<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sustainable Brands &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/sustainable-brands/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 22 Jun 2024 10:48:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Sustainable Brands &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jun 2024 10:15:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[How to]]></category>
		<category><![CDATA[Net Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Brands]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศิริกุล เลากัยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างแบรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26746</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน อาจเป็นเพียงโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คงอยู่ได้นานที่สุด แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ หรือสูญเสียไปเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ประกอบกับ​การขับเคลื่อน​มิติของความยั่งยืนในแบบที่ผ่านมา ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็น Positive Impact ที่แท้จริงได้ นำมาสู่แนวคิดเรื่อง ​​Regenerative เพื่อ​ขับเคลื่อนแบบลงลึกมากขึ้น ผ่านการเยียวยา ฟื้นฟู และกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศต่างๆ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ได้อีกคร้ัง ​รวมถึงมุ่งสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเองในการเป็นผู้มีส่วนช่วยกอบกู้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ของโลกให้กลับคืนมา โดยเฉพาะ​ภาคธุรกิจ​ที่มีการนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต จึง​ถูกคาดหวังให้ต้องแสดงความรับผิดชอบ​ รวมทั้งชดเชยทรัพยากรคืนกลับให้​ธรรมชาติได้มากกว่าที่ถูกใช้ไป หรือการขับเคลื่อนสู่​ Net Positive เพื่อชดเชยให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแค่ Net zero ​ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประเทศไทย กล่าวถึง​แนวทางที่ภาคธุรกิจจะสามารถ Transform เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Regenerative Brand ผ่าน 2 มิติสำคัญ ​ทั้งในแง่​ของการสร้าง Mindset ผ่าน​การปรับทัศนคติบนพื้นฐานของความพอดี และการประมาณตน หรือ Moderation ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนในการเติบโตอย่างเหมาะสมและพอดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/">&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน อาจเป็นเพียงโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คงอยู่ได้นานที่สุด แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ หรือสูญเสียไปเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-26746"></span></p>
<p>ประกอบกับ​การขับเคลื่อน​มิติของความยั่งยืนในแบบที่ผ่านมา ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็น Positive Impact ที่แท้จริงได้</p>
<p>นำมาสู่แนวคิดเรื่อง <strong>​​Regenerative</strong> เพื่อ​ขับเคลื่อนแบบลงลึกมากขึ้น ผ่านการเยียวยา ฟื้นฟู และกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศต่างๆ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ได้อีกคร้ัง ​รวมถึงมุ่งสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเองในการเป็นผู้มีส่วนช่วยกอบกู้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ของโลกให้กลับคืนมา โดยเฉพาะ​ภาคธุรกิจ​ที่มีการนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต จึง​ถูกคาดหวังให้ต้องแสดงความรับผิดชอบ​ รวมทั้งชดเชยทรัพยากรคืนกลับให้​ธรรมชาติได้มากกว่าที่ถูกใช้ไป หรือการขับเคลื่อนสู่​ Net Positive เพื่อชดเชยให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแค่ Net zero ​</p>
<p><strong>ดร.ศิริกุล เลากัยกุล</strong> ผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประเทศไทย กล่าวถึง​แนวทางที่ภาคธุรกิจจะสามารถ Transform เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Regenerative Brand ผ่าน 2 มิติสำคัญ ​ทั้งในแง่​ของการสร้าง Mindset ผ่าน​การปรับทัศนคติบนพื้นฐานของความพอดี และการประมาณตน หรือ <strong>Moderation</strong> ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนในการเติบโตอย่างเหมาะสมและพอดี และเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยควบคุมการ​ใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างสมดุล (Balance and Contral) ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, การดูแลความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ,​ การทำเกษตรหรือป่าไม้แบบยั่งยืน, การลดผลกระทบต่อสภาพอากาศ, การอนุรักษ์และจัดการน้ำและพลังงาน หรือขับเคลื่อนโครงการที่ช่วยฟื้นฟูดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​​ โดยจะนำมาซึ่งการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และอ​งค์ประกอบต่างๆ อยู่ได้ด้วยการเกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน​ (The Symbiosis of Living)</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26751 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-PNUI2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>และอีกหนึ่งมิติเป็น​การวางแนวทางในการขับเคลื่อนของแบรนด์ หรือ Methodology เพื่อสร้างให้เกิดทั้งความตระหนักรู้ (Aware) การปรับตัว (Additive) และการอยู่ร่วมกัน (Alive)</p>
<p><strong>Aware :</strong> แบรนด์ต้องมีความตระหนักรู้ถึงหน้าที่สำคัญที่มากกว่าแค่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและโลก​ได้ด้วย รวมทั้งมีเป้าหมายที่มากกว่าแค่การสร้าง Market Share แต่ต้องสร้าง Purpose เพื่อทราบถึงความหมายและความสำคัญในการดำรงอยู่ของแบรนด์ มากกว่าแค่การมีวิสัยทัศน์ในระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำองค์กรที่เข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ความยั่งยืนที่แท้จริง ดังนั้น นอกจากตระหนักรู้แล้ว แบรนด์ต้องเปลี่ยนบทบาทในการขับเคลื่อน จากที่เคยโฟกัสการฟัง หรือทำโฟกัสกรุ้ปเพื่อหาความต้องการผู้บริโภคมาเป็นทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและหา Painpoint ในการใช้ชีวิต รวมทั้งสามารถสะท้อนความต้องการนั้นๆ ออกมา หรือนำไปครีเอทเป็นสินค้าหรือบริการที่สามารถส่งมอบความหมายในชีวิตให้ผู้บริโภคได้</p>
<p><strong>Additive :</strong> แบรนด์ต้องทำหน้าที่​เป็นผู้ให้ มากกว่าการได้รับ ทั้ง​การเติมเต็มให้กับทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและมีความเข้าใจถึงประโยชน์ที่มากกว่าแค่การใช้แล้วหมดไป รวมทั้งคำนึงถึงการสร้าง Empower ให้ผู้คนมากกว่าแค่การมองเพียงความแข็งแกร่งของแบรนด์เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้ง​ส่งเสริมให้ผู้คนสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้มากขึ้น</p>
<p><strong>Alive</strong> : บทบาทของแบรนด์ที่มีส่วนช่วยให้ผู้บริโภครู้จักคุณค่าในตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น หรือมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ของตัวเองได้ รวมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคในการพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน มากกว่าการโฟกัสที่ความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากแบรนด์สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนก็จะมีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนและเติมเต็มและดูแลสังคมได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;<strong>การขับเคลื่อนสู่ Regenerative Brand เป็นการใช้พลังและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ ทั้งในมิติของ Product Development การทำการตลาด หรือการขับเคลื่อนผ่าน Operation เพื่อมีส่วนช่วยสร้าง Positive Impace ให้โลกและสังคม</strong> <strong>รวมทั้งการได้ธรรมชาติที่แข็งแรงกลับคืนมา แบรนด์ที่ขยับมาสู่ Regenerative Brand จึงต้องให้ความสำคัญมากกว่าแค่การขายของ หรือการทำ CSR เพื่อให้คนรักแบรนด์ แต่ต้องมีความสามารถในการกอบกู้โลกและฟื้นฟูได้ท้ัง Ecosystem และก้าวข้ามจากการโฟกัสได้มากกว่าแค่ Customer Centric หรือ People Centric มาเป็น Life Centric</strong> เพื่อยกระดับให้การขับเคลื่อนธุรกิจตอบโจทย์ได้มากกว่าแค่คน แต่ดูแลไปถึงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจาก คนไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวที่อยู่ในระบบนิเวศ แต่ทุกชีวิตมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&#8221;​​</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-26750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Pnui1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5 บุคลิก บ่งชี้ความเป็น Regenerative Brand </strong></p>
<p>ดร.ศิริกุล ยังชี้ให้เห็น 5 บุคลิกเด่นๆ เพื่อบ่งชี้ให้เห็นความเป็น Regenerative Brand ได้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. Positive Social or Environment Purpose</strong> : การมี Purpose หรือความมุ่งหมายของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์มีเป้าหมายและทิศทางในการขับเคลื่อน และยั่งยืนกว่า Short Term Vison องค์กรจำเป็นต้องกลับมามองว่า​เรามี Positive Purpose ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตามกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) หรือไม่  รวมทั้งทุกคนในองค์กรมีความเข้าใจและมีทิศทางไปในทางเดียวกันหรือไม่</p>
<p><strong>2. Transparent &amp; Proactive Governance</strong> : ให้ความสำคัญมากกว่าแค่การเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างให้เกิดความโปร่งใสภายในองค์กร แต่ต้องสามารถลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งการกำกับกิจการที่ดี และนำมาซึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นต่อองค์กร</p>
<p><strong>3. Net Positive Products &amp; Services</strong> : การมีสินค้าและบริการสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ และสอดคล้องไปกับ Purpose ขององค์กร เพื่อสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน​</p>
<p><strong>4. Regenerative Operations and Supply Chain</strong> : การพัฒนาการที่มากกว่าแค่การขับเคลื่อนภายในองค์กร แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ</p>
<p><strong>5. System-Wide Brand Influence</strong> : ความแข็งแกร่งหรืออิทธิพลของแบรนด์ ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ทั้งระบบ เพราะหากเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากในองค์กรก็จะไม่มีศักยภาพมากพอในการสร้าง​อิมแพ็คได้</p>
<p>เพราะการรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน รวมทั้งแบรนด์ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการนำจุดแข็งที่มีเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา โดยมีจุดหมายที่มากกว่าแค่ความแข็งแกร่งและยั่งยืนของธุรกิจ แต่สามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาให้โลกและสังคม โดยใช้ความสามารถและจุดแข็งที่มีมาช่วยสร้างประโยชน์ เพราะหากยังไม่เริ่มทำทรัพยากรก็จะหมดลง สิ่งแวดล้อมก็จะแย่ขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในสังคมก็ยิ่งมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็จับตามองความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมของแบรนด์ต่างๆ เช่นกัน รวมไปถึงการเสียโอกาสที่จะได้คนเก่งรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในองค์กร เพราะคนกลุ่มนี้จะมองหาการเติมเต็มในชีวิตมากกว่าแค่เรื่องของเงินเดือน หากไม่ปรับเปลี่ยนจะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจในอนาคต หรือหากไม่เริ่มลุกขึ้นมาเกือกูลคนอื่นให้เติบโตร่วมกันไปได้ทั้งระบบ สุดท้ายแล้วเราเองก็จะไม่เหลืออะไรด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/">&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
