<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>T-VER &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/t-ver/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Fri, 14 Aug 2026 13:45:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>T-VER &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 13:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[ACI]]></category>
		<category><![CDATA[Asia Carbon Institute]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Surplus Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand’s Food Bank]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS]]></category>
		<category><![CDATA[TIIS เอ็มเทค สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[จันทิมา สำเนียงงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=43735</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571 นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ตามมาตรฐาน T-VER (​T-VER-S-METH-09-09​) ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้ ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และ TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) เอ็มเทค สวทช. เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;The Food Surplus Credit&#8217; ในปีงบประมาณ 2570 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังขับเคลื่อนโครงการ <strong>Thailand&#8217;s Food Bank </strong>มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571</p>
<p><span id="more-43735"></span></p>
<p>นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด <strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) </strong>ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น <strong>&#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217;</strong> ตามมาตรฐาน T-VER (​<strong>T-VER-S-METH-09-09​) </strong>ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้</p>
<p>ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ<strong> Thailand&#8217;s Food Bank</strong> และ <strong>TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) </strong><strong>เอ็มเทค สวทช. </strong>เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ &#8216;<strong>The Food Surplus Credit&#8217; </strong>ในปีงบประมาณ 2570 ร่วมกับกลุ่มที่ทำงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน และพันธมิตร เบื้องต้น 3-5 ราย อาทิ มูลนิธิ SOS Thailand , มูลนิธิ VV Share (วีวี แชร์) และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารชั้นนำในประเทศ ​ร่วม​นำร่องทดลอง​​ <strong>T-VER-S-METH-09-09​ </strong>​ เพื่อศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ รวมทั้ง​ข้อจำกัดต่างๆ เมื่อนำไปใช้งานจริง ก่อนจะขยายผลเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคต</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43738 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ </strong>หัวหน้าโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลก​ต้องกลายไปเป็นขยะอาหาร  ขณะที่ประชากรโลกกว่า 258 ล้านคน ที่ต้องเผชิญปัญหาควมมั่นคงด้านอาหาร ส่วนประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารกว่า 10 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้มีอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ถึงกว่า 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกลุ่มเปราะบางในประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่กว่า 10 ล้านคน</p>
<p>ทั้งนี้ ในจำนวนอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตัน สามารถทำการกอบกู้มาเพื่อส่งต่อและสร้างประโยชน์ใหม่ได้ที่ราว 2,000 กว่าตันเท่านั้น ยังคงอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถกอบกู้มาได้ และต้องกลายเป็นขยะอาหารในที่สุดทั้งจากการขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกฎระเบียบเงื่อนไขทางข้อกฎหมาย และระบบภาษี ​ที่ยังคงเป็นกำแพงสำคัญในการทำให้ผู้บริจาคอาหารเลือกที่จะทำลายอาหารมากกว่าการบริจาคเพื่อส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือการเลือกบริจาคอาหารเฉพาะในกลุ่ม Non-VAT ซึ่งถือเป็นสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารส่วนเกินประเภทอื่นๆ ที่สุดท้ายแล้วต้องกลายเป็นขยะอาหารและจบลงที่หลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43743 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/08-แนวคิด-Food-Surplus-Credit.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><em>&#8220;อาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&#8221;​</em><strong>  </strong></p>
<p>ด้าน <strong>คุณจันทิมา สำเนียงงาม</strong> หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-43740 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับ <strong>&#8216;ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค​ ตามมาตรฐาน T-VER </strong>(<strong>T-VER-S-METH-09-09)</strong> ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นคร้ังแรกของประเทศไทยในการมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการอาหารส่วนเกิน และจะกลายเป็นอีกหนึ่ง <strong>​กลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิที่ทำภารกิจด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน มีรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต ภายใต้การ</strong><strong>ได้มาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้</strong></p>
<p>หลักการคำนวณจะคิดจาก <strong>&#8216;ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้&#8217;</strong> จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย <strong>&#8216;คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง&#8217;</strong> ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันจากการขนส่งเพื่อส่งต่ออาหารตามระยะทาง หรือกระบวนการในการนำอาหารที่ได้รับมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มใช้ครั้งเดียว (Single-use) เพื่อ<strong>ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล </strong><strong>ESG </strong><strong>ได้อย่างโปร่งใส </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43742 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/09-ระเบียบวิธี-T-VER.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>โดย​อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p>อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน</p>
<p><em>“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ <strong>ส่วนระดับราคาของคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Food Surplus Credit อยู่ระหว่างการศึกษาและคำนวณอัตราที่เหมาะสม โดยประเมินว่าจะไม่ต่ำกว่าห​ลักร้อยบาทต่อตัน  CO2e  ซึ่งคาดว่าหลังจากการนำร่องขับเคลื่อน จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น</strong><strong>ประกอบกับในอนาคตมีแผนยกระดับการทำงานด้าน​​​คาร์บอนเครดิตจากอาหารส่วนเกินไปสู่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นป</strong><strong>ระเทศแรกที่มีการสร้างมาตรฐาน​ในเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นได้อีก</strong> โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช.  และ ACI (Asia Carbon Institute) อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันในการต่อยอด​ระเบียบวิธีของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย ​​เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาคต่อไป </em><em>เนื่องจาก ​เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิตได้  ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหารเพิ่มมากขึ้น​” </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43741 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/10-ต่อยอดสู่ระดับเอเชียกับ-Asia-Carbon-Institute-ACI.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เร่งประสาน ก.คลัง ลดกำแพงบริจาคอาหาร  </strong></p>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร </strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของ  Thailand&#8217;s Food Bank คือ การเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับประเทศ ทั้งการขยายเครือข่ายการเป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารจากผู้ผลิตไปสู่กลุ่มเปราะบางต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับมูลนิธิด้านการกอบกู้อาหาร เช่น SOS Thailand , VV Share รวมทั้งอาสาสมัครในแต่ละจังหวัด โดยปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 10 จังหวัด จำนวนอาสาสมัครรวมกว่า 600 คน และมีแผนขยายได้กว่า 30 จังหวัดในปี 2571 ขณะที่เพิ่มความสามารถในการกอบกู้อาหารส่วนเกินได้มากขึ้น 10 เท่า จาก 2,000 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 20,000 ตันต่อปี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันส่วนต่างของอาหารที่กอบกู้ได้ราว 2,000 ตันต่อปี กับปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตันต่อปีนั้น มีช่องว่างที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการบริจาคอาหารให้เติบโตได้มากนัก โดยเฉพาะกำแพงสำคัญเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้บริจาคอาหาร เนื่องจาก กฎหมายประเทศไทย ยังตีความการบริจาคอาหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่มี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการจำหน่าย ทำให้ผู้บริจาคต้องเสีย VAT สำหรับอาหารที่นำมาบริจาคเพิ่มเติม ​หรือกำหนดเพดานการบริจาคไว้ได้ที่ราว 2% ของกำไรสุทธิ ทำให้ปริมาณของที่บริจาคมีจำกัด และส่วนใหญ่กว่า 90% ของอาหารที่นำมาบริจาคจะเป็นกลุ่ม Non-VAT  เช่น อาหารสด หรือสินค้าการเกษตรต่างๆ ขณะที่ปริมาณอาหารรูปแบบอื่นๆ ทีมี่จำนวนมากกว่า แต่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายทิ้ง และต้องกลายเป็นขยะอาหารในหลุมฝังกลบในที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43739 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/Food-TVER1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เพื่อลดกำแพงเหล่านี้ ทาง สวทช. ได้เร่งผลักดัน​โดยทำหนังสือ ผ่านทางปลัดกระทรวง อว. เพื่อนำส่งมอบให้ทางปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการที่บริจาคอาหารให้มูลนิธิฯ หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับได้รับสิทธิการยกเว้น VAT หรือสิทธิประโยชน์ในการดำเนินการเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน เพื่อประเมินความรัดกุม และความโปร่งใสในการดำเนินการ  ซึ่งคาดว่าหากสามารถหาแนวทางการดำเนินการร่วมกันได้ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ หรืออาจจะเริ่มนำร่องในอาหารบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารสด เพื่อ​ศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการเพื่อเป็นต้นแบบก่อนจะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มอาหารอื่นๆ เพิมเติมในอนาคต ประกอบกับการมีเครื่องมือที่ทาง สวทช. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในโครงการ  Thailand&#8217;s Food Bank ที่สามารถบันทึกและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของอาหารส่วนเกินต่างๆ  ได้ ก็สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน&#8221;​ ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/08/tiis-mtec-nstda-food-surplus-credit/">สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก &#8216;Food Surplus Credit&#8217; เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 11:23:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Village to the World Season 5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุงโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะนุ สมนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์​]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าดงใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42896</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ <strong>ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ</strong> หลังเข้าร่วม <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42896"></span></p>
<p>ล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42901 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร</p>
<p><em>สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42897 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/1.jpg" alt="" width="1200" height="843" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ </strong>กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร</p>
<p>“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง <em><strong>ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่</strong></em> หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42898 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ</strong> กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน<em><strong> ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</strong></em> จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.<em><strong> โดยคาดว่าจะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในสิ้นปีนี้</strong></em></p>
<p>โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดย <strong>กองทุนดูแลป่า</strong>ใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งจากการดำเนินงาน​ <em><strong>ช่วยให้การเกิดไฟป่าลดลงได้ถึง 90%</strong> </em>ส่วน<strong>กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน </strong>ช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42899 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ <strong>Village to the World Season 5</strong> ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว</p>
<p><em>“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42900 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/12.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ &#8216;<strong>ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ</strong>&#8216; ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่</p>
<p><strong>ด้านคุณตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย</strong> กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง”</em> คุณตะนุกล่าว</p>
<p>สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42906 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/13.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า</p>
<p>จากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/mae-fah-luang-amnatcharoen-community/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน &#8216;อำนาจเจริญ&#8217; ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยพาณิชย์รับคาร์บอนเครดิต 2,000 ตันคาร์บอนจากแม่ฟ้าหลวงฯ ชูแนวคิด อยู่ อย่าง ยั่งยืน หนุนชุมชนดูแลป่า ลดโลกร้อน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/scb-recieves-carbon-credit-from-mflf/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 04:21:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Commercial Bank]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36617</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ Chief Economist and Sustainability Officer รับมอบใบรับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ จาก โครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ: การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารได้เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2563 เพื่อวางระบบการวัดประเมินและจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน คาร์บอนเครดิตจำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นปริมาณที่คำนวณจากการสนับสนุนพื้นที่ป่าชุมชนเป้าหมาย ระหว่างปี 2563-2567 ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านป่าซางดอยแก้ว จ.เชียงราย และป่าชุมชนบ้านห้วยหมากเอียกเหนือ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ป่าทั้งสิ้นกว่า 1,390 ไร่ ซึ่งธนาคารได้นำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของธนาคาร ภายใต้แนวทาง กิจกรรมที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ซึ่งมีส่วนช่วยในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งยังได้สร้างชุมชนเข็มแข็ง สร้างแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ การได้รับใบรับรองคาร์บอนเครดิตจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในครั้งนี้ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/scb-recieves-carbon-credit-from-mflf/">ไทยพาณิชย์รับคาร์บอนเครดิต 2,000 ตันคาร์บอนจากแม่ฟ้าหลวงฯ ชูแนวคิด อยู่ อย่าง ยั่งยืน หนุนชุมชนดูแลป่า ลดโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย <strong>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ </strong><strong>Chief Economist and Sustainability Officer</strong> รับมอบใบรับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ จาก<strong> โครงการ </strong><strong>“</strong><strong>คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ</strong><strong>:</strong><strong> การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong><strong>”</strong> กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p><span id="more-36617"></span></p>
<p>ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารได้เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2563 เพื่อวางระบบการวัดประเมินและจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน คาร์บอนเครดิตจำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นปริมาณที่คำนวณจากการสนับสนุนพื้นที่ป่าชุมชนเป้าหมาย ระหว่างปี 2563-2567 ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านป่าซางดอยแก้ว จ.เชียงราย และป่าชุมชนบ้านห้วยหมากเอียกเหนือ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ป่าทั้งสิ้นกว่า 1,390 ไร่ ซึ่งธนาคารได้นำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของธนาคาร ภายใต้แนวทาง กิจกรรมที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ซึ่งมีส่วนช่วยในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งยังได้สร้างชุมชนเข็มแข็ง สร้างแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่</p>
<p>การได้รับใบรับรองคาร์บอนเครดิตจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในครั้งนี้ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” ซึ่งธนาคารเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน ที่ต้องร่วมกันตั้งเป้าหมาย สร้างแรงกระเพื่อม ประสานความร่วมมือ เพื่อสร้างอนาคตให้เราทุกคนได้อยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36619 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCB-MFL2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตจำนวน 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่ากับกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่สามารถประเมินได้ ดังนี้</p>
<ul>
<li>การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยต้นไม้กว่า 210,500 ต้นต่อปี (คำนวณตามอัตราการเก็บกักคาร์บอน 9.5 กก./ต้น/ปี ตามมาตรฐาน T-VER ของ TGO)</li>
<li>การปล่อยคาร์บอนจากการจัดงานคอนเสิร์ตหรือเอ็กซิบิชันขนาดใหญ่ 2–3 งาน ที่มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคนต่อครั้ง</li>
<li>การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 400 คันตลอดหนึ่งปี (คำนวณจากการขับขี่เฉลี่ย 15,000 กิโลเมตร/คัน/ปี)</li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/scb-recieves-carbon-credit-from-mflf/">ไทยพาณิชย์รับคาร์บอนเครดิต 2,000 ตันคาร์บอนจากแม่ฟ้าหลวงฯ ชูแนวคิด อยู่ อย่าง ยั่งยืน หนุนชุมชนดูแลป่า ลดโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ​เดินหน้าโปรเจ็กต์ Blue Carbon จากป่าชายเลน เร่งเครื่องสู่ &#8216;​องค์กรคาร์บอนเป็นกลาง&#8217;​ ตามเป้าหมายปี 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/06/2nd-year-jorakay-green-earth-mangrove-forests/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Jun 2025 13:27:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Blue Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay Corporation]]></category>
		<category><![CDATA[Jorakay Green Earth]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทวนสอบ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่าชายเลน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34311</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลัง​ได้รับการจัดสรรจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  ให้เป็นผู้ดูแลฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนใน จ.ตรัง รวม 3 โครงการ พื้นที่รวม 62.5 ไร่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการ Jorakay Green Earth ในปี 2024 ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือทั้งกับภาครัฐ เอกชน และชุมชน ไม่ว่าจะเป็น​กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เครือข่าย Thailand Mangrove Alliance และชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดูแลฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมามีความสมบูรณ์ และสร้างประโยชน์ให้ชุมชนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โครงการ​ &#8216;Jorakay Green Earth พาหัวใจสีเขียวไปร่วมปลูกป่า&#8217; ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนของจระเข้ คอร์ปอเรชั่น ตามกรอบ ESG ทั้งความสามารถในการดูดซับคาร์บอน รวมทั้งเพิ่ม​ความหลากหลายทางชีวภาพ และ​ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า  บริษัทมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปี โดย​ในปีแรกนี้ได้ใช้งบ​ราว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/2nd-year-jorakay-green-earth-mangrove-forests/">จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ​เดินหน้าโปรเจ็กต์ Blue Carbon จากป่าชายเลน เร่งเครื่องสู่ &#8216;​องค์กรคาร์บอนเป็นกลาง&#8217;​ ตามเป้าหมายปี 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลัง​ได้รับการจัดสรรจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  ให้เป็นผู้ดูแลฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนใน จ.ตรัง รวม 3 โครงการ พื้นที่รวม 62.5 ไร่ <strong>บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด </strong>จึงได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการ <strong>Jorakay Green Earth</strong> ในปี 2024 ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือทั้งกับภาครัฐ เอกชน และชุมชน ไม่ว่าจะเป็น​กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เครือข่าย Thailand Mangrove Alliance และชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดูแลฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมามีความสมบูรณ์ และสร้างประโยชน์ให้ชุมชนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-34311"></span></p>
<p>ทั้งนี้ โครงการ​ &#8216;<strong>Jorakay Green Earth</strong> <strong>พาหัวใจสีเขียวไปร่วมปลูกป่า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนของจระเข้ คอร์ปอเรชั่น ตามกรอบ ESG ทั้งความสามารถในการดูดซับคาร์บอน รวมทั้งเพิ่ม​ความหลากหลายทางชีวภาพ และ​ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34313 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/04_นายศุภพงษ์-เพชรสุทธิ์-ประธานกรรมการบริหาร-บริษัท-จระเข้-คอร์ปอเรชั่น-จำกัด.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ </strong>ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า  บริษัทมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปี โดย​ในปีแรกนี้ได้ใช้งบ​ราว 77% ของงบดำเนินงานที่จะใช้ทั้งหมด​ในปีแรก เพื่อกระจายรายได้ผ่าน​การจ้างงานชุมชนในพื้นที่ ทั้งเพื่อการปรับปรุงพื้นที่ เพาะกล้า ปลูกต้นไม้ กำจัดวัชพืช และดูแลแปลงปลูกอย่างต่อเนื่อง​ ทำให้ชุมชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีส่วนร่วมในการดูแลโครงการทที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตัวเองร่วมกัน</p>
<p>ขณะที่การ​ขับเคลื่อนโครงการ Jorakay Green Earth ในปีที่ 2 นี้ ได้เริ่มยกระดับมาสู่มิติการสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถจับต้องได้ ด้วยการเดินหน้ากระบวนการวัดผลอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจของประเทศไทยผ่าน <strong>โครงการ </strong><strong>T-VER</strong> (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแผนในการบรรลุเป้าหมายสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใยปี 2050 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2065</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34318 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/09_Jorakay-Green-Earth-พาหัวใจสีเขียวไปร่วมปลูกป่า-ปีที่-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;หากพื้นที่ป่าชายเลนที่บริษัทดูแลอยู่จำนวน  62.5 ไร่  ผ่านการรับรองและได้ขึ้นทะเบียน T-VER ในอนาคต บริษัทจะได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก ( GHG) ที่สามารถเก็บกักได้  ​ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Blue Carbon (บลูคาร์บอน) ที่มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าคาร์บอนเครดิตทั่วไปถึง 4 เท่า​ และนำไปใช้ชดเชยการปลดปล่อย GHG Emission จากการดำเนินธุรกิจได้ในทุกขอบเขต ทั้งสโคป 1 ,2 และ 3  เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการมีส่วนช่วยดูแลสังคมและชุมชนไปพร้อมกัน  ซึ่งถือเป็นการสร้างต้นแบบนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และตอกย้ำการปลูกป่าเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ชดเชยได้จริงในตลาดคาร์บอนระดับประเทศ โดยคาดว่าคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ T-VER จะชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตลอดระยะเวลา 10 ปี &#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34312 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/S__36601943.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนเป้าหมายสู่ Carbon Neutral ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 นอกจากแนวทาง​ชดเชยด้วย Blue Carbon ผ่านโครงการปลูกป่าชายเลนแล้ว ทางจระเข้ คอร์ปอเรชั่น ยังให้ความสำคัญในกระบวนการ  Decarbonization ผ่านการดำเนินธุรกิจใน 5 ด้านสำคัญ ตามแนวทาง 5D ทั้งการพัฒนากระบวนการผลิตให้สามารถลดคาร์บอนในภาพรวมลงได้กว่า 18 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2e), การลดปริมาณและการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ได้ 1.6 แสนกิโลกรัม การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดสารพิษหรือฝุ่นลงกว่า 3.9 ล้านกิโลกรัม รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนยอดขายในกลุ่ม Green Product ให้ได้ 65% จากปัจจุบันมีสัดส่วนที่ 63% รวมทั้งมิติสังคมที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิต พร้อมพัฒนาทักษะให้เยาวชนและผู้คนในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนในหลากหลายโครงการ โดยที่ Jorakay Green Earth เป็นหนึ่งในโครงการด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong>จากนโยบายและต้นกล้า สู่การวัดผลจริงในภาคปฏิบัติ</strong></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนแผน Decarbonization เพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutral และ Net Zero ให้ได้ตามแผน​ ขณะนี้ทางบริษัทได้ทำการวัดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการวิเคราะห์และวางแผนเพื่อขับเคลื่อนในแต่ละมิติให้สามารถลด Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34316 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/06_Jorakay-Green-Earth-พาหัวใจสีเขียวไปร่วมปลูกป่า-ปีที่-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>รวมท้ัง​การลงพื้นที่ตรวจสอบและประเมินผลป่าชายเลนในโครงการ Jorakay Green Earth อย่างเป็นระบบ เพื่อเร่งจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการและเข้าสู่ขั้นตอนการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก (Validation and Verification Body หรือ VVB) เพื่อสามารถขึ้นทะเบียน T-VER ได้ในขั้นตอนต่อไป  ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ​​</p>
<p>“เราเลือกสร้างคาร์บอนเครดิตด้วยป่าชายเลน เพราะที่แห่งนี้คืออนาคตของเศรษฐกิจสีเขียว <strong>ป่าชายเลนดูดซับคาร์บอนมากกว่าป่าบนบกถึง 4 เท่า โดยพื้นที่เพียง 1 ไร่ สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 9.4 ตันต่อปี</strong> การปลูกป่าชายเลนจึงเป็น &#8216;กลไกที่ทรงพลัง&#8217; ในการลดคาร์บอน นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยสร้างความมั่นคงของชายฝั่ง อนุบาลสัตว์น้ำ และเพิ่มรายได้ชุมชนในระยะยาว การฟื้นฟูป่าชายเลน จึงเป็น &#8216;ทางเลือกที่ทรงพลัง&#8217; ในการสร้างคาร์บอนเครดิตที่ยั่งยืนและมีคุณค่าต่อระบบนิเวศอย่างแท้จริง&#8221; <strong>​</strong>คุณศุภพงษ์  กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34314 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/07_Jorakay-Green-Earth-พาหัวใจสีเขียวไปร่วมปลูกป่า-ปีที่-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จระเข้ คอร์ปอเรชั่น</strong> มุ่งหวังให้โครงการ Jorakay Green Earth เป็นต้นแบบของการลงมือทำจริงเรื่องความยั่งยืน โดยจระเข้ เป็นองค์กรเอกชนรายแรกของพันธมิตร 33 องค์กร ที่ลงมือปลูกต้นกล้าและดูแลป่าชายเลนบนพื้นที่กว่า 62.5 ไร่ พร้อมดูแลต่อเป็นระยะเวลา 10 ปี ในอนาคต จระเข้ มุ่งเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่และเป็นต้นแบบให้องค์กรเอกชนไทยดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างสรรค์วงการก่อสร้างสีเขียวที่ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/2nd-year-jorakay-green-earth-mangrove-forests/">จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ​เดินหน้าโปรเจ็กต์ Blue Carbon จากป่าชายเลน เร่งเครื่องสู่ &#8216;​องค์กรคาร์บอนเป็นกลาง&#8217;​ ตามเป้าหมายปี 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอ็นวิคโค เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคาร์บอนต่ำ มาตรฐาน T-VER โครงการแรกของไทย ที่ได้รับรองจาก​ TGO ในโครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/envicco-certified-standard-tver/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 19:14:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint Product]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Offset]]></category>
		<category><![CDATA[CFP]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[ENVICCO]]></category>
		<category><![CDATA[GC Chemistry for Better Living]]></category>
		<category><![CDATA[GC Group]]></category>
		<category><![CDATA[GC YOUเทิร์น]]></category>
		<category><![CDATA[PCR Plastic]]></category>
		<category><![CDATA[Post Consumer Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[rPET]]></category>
		<category><![CDATA[Standard T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable products]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Voluntary Emission Reduction Program]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชดเชยการปล่อยคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐนันท์ ศิริรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็นวิคโค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29899</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกขั้นกับการก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำของเอ็นวิคโค โครงการแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจาก TGO ผ่านโครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ  บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (ENVICCO) ​​บริษัทในเครือ GC Group ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ครั้งแรก 18,254 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผ่านโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard Thailand Voluntary Emission Reduction Program: Standard T-VER) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ภายใต้ชื่อ “โครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติก โดยบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (Plastic waste sorting and recovery from solid waste to plastic resin by ENVICCO Co., Ltd.)”  ซึ่งเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมโครงการประเภทการจัดการขยะมูลฝอยที่ใช้ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ สำหรับการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ คุณณัฐนันท์ ศิริรักษ์ กรรมการผู้จัดการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/envicco-certified-standard-tver/">เอ็นวิคโค เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคาร์บอนต่ำ มาตรฐาน T-VER โครงการแรกของไทย ที่ได้รับรองจาก​ TGO ในโครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อีกขั้นกับการก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำของเอ็นวิคโค </strong><strong>โครงการแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจาก </strong><strong>TGO </strong><strong>ผ่านโครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ </strong></p>
<p><span id="more-29899"></span></p>
<p><strong>บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (</strong><strong>ENVICCO) </strong><strong>​​บริษัทในเครือ </strong><strong>GC Group</strong><strong> ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ครั้งแรก </strong><strong>18,254</strong><strong> ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผ่านโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (</strong><strong>Standard </strong><strong>Thailand Voluntary Emission Reduction Program: Standard T-VER) </strong><strong>จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ </strong><strong>TGO </strong><strong>ภายใต้ชื่อ “โครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติก โดยบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (</strong><strong>Plastic waste sorting and recovery from solid waste to plastic resin by ENVICCO Co., Ltd.)”  </strong><strong>ซึ่งเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมโครงการประเภทการจัดการขยะมูลฝอยที่ใช้ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ</strong><strong> </strong><strong>สำหรับการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ</strong></p>
<p><strong>คุณณัฐนันท์ ศิริรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด</strong> เปิดเผยว่า “การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจาก TGO ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเอ็นวิคโค ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรีไซเคิลพลาสติกใช้แล้วในประเทศไทย โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการฯ สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมชดเชยการปล่อยคาร์บอน อาทิ องค์กร ผลิตภัณฑ์ การจัดประชุมงานอิเวนต์ หรือบุคคล เพื่อสนับสนุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง (Carbon Offset) หรือ นำมาชดเชยกับปริมาณทั้งหมดที่ปล่อยออกจากกิจกรรม เพื่อทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ (Carbon Neutrality)</p>
<p>เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพร้อมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงการจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ลดการรั่วไหลลงสู่มหาสมุทรและฝังกลบของพลาสติกใช้แล้วให้น้อยที่สุด เราเชื่อว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจคาร์บอนต่ำของเราในอนาคต”</p>
<p>เอ็นวิคโค เริ่มดำเนินการจัดทำข้อมูลปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ในพื้นที่โรงงานที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จังหวัดระยอง โดยโครงการฯ ใช้ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นจากการบริโภคภายในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ ผ่านกระบวนการคัดแยก ทำความสะอาด และการผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่มีมาตรฐานระดับสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้ผลิตภัณฑ์เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง สามารถใช้งานได้หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำกลับไปใช้ทดแทนพลาสติกตั้งต้นในกลุ่มสินค้าเดิม</p>
<p>เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่ผลิตโดยเอ็นวิคโค ผลิตจากพลาสติกใช้แล้ว 100% ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Product: CFP) โดยมีค่า CFP ต่ำกว่า CFP ของเม็ดพลาสติกดั้งเดิมถึง 60% สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก นอกจากนี้ ด้วยกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่สูงถึง 45,000 ตันต่อปี เอ็นวิคโคยังตั้งเป้าหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในการใช้พลาสติกใช้แล้วกว่า 430,000 ตันในระยะเวลาดำเนินโครงการฯ 7 ปี (พ.ศ. 2566-2572) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 574,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p><strong>การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจาก </strong><strong>TGO </strong><strong>ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำในธุรกิจรีไซเคิลพลาสติกใช้แล้วของเอ็นวิคโค โดยเป็นกำลังสำคัญของธุรกิจรีไซเคิลพลาสติกให้กับ </strong><strong>GC Group </strong><strong>ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (</strong><strong>Sustainable Products) </strong><strong>มุ่งเน้น       การสร้างระบบหมุนเวียนของผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร (</strong><strong>Circularity) </strong><strong>ตลอดจนสร้างการตระหนักรู้ด้านการจัดการพลาสติกใช้แล้ว (</strong><strong>Plastic Waste Management) </strong><strong>ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ผ่าน </strong><strong>GC YOU</strong><strong>เทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว เพื่อส่งเสริมการนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย  กลยุทธ์ที่คำนึงถึงความยั่งยืน หมุนเวียนพลาสติกใช้แล้วให้มาสร้างประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งหวังที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/envicco-certified-standard-tver/">เอ็นวิคโค เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคาร์บอนต่ำ มาตรฐาน T-VER โครงการแรกของไทย ที่ได้รับรองจาก​ TGO ในโครงการคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jul 2024 09:23:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Solutions Provider]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KOP50]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO CEO]]></category>
		<category><![CDATA[Network]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกสิกรไทย ตั้ง Creative Climate Research Center แพลตฟอร์มมอบ​องค์ความรู้ พร้อมสร้าง Community หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านรับ Climate Game พร้อมเติมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเสริมทีม เร่งขยายความสมบูรณ์ Carbon Ecosystem ประเทศไทย คุณพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งเติมเต็ม Carbon Ecosystem ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มาก​ขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน​สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ​ท้ังรูปแบบของการให้สินเชื่อ และเงินลงทุนผ่าน​ Green Finance ​ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถสนับสนุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ​ควบคู่ไปกับ​การพัฒนา Climate Solutions  เพื่อเพิ่มแนวทางและเครื่องมือให้ความ​ช่วยเหลือ​มากกว่าแค่เครื่องมือทางการเงิน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์​ในการเป็น ธนาคารแห่งความยั่งยืน หรือ Bank of Sustainability  &#8220;ธนาคาร​ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันยุค Climate Game ที่มิติ​ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญ​มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัว Creative Climate Research [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/">กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารกสิกรไทย ตั้ง <strong>Creative</strong> <strong>Climate Research Center </strong>แพลตฟอร์มมอบ​องค์ความรู้ พร้อมสร้าง Community หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านรับ Climate Game พร้อมเติมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเสริมทีม เร่งขยายความสมบูรณ์ Carbon Ecosystem ประเทศไทย</p>
<p><span id="more-27718"></span></p>
<p><strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งเติมเต็ม Carbon Ecosystem ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มาก​ขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน​สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ​ท้ังรูปแบบของการให้สินเชื่อ และเงินลงทุนผ่าน​ Green Finance ​ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถสนับสนุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ​ควบคู่ไปกับ​การพัฒนา Climate Solutions  เพื่อเพิ่มแนวทางและเครื่องมือให้ความ​ช่วยเหลือ​มากกว่าแค่เครื่องมือทางการเงิน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์​ในการเป็น<strong> ธนาคารแห่งความยั่งยืน</strong> หรือ <strong>Bank of Sustainability </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBank.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p><em>&#8220;ธนาคาร​ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันยุค Climate Game ที่มิติ​ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญ​มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัว <strong>Creative Climate Research Center</strong> เพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมองค์ความรู้​ด้าน Climate Solutions เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจและผู้สนใจทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาที่เชื่อมโยงกับเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ​โดยเป็นการทำงานร่วมกันของธนาคาร และศูนย์วิจัยกสิกรไทย​ (KResearch) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภาคธุรกิจต่างๆ <strong>ซึ่งในอนาคตนอกจากผู้เชี่ยวชาญในมิติของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ธนาคารจะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขาเคมี รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มาเข้าร่วมทีม เพื่อสามารถเติมเต็ม Carbon Ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์</strong> รวมไปถึงการ​ทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่มุ่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก​ (TGO)​​ หรือ​เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCCN) เพื่อศึกษาวิจัยองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;​</em></p>
<p><strong>ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์</strong> รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความต้องการของภาคธุรกิจ มีมากกว่าแค่วงเงินสินเชื่อ หรืออัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้องการโซลูชัน ต้องการองค์ความรู้ หรือการมี Community ที่มุ่งขับเคลื่อนในเรื่องเดียวกัน เพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นด้านกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่าน หรือมี Solutions Provider เพื่อ​แนะนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยี​ที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ซึ่งบทบาทของ Creative Climate Research Center ที่เป็นทั้งแพลตฟอร์มให้ความรู้ ยังมุ่งสร้าง Community ที่แข็งแรง ผ่านการเปิดคอร์สอบรมเพื่อขยายเครือข่ายการขับเคลื่อน Climate Soluitons ไปสู่วงกว้างมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27719 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/Dr-Krint3.jpg" alt="" width="1200" height="662" /></p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดตั้ง Creative Climate Research Center  อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุญาตพร้อมขับเคลื่อนอย่างจริงจังได้ภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ ​โดยระหว่างนี้ ทางธนาคารได้นำร่องความร่วมมือศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย (<strong>T-VER</strong>)  ​ร่วมกับทาง TGO และ KResearch พร้อมทั้ง​ภาคธุรกิจที่เป็น Key Playersในการขับเคลื่อนเรื่องคาร์บอนเครดิต​สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อ​ได้ข้อมูลที่เจาะลึก ​น่าเชื่อถือ และเป็นผลการศึกษาที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเตรียมจัดคอร์ส <strong>NET ZERO CEO</strong> ร่วมกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคอร์สระยะสั้นราว 4 เดือน ที่เตรียมเปิดอบรมในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายให้กว้างและแข็งแรงยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศในมิติต่างๆ ​ตอกย้ำถึงการเป็น Climate Solutions Providers ของธนาคารได้เป็นอย่างดี ​​เนื่องจาก การช่วยเหลือธุรกิจแค่เรื่องเงินอาจยังไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องมาพร้อมโซลูชั่น เหมือนเราให้เงินคนไปซื้อเพชร แต่ถ้าคนซื้อไม่มีความรู้เรื่องเพชร ก็อาจทำให้ได้เพชรด้อยคุณภาพ หรืออาจเป็นของปลอม ดังนั้น องค์ความรู้และเครือข่ายจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางหรือเล็ก ที่ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านต่างๆ อาจไม่มากเท่าผู้ประกอบการรายใหญ่&#8221;​ ​​</em></p>
<p>ทั้งนี้​ ​ <strong>Creative Climate Research Center</strong> จะจัดตั้งขึ้นภายใต้บริษัทลูกของธนาคารที่ชื่อว่า <strong>KOP50</strong> (ค็อปฟิฟตี้)​ ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งของธนาคารที่ดูแลด้าน <strong>ESG Solutions </strong>โดยเฉพาะ ปัจจุบันมี 3 ​บริษัท ประกอบด้วย <strong>K Energy Plus</strong> ดูแลธุรกิจในกลุ่มพลังงานสะอาด เ บริษัท<strong> K Climate1.5</strong> ​ดูแลงานด้าน Carbon Credit Solutions ทั้ง​การให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนผ่าน, การพัฒนาเครื่องมือในการประเมินวัดผล หรือรายงานต่างๆ ​และ <strong>Creative Climate Research Center</strong> เป็นบริษัทที่ 3 ที่เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งการจัดอบรมเพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งในมิติของ Knowledge และ Network รวมทั้งช่วยต่อจิ๊กซอว์ภารกิจของธนาคารในการเติมเต็ม Carbon Ecosystem ด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/">กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jul 2024 12:11:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[Crediting Mechanism]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KBank x TGO]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Premium T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TCNN]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27592</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย ร่วมอัพเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market” ​​จากการสำรวจโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม &#8211; มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยได้จัดส่งแบบสำรวจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านตลาดคาร์บอน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาตลาดคาร์บอน พร้อมสำรวจพฤติกรรมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์​ภายใน Carbon Ecosystem ภาคสมัครใจของตลาดคาร์บอนประเทศไทย ทั้งการกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการซื้อ รวมทั้งลักษณะโครงการ T-VER ที่เป็นที่​ต้องการของตลาด และโครงสร้างราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย พร้อมท้ัง​วิเคราะห์และประเมินทิศทาง​ตลาดคาร์บอนประเทศไทยในอนาคต เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม SMEs ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน โดยจะมีการนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ​ประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย ดร. ณัฐริกา วายุภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/">เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (</em><em>TGO) </em><em>เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (</em></strong><em><strong>TCNN)</strong> </em><em><strong>ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ร่วมอัพเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย</em></p>
<p><span id="more-27592"></span></p>
<p><em> พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “</em><strong><em>The </em><em>2024 </em></strong><em><strong>Thailand’s Voluntary Carbon Market</strong>” </em>​​จากการสำรวจโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม &#8211; มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา</p>
<p>โดยได้จัดส่งแบบสำรวจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านตลาดคาร์บอน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาตลาดคาร์บอน พร้อมสำรวจพฤติกรรมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์​ภายใน Carbon Ecosystem ภาคสมัครใจของตลาดคาร์บอนประเทศไทย ทั้งการกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการซื้อ รวมทั้งลักษณะโครงการ T-VER ที่เป็นที่​ต้องการของตลาด และโครงสร้างราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย พร้อมท้ัง​วิเคราะห์และประเมินทิศทาง​ตลาดคาร์บอนประเทศไทยในอนาคต เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป</p>
<p><em>โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม </em><em>SMEs </em><em>ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน </em>โดยจะมีการนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ​ประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27595 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/TGO-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em><strong>ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน</strong> รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รักษาการผู้อำนวยการ  </em>TGO กล่าวว่า TGO ได้เริ่มพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER​ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.​ 2557 <strong>จนถึงปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER ได้แล้วกว่า <em> 19.53 </em>ล้านตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า <em>(MtCO</em><em><sub>2</sub></em></strong><em><strong>eq) </strong></em><em><strong>จากโครงการ T-VER ทั้งสิ้น 169 โครงการ และมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิต TVERs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน (ถึงเดือนมิถุนายน 2567) มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นในตลาดแรก และตลาดรอง จำนวนกว่า 3.42 ล้านตัน CO<sub>2</sub>eq​ คิดเป็นมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 299 ล้านบาท</strong></em></p>
<p><em><strong>ทั้งนี้ มีจำนวนผู้ขอขึ้นทะเบียนโครงการรวมทั้งสิ้น 438 โครงการ ซึ่ง 434 โครงการ มาจากโครงการภายใต้มาตรฐาน T-VER และอีก​ 4 โครงการ</strong> <strong>เป็นการขอขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานใหม่ ที่เพิ่งเริ่มทำการปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานการรับรองให้เทียบเท่ากับ Global Standard อย่าง VERRA หรือ Gold Standard ตามความต้องการของฝั่งดีมานด์ หรือกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงได้เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล </strong></em><em><strong>ภายใต้</strong></em><strong><em>โครงการใหม่ที่ชื่อว่า Premium T-VER ซึ่งได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการรับรองเพื่อขึ้นทะเบียนอีกราว 27 โครงการ </em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27596 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/T-VER1.jpg" alt="" width="1200" height="448" /></p>
<p><em><strong>ขณะที่มูลค่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยในระยะ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2567 เติบโตขึ้นกว่า 17%</strong> เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงโอกาสที่ตลาดจะขยายตัวจากแรงกระตุ้นของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. &#8230; ที่จะปรับใช้ในอนาคต อีกด้วย </em></p>
<p><em>&#8220;สำหรับการขับเคลื่อนมาตรฐาน T-VER เป็นการขับเคลื่อนตามแนวทาง Crediting Mechanism ซึ่งเปิดกว้างให้กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ในการนำโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ต้องการได้รับการรับรองการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ต้องสามารถพัฒนาโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน T-VER ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นหากสามารถทำการลด GHG ภายใต้โครงการนั้นๆ ได้จึงจะได้รับการรับรองปริมาณที่ลดลงหรือ GHG Reduction จึงจะเรียกว่าได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นการดำเนินการในภาคสมัครใจ ขณะที่<strong>การเพิ่มเติมมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องทำการซื้อขายกับต่างประเทศ โดยได้ทำการยกระดับความเข้มข้นในการรับรองเช่นเดียวกับมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งจะทำให้การรับรองภายใต้มาตรฐาน Premium T-VER ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ในระดับเดียวกับ VERRA หรือ  Gold Standard ​เช่นเดียวกัน</strong>&#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27597 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/T-VER2.jpg" alt="" width="1200" height="447" /></p>
<p>นอกจากนี้ TGO ยังเข้าไปมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตในฝั่งผู้ซื้อ (Demand) ผ่านการจัดตั้ง<strong> เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network : </strong><strong>TCNN)</strong> ในปี พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิก 646 องค์กร ทั้งจากภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม สื่อมวลชน ประชาชน รวทั้งมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทย</p>
<p><em>ด้าน </em><strong><em>คุณพิพิธ เอนกนิธิ </em></strong><em>ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) </em><em>กล่าวว่า <strong>ในประเทศไทยปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นสัดส่วนเพียง </strong></em><strong><em>0.77%</em></strong><em><strong> ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด</strong> <strong>โดยอุปสรรคสำคัญหนึ่งก็คือต้นทุนในการดำเนินการ ทั้งต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ</strong> </em><em>โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27598 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/01KBank-x-TGO-re.jpg" alt="" width="1200" height="762" /></p>
<p><em>ขณะที่ <strong>การเพิ่มศักยภาพในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จะสามารถช่วยลดต้นทุนการบรรลุเป้าหมายสู่  Carbon Neutrality และ Net zero ของประเทศได้มากกว่า 50% รวมทั้งสามารถเปรียบเทียบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 ดังนั้น การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตสามารถสร้าง GHG Reduction ได้มากกว่า 50% โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Net Zero ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</strong> ​</em><em> ธนาคารจึงเห็นความสำคัญในการศึกษาอุปสงค์ อุปทาย หรือการศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย</em></p>
<p>ทั้งนี้ KBank ได้วางวิสัยทัศน์ในการก้าวเข้าสู่การเป็น <strong>ธนาคารแห่งความยั่งยืน</strong> หรือ <strong>Bank of Sustainability</strong>  เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย (Carbon Neutrality)​ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเฉพะการช่วยให้ภาคธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน <strong><em>ในยุค</em> Climate Game ที่มูลค่าของธุรกิจไม่ได้มองเพียงแค่มิติของผลกำไร แต่ยังต้องดูปัจจัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการดูแลสังคมควบคู่ไปด้วย</strong>  โดยที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางที่จะก้าวไป โดยเฉพาะในบทบาทของภาคการเงินผ่านการสนับสนุน <strong>Sustainable Financing</strong> รวมทั้งขับเคลื่อน Investment Community ซึ่ง<strong>คาดว่ายอดการให้สินเชื่อรวมท้ังการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเรื่องของความยั่งยืนในประเทศไทย ทั้งปีนี้น่าจะมากกว่า​ 1 แสนล้านบาท  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27608 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon3.jpg" alt="" width="1200" height="408" /></p>
<p>และไม่เพียงการสนับสนุนผ่านเม็ดเงิน แต่ยังมีการพัฒนาโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจมีความต้องการ หรือการพัฒนา<strong> Climate Solutions</strong> ทั้งการศึกษา วิจัย การจัดทำ Carbon Accounting รวมทั้งการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับคาร์บอนเครดิตและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง หรือ Carbon Ecosystem เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน และรับมือต่อความท้าทายจากระเบียบ กติกาการค้าใหม่ๆ จากทั่วโลก เพื่อสร้าง​โอกาสใหม่ให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้มากขึ้น รวมทั้งการจัดตั้งโครงการ <strong>Creative Climate Research Center</strong> เพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ</p>
<p>พร้อมนำร่องด้วยการนำเสนอผลการ<em>สำรวจสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย เพื่</em><em>อนำเสนอบทวิเคราะห์แบบเจาะลึกตรงประแด็นและเชื่อถือได้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนแนวทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล พร้อมสามารถขยายผล สร้างมูลค่าทางธุรกิจจากตลาดคาร์บอนได้</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon2.jpg" alt="" width="1200" height="448" /></p>
<p><em>สำหรับผลจากการศึกษาในครั้งนี้ พบหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ เช่น </em></p>
<p><em><strong>&#8211; คาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อขายมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก </strong></em></p>
<p><em><strong>&#8211; อินไซต์จากฝั่งซัพพลาย พบว่า ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต มีแผนจะนำคาร์บอนเครดิตประเภทพลังงานทดแทนออกขายในตลาด ขณะเดียวกันคาร์บอนเครดิตประเภทป่าไม้ที่มีราคาสูงจะมีออกขายในตลาดน้อย เนื่องจากผู้พัฒนามีแนวโน้มจะนำเครดิตไปใช้สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองมากกว่า</strong> </em></p>
<p><strong>&#8211; ส่วนมิติด้านราคา พบว่า ผู้พัฒนาโครงการหรือผู้ขายคาร์บอนเครดิตยินดีที่จะขาย มีแนวโน้มสูงกว่าราคาที่ผู้ซื้อยินดีที่จะซื้อในทุกกลุ่มประเภทโครงการ</strong></p>
<p><strong>&#8211; สำหรับด้าน​​มาตรการสนับสนุน</strong> พบว่า ควรมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วน ผ่านการสนับสนุนผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาด ซึ่งต้องการความรู้เกี่ยวกับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาโครงการ การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต และกระบวนการซื้อขาย และส่วนที่ 2 ผ่านการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตในประเทศให้เทียบเท่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล</p>
<p>&#8211; <strong>ด้านความต้องการของผู้เล่นในตลาดที่เป็นกลุ่ม SMEs</strong> ต้องการให้มีนโยบายสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือทางการเงิน และสร้างแรงจูงใจโดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขอรับรองคาร์บอนเครดิตสำหรับผู้พัฒนาโครงการและมีกลไกอุดหนุนราคาคาร์บอนเครดิตเพื่อให้ธุรกิจ SMEs เข้าร่วมในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon1.png" alt="" width="1200" height="446" /></p>
<p>ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงาน<strong> <em>“</em><em>The </em><em>2024 </em></strong><em><strong>Thailand’s Voluntary Carbon Market”</strong> </em>ฉบับเต็มได้<a href="https://carbonmarket.tgo.or.th/tools/files.php?mod=ZG93bmxvYWQ=&amp;type=X0ZJTEVT&amp;files=Mzk=" target="_blank" rel="noopener"> ที่นี่​</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/">เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ไทยวา” ผนึก “VGREEN KU” ลดคาร์บอนเครดิตจากภาคการเกษตร เพื่อธุรกิจยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/twpc-join-vgreen-ku-in-carbon-reduction/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jun 2024 06:22:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Voluntary Emission Reduction Program]]></category>
		<category><![CDATA[TWPC]]></category>
		<category><![CDATA[VGREEN KU]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท วีกรีน เคยู จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โฮ เรน ฮวา]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยวา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26633</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC ผู้นำธุรกิจเกษตรและอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 76 ปี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท วีกรีน เคยู จำกัด (VGREEN KU) หรือ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดทำข้อมูลบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยมี นายโฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) และรศ.ดร.ตุลวิทย์  สถาปนจารุ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมลงนามความร่วมมือ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ความร่วมมือครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) หรือการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนเพื่อคำนวณค่าคาร์บอนเครดิตและประเมินความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน ซึ่งไทยวาเล็งเห็นว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีกรีน เคยู จำกัด กล่าวว่า “VGREEN KU มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการสร้างองค์ความรู้ พัฒนามาตรฐาน และเครื่องมือในการตรวจสอบ ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่น่าเชื่อถือ ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงกับไทยวาจะทำให้เราได้นำความเชี่ยวชาญมาช่วยสนับสนุนให้ไทยวาบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากธุรกิจไร่มันสำปะหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยายผลไปสู่ธุรกิจเกษตรอีกหลายรูปแบบในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างเรากับไทยวา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/twpc-join-vgreen-ku-in-carbon-reduction/">“ไทยวา” ผนึก “VGREEN KU” ลดคาร์บอนเครดิตจากภาคการเกษตร เพื่อธุรกิจยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="x_MsoNormal"><span class="x_normaltextrun"><b><span lang="TH">บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน)</span></b><span lang="TH"> หรือ </span><b>TWPC</b> <span lang="TH">ผู้นำธุรกิจเกษตรและอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า </span>76 <span lang="TH">ปี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ <b>บริษัท วีกรีน เคยู จำกัด (</b></span><b><span class="markmqnuf86dt" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">VGREEN</span> KU)<span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">หรือ<b> </b>ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</span></span></p>
<p><span id="more-26633"></span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span class="x_normaltextrun"><span lang="TH"> เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดทำข้อมูลบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยมี <b>นายโฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) </b>และ<b>รศ</b></span><b>.<span lang="TH">ดร.ตุลวิทย์</span> <span lang="TH"> สถาปนจารุ </span></b></span><b><span lang="TH">คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ </span></b><span lang="TH">ร่วมลงนามความร่วมมือ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span class="x_normaltextrun"><span lang="TH">ความร่วมมือครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ </span></span><span class="x_normaltextrun"><b>Thailand Voluntary Emission Reduction Program</b></span><span class="x_normaltextrun"> (T-VER)<span lang="TH"> หรือการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนเพื่อคำนวณค่าคาร์บอนเครดิตและประเมินความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน ซึ่งไทยวาเล็งเห็นว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย </span>Carbon Neutrality <span lang="TH">และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว</span></span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span class="x_normaltextrun"><b><span lang="TH">รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีกรีน เคยู จำกัด</span></b></span><span class="x_normaltextrun"><span lang="TH"> กล่าวว่า </span></span><span class="x_normaltextrun">“<span class="markmqnuf86dt" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">VGREEN</span> KU <span lang="TH">มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการสร้างองค์ความรู้ พัฒนามาตรฐาน และเครื่องมือในการตรวจสอบ ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่น่าเชื่อถือ ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงกับไทยวาจะทำให้เราได้นำความเชี่ยวชาญมาช่วยสนับสนุนให้ไทยวาบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากธุรกิจไร่มันสำปะหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยายผลไปสู่ธุรกิจเกษตรอีกหลายรูปแบบในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างเรากับไทยวา จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทย ให้ก้าวสู่การเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง</span>”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26635 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/VGreen2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p class="x_MsoNormal"><span class="x_normaltextrun"><b><span lang="TH">นายโฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) </span></b></span><span class="x_normaltextrun"><span lang="TH">กล่าวว่า </span></span><span class="x_normaltextrun">“<span lang="TH">ในฐานะบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารชั้นนำมีเป้าหมายระยะยาวคือ การพัฒนานวัตกรรมและความยั่งยืนจากฟาร์มสู่มือผู้บริโภค ไทยวาเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การลงนามความร่วมมือกับ </span><span class="markmqnuf86dt" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">VGREEN</span> KU <span lang="TH">ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มจากธุรกิจเครือข่ายไร่มันสำปะหลังของไทยวาที่มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า </span>10,000 <span lang="TH">ไร่ในจังหวัดอุดรธานีและระยอง เรามีเป้าหมายชัดเจนในการลดคาร์บอนเครดิต ผ่านการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมโครงการ </span>T-VER <span lang="TH">ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างต้นแบบและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ</span>”</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span class="x_normaltextrun"><span lang="TH">ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไทยวา เข้าชมได้ที่ </span></span><a title="ได้รับการป้องกันโดย Outlook: http://www.thaiwah.com/ คลิกหรือแตะเพื่อติดตามลิงก์" href="https://na01.safelinks.protection.outlook.com/?url=http%3A%2F%2Fwww.thaiwah.com%2F&amp;data=05%7C02%7C%7C6a6103cbbeb1406935d108dc8f52d9e5%7C84df9e7fe9f640afb435aaaaaaaaaaaa%7C1%7C0%7C638542833361356587%7CUnknown%7CTWFpbGZsb3d8eyJWIjoiMC4wLjAwMDAiLCJQIjoiV2luMzIiLCJBTiI6Ik1haWwiLCJXVCI6Mn0%3D%7C0%7C%7C%7C&amp;sdata=jrSA7dOJ2gnJR8PTDZi%2Bv4xBZ6081DZcXkD3WcX0Djk%3D&amp;reserved=0" target="_blank" rel="noopener noreferrer" data-auth="Verified" data-linkindex="0">www.thaiwah.com</a><span class="x_normaltextrun"><span lang="TH"> และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ </span></span><span class="x_normaltextrun"><span class="markmqnuf86dt" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">VGREEN</span> KU<span lang="TH"> เข้าชมได้ที่ </span></span><a title="ได้รับการป้องกันโดย Outlook: https://vgreenku.com/ คลิกหรือแตะเพื่อติดตามลิงก์" href="https://na01.safelinks.protection.outlook.com/?url=https%3A%2F%2Fvgreenku.com%2F&amp;data=05%7C02%7C%7C6a6103cbbeb1406935d108dc8f52d9e5%7C84df9e7fe9f640afb435aaaaaaaaaaaa%7C1%7C0%7C638542833361376745%7CUnknown%7CTWFpbGZsb3d8eyJWIjoiMC4wLjAwMDAiLCJQIjoiV2luMzIiLCJBTiI6Ik1haWwiLCJXVCI6Mn0%3D%7C0%7C%7C%7C&amp;sdata=JWys0vEqvtRaclMQvEtaSVJprBhVsGD1lgwRDAnIZeU%3D&amp;reserved=0" target="_blank" rel="noopener noreferrer" data-auth="Verified" data-linkindex="1">https://<span class="markmqnuf86dt" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">vgreen</span>ku.com/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/twpc-join-vgreen-ku-in-carbon-reduction/">“ไทยวา” ผนึก “VGREEN KU” ลดคาร์บอนเครดิตจากภาคการเกษตร เพื่อธุรกิจยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2024 14:10:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit Lamdscape]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Hotspots]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Voluntary Emission Reduction Program]]></category>
		<category><![CDATA[การซื้อคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[การรับรองคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26269</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch Center) ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจว่า คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีอยู่กี่ประเภท นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นำไปซื้อขายได้อย่างไร รวมถึงสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ล่าสุด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและโฟกัสมาที่เรื่องของ &#8216;คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย&#8217; พร้อมให้ความกระจ่างถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงการ​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​ข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย คาร์บอนเครดิตในประเทศไทยการดำเนินการที่ลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก จะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคาร์บอนเครดิต โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ Governmental Crediting Mechanism ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก. กำหนด ดังนี้ 1. Renewable [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลัง <strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> (KResearch Center) ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจว่า คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีอยู่กี่ประเภท นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นำไปซื้อขายได้อย่างไร รวมถึงสามารถทำกำไรได้หรือไม่</p>
<p><span id="more-26269"></span></p>
<p>ล่าสุด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและโฟกัสมาที่เรื่องของ &#8216;คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย&#8217; พร้อมให้ความกระจ่างถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงการ​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​ข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</strong></span><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">การดำเนินการที่ลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก จะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคาร์บอนเครดิต </span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ<strong> Governmental Crediting Mechanism</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ<strong> T-VER</strong> เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก. กำหนด ดังนี้</span></p>
<p>1. Renewable Energy</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. Factory</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">3. Transport</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">4. Waste</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">5. Energy Efficiency</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">6. Land Use</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">7. Carbon Capture Utilization and Storage</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยมีตัวอย่างโครงการคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการแล้ว ตามตารางที่ 1</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/1-TVER.jpg" alt="" width="1200" height="827" /></p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร?</strong></span></p>
<p>1.  ขั้นตอนแรกก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์ เพื่อทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง โดยสามารถวัดได้ในรูปแบบของคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) หรือ คาร์บอนฟุตพรินท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อประเมินหากิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก หรือ <strong>Emission Hotspots</strong></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. จากนั้นจะเป็นการหาแนวทางเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมนั้น ๆ ผ่านการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้ผ่าน อบก. ตามระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องที่ อบก. กำหนด</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">3. ​ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเมื่อดำเนินโครงการสำเร็จจึงสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตจาก อบก.</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="540" /></p>
<p><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้พัฒนาโครงการต้องพิจารณาในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต ได้แก่</span></p>
<p><strong>1. ต้นทุนการดำเนินโครงการ</strong> เช่น ต้นทุนค่าธรรมเนียมโครงการ T-VER แก่ อบก. ประกอบด้วยค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนโครงการ 5,000 บาทต่อโครงการ และค่าธรรมเนียมขอรับรองคาร์บอนเครดิต 5,000 บาทต่อคำขอ รวมถึงต้นทุนค่าดำเนินงานอื่น ๆ เช่น เงินลงทุนการเปลี่ยนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร เป็นต้น</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>2. ต้นทุนแก่ผู้ประเมินประเมินภายนอก</strong> (Third Party Verification) ได้แก่ ต้นทุนตรวจสอบโครงการ และปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อน และแตกต่างไปตามประเภทของโครงการ ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 65,000 บาทต่อโครงการ (รายชื่อผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย อบก.)</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>3. ข้อจำกัด </strong>เช่น โครงการประเภทป่าไม้จะมีข้อกำหนดขนาดแปลงขั้นต่ำ 10 ไร่ การถือครองเอกสารสิทธิ์ในการใช้ที่ดิน ข้อกำหนดรอบตัดฟันไม้ในพื้นที่โครงการระยะเวลา 10 ปี หรือโครงการประเภทอื่นๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมจากการดำเนินการในรูปแบบปกติ (Additionality) จึงจะสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้</span></p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>กรณีต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">อีกกรณีหนึ่ง คือการซื้อคาร์บอนเครดิต หากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตยังไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ โดยผู้ที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สามารถเปิดบัญชี T-VER Credit ในระบบทะเบียน (Registry) ของ อบก. เพื่อใช้สำหรับเก็บบันทึกปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมาแล้ว และตัดออกจากบัญชีเมื่อมีการใช้งานคาร์บอนเครดิต</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยช่องทางการซื้อขายสามารถดำเนินการผ่านการติดต่อกับผู้ขายโดยตรง (Over-the-Counter) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ FTIX ในประเทศไทย หรือสามารถเปิดบัญชีกับ <strong>Platform Trading Carbon Credit</strong> ของต่างประเทศ เช่น CBL Xpansiv, Air Carbon Exchange, Carbon Trade Exchange เป็นต้น เพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตในมาตรฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมได้</span><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ ปี 2559 โดยข้อมูลที่ถูกบันจนถึง เมษายน 2567​ อยู่ที่จำนวน 3,258,033 tCO2eq มูลค่าการซื้อขายรวม 292 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ยตันละ 89.6 บาท</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg" alt="" width="1200" height="725" /></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 3) ตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.77% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด  ซึ่งอาจจะยังห่างไกลจากเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2593</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">เมื่อพิจารณาข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากตารางที่ 2 พบว่า <strong>ประเภทโครงการที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดเป็นโครงการประเภทชีวมวล (41% ของปริมาณการซื้อขายรวม) เนื่องจากสามารถดำเนินการได้ง่าย</strong> แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าโครงการประเภทอื่นที่ 36 บาทต่อตัน</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">แต่ที่น่าสนใจคือ<strong> ราคาคาร์บอนเครดิตในโครงการประเภทป่าไม้มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 290 บาทต่อตัน (และเฉลี่ย 510 บาทต่อตัน ในปี 2567) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมโดยเป็น 23% ของ เครดิตทั้งหมด ในปี 2657</strong> ทำให้การเลือกประเภทโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพราะราคาที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อกระแสเงินสดที่จะได้รับจากโครงการ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-2.jpg" alt="" width="1200" height="663" /></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>ท้ายที่สุด ประเด็นด้านต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงข้อจำกัดในการทำโครงการต่าง ๆ คงเป็นปัจจัยที่ยังคงเหนี่ยวรั้งการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ </strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>โดยเฉพาะจากผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน แต่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะภาคป่าไม้ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาปิดช่องว่างเหล่านี้ ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยน่าจะก้าวทันโลก และมีส่วนช่วยให้ตอบโจทย์การเป็นประเทศปลอดคาร์บอนในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน</strong></span></p>
<div id="ctl00_PlaceHolderMain_ctl02_BottomActionPanel" class="subscription-box">
<div class="tb">
<div id="dFile" class="sc-details tbcell a-center"></div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
