด้านเมือง และ ​ด้านคน<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยเฉพาะการติดตามนโยบายสำคัญ<strong> &#8216;ด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; ​ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ​ยกระดับการจัดการขยะ และด้านการจัดการมลพิษ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5</p>
<p>พร้อมการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน ( <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">SOP</span> : Standard Operating Procedure) บูรณาการความร่วมมือ ติดตามผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผลจริง เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ​และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกรอบเวลา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 แสนต้น ภายในระยะเวลา 100 วัน โดยมอบหมายทั้ง​ 50 เขต ทำการปลูกเขตละ 2,000 ต้น และสำนักสิ่งแวดล้อม 5,000 ต้น<br class="html-br" />&#8211; แนวทางการปลูก เน้นตามภายภาพพื้นที่ ​เกาะกลางถนน/ ทางเท้า พร้อมระบบติดตาม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><a class="x1i10hfl xjbqb8w x1ejq31n x18oe1m7 x1sy0etr xstzfhl x972fbf x10w94by x1qhh985 x14e42zd x9f619 x1ypdohk xt0psk2 x3ct3a4 xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x16tdsg8 x1hl2dhg xggy1nq x1a2a7pz xkrqix3 x1sur9pj x1fey0fg x1s688f" role="link" href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Ftree.bangkok.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFRSHFZWU5yUmdpVXRVS1I4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpyfofWmkB5X1CHCcQiSFqPPL5E6-hn5smWuZGwlWhtFdVNE3V0wSxqHAR12_aem_YYO72CVOJ1ZQs9uhIvp1xw&amp;h=AUAwUOpOQZlyxhUJjfXWBY_xxPFN7Xhu1xjmQRESqPu2FN_geeVC-SYFvA9vxxklhx85S1PT6MTDUGSH4aX1SWDhPB1TBUaF6xv1JtPSD3mcRq3OZuZg1h13QNMweG5mB5mcDLdHvzMrMVRd&amp;__tn__=-UK*F&amp;c[0]=AUD_6jPogYxN54sncBTBmmdN322m-b8zbsewoU_dEyq1tx5Mawdrr8e331pc4F8uIXm39ib0a5Wp6Ohl2W0e0d3sViIctVICVy34H8zdHT0HB8atZod5nIr0Ltved7FkM8roz-U6r8QgZ3ln9j4W3d8qqwWslC-3FmRcbgNv3JviFjkPIGJRWe53rO-GqTW1vHCJHUVIrsTlyRpUwJU2FrA-5A" target="_blank" rel="nofollow noopener noreferrer">tree.bangkok.go.th</a></span></p>
<ul>
<li> 22 เขตใหญ่ สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 75% ไม้พุ่ม 25% เพื่อดูดซับคาร์บอน</li>
<li>21 เขตเล็ก/สวนน้อย สัดส่วนการปลูก เน้นไม้ยืนต้น 40% ไม้พุ่ม 60% เพื่อดักฝุ่นและสร้างร่มเงา</li>
<li>7 เขตเล็ก/สวนมาก เน้นปลูกไม้พุ่ม 100% เพื่อปรับภูมิทัศน์</li>
</ul>
<p>โดยที่ผ่านมา กทม. ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 2.6 ล้านต้น เป็นไม้ยืนต้นกว่า 1.5 ล้านต้น ไม้พุ่ม 9.4 แสนต้น ไม้เลื้อย/ ไม้เถา 1.8 แสนต้น ทั้งจากสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในสังกัด รวมทั้งร่วมกับภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน (ข้อมูล ณ 25 ก.ค. 69 )<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; เร่งดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาทางเดินสีเขียว การดูแลต้นไม้ใหญ่ การขยายพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly Park)<br class="html-br" />&#8211; วางมาตรการลดผลกระทบภาวะเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) เช่น การขยายห้องหลบร้อน และการเพิ่มพื้นที่ร่มเงา<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. จัดการขยะต้นทาง (Bangkok Reduce &#8211; Reuse)</strong><br class="html-br" />&#8211; แบนโฟม 100% : ห้ามใช้และจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม ในโรงเรียนและหน่วยงานสังกัด กทม.<br class="html-br" />&#8211; Green Event Protocol : บังคับใช้มาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กทม.<br class="html-br" />&#8211; ศูนย์ขยะชุมชน &amp; อาสาสมัคร : จัดตั้งศูนย์จัดการขยะ อาสาสมัครชักลาก (ซอยแคบ) และอาสาสมัครไม่เทรวมดูแลจุดแยกขยะ<br class="html-br" />&#8211; สงครามสู้หนู : ตัดวงจรอาหารหนู บังคับใช้แนวทาง ‘ทิ้ง 1 ชม. เก็บ 1 ชม.’ บนถนนนำร่อง<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. ปรับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5  </strong><br class="html-br" />&#8211; ตรวจควันดำรถราชการ กทม. ให้ผ่านเกณฑ์ 100% และเพิ่มความถี่การล้างถนน/ดูดฝุ่น/ฉีดล้างใบไม้<br class="html-br" />&#8211; รณรงค์บำรุงรักษาเครื่องยนต์และลงทะเบียน &#8220;บัญชีสีเขียว (Green List)&#8221; เพื่อรับสิทธิ์การวิ่งในเขตมลพิษต่ำ (LEZ) ช่วงวิกฤตฝุ่น<br class="html-br" /><br class="html-br" />นอกจากนี้ กทม. ยังเร่งผลักดันการขับเคลื่อนพร้อมติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย <strong>&#8216;Quick Win&#8217;</strong> เพื่อบรรลุกรอบ 100 วัน ที่ตั้งไว้ ​โดยได้จัดตั้งระบบ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สารวัตรสิ่งแวดล้อม</span></strong> เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน อาทิ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8211; จัด​​ทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure)</strong> โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การวางแผน ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย รายงานผล และติดตามแก้ไขปัญหา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>&#8211; กำหนดตัวชี้วัด <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">KPI</span></strong> มาตรฐาน ทิศทาง เป้าหมายเพื่อร่วมมืออย่างบูรณาการ และแก้ไขปัญหาได้จริง<br class="html-br" /><strong>&#8211; วางระบบติดตามผลดิจิทัล</strong> พื่อความแม่นยำในการตรวจสอบและประเมินผล พร้อม​เชื่อมโยงข้อมูลและระบบดิจิทัลของทั้ง 50 เขต เพื่อติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/bma-environmental-quick-win-policy/">เปิด​ภารกิจ &#8216;Quick Win&#8217; กทม. นโยบา​​ยด้านสิ่งแวดล้อม เร่งด่วน 100 วัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 04:34:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[20 ประเทศผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental]]></category>
		<category><![CDATA[Index]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Natural]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Progress]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Top20]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Yale]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index]]></category>
		<category><![CDATA[Yale Environmental Performance Index 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤต]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43692</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เมื่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8242; อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardianโดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า เอสโตเนีย ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุดขณะที่ ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน Top20 ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี ลาว เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้สำหรับ 20 ประเทศผู้นำ ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน3. สหราชอาณาจักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อวิกฤติ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> เป็นเรื่องที่น่ากังวลไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความก้าวหน้าการดำเนินการในแต่ละมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการปกป้องระบบนิเวศ</p>
<p><span id="more-43692"></span><br class="html-br" />มหาวิทยาลัย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Yale</span> เปิดเผยรายงาน &#8216;<strong>Yale Environmental Performance Index 2026&#8242;</strong> อัพเดทดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่าน The Guardian<br class="html-br" /><br class="html-br" />โดยผลการประเมินดัชนีในปีนี้ พบว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">เอสโตเนีย</span> ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีความคืบหน้าการดำเนินงานมากที่สุด<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่ <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ญี่ปุ่น</span> ถือเป็นประเทศหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่ติดอันดับอยู่ใน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top20</span> </strong>ท่ามกลางประเทศในลิสต์ 20 อันดับแรก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีพัฒนาค่อยข้างล่าช้า ในส่วนท้ายตารางยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ลาว</span> เป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายของการประเมินครั้งนี้<br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับ <strong>20 ประเทศผู้นำ</strong> ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในครั้งนี้  ประกอบด้วย<br class="html-br" /><br class="html-br" />1. เอสโตเนีย : 75 คะแนน<br class="html-br" />2. ลักเซมเบิร์ก : 74 คะแนน<br class="html-br" />3. สหราชอาณาจักร : 72 คะแนน<br class="html-br" />4. ฟินแลนด์ : 71 คะแนน<br class="html-br" />5. เนเธอร์แลนด์ : 71คะแนน<br class="html-br" />6. เยอรมนี : 70 คะแนน<br class="html-br" />7. ฝรั่งเศส : 70 คะแนน<br class="html-br" />8. นอร์เวย์ : 69 คะแนน<br class="html-br" />9. สวีเดน : 69 คะแนน<br class="html-br" />10. ออสเตรีย : 67 คะแนน<br class="html-br" />11. เดนมาร์ก : 67 คะแนน<br class="html-br" />12. สเปน : 66 คะแนน<br class="html-br" />13. กรีซ : 66 คะแนน<br class="html-br" />14. สโลวีเนีย : 65 คะแนน<br class="html-br" />15. สวิตเซอร์แลนด์ : 64 คะแนน<br class="html-br" />16. ญี่ปุ่น : 63 คะแนน<br class="html-br" />17. เช็กเกีย : 63 คะแนน<br class="html-br" />18. โปรตุเกส : 63 คะแนน<br class="html-br" />19. สโลวาเกีย : 62 คะแนน<br class="html-br" />20. ไอร์แลนด์ : 62 คะแนน<br class="html-br" /><br class="html-br" />พร้อมประเทศ<strong> 5 อันดับคะแนนรั้งท้าย</strong> ประกอบด้วย ลาว อยู่ในอันดับ 177 ด้วยคะแนนเพียง 22 คะแนน ตามมาด้วยอินเดีย 23 คะแนน รวมทั้งบังคลาเทศ, สาธารณรัฐมาลี และเวียดนาม ที่ได้ 24 คะแนนเท่ากัน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><em>ด้านความก้าวหน้าของ</em> <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ประเทศไทย</span> มีพัฒนาการดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยอยู่ในอันดับที่ 74 ด้วยคะแนน 44 คะแนน ขยับขึ้นจากอันดับ 90 จากการประเมินครั้งก่อนหน้าในปี 2024</strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />ทั้งนี้ การประเมินประเทศต่างๆ ครั้งนี้ มองผ่านตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม 47 ปัจจัย ตั้งแต่ความสำเร็จในการลดมล​พิษในอากาศและน้ำ ไปจนถึงความยั่งยืนของป่าไม้ การประมง และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งรวมถึง​​มาตรการในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบ เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารอันตรายต่างๆ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />ด้านผลการประเมินโดยภาพรวม ​รายงานแสดงให้เห็นว่ามีความก้าวหน้าในระยะยาวในการลดอันตรายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น น้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัยและมลพิษที่ก่อให้เกิดฝนกรด แม้ว่าทั่วโลกยังคงล่าช้าในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีความตื่นตัวต่อความร้ายแรงของภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ จากการที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาคลื่นความร้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/yale-environmental-performance-index-2026/">มหาวิทยาลัย Yale เปิดเผยรายงาน &#8216;Yale Environmental Performance Index 2026&#8217; Top 20 ประเทศผู้นำ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จาก 177 ประเทศทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2026 10:13:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Doi Tung]]></category>
		<category><![CDATA[Doi Tung Living University]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Experiential Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Living Academy]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาคนและชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[​การพัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[วราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43527</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; หรือ Doi Tung Living University พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม คุณวิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน “ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217;</strong> หรือ <strong>Doi Tung Living University</strong> พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง</p>
<p><span id="more-43527"></span></p>
<p>ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43530 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน</p>
<p><em><strong>“ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง</strong> ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศ และโลก” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43531 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/6.jpg" alt="" width="1200" height="901" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต </strong>ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในความหมายของสถาบันอุดมศึกษาที่ออกปริญญา แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่เปิดให้ผู้เรียนได้สัมผัสพื้นที่ ฟังเสียงชุมชน และเรียนรู้จากนักพัฒนา ผู้ปฏิบัติงาน และปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจหลักคิดและกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนจากคนทุกกลุ่ม ก่อนนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้กับองค์กร พื้นที่ หรือภารกิจของตนเอง</p>
<p>แกนสำคัญของการเรียนรู้คือการทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น <strong>กระบวนการ </strong> เบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน การทำไร่หมุนเวียน และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้ ผ่านแนวทาง <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;</strong> ที่เชื่อมการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างอาชีพ รายได้ ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดกระบวนการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43534 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การขับเคลื่อน <strong>Doi Tung Living University</strong> ยังตอบโจทย์ความท้าทายขององค์กรยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งคราว แต่คือการนำหลักคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริง ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาผู้นำเป็นรุ่นต่อรุ่น การออกแบบโครงการเพื่อสังคมที่ได้ประโยชน์เป็นรูปธรรม ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคน ชุมชน และธรรมชาติ</p>
<p><em>“หลายองค์กรมีเป้าหมายด้าน ESG หรือความยั่งยืนที่ชัดเจนขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้แนวคิดเหล่านั้นไม่อยู่เพียงในรายงาน แต่เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในพื้นที่ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงพยายามทำให้องค์ความรู้จากดอยตุงกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนสามารถนำกลับไปคิดต่อ ออกแบบต่อ และลงมือทำต่อได้ ซึ่งปัจจุบัน มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตได้พัฒนาองค์ความรู้จากดอยตุงเป็นหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ปรับให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละองค์กร” </em></p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43532 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p>ด้าน<strong> คุณวราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ </strong>ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตรภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต คือการออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมผ่าน <strong>Experiential Learning</strong> หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการลงพื้นที่ การแลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน การถอดบทเรียนร่วมกัน และการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโจทย์จริงขององค์กร</p>
<p><em>“เราไม่ได้ต้องการให้ผู้เรียนกลับไปพร้อมคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องการให้เขาเห็นวิธีคิด เห็นกระบวนการ และเห็นปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้จริง หลักสูตรจึงออกแบบให้มีทั้ง <strong>Learn, Understand, Engage, Do และ Apply เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงบทเรียนจากดอยตุงกับบริบทของตนเองได้ บทเรียนจากดอยตุงทำให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในองค์กร แต่เกี่ยวข้องกับวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีตัดสินใจของทุกคน</strong> การถ่ายทอดองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเป็นการชวนองค์กรและผู้สนใจกลับมาตั้งคำถามว่า เราจะใช้ชีวิตที่ทำให้คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่รอด และองค์กรเติบโตอย่างมีความหมายได้อย่างไร”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43535 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/8-ESG-training.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ตัวอย่าง <strong>หลักสูตรด้าน Sustainability</strong> เปิดให้ผู้เรียนทำความเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านกรณีศึกษาจริง เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการวัดผลลัพธ์การพัฒนา ขณะที่หลักสูตร Sustainability Leadership และ Sustainability Impactful เหมาะสำหรับผู้บริหาร ทีมความยั่งยืน ทีม CSR ทีม HR หรือผู้รับผิดชอบโครงการด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่ต้องการเข้าใจบทบาทของผู้นำ การทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานตรงหรือถ่ายทอดต่อให้บุคลากรอื่นๆในองค์กร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43528 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Doi-tung-Uni.jpg" alt="" width="1200" height="582" /></p>
<p><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong> มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตยังมีหลักสูตรที่ถอดบทเรียนจากการจัดการของเสียในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เช่น Sustainable Waste Management, Zero Waste to Landfill และ Community Engagement for Zero Waste Initiatives เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจรากของปัญหาขยะ การจัดการของเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การต่อยอดสู่ Circular Economy และแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือองค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ</p>
<p>ขณะที่ <strong>หลักสูตรด้าน Social Enterprise</strong> ถ่ายทอดบทเรียนจากธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก Profit with Purpose ใช้กลไกตลาดควบคู่กับการสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ หากออกแบบให้เชื่อมโยงกับปัญหาและศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43533 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/13.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ <strong>Sustainability Workshop</strong> ที่สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร เช่น ESG, SDGs, Biodiversity, Sustainable Leadership, Key Success Factors หรือประเด็นความยั่งยืนเฉพาะด้าน โดยใช้เครื่องมือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เกมจำลอง การลงมือปฏิบัติ และการสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับงานจริงขององค์กรได้มากขึ้น</p>
<p>อีกทั้งยังมี <strong>หลักสูตรสำหรับเด็กและเยาวชนในเมือง เ</strong>พื่อเปิดโลกแห่งธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางสังคม ให้กับเด็กในเมือง เพื่อสร้างผู้นำในอนาคตที่ตระหนักถึงความยั่งยืน เข้าใจธรรมชาติ และพร้อมเติบโตและใช้ชีวิตไปพร้อมกับรักษาธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43536 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>หลักสูตรภายใต้<strong> &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; </strong>ถ่ายทอดบทเรียนจากการทำงานจริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่องค์ความรู้และเครื่องมือที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบท เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อคน ชุมชน ธรรมชาติ และองค์กรในระยะยาว หากหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม หรือปรึกษาแนวทางการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนให้เหมาะกับบริบทขององค์กร สามารถติดต่อ Sustainable Living Academy มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โทร. 053-767-015-7 ต่อ 23700 หรืออีเมล klc@doitung.org</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/doi-tung-living-university/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ &#8216;มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต&#8217; ถ่ายทอดองค์ความรู้  ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด &#8220;From SHOCK To SHIFT: Thailand&#8217;s Sustainable Transition in a Fractured World&#8221;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/prepare-for-gcnt-expo-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2026 07:54:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[From SHOCK To SHIFT]]></category>
		<category><![CDATA[GCNT]]></category>
		<category><![CDATA[Global Compact Network Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Transition]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43441</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เครือข่ายความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกาศจัดงาน GCNT Expo 2026 ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด &#8220;From SHOCK To SHIFT: Thailand&#8217;s Sustainable Transition in a Fractured World&#8221; เพื่อผนึกพลังทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย และเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วน พลิกความผันผวนของโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ตลอดจนกฎกติกาใหม่ด้านการค้า การลงทุน และความยั่งยืน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและนิยามของความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ยังมีความคืบหน้าอย่างจำกัด โดยมีเพียงประมาณ 15% ของ เป้าหมายย่อยที่มีแนวโน้มบรรลุภายในปี 2030 GCNT Expo [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/prepare-for-gcnt-expo-2026/">GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด &#8220;From SHOCK To SHIFT: Thailand&#8217;s Sustainable Transition in a Fractured World&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (</strong><strong>Global Compact Network Thailand: GCNT) </strong><strong>เครือข่ายความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกาศจัดงาน </strong><strong>GCNT Expo </strong><strong>2026 ระหว่างวันที่ 2</strong><strong>–</strong><strong>4 กันยายน 2569 ณ </strong><strong>True Digital Park </strong><strong>กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด &#8220;</strong><strong>From SHOCK To SHIFT: Thailand&#8217;s Sustainable Transition in a Fractured World&#8221;</strong></p>
<p><span id="more-43441"></span></p>
<p><strong>เพื่อผนึกพลังทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย และเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วน พลิกความผันผวนของโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ตลอดจนกฎกติกาใหม่ด้านการค้า การลงทุน และความยั่งยืน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและนิยามของความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ยังมีความคืบหน้าอย่างจำกัด โดยมีเพียงประมาณ 15% ของ เป้าหมายย่อยที่มีแนวโน้มบรรลุภายในปี 2030</p>
<p>GCNT Expo 2026 จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่เป็นเวทีความร่วมมือที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และภาคการเงิน เพื่อร่วมวิเคราะห์แนวโน้มของโลก แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง และสร้างความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน GCNT Expo 2026 คือ เวทีแห่ง การกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย</p>
<p>ตลอด 3 วันของการจัดงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับ Policy Compass เพื่อทำความเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของโลก พร้อม Roadmap และ Business Playbook ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เรียนรู้จากกรณีศึกษาขององค์กรชั้นนำ ค้นหาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การลงมือทำ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>
<p>ภายในงานประกอบด้วย Grand Hall เวทีผู้นำระดับสูงเพื่อร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทย, Tomorrow&#8217;s Business Playbook เวทีถ่ายทอดเครื่องมือ แนวปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่นำไปใช้ได้จริง, Exhibition ที่รวบรวมนวัตกรรมและโซลูชันด้านความยั่งยืนจากองค์กรชั้นนำ และ Workshop เชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาทักษะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43443 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/GCNT-Expo2.jpg" alt="" width="401" height="600" /></p>
<p>&#8220;ประเทศไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนา วันนี้โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การรับมือกับความผันผวนของโลกเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนความผันผวนนั้นให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน GCNT Expo 2026 จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมคิด ร่วมกำหนดทิศทาง และร่วมลงมือทำ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปด้วยกัน&#8221; <strong>ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ</strong> ผู้อำนวยการ GCNT กล่าว</p>
<p>ผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในประเด็นสำคัญ อาทิ ภูมิรัฐศาสตร์โลก กฎกติกาใหม่ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พลังงาน เทคโนโลยีและ AI เมืองและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาทุนมนุษย์และการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</p>
<p>ลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็ว ๆ นี้ ที่ <a href="https://expo.globalcompact-th.com/" target="_blank" rel="noopener">https://expo.globalcompact-th.com/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/prepare-for-gcnt-expo-2026/">GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด &#8220;From SHOCK To SHIFT: Thailand&#8217;s Sustainable Transition in a Fractured World&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
