<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>TEI &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/tei/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Jul 2026 11:00:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>TEI &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-risks-to-water-resources/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 11:00:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[El Nino]]></category>
		<category><![CDATA[extreme weather]]></category>
		<category><![CDATA[NAP]]></category>
		<category><![CDATA[Super El Niño]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำใต้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[วางผังเมืองเชิงรุก]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เอลนีโญ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นดินทรุดตัว]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42932</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) นำเสนอมิติใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคโลกเดือด (Global Boiling) จากผลกระทบปรากฏการณ์ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; ที่ส่งสัญญาณแรง มีแนวโน้มรุนแรง และต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลต่อน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ และพฤติกรรมการใช้น้ำบาดาลในภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแล้ง ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 จนอาจกระทบต่อโครงสร้างชั้นดินและเพิ่มแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบางทางธรณีวิทยา TEI จึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐยกระดับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ และสาขาการบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งบูรณาการฐานข้อมูลระดับประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านธรณีวิทยาเพื่อจัดทำ &#8216;แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด&#8217; เปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการเชิงรับสู่การ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217; เพื่อความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ในปัจจุบัน กำลังท้าทายระบบความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำของประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน แบบจำลองภูมิอากาศจากสถาบันระดับโลกทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ต่างยืนยันตรงกันถึงแนวโน้มความรุนแรงของเอลนีโญในรอบปี 2026–2027 ที่อาจพัฒนาสู่ระดับ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño) ด้วยดัชนีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติเกิน 2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายสถิติความร้อนในรอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-risks-to-water-resources/">TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</strong> นำเสนอมิติใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคโลกเดือด (Global Boiling) จากผลกระทบปรากฏการณ์ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217;</strong> ที่ส่งสัญญาณแรง มีแนวโน้มรุนแรง และต่อเนื่องยาวนาน</p>
<p><span id="more-42932"></span></p>
<p>ส่งผลต่อน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ และพฤติกรรมการใช้น้ำบาดาลในภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแล้ง ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 จนอาจกระทบต่อโครงสร้างชั้นดินและเพิ่มแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบางทางธรณีวิทยา</p>
<p>TEI จึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐยกระดับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ และสาขาการบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งบูรณาการฐานข้อมูลระดับประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านธรณีวิทยาเพื่อจัดทำ <strong>&#8216;แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด&#8217;</strong> เปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการเชิงรับสู่การ <strong>&#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</strong> เพื่อความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42933 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ดร.วิจารย์-สิมาฉายา-ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI)</strong> เปิดเผยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ในปัจจุบัน กำลังท้าทายระบบความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำของประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน แบบจำลองภูมิอากาศจากสถาบันระดับโลกทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ต่างยืนยันตรงกันถึงแนวโน้มความรุนแรงของเอลนีโญในรอบปี 2026–2027 ที่อาจพัฒนาสู่ระดับ <strong>&#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; (Super El Niño)</strong> ด้วยดัชนีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติเกิน 2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายสถิติความร้อนในรอบ 70 ปี และส่งคลื่นความร้อนตรงสู่ฝั่งทะเลไทย</p>
<p>สำหรับบริบทของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุไทม์ไลน์เด่นชัดว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว และจะเผชิญช่วงฝนทิ้งช่วงในระหว่างเดือนกรกฎาคม &#8211; สิงหาคม 2569 ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตสูงสุดในระหว่างเดือนตุลาคม 2569 &#8211; เมษายน 2570 ซึ่งเป็นสภาวะคอมโบระหว่างลมหนาวที่เป็นมวลอากาศแห้งกับเอลนีโญรุนแรง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42936 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Elnino1.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><em><strong>ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำผิวดินลดต่ำลงอย่างวิกฤต สถานการณ์นี้เป็นปัจจัยเร่งให้ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ต้องหันไปพึ่งพาการดึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ </strong></em>เพื่อความอยู่รอด สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำแผนปรับตัว (Climate Adaptation) บูรณาการข้อมูลร่วมกันเพื่อควบคุมสมดุลน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ </strong>ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัด กับความจำเป็นในการบริหารจัดการโครงสร้างใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยมีอินไซต์สำคัญ 3 มิติดังนี้</p>
<p><strong>&#8211; ปริมาณน้ำใช้การได้จริงทั่วประเทศ เหลือเพียง </strong><strong>41</strong><strong>%</strong></p>
<p>จากข้อมูลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดสถิติล่าสุด พบน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเหลือใช้การได้จริง 41% โดยมี <strong>เขื่อนใหญ่ 8 แห่ง ที่น้ำลดต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมขั้นต่ำ</strong> ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนบางลาง ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้พื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนสำคัญ ทั้ง อ.ปราณบุรี อ.เมือง อ.ทับสะแก (ประจวบคีรีขันธ์) รวมถึงเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ที่เผชิญภาวะน้ำต้นทุนต่ำขั้นวิกฤต</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42934 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Elnino5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; แนวโน้มสูบน้ำบาดาลช่วงภัยแล้ง พุ่งสูง </strong><strong>25-30</strong><strong>%</strong></p>
<p>จากข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า เมื่อน้ำผิวดินขาดแคลนจากภัยแล้ง ภาคการเกษตรและชุมชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเป็นต้องดึงน้ำบาดาลขึ้นมาใช้สูงกว่าปกติถึง 25-30% ซึ่งการสูบน้ำใต้ดินปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้นนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>&#8211; แผ่นดินเสี่ยงทรุดตัว </strong><strong>1-5</strong><strong> เซนติเมตรต่อปี</strong></p>
<p>การลดลงของน้ำใต้ดินทำให้โครงสร้างใต้ดินสูญเสียแรงดันน้ำที่เคยช่วยค้ำยันชั้นดินเหนียวอ่อนและโพรงหินปูน โดยองค์การสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันว่า<em><strong>เมืองใหญ่ทั่วโลกที่ใช้น้ำใต้ดินเกินสมดุล มีอัตราแผ่นดินทรุดตัวเฉลี่ย 1-5 เซนติเมตรต่อปี</strong> </em>สอดคล้องกับสถิติกรมทรัพยากรธรณีที่พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กว่า 70% ของกรณีการเกิดหลุมยุบในพื้นที่หินปูนทางภาคใต้และภาคตะวันตก มีจุดเริ่มต้นมาจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็วและผิดปกติในช่วงฤดูแล้งที่ยาวนาน</p>
<p>ทั้งนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ยื่นยุทธศาสตร์ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระดับชาติ (Big Data) ระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ สทนช. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรธรณี เพื่อร่วมกันจัดทำ <strong>&#8216;แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยายุคโลกเดือด&#8217;</strong> ภายใต้แนวทางแผน NAP สาขาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42935 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Elnino7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่งการยกระดับเครื่องมือนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบการทำงานเชิงรับ ไปสู่การวางผังเมืองปรับตัวเชิงรุก โดยนำสถิติน้ำต้นทุนผิวดินและสภาพโครงสร้างชั้นน้ำใต้ดินมาเป็นตัวกำหนดกฎหมายผังเมือง จำกัดเขตการสูบน้ำบาดาลในพื้นที่เปราะบางอย่างเข้มงวด และออกแบบวิศวกรรมฐานรากของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ให้ยืดหยุ่น สอดรับกับสภาพใต้ผิวโลกที่แปรปรวนในปัจจุบัน <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในยุคที่โลกเดือดแปรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในบทบาท Think Tank และหน่วยงานพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นคลังความรู้และกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนและเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ของคนไทยให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะในวันนี้การปรับตัว “ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ TEI เพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ <a href="http://www.facebook.com/tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/</a> และเว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/super-elnino-risks-to-water-resources/">TEI เปิด 3 ความเสี่ยง​ &#8216;ซูเปอร์เอลนีโญ&#8217; กระทบความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเฝ้าระวังปรากฏการณ์หลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง แนะปรับตัวผ่านการ &#8216;วางผังเมืองเชิงรุก&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โจทย์สิ่งแวดล้อม&#8217; ของผู้ว่าฯ กทม. และแนวทางขับเคลื่อนสู่ &#8216;สิ่งแวดล้อมดี&#8217; ที่ต้องแก้ปัญหามากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/environmental-issues-of-governor-of-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 09:58:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ความร้อนในเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เบญจมาส โชติทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่ากรุงเทพฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมดี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่า กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42765</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าสามเท่า มหานครแห่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่รอดได้เพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็น City-region ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบในทุกมิติ ทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่พักผ่อนช่วงวันหยุด อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ มีต้นเหตุและผลกระทบข้ามเขตการปกครอง โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบไปพร้อมกัน ต้นเหตุและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามเขตกรุงเทพฯ ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ​ให้มุมมองการจัดการปัญหาแต่ละมิติในกรุงเทพฯ โดยยกตัวอย่างปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ ​งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงไปบ้าง และมาจากการเผาในที่โล่งจากพื้นที่โดยรอบ ทั้งภาคเกษตรกรรม การกำจัดเศษวัสดุ และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งยังมีความรุนแรงตามสภาพอากาศและการระบายอากาศในแต่ละช่วงเวลา นอกจากปัญหาฝุ่นแล้ว กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับโจทย์ด้านน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบทั้งสิ้น ด้วยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอ่าวไทยตอนใน หรือ่าว ก.ไก่ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีผ่านกรุงเทพฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/environmental-issues-of-governor-of-bangkok/">&#8216;โจทย์สิ่งแวดล้อม&#8217; ของผู้ว่าฯ กทม. และแนวทางขับเคลื่อนสู่ &#8216;สิ่งแวดล้อมดี&#8217; ที่ต้องแก้ปัญหามากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าสามเท่า มหานครแห่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่รอดได้เพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็น City-region ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบในทุกมิติ ทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่พักผ่อนช่วงวันหยุด</p>
<p><span id="more-42765"></span></p>
<p>อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ มีต้นเหตุและผลกระทบข้ามเขตการปกครอง โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบไปพร้อมกัน</p>
<p><strong>ต้นเหตุและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามเขตกรุงเทพฯ</strong></p>
<p><strong>ดร.เบญจมาส โชติทอง</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ​ให้มุมมองการจัดการปัญหาแต่ละมิติในกรุงเทพฯ โดยยกตัวอย่างปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ ​งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงไปบ้าง และมาจากการเผาในที่โล่งจากพื้นที่โดยรอบ ทั้งภาคเกษตรกรรม การกำจัดเศษวัสดุ และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งยังมีความรุนแรงตามสภาพอากาศและการระบายอากาศในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42767 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/คุณเบญจมาส-โชติทอง.jpg" alt="" width="467" height="700" /></p>
<p>นอกจากปัญหาฝุ่นแล้ว กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับโจทย์ด้านน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบทั้งสิ้น ด้วยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม</p>
<p>อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอ่าวไทยตอนใน หรือ่าว ก.ไก่ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีผ่านกรุงเทพฯ ไปถึงชลบุรี ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 400 กิโลเมตร การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝังทะเลบางขุนเทียน ที่มีความยาว 5-6 กิโลเมตร จึงต้องวางแผนอย่างเชื่อมโยง</p>
<p>อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ ปลายทางของขยะที่เกิดขึ้นกว่า 1 หมื่นตันต่อวันในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้หายไปเอง แต่ถูกนำไปกำจัดและฝังกลบในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี ทำให้ภาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ตกอยู่กับแค่กรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว แต่กระจายไปสู่พื้นที่โดยรอบด้วย</p>
<p><strong>สิ่งแวดล้อมดี ที่คนกรุงเทพฯ รอคอย</strong></p>
<p>ย้อนกลับไปในห้วงเวลาการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 4 ปีก่อน ​สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ​เคยสำรวจความเห็นของคนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม พบ 5 ประเด็นที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ได้แก่ อากาศสะอาด การจัดการขยะที่ดี มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอ น้ำไม่รอระบาย และ คลองสวยน้ำใส</p>
<p>ขณะที่ใน​ปี​ 2569 เสียงสะท้อนผ่านสื่อและเวทีสาธารณะต่าง ๆ พบว่า ประเด็นที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ ยังคงเป็นประเด็นเดิมๆ ที่ยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน ตามมาด้วยปัญหาน้ำรอระบาย และสภาพอากาศร้อน เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น เห็นได้จากณหภูมิใน กทม. ที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส หลายวันติดต่อกัน ซึ่งผิดปกติจากค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>&#8220;การบริหารจัดการที่ผ่านมาอาจประสบความสำเร็จในระดับโครงการหรือมาตรการเฉพาะหน้า แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ ที่สำคัญปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของเมือง หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ กรุงเทพฯ จะยิ่งเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และการขยายตัวของเมืองในอนาคต&#8221;<strong> </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42771 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ภาพประกอบ-1.jpg" alt="" width="1200" height="686" /></p>
<p><strong>ความร่วมมือข้ามเขตปกครอง ที่ต้องเดินหน้าต่อ</strong></p>
<p>ช่วงปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเริ่มแสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ ผ่าน <strong><em>ความร่วมมือกับจังหวัดนครนายก ลดการเผาในพื้นที่เกษตร</em></strong> โดยเฉพาะช่วงอากาศปิดและช่วงลมตะวันออกพัดเข้ามากรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครอง โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน การแจ้งเตือนล่วงหน้า และการสนับสนุนเกษตรกรให้ลดการเผาในพื้นที่ต้นทาง</p>
<p>ความร่วมมือข้ามเขตแบบนี้ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ให้เป็นไฟไหม้ฟาง และขยายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดต้นทางของฝุ่นควันรอบกรุงเทพฯ ทั้ง 5 จังหวัด และแน่นอนว่าต้องประสานให้หน่วยงานระดับนโยบายเข้ามาด้วย เพื่อสร้างกลไกทางการบริหารที่ชัดเจน</p>
<p>ด้านความร่วมมือใน<strong><em>การบริหารจัดการน้ำ</em></strong> ​​เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในขอบเขตของกรุงเทพมหานคร การมีกลไกการจัดการร่วมกันในการกำหนดพื้นที่รับน้ำ การชะลอน้ำ การระบายน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำล่วงหน้า เพื่อการปรับตัวและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น</p>
<p><strong><em>อาหารปลอดภัย</em></strong> เป็นอีกหนึ่งวาระที่สำคัญ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่บริโภคอาหารจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน และพึ่งผลผลิตจากจังหวัดโดยรอบ ทั้งผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ อาหารทะเล การจัดให้มีจุดจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่คนทุกกลุ่มเข้าถึง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดตลาดและจูงใจแก่เกษตรกรและผู้ผลิต ปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&#8220;โจทย์สิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ว่าฯ ยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่า<strong><em>การลดความร้อนในเมือง ซึ่งต้องทำมากกว่าการปลูกต้นไม้ การจัดการขยะที่ไปสร้างภาระให้จังหวัดอื่น</em></strong> ผู้ว่าฯ ไม่ได้ถูกคาดหวังให้แก้ทุกปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือทั้งในและนอกกรุงเทพฯ&#8221;</p>
<p>ดังนั้น  การจัดตั้ง <strong>กลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ </strong> ที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน จึงเป็นวาระสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครอง ให้เกิดความต่อเนื่อง มีเอกภาพ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน</p>
<p><em><strong>&#8220;สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมา </strong><strong>33</strong><strong> ปี และ ทำงานร่วมกับภาคีตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนโยบาย ขอแสดงความยินดีที่ท่านผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน มุ่งหวังว่าวิสัยทัศน์ของท่านจะช่วยพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม </strong>แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ​ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้ว่าฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากความร่วมมือกันสร้างสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ ที่ดี ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน เพราะเมืองน่าอยู่จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน&#8221;</em> ดร.เบญจมาส กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42770 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ภาพประกอบ-2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/environmental-issues-of-governor-of-bangkok/">&#8216;โจทย์สิ่งแวดล้อม&#8217; ของผู้ว่าฯ กทม. และแนวทางขับเคลื่อนสู่ &#8216;สิ่งแวดล้อมดี&#8217; ที่ต้องแก้ปัญหามากกว่าแค่ในกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;นิปปอนเพนต์&#8221; พิสูจน์พันธกิจองค์กรสีเพื่อโลกยั่งยืนอีกครั้ง เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติธุรกิจที่ได้รับรอง “ฉลากเขียว” ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/nippon-paint-green-choice/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 06:18:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[GREEN AIR]]></category>
		<category><![CDATA[Green Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Green Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[GREEN MATERIALS]]></category>
		<category><![CDATA[Nippon Paint Green Choice]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[นิปปอนเพนต์]]></category>
		<category><![CDATA[นิศากร ตุลายกวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สีนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42493</guid>

					<description><![CDATA[<p>“นิปปอนเพนต์” แบรนด์สีนวัตกรรมอันดับ 1 ของเอเชียและอันดับ 4 ของโลกจากประเทศญี่ปุ่น  เข้ารับมอบโล่เชิดชูเกียรติสำหรับองค์กรธุรกิจที่ได้รับรอง “ฉลากเขียว” ต่อเนื่องมากกว่า 25 ปี พร้อมทั้งรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 อีกครั้ง จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สะท้อนความมุ่งมั่นและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพันธกิจของนิปปอนเพนต์ที่มีหลักคิดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในไทยและระดับโลกมาอย่างยาวนาน รวมถึงสะท้อนบทบาทของนิปปอนเพนต์ในการสนับสนุนการพัฒนาอาคารและที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย การรับรอง “ฉลากเขียว” เป็นฉลากที่รับรองให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน โดยยังคงคุณภาพไว้ในระดับมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้ TEI ผู้ให้การรับรองฉลากเขียวนับเป็นหน่วยงานอิสระที่มีความเป็นกลาง วางแนวคิดการรับรองฉลากเขียวเพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้บริโภคทั่วไป และช่วยกระตุ้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมหรือผู้ผลิตต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น คุณนิศากร ตุลายกวงศ์ Technical Marketing Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะตัวแทนแบรนด์ “นิปปอนเพนต์” ผู้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติฉลากเขียว ระบุว่ารางวัลนี้นับเป็นความภาคภูมิใจของผู้บริหารและพนักงานนิปปอนเพนต์ทุกท่าน เนื่องจากหลักคิดด้านความยั่งยืนถือเป็นพันธกิจสำคัญของแบรนด์ทั้งในระดับโลกและในไทยมาโดยตลอด ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดซัปพลายเชนการผลิตและจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนาน การได้รับโล่เชิดชูเกียรติสำหรับองค์กรที่ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศมานานถึง 25 ปี พร้อมทั้งรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 อีกครั้ง จึงถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นและการทำงานต่อเนื่องของนิปปอนเพนต์ได้อย่างชัดเจน สำหรับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/nippon-paint-green-choice/">&#8220;นิปปอนเพนต์&#8221; พิสูจน์พันธกิจองค์กรสีเพื่อโลกยั่งยืนอีกครั้ง เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติธุรกิจที่ได้รับรอง “ฉลากเขียว” ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“</strong><strong>นิปปอนเพนต์</strong><strong>”</strong><strong> แบรนด์สีนวัตกรรมอันดับ </strong><strong>1 </strong><strong>ของเอเชียและอันดับ </strong><strong>4 </strong><strong>ของโลกจากประเทศญี่ปุ่น  เข้ารับมอบโล่เชิดชูเกียรติสำหรับองค์กรธุรกิจที่ได้รับรอง </strong><strong>“</strong><strong>ฉลากเขียว</strong><strong>” </strong><strong>ต่อเนื่องมากกว่า </strong><strong>25 </strong><strong>ปี พร้อมทั้งรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี </strong><strong>2569 </strong><strong>อีกครั้ง จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย </strong><strong>(TEI) </strong></p>
<p><span id="more-42493"></span></p>
<p><strong>สะท้อนความมุ่งมั่นและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพันธกิจของนิปปอนเพนต์ที่มีหลักคิดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในไทยและระดับโลกมาอย่างยาวนาน รวมถึง</strong><strong>สะท้อนบทบาทของนิปปอนเพนต์ในการสนับสนุนการพัฒนาอาคารและที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย</strong></p>
<p>การรับรอง <strong>“ฉลากเขียว”</strong> เป็นฉลากที่รับรองให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน โดยยังคงคุณภาพไว้ในระดับมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้ TEI ผู้ให้การรับรองฉลากเขียวนับเป็นหน่วยงานอิสระที่มีความเป็นกลาง วางแนวคิดการรับรองฉลากเขียวเพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้บริโภคทั่วไป และช่วยกระตุ้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมหรือผู้ผลิตต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42494 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Nippon1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณนิศากร ตุลายกวงศ์ </strong><strong>Technical Marketing Manager </strong><strong>บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด </strong>ในฐานะตัวแทนแบรนด์ <strong>“นิปปอนเพนต์”</strong> ผู้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติฉลากเขียว ระบุว่ารางวัลนี้นับเป็นความภาคภูมิใจของผู้บริหารและพนักงานนิปปอนเพนต์ทุกท่าน เนื่องจากหลักคิดด้านความยั่งยืนถือเป็นพันธกิจสำคัญของแบรนด์ทั้งในระดับโลกและในไทยมาโดยตลอด ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดซัปพลายเชนการผลิตและจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนาน การได้รับโล่เชิดชูเกียรติสำหรับองค์กรที่ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศมานานถึง 25 ปี พร้อมทั้งรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 อีกครั้ง จึงถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นและการทำงานต่อเนื่องของนิปปอนเพนต์ได้อย่างชัดเจน</p>
<p>สำหรับ “นิปปอนเพนต์” เป็นแบรนด์สีระดับสากลที่ยึดถือหลักคิดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด สะท้อนผ่านแนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้เป็น <strong>“</strong><strong>สีนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน เพื่อคุณ เพื่อที่อยู่อาศัย เพื่อโลก”</strong> หรือ <strong>“Nippon Paint Green Choice” </strong>ซึ่งแบ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกเป็น 4 มิติ ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42495 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Nippon2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<ul>
<li><strong>GREEN AIR</strong> – สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อคุณภาพอากาศสะอาดและปลอดภัยต่อการหายใจ โดยผลิตภัณฑ์ของนิปปอนเพนต์นั้นสอดคล้องตามมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล LEED, WELL และ TREES</li>
<li><strong>GREEN MATERIALS</strong> – การใช้วัสดุที่ปลอดภัยทั้งต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ผงสีที่ปลอดภัย ไม่เป็นพิษ 100% ปราศจากโลหะหนักอันตราย</li>
<li><strong>GREEN INNOVATION </strong>&#8211; มุ่งสร้างโซลูชันงานสีที่สมดุลทั้งด้านความปลอดภัย ความทนทาน การประหยัดพลังงาน และความยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์ของนิปปอนเพนต์ได้รับฉลากคาร์บอน CFP-CFR จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)</li>
<li><strong>GREEN MANUFACTURING</strong> – การจัดการความยั่งยืนในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน โดยนิปปอนเพนต์เป็นแบรนด์สีหนึ่งเดียวในไทยที่ได้รับรางวัลระดับสูงสุด Climate Action Excellence จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42498 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Nippon4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>คุณนิศากรยังกล่าวปิดท้ายในพิธีการรับรางวัลจาก TEI ครั้งนี้ด้วยว่า นิปปอนเพนต์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินทางกับพันธมิตรทุกภาคส่วนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการลดปัญหาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจะยังคงมุ่งมั่นมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองนโยบายมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทยในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/nippon-paint-green-choice/">&#8220;นิปปอนเพนต์&#8221; พิสูจน์พันธกิจองค์กรสีเพื่อโลกยั่งยืนอีกครั้ง เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติธุรกิจที่ได้รับรอง “ฉลากเขียว” ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TEI จับมือ มทร.อีสาน ลุยแคมเปญ “CLIMATE ADAPTATION” ปั้นแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” มุ่งยกระดับเยาวชนไทยรับมือภัยโลกรวน  สู่ Net Zero University</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-driving-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 09:23:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[global boiling]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero University]]></category>
		<category><![CDATA[Smart & Green University ​]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[มทร.อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42459</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุค &#8220;โลกเดือด&#8221; (Global Boiling) ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยที่คาดเดาไม่ได้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการสื่อสารประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) เพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและประชาชน ให้มีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตภัยโลกรวน พร้อมขับเคลื่อนสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานสู่การเป็น Smart &#38; Green University และ Net Zero University อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า “สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยตระหนักถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในปัจจุบันที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สภาพอากาศที่มีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงและตระหนักว่า การตั้งรับและปรับตัว (Adaptation) คือวาระเร่งด่วนที่เราต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นที่มาความร่วมมือกับ มทร.อีสาน โดย TEI ตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้ งานวิจัยเชิงวิชาการ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพและให้คำปรึกษาทางวิชาการด้านการจัดการและการปรับตัวอย่างเป็นระบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-driving-climate-adaptation/">TEI จับมือ มทร.อีสาน ลุยแคมเปญ “CLIMATE ADAPTATION” ปั้นแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” มุ่งยกระดับเยาวชนไทยรับมือภัยโลกรวน  สู่ Net Zero University</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ก้าวเข้าสู่ยุค &#8220;<strong>โลกเดือด</strong>&#8221; <strong>(Global Boiling)</strong> ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยที่คาดเดาไม่ได้</p>
<p><span id="more-42459"></span></p>
<p><strong> สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการสื่อสารประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (</strong><strong>Climate Adaptation)</strong> เพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและประชาชน ให้มีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตภัยโลกรวน พร้อมขับเคลื่อนสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานสู่การเป็น Smart &amp; Green University และ Net Zero University อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI)</strong> เปิดเผยว่า “สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยตระหนักถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) <em>ในปัจจุบันที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สภาพอากาศ</em>ที่มีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ในปัจจุบัน <em>ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงและตระหนักว่า การตั้งรับและปรับตัว (</em><em>Adaptation) </em><em>คือวาระเร่งด่วนที่เราต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นที่มาความร่วมมือกับ มทร.อีสาน โดย </em><em>TEI </em><em>ตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้ งานวิจัยเชิงวิชาการ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพและให้คำปรึกษาทางวิชาการด้านการจัดการและการปรับตัวอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด </em><strong><em>‘</em></strong><strong><em>ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด’</em></strong><em> ผ่านกิจกรรม </em><strong><em>‘CLIMATE ADAPTATION’</em></strong> <em>เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งการ ‘เรียนรู้–วิจัย–ปรับตัว’ ต่อบริบทโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง และเราขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังของคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และลงมือขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปด้วยกัน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TEI2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน)</strong> กล่าวว่า “ในนามของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เรามีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยจังหวัดนครราชสีมาถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การลงนามความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ร่วมกับ TEI ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะบูรณาการองค์ความรู้จากส่วนกลางมาสู่ภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนพื้นที่ในวิทยาเขตต่างๆ ให้เป็นบริบทการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อนำชุดองค์ความรู้ เครื่องมือทางวิชาการ และกรณีศึกษาจาก TEI มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยยกระดับและผลักดันให้ มทร.อีสาน บรรลุเป้าหมายการเป็น Smart &amp; Green University หรือ Net Zero University ที่ใช้ความรู้และงานวิจัยเป็นฐานในการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน”</p>
<p>สำหรับกรอบแนวทางการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ ข้อมูล และเนื้อหาทางวิชาการ ผ่านการจัดกิจกรรมทั้งในรูปแบบการบรรยายและการปฏิบัติโดยทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัดบรรยายพิเศษเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยและกรณีศึกษาแก่นักศึกษาใหม่เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างภูมิคุ้มกันด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คนรุ่นใหม่ต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42460 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/TEI1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>“อย่างไรก็ดี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) มุ่งมั่นดำเนินงานบนฐานงานวิจัยเชิงวิชาการเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) พร้อมให้คำปรึกษาทางวิชาการและสนับสนุนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบแก่ทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ” <strong>ดร.วิจารย์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวกิจกรรมของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ <a href="http://www.facebook.com/tei.or.th/%20และ" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/tei.or.th/ และ</a>เว็บไซต์ <a href="https://www.tei.or.th/" target="_blank" rel="noopener">https://www.tei.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-driving-climate-adaptation/">TEI จับมือ มทร.อีสาน ลุยแคมเปญ “CLIMATE ADAPTATION” ปั้นแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” มุ่งยกระดับเยาวชนไทยรับมือภัยโลกรวน  สู่ Net Zero University</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดเวทีเสวนาเจาะลึก Climate Crisis วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-33th-anniversary-climate-crisis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 15:59:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[3 วิกฤติสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TBCSD]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[กรมบัญชีกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดซื้อจัดจ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ณกรณ์ ตรรกวิรพัท]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.คุรุจิต นาครทรรพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมภพ สุวรรณศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ บุญสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาครัฐสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธนา เจียมตระการ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42262</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ในโอกาสครบรอบ 33 ปี ของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) พร้อมแสดงจุดยืนครั้งสำคัญในการก้าวไปสู่องค์กรผู้นำในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ พร้อมเครือข่ายพันธมิตร โดยได้ชูประเด็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก วิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย ประกอบด้วย 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Collapse) และ มลพิษ (Pollution) เพื่อร่วมผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อร่วมหาทางรอดจากวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ฝ่าวิกฤติ Triple Planetary Crisis” เวทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำเสนอผ่านประเด็น Climate Crisis วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-33th-anniversary-climate-crisis/">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดเวทีเสวนาเจาะลึก Climate Crisis วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ในโอกาสครบรอบ 33 ปี ของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม <strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI)</strong> พร้อมแสดงจุดยืนครั้งสำคัญในการก้าวไปสู่องค์กรผู้นำในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ พร้อมเครือข่ายพันธมิตร</p>
<p><span id="more-42262"></span></p>
<p>โดยได้ชูประเด็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก วิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย ประกอบด้วย 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Collapse) และ มลพิษ (Pollution) เพื่อร่วมผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อร่วมหาทางรอดจากวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ฝ่าวิกฤติ Triple Planetary Crisis”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42263 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1246467.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>เ</strong><strong>วทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>นำเสนอผ่านประเด็น <strong>Climate Crisis </strong><strong>วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน </strong>เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>สำหรับประเทศไทยได้เร่งเครื่องในระดับนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยการตั้งเป้าให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเป็นการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงระดับนโยบาย ด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์</strong> ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า “องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย TEI และ TBCSD ได้บูรณาการการทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกับองค์กรสมาชิกและองค์กรพันธมิตร จนทำให้ TBCSD กลายมาเป็นผู้นำภาคธุรกิจในการยกระดับมาตรฐานองค์กรภาคธุรกิจไทย อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42268 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Green-Procure.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>กรมบัญชีกลางเดินหน้ายกระดับ “ภาครัฐสีเขียว” ผลักดันการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</strong> โดย <strong>นางแพตริเซีย มงคลวนิช</strong> อธิบดีกรมบัญชีกลาง “ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมบัญชีกลางได้เริ่มดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Public Procurement Framework) ซึ่งนำร่องบังคับใช้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระยะแรกได้กำหนดสินค้าจำนวน 8 รายการ ได้แก่ กระดาษถ่ายเอกสาร เครื่องถ่ายเอกสาร ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น กระดาษอนามัยรถยนต์ (ยกเว้นรถตู้) เครื่องดับเพลิงยกหิ้ว ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และสี โดยมีการนำข้อมูลเชิงลึกจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) มาใช้ในการวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเข้าสู่ระบบ e-Shopping เพื่ออำนวยความสะดวกหน่วยงานจัดซื้อ มุ่งหวังกระตุ้นผู้ผลิตในตลาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emission อย่างเป็นรูปธรรม”</p>
<p>พร้อมทั้ง ได้มีการจัด <strong>พิธีลงนาม</strong><strong>บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (</strong><strong>MOU) </strong><strong>ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับเกณฑ์อาคารเขียวไทย</strong> ระหว่าง มูลนิธิอาคารเขียวไทย กับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของ TEI อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42264 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1246469.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ช่วงการ<strong>เสวนา “</strong><strong>Climate Crisis : </strong><strong>สร้างผลกระทบ – ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อหาทางรอดจากวิกฤติ</strong><strong>อย่างยั่งยืน” </strong>โดยผู้บริหารขององค์กรพันธมิตรของ TBCSD จำนวน 4 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ดังนี้</p>
<p><strong>นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท</strong> ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า “ปัญหา Climate Change ได้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความมั่นคงด้านพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนฐานราก โดยคาดการณ์ว่า GDP ของประเทศอาจลดลงถึงร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050 หากไม่มีการปรับตัวอย่างเป็นระบบ</p>
<p>แต่ในทางตรงกันข้าม การลงทุนในการปรับตัว (Adaptation) เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพียงร้อยละ 1 ของ GDP/ปี จะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 4–5 ภายในปี 2050 สอดรับกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศในปี 2050 ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทั้งในด้าน Adaptation และ Mitigation ควบคู่กับการผลักดันกฎหมาย พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ การบังคับใช้ภาษีคาร์บอน และการพัฒนา Green Skills ในภาคการศึกษาและแรงงาน กลไกคาร์บอนเครดิตจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกที่ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและองค์ความรู้เฉพาะทาง โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO พร้อมให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการและการรับรองมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) แก่ทุกภาคส่วนทั้งพลังงาน อุตสาหกรรม และ SMEs เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอน พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42265 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1246470.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.คุรุจิต นาครทรรพ</strong> ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความรับผิดชอบร่วมกัน ที่แตกต่างกัน ของทุกประเทศในการแก้ภาวะโลกรวนบนหลักการ Common but Differentiated Responsibilities โดยการออกกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ mandate ระบบ MRV รายงานข้อมูลการปล่อย GHG, Carbon Pricing via ETS การจัดสรรโควตาการปล่อยและการซื้อขายสิทธิและจัดตั้ง Real Carbon Market การบูรณาการจะยั่งยืนต้องดำเนินการไปควบคู่กันในทุกมิติ เศรษฐกิจพัฒนาเติบโตได้ สิ่งแวดล้อมก็สะอาด เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน”</p>
<p><strong>นายยุทธนา เจียมตระการ</strong> ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย กล่าวว่า “Climate Crisis” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โครงสร้างเศรษฐกิจ และความอยู่รอดของธุรกิจไทยหอการค้าไทยในฐานะตัวแทนภาคเอกชน จึงผลักดันแนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัวจากการปฏิบัติตามกติกา ไปสู่การใช้กติกาใหม่เป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมกันนี้ ยังเน้นว่าการสร้างความยั่งยืนต้องบูรณาการทั้งเทคโนโลยี การพัฒนาคน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อเสริม resilience และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”</p>
<p><strong>ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์</strong> ผู้แทนสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ท่ามกลางวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญในการปรับตัวสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ “FTI : The New Chapter of Thai Industry” จึงเป็นกรอบยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล มาตรฐานด้านสภาพภูมิอากาศ และกลไกสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกแนวทางดังกล่าวยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้าน Climate Action อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมสนับสนุน SME และแรงงานไทยให้สามารถปรับตัวต่อเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างทั่วถึงเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “Inclusive &amp; Sustainable Growth”ที่เติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่บทใหม่ของการพัฒนาที่แข่งขันได้ ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42267 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/KBANK.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>บรรยายพิเศษ “</strong><strong>Move forward Challenges and Directions for Net Zero”</strong> ผ่านการนำเสนอโดยคณะกรรมการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐานขององค์กรภาคธุรกิจไทย เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>นายพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาใน 3 มิติ ได้แก่ Economic crisis, Climate crisis และ Bio-diversity crisis โดยที่ผ่านมาธนาคารสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ไปช่วยแก้ปัญหาได้ในสองมิติแรก ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว แต่ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่อิงตาม GDP ยังมีจุดบอดที่ไม่ได้ประเมิน &#8216;มูลค่าของธรรมชาติ&#8217; เข้าไปด้วย เราจึงต้องผลักดันแนวคิด Natural Capital Accounting (NCA) หรือการบัญชีต้นทุนทางธรรมชาติ เพื่อแปลงธรรมชาติที่เคยเป็นของฟรีให้เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางการเงินที่ชัดเจน การสร้างชุดข้อมูลที่เป็นภาษากลางนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ยกระดับภาคธุรกิจจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การผนึกกำลังร่วมกัน (Collective Action) เพื่อปกป้องธรรมชาติซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”</p>
<p><strong>นายปฐมภพ สุวรรณศิริ</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Net Zero ไม่ใช่เพียงวาระด้านความยั่งยืนเพื่อลดคาร์บอนขององค์กร แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคอุตสาหกรรม ไทยคมในฐานะผู้นำด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ มุ่งสร้างคุณค่าโดยสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ คู่ค้า และลูกค้า ผ่านทั้งบริการสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) และบริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (GEOINT) โดยมีตัวอย่างสำคัญ เช่น แพลตฟอร์มติดตามร่องรอยการเผาไหม้ในไร่อ้อยด้วยเทคโนโลยีอวกาศและ AI ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย แพลตฟอร์ม CarbonWatch ที่ได้รับการรับรองจาก อบก. ให้เป็นเครื่องมือประเมินการกักเก็บคาร์บอนภาคป่าไม้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมรายแรกของไทย โดยร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืน ร่วมกับบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ อบก. จากเทคโนโลยีอวกาศ สู่ ESG และความยั่งยืนของประเทศ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42266 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/1246474.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/tei-33th-anniversary-climate-crisis/">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดเวทีเสวนาเจาะลึก Climate Crisis วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 May 2026 17:33:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[33 ปี TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42149</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่ง 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย” ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น  วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม “วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/">33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี </strong><strong>TEI </strong><strong>“สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution)</strong></p>
<p><span id="more-42149"></span></p>
<p><strong>ซึ่ง </strong><strong>3 </strong><strong>วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย”</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น  วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42150 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI3.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>“วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุดคือการ <strong>“ปรับตัว” </strong>เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ ดังนั้น ในวาระครบรอบ 33 ปีของ TEI ครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มาร่วมเจาะลึกทุกวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นที่ นโยบายประเทศ ไปจนถึงระดับโลก พร้อมร่วมกันถอดบทเรียนเสนอทางรอดและยกระดับศักยภาพการรับมือวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน”</p>
<p>ภายในงานยังเปิด <strong>3</strong><strong> เวทีใหญ่แบบเจาะลึกตรงประเด็นเพื่อร่วมหาทางรอดจาก </strong><strong>3</strong><strong> วิกฤติสิ่งแวดล้อม </strong>ตามแนวทาง <strong>“</strong><strong>ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด</strong><strong>”</strong>  ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ขับเคลื่อนงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการสิ่งแวดล้อม รวมถึง ผู้บริหารภาคธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศไทยที่ให้ความสำคัญในการมุ่งเป้าสู่ Net Zero วิทยากรมากกว่า 15 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนทางรอดและการปรับตัว โดยการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42152 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI2-.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>เวทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>นำเสนอผ่านประเด็น <strong>Climate Crisis </strong><strong>วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน </strong>เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทยได้เร่งเครื่องในระดับนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการตั้งเป้าให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเป็นการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42154 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เวทีที่ </strong><strong>2</strong><strong> การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ</strong> ที่หยิบยกประเด็น <strong>Biodiversity Collapse </strong><strong>ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัวผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือน</strong>ของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดยมีการนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง <strong>“ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ”</strong> ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures) โดยเวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42153 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p><strong>เวทีที่ </strong><strong>3 </strong><strong>ปัญหามลพิษ </strong><strong>Pollution Challenges</strong><strong> มลพิษสิ่งแวดล้อม ปัญหาเก่า จะก้าวข้ามกันอย่างไร </strong>โดยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและบริการ ชุมชน และเกษตรกรรม มุ่งยกระดับการจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมผลักดันความร่วมมือเพื่อพัฒนาแนวทางที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว เวทีเสวนาชูประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ <strong>“โอกาสและการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ”</strong> และ โอกาสและการปรับตัวของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม</p>
<p>นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเกณฑ์อาคารเขียวไทยระหว่างมูลนิธิอาคารเขียวไทยกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของ  TEI กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติภาคีสิ่งแวดล้อมทั้งการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งวัฏจักร รางวัลพลังสื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมไทย ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมส่งผลงานรายงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้างต้นเข้าประกวดโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน และการมอบรางวัล Green Voice Influencer Award ขณะเดียวกัน TEI ยังได้นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด <strong>“ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด”</strong> ที่สื่อให้เห็นถึงการสูญเสียจาก 3วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของคนไทย พร้อมชูโมเดลความสำเร็จจากการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42155 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/33-TEI4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>“</strong><strong>ตลอดระยะเวลา </strong><strong>33</strong><strong> ปีในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong><strong>ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคตามมาตรฐานสากลที่ยึดมั่นความถูกต้องทางวิชาการและมีความเป็นกลางขอขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยดี </strong><strong>TEI </strong><strong>พร้อมจะก้าวไปสู่องค์กรในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค พร้อมเครือข่ายพันธมิตร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเพราะหัวใจสำคัญของโลกยุคใหม่คือ </strong><strong>“</strong><strong>การเรียนรู้ ตระหนัก และปรับตัวเพื่ออยู่รอด</strong><strong>” </strong><strong>และการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง”</strong> ดร.วิจารย์ กล่าวปิดท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/33th-anniversary-tei/">33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2026 16:29:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Collapse]]></category>
		<category><![CDATA[Conservation]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[IUCN]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBased]]></category>
		<category><![CDATA[NatureBasedSolutions]]></category>
		<category><![CDATA[NbS]]></category>
		<category><![CDATA[Regeneration]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พรฤทัย โชติวิจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42115</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือรากฐานของการพัฒนา ขณะที่ในปัจจุบันการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามปกติ (Business-as-usual) กำลังขับเคลื่อนการเสื่อมถอยให้แก่ธรรมชาติ โดยธุรกิจนั้น มีทั้งการพึ่งพา ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางธรรมชาติด้วย ข้อมูลจากเวที Biodiversity Collapse : ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัว ​ภายใต้งานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  &#8216;สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย&#8217;  พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดย​นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง &#8216;ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ&#8217; ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/">เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะ &#8216;<strong>ธรรมชาติ&#8217;</strong> คือรากฐานของการพัฒนา ขณะที่ในปัจจุบันการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตามปกติ (Business-as-usual) กำลังขับเคลื่อนการเสื่อมถอยให้แก่ธรรมชาติ โดยธุรกิจนั้น มีทั้งการพึ่งพา ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางธรรมชาติด้วย</p>
<p><span id="more-42115"></span></p>
<p>ข้อมูลจากเวที <strong>Biodiversity Collapse : ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัว</strong> ​ภายใต้งานครบรอบ 33 ปี <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs"><span class="xt0psk2"><span class="xjp7ctv">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  &#8216;<strong>สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย&#8217;  </strong></span></span></span>พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย</p>
<p>โดย​นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง &#8216;ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ&#8217; ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures)</p>
<p>เวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42117 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0021-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">
<p><strong>คุณพรฤทัย โชติวิจิตร</strong> เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ​ระบุว่า <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ระบบนิเวศ</span> คือรากฐานสำคัญที่มนุษย์กำลังพึ่งพาอยู่ โดย​องค์ประกอบ​ทุกอย่างในการดำรงชีวิตล้วนอยู่ภายใต้ <strong>&#8216;บริการของระบบนิเวศ&#8217;</strong> ในมิติด้านการสนับสนุนต่อไปนี้</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต</strong> (Provisioning Services) ในฐานะแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น น้ำสะอาด แร่ธาตุ วัตถุดิบต่างๆ รวมถึงเป็นแหล่งอาหาร ยา และแหล่งรวมความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต</p>
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านการควบคุม</strong> (Regulating Services) ทั้งการควบคุมปรากฏการณ์และกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น ควบคุมสภาพภูมิอากาศ ผลิตออกซิเจน กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยป้องกันการกัดเซาชายฝั่ง การย่อยสลาย การผสมเกษร เป็นต้น</p>
<p><strong>&#8211; นิเวศบริการด้านวัฒนธรรม</strong> (Cultural Services) การสร้างคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ประเพณี แหล่งศึกษาความรู้ ไปจนถึงแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ</p>
</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่ 5 ปัจจัยสำคัญ ที่นำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบไปด้วย</div>
<div dir="auto"><strong>1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและมหาสมุทร :</strong> ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่ของชนิดพันธุ์ท้องถิ่น เช่น การทำลายป่า การทำลายระบบนิเวศจากการใช้ประโยชน์เกินปริมาณ ทำให้แหล่งที่อยู่ของชนิดพันธุ์เกิดการกระจายตัว จนเกิดความลำบากในการขยายพันธุ์ การอยู่อาศัย และการหาอาหาร</div>
<div dir="auto"><strong>2. การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด :</strong> ทั้งการใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์พืช สัตว์ และระบบนิเวศโดยทั่วไป เช่น การล่าสัตว์ การทำไม้อย่างไม่ยั่งยืน การทำประมงเกินขนาด</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ :</strong> เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิ ฤดูกาล ปริมาณน้ำฝน ความแรงลมพายุ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ</div>
<div dir="auto"><strong>4. การก่อมลพิษ :</strong> การปล่อยสารอันตราย เช่น การใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศ รวมถึงมลพิษจากแสงและเสียง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>5. การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน :</strong> โดยการเข้ามาของสายพันธุ์ต่างถิ่นและแพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ เป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ (Dominant Species) และเป็นชนิดพันธุ์ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ รวมไปถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย</div>
</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42118 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0032-1024x592.jpg" alt="" width="1024" height="592" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ทั้งนี้ จะเกิดผลกระทบและความเสียหายเหล่านี้ตามมา หากในระบบนิเวศเกิดการ​สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong>1. ระบบนิเวศอ่อนแอลง ไม่สามารถฟื้นตัวได้เหมือนเดิม</strong></div>
<p>&#8211; ทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้น้อยลง ทั้งโลกร้อน โรคระบาด ชนิดพันธุ์รุกราน</p>
<p>&#8211; ความสามารถในการฟื้นตัวลดลง มีความเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบนิเวศ</p>
<p>&#8211; เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น ดินเสื่อมคุณภาพ ดินพังทลาย ส่งผลต่อการเกษตรและความสามารถของพื้นที่ในการหล่อเลี้ยงชีวิต</p>
<p><strong>2. บริการระบบนิเวศ ที่มนุษย์พึ่งพาจะเสื่อมลง</strong></p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<p>&#8211; เพราะความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นผู้ให้บริการทั้ง น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ เป็นผู้ช่วยผสมเกษร การสร้างดินใหม่ การกักเก็บคาร์บอนและการควบคุมคุณภาพอากาศ</p>
<p>&#8211; เมื่อความหลากหลายลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้บริการเหล่านี้ลดลง</p>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>3. กระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยตรง</strong></div>
<p>&#8211; หลายพื้นที่ทั่วโลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 95%</p>
<p>&#8211; แม่น้ำใหญ่ 2 ใน 3 ถูกกั้นด้วยเขื่อนจนระบบนิเวศเปลี่ยน</p>
<p>&#8211; ชุมชนที่พึ่งพาน้ำและปลาในพื้นที่ เผชิญวิกฤตแหล่งอาหารและน้ำจืดอย่างรุนแรง</p>
</div>
<div dir="auto" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-42119 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/0041-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ดังนั้น การขับเคลื่อน<strong> Nature Positive</strong> จึงเป็นเป้าหมายระดับโลกในการ &#8216;<strong>หยุดยั้งการสูญเสียและพลิกฟื้นธรรมชาติ&#8217;</strong> ภายในปี 2030 เทียบกับปีฐานในปี 2020 รวมทั้งสามารถมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ได้ (Full Recovery) ภายในปี 2050 โดยวัดจากการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลาย และความสามารถในการปรับตัวของทั้งชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และกระบวนการทางธรรมขาติ</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">รวมทั้งการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่สามารถวัดผลได้ทั้งต่อมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงที่สำคัญทั้งการมีสุขภาพที่ดี และเศรษฐกิจที่ดี อยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมชาติที่ดี ภายใต้ความร่วมมือในการเปลี่ยนของภาคเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จากการมีส่วนร่วมทั้งการขับเคลื่อนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย เพื่อส่งเสริมการปรับตัวโดยเฉพาะการทำธุรกิจจากรูปแบบปกติ มาสู่การทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ผ่านการอนุรักษ์และฟื้นฟู เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม</div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42143 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/6-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/global-trends-nature-positive-by-iucn/">เพราะ &#8216;ธรรมชาติ&#8217; คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนา แต่การขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งพึ่งพาและสร้างผลกระทบให้ระบบนิเวศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน &#8216;Driving Circularity Ecosystem&#8217;   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/05/saleng-and-junk-shop-driving-circularity-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:27:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity]]></category>
		<category><![CDATA[Circularity Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Driving Circularity Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[Junk Shop]]></category>
		<category><![CDATA[PPP Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[Recycle]]></category>
		<category><![CDATA[Saleng]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[กรมควบคุมมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะบรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซาเล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีชัย เจียรนัยขจร]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[บพข.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะต้นทาง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41627</guid>

					<description><![CDATA[<p>หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจในฐานะองค์กรภาคเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเซ็ตมาตรฐานและวางกรอบ &#8216;กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน&#8217; ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​​ทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม  รวมถึง​เพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทย บนพื้นฐาน​การจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้ง​ระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของโครงการว่า ​หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาขยะและการจัดการขยะ ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอด​สู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์ &#8220;ทางออกสำคัญใน​การแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในบริบทของสังคมไทย  คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิล โดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นหนึ่งกลไกสำคัญ​ที่ช่วยการเก็บวัสดุใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบ เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/saleng-and-junk-shop-driving-circularity-ecosystem/">ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน &#8216;Driving Circularity Ecosystem&#8217;   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.)</strong> ร่วมกับ<strong> สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> <strong>สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics)</strong> และ <strong>สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า</strong> พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจในฐานะองค์กรภาคเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเซ็ตมาตรฐานและวางกรอบ <strong>&#8216;กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-41627"></span></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​​ทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม  รวมถึง​เพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทย บนพื้นฐาน​การจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้ง​ระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41629 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ดร.วิจารย์-2-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา </strong>ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของโครงการว่า ​หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ <strong>ปัญหาขยะและการจัดการขยะ</strong> ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอด​สู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์</p>
<p><em>&#8220;ทางออกสำคัญใน​การแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในบริบทของสังคมไทย  คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิล โดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นหนึ่งกลไกสำคัญ​ที่ช่วยการเก็บวัสดุใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบ เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้ดำเนินงานโครงการวิจัย &#8216;<strong>โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า&#8217;</strong> พร้อมดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และการยกระดับมาตรฐาน​​ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​ทุกมิติ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรีไซเคิล ในการ​นำองค์กรความรู้​จากการฝึกอบรมนำไปใช้​ต่อยอด​การประกอบอาชีพ ในฐานะกลไกสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดี หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p><strong>รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์</strong> ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.)  กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ Linear Economy ไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านบทบาทหลัก  คือ<strong> 1) การให้ทุนวิจัยและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ 2) การสร้าง Circular Supply Chain 3) การขับเคลื่อนมาตรฐานและกฎระเบียบ 4) การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41630 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/รศ.ดร.จินตวัฒน์-1-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>บพข.​ มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ผ่าน​การขับเคลื่อน Circular Economy Ecosystem ผ่านโครงการต่างๆ เช่น</p>
<p><strong>&#8211; Smart Recycling Hub </strong>: สนับสนุนการสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกและเชื่อมโยงเครือข่ายจัดการวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ</p>
<p><strong>&#8211; PMUC Zero Burn to Earn (เลิกเผา เป๋าตุง) :</strong> สร้าง Ecosystem และส่งเสริมเทคโนโลยีเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรแทนการเผาที่สร้างมลพิษ</p>
<p><strong>&#8211; การสนับสนุนกลุ่มซาเล้ง :</strong> ยกระดับมาตรฐานอาชีพและนำระบบดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการต้นทางขยะ เพื่อดึงกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;บพข. ​ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็น <strong>&#8216;ตัวเชื่อม&#8217;  </strong>ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ โดยไม่ได้เน้นเพียงเรื่องรักษ์โลก แต่ยังเป็นการช่วย​เพิ่ม​​ความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจและประเทศไปพร้อมกัน&#8221;</em></p>
<p><strong>ตั้งเป้า ปี 2027 บรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าระบบรีไซเคิล 100% </strong></p>
<p><strong>คุณทวีชัย เจียรนัยขจร</strong> ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ บรรยายพิเศษ​หัวข้อ <strong>National Framework on Building Circularity Ecosystem </strong> กล่าวว่า ​​กรอบการทำงานระดับชาติเพื่อการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน <strong>มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้ามาเป็นเครือข่ายศูนย์รวบรวมและคัดแยกขยะ (MRF) ที่มีมาตรฐาน เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ภาคบังคับ </strong>หวังแก้ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีจุดรั่วไหลและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% พร้อมผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการนำบรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์ 100% ภายในปี 2027 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41631 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/นายทวีชัย-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการ​เสวนาหัวข้อ &#8216;<strong>Driving Circularity Ecosystem&#8217;</strong> โดย องค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้มีความครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)</p>
<p><strong>คุณวีระ ขวัญเลิศจิตต์</strong> ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า ความคุ้นเคยในการใช้​ทรัพยากร​แล้ว​ทิ้ง หรือ เศรษฐกิจเชิงเส้น (Linear)​ สิ่งที่ตามมาคือจำนวนขยะที่มากมาย เมื่อขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมจึงสั่งสมจนเป็นปัญหา นำมาสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ด้วยการหมุนเวียน​ทรัพยากรในการใช้ให้เกิด​ประโยชน์สูงสุดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา</p>
<p><em>&#8220;​การขับเคลื่อน Circular Economy ​มี​หลายภาคส่วนที่เกี่ยวช้อง และแต่ละภาคส่วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายภาคส่วนก็มีการบริหารจัดการจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าซึ่งเป็นหน่วยป้อน (Feeder) นำวัตถุดิบเข้าสู่ระบบหมุนเวียน​ ซึ่ง​มีความสำคัญ ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า​จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจรีไซเคิลไทยมีความรู้ มีรายได้เพิ่ม และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ”</em></p>
<p><strong>คุณพิรุณ เหมะรักษ์</strong> ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า อบจ.ระยอง เดินหน้ายกระดับ &#8216;<strong>ระยองโมเดล: พลิกวิกฤตขยะสู่ต้นแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน&#8217;</strong> (Circular Economy Ecosystem) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF โดยการทำงานแบบบูรณาการระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อลดปริมาณการฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41633 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/เสวนาหัวข้อ-Driving-Circularity-Ecosystem-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล</strong> เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า ได้ร่วมกับพันธมิตรสร้างระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่มีความน่าเชื่อถือ และนำสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนมายกระดับเพื่อเป็นนักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้จริง มีระบบบริหารจัดการทั้งด้านซอฟแวร์และการจัดการหน้างานจริง ที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการสังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเพื่อเชื่อมโยง​ทุกฝ่ายที่สนใจ​ร่วมขับเคลื่อน​ด้วยกัน สร้างความน่าเชื่อถือในอาชีพ ผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่างๆ ให้​คนทำงาน ทำอาชีพนี้ พร้อมเกิดผู้ร่วมอุดมการณ์รายใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;วันนี้เรามีคนทิ้งมากกว่าคนเก็บหลายเท่าตัว แต่ในอนาคตอาจจะเกิดภาพคนมาสมัครขึ้นทะเบียนขอเป็นซาเล้งนักจัดเก็บขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็ได้”</em></p>
<p><strong>Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project</strong></p>
<p>โครงการ <strong>Thailand Flagship : Smart Recycling Hub Project</strong> เป็นหนึ่ง Best Practice โครงการนำร่องระดับประเทศที่มุ่งยกระดับระบบการจัดการขยะและรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขยะที่ยังไม่ได้รับการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ <strong>คุณคงศักดิ์ ดอกบัว </strong>ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า​ โครงการนี้มุ่งพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร (Material Recover Facilities; MRF) ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจหมุนเวีย และ​​​เพิ่มอัตราการคัดแยกและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง</p>
<p><em>&#8220;<strong>สำหรับกรุงเทพมหานคร โครงการนำร่องในเขตหนองแขม ​โดยรองรับขยะประมาณ 100 ตันต่อวัน</strong> พร้อมสนับสนุนการลดการฝังกลบ ผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ <strong>คาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการจัดการได้ประมาณ 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะราว 140 ล้านบาทต่อปี</strong> อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในรูปแบบเครือข่าย MRF เพื่อยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศในระยะยาว”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41628 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/คุณมยุรี-อรุณวรานนท์-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณมยุรี อรุณวรานนท์</strong> ผู้จัดการโครงการเครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือ PRO-Thailand Network กล่าวว่า PRO-Thailand Network เป็นกลุ่มความร่วมมือโดยสมัครใจที่นำโดยภาคอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อริเริ่มการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย</p>
<p>โดยได้รับ​การสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกซึ่งได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด</p>
<p><em>&#8220;ระหว่างปี 2563 ถึง 2568 เครือข่ายฯ ได้ให้การสนับสนุนการคัดแยกและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก PET กว่า 71,500 ตัน กล่อง UHT กว่า 2,400 ตัน และซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP กว่า 2,800 ตัน ภายใต้โครงการนำร่องส่งเสริมการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยในปี 2568 โครงการฯ ได้ทำการทดลองรีไซเคิลซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP ด้วยวิธี mechanical recycling เป็นครั้งแรกได้ถึง 100 ตัน​​ ภายใต้ความร่วมมือจากผู้คัดแยก ร้านรับซื้อรายย่อยและร้านรวบรวบวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่กว่า 700 รายทั่วประเทศ&#8221;</em></p>
<p>เครือข่าย PRO-Thailand Network ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนหลักในคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง​ภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41634 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ภาพร้านรับซื้อของเก่า-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียน </strong></p>
<p><strong>คุณอัคคภพ จันทรศรีวงศ์</strong> ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยี สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ &#8216;<strong>การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า&#8217;</strong> โดยระบุว่า​ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บ ค้นหา และบริหารจัดการข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และทันสมัย เพื่อช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพรวมการบริหารงานในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพและมาตรฐานการดำเนินงาน ผ่านการบันทึกข้อมูลด้านขยะอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ระดับประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”</em></p>
<p>นอกจากนี้ โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ยังได้มีการจัดทำ <strong>คู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า </strong>นำเสนอข้อมูลโดย <strong>คุณภิญญดา เจริญสิน</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  กล่าวว่า การพัฒนาคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจรีไซเคิลได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้นำเสนอ <strong>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยอย่างยั่งยืน</strong>​ โดยมอง​ว่า ​ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นฟันเฟืองกลไกที่สำคัญในระดับเชิงพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศ ในการจัดเก็บและรวบรวมวัสดุรีไซเคิลนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิต และถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p><em>&#8220;การจะขับเคลื่อนกลุ่ม Informal Sector ทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าทั้งในระดับนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการ ข้อบังคับของระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและรองรับต่อการทำงานระดับปฎิบัติการเชิงพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41636 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/ภาพประกอบ-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>​การสร้างระบบ​ลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ ช่วยให้เกิดการรับรองสถานะและขึ้นทะเบียนวิชาชีพให้​ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิล เพื่อมี​ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ เพื่อเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งเงินทุน และเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ​อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง​การพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจในการประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพ​ ผ่าน &#8216;มาตรการจูงใจทางการเงินและภาษี&#8217; สำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาว เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/05/saleng-and-junk-shop-driving-circularity-ecosystem/">ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน &#8216;Driving Circularity Ecosystem&#8217;   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก &#8216;บ้าน&#8217; สู่ &#8216;คอนโดมิเนียม&#8217; TEI ผนึก กรุงเทพมหานคร ต่อยอด &#8216;คอนโดนี้ ไม่เทรวม&#8217; สร้างต้นแบบ &#8216;คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง&#8217; ร่วมวางระบบจัดการขยะในเมืองอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/tei-join-household-waste-sorting-in-condominium/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2026 07:05:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[BMA]]></category>
		<category><![CDATA[depa]]></category>
		<category><![CDATA[Pilot Project]]></category>
		<category><![CDATA[Pilot Project for Household Waste Sorting in Bangkok Condominiums]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Sorting]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[คอนโดนี้ ไม่เทรวม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านนี้ไม่เทรวม]]></category>
		<category><![CDATA[พรพรหม วิกิตเศรษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะในคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เทรวม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40089</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน &#8216;ปัญหาขยะ&#8217; เป็น​สาเหตุสำคัญของการเกิดมลพิษ (Pollution) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ร่วมกับปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ซึ่งทั้งสามปัญหานี้ล้วนเชื่อมโยงกันและยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมมือกันเพื่อหาทางออก โดยเฉพาะ​ &#8216;การจัดการขยะในเขตเมือง&#8217; ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมากและหนาแน่น ซึ่ง​​ส่วนใหญ่จะเป็นการอาศัยอยู่ในอาคารหรือตึกสูง ทำให้การบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันการปนเปื้อน และส่งผล​ให้ปริมาณขยะในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่​ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบทุกมิติตามมา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้ง​คุณภาพชีวิตของประชาชน จาก &#8216;บ้านนี้ ไม่เทรวม&#8217; สู่ &#8216;คอนโดนี้ ไม่เทรวม&#8217; ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของ ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.), องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (DEPA), สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อน &#8216;โครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร&#8217; โดยมีเป้าหมายในการสร้างต้นแบบระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพสำหรับคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร​ ตามนโยบาย &#8216;ไม่เทรวม&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/tei-join-household-waste-sorting-in-condominium/">จาก &#8216;บ้าน&#8217; สู่ &#8216;คอนโดมิเนียม&#8217; TEI ผนึก กรุงเทพมหานคร ต่อยอด &#8216;คอนโดนี้ ไม่เทรวม&#8217; สร้างต้นแบบ &#8216;คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง&#8217; ร่วมวางระบบจัดการขยะในเมืองอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบัน <strong>&#8216;ปัญหาขยะ&#8217;</strong> เป็น​สาเหตุสำคัญของการเกิดมลพิษ (Pollution) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ร่วมกับปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ซึ่งทั้งสามปัญหานี้ล้วนเชื่อมโยงกันและยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมมือกันเพื่อหาทางออก</p>
<p><span id="more-40089"></span></p>
<p>โดยเฉพาะ​ <strong>&#8216;การจัดการขยะในเขตเมือง&#8217;</strong> ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมากและหนาแน่น ซึ่ง​​ส่วนใหญ่จะเป็นการอาศัยอยู่ในอาคารหรือตึกสูง ทำให้การบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันการปนเปื้อน และส่งผล​ให้ปริมาณขยะในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่​ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบทุกมิติตามมา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้ง​คุณภาพชีวิตของประชาชน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40100 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ภาพประกอบ-บรรยากาศแถลงข่าว-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>จาก &#8216;บ้านนี้ ไม่เทรวม&#8217; สู่ &#8216;คอนโดนี้ ไม่เทรวม&#8217;</strong></p>
<p>ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของ <strong>ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ </strong>ของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ <strong>สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.), องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (DEPA), สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน</p>
<p>พร้อมขับเคลื่อน <strong>&#8216;โครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร&#8217; </strong>โดยมีเป้าหมายในการสร้างต้นแบบระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพสำหรับคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร​ ตามนโยบาย <strong>&#8216;ไม่เทรวม&#8217;</strong> และตามข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการขยะฉบับใหม่ ของ กทม. ​พร้อมทั้งต่อยอดผลการดำเนินงานของโครงการฯ เพื่อนำไปสู่การ​ขยายผลไปยัง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่นๆ รวมถึงภูมิภาคอาเซียน เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการขยะอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40101 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ดร.-วิจารย์-สิมาฉายา-ผู้อำนวยการสถาบันสิ่ง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงความร่วมมือในโครงการว่า แม้ประเทศไทยได้​กำหนดให้เรื่องของ <strong> &#8216;การบริหารจัดการขยะ&#8217;</strong> (Waste Management) เป็น &#8216;<strong>วาระแห่งชาติ&#8217;</strong> ในหลายโอกาส แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถ​ขับเคลื่อนให้สามารถก้าวข้าม และเกิดการแก้ปัญหาได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมทั้งประเทศยังสูงถึงกว่า 27-28 ล้านตันต่อปี และมีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทำให้มีโอกาสที่ขยะ​จะไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง​และหลุดรอดมาสร้างอันตราย เกิด​มลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในสังคมได้</p>
<p><em>&#8220;สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และมีการทำงานเพื่อส่งเสริมด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้เข้ามาสนับสนุนและเป็น​ที่ปรึกษาในโครงการนำร่องครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางในคอนโดมิเนียมของกรุงเทพมหานคร เพื่อความถูกต้องทั้งในการคัดแยก การจัดเก็บ การบริหารจัดการทั้งในเชิงนโยบายและในพื้นที่ โดยมีคอนโดมิเนียมนำร่อง 10 โครงการ จาก  2 เขต คือ เขตคลองเตย จำนวน 5 โครงการ และเขตวัฒนา จำนวน 5 โครงการ เพื่อ​นำ​​ข้อมูลที่ได้มา​วางแผนพัฒนาการบริหารจัดการขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมให้มีประสิทธิภาพ ​​สอดคล้องกับนโยบาย &#8216;<strong>ไม่เทรวม&#8217;</strong> ​และ​ข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการขยะฉบับใหม่ของกรุงเทพฯ  เพื่อ​มุ่งเน้นให้มีการลดขยะได้ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การคัดแยก การจัดเก็บ การบริหารจัดการ การส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล ซึ่งมีการนำแผนนโยบายไปสู่แผนการปฏิบัติอย่างมีเป้าหมาย &#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40102 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/พรพรหม-วิกิตเศรษฐ์.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์</strong> ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระ​การจัดการมูลฝอยกว่า 9,000 ตันต่อวัน และต้องใช้งบประมาณในการจัดการขยะที่สูงมาก หากสามารถลดปริมาณขยะลงได้ จะสามารถนำงบที่ลดลงไปสร้างประโยชน์​ในมิติอื่นๆ เช่น ด้านการศึกษา หรือสาธารณสุขได้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณขยะในภาพรวมลงได้ โดยเฉพาะ 50% ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นเป็นขยะอาหาร การแยกจากต้นทางจะช่วยลดการปนเปื้อน และนำขยะประเภทอื่นๆ ไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ทั้งขยะทั่วไปที่สามารถนำไปทำเชื้อเพลิงอุตสาหกรรม หรือขยะรีไซเคิลที่มีมูลค่า และสามารถนำกลับเข้า​ระบบรีไซเคิลเพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ลงได้</p>
<p><em>&#8220;กทม. ขับเคลื่อนการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างจริงจัง ผ่านนโยบาย <strong>&#8216;ไม่เทรวม&#8217;</strong> พร้อมยกระดับมาตรการสู่การบังคับใช้ ข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ที่ยึดหลักสากล <strong>&#8216;ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย&#8217;</strong> (Polluter Pays Principle) เพื่อใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์สร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยครัวเรือนที่คัดแยกขยะจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยลง ส่วนผู้ไม่คัดแยกจะต้องชำระในอัตราที่สูงกว่า 3 เท่า พร้อมเริ่มโครงการ <strong>&#8216;บ้านนี้ไม่เทรวม แยกขยะลดค่าธรรมเนียม&#8217;</strong> ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดี รวมทั้ง​มีคอนโดมิเนียมจำนวนมากแสดงความจำนงเข้าร่วม แต่ที่ผ่านมายังขาดระบบและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับโครงสร้างอาคารสูง โ<strong>ครงการความร่วมมือครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว</strong> เพื่อ​สร้างโมเดลต้นแบบการจัดการขยะที่หลากหลายและยืดหยุ่น ให้คอนโดมิเนียมอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย  และต่อยอดสู่การขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต รวมทั้งเป็นมาตรฐานในการขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงภูมิภาคอาเซียนเพื่อร่วมกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน และคืนสมดุลให้โลกอย่างยั่งยืน”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40103 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/re-Eight-Thonglor-Residence-.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ศึกษา &#8216;เดนมาร์ก โมเดล&#8217; สร้าง Best Practice ขยายผล ​</strong></p>
<p>การขับเคลื่อนโครงการนำร่องครั้งนี้ เป็น​ส่วนหนึ่งของ <em><strong>ค</strong><strong>วามร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – เดนมาร์ก (SSC) ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะ</strong> </em>โดยเดนมาร์ก เป็นหนึ่งประเทศต้นแบบที่มีศักยภาพสูง ด้านการ​บริการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถลดขยะจากครัวเรือนได้อย่างเป็นระบบ ​ประชาชนภายในประเทศมีการแยกขยะพื้นฐานในชีวิตประจำวันมากถึง 10 ประเภท ทำให้สามารถนำเศษวัสดุหลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้มากถึง 50% และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 60% ภายในปี 2030</p>
<p>ขณะเดียวกัน สิ่งที่ช่วย​ส่งเสริมให้การคัดแยกตั้งแต่ต้นทางในเดนมาร์กประสบความสำเร็จ มาจากการออกแบบระบบให้ง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าถึงจุดรับแยกขยะได้ง่าย และความพร้อมของพื้นที่และการจัดวางถังขยะเพื่อรองรับการแยกขยะได้โดยสะดวก รวมทั้งการสื่อสารอย่างชัดเจน และเข้าใจง่าย และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนชาวเดนมาร์กเข้าใจได้ตรงกันทั้งประเทศ รวมทั้งสามารถต่อยอดความสำเร็จ จากการใช้ภาพสัญลักษณ์​ จากระดับประเทศ ไปสู่การขยายผลในสหภาพยุโรป  เพื่อใช้งานร่วมกันทั้งภูมิภาคยุโรป เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการเปลี่ยน &#8216;โครงการนำร่อง&#8217; ในวันนี้ สู่การสร้าง &#8216;มาตรฐาน&#8217; ในอนาคต​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40104 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ภาพ-Eight-Thonglor-Residence-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนในประเทศไทยนั้น <strong>ดร.วิจารย์ </strong>ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จะนำร่องในคอนโดมิเนียม 10 โครงการ จากเขตคลองเตย และวัฒนา ประกอบด้วย 1. นิติบุคคลอาคารชุด ดิ เอ็มโพริโอ เพลส, 2. อาคารชุด ไอดิโอคิว สุขุมวิท 36 , 3. สิริ แอท สุขุมวิท , 4. นิติบุคคลอาคารชุด ไอดีโอ มอร์ฟ 38 คอนโดมิเนียม, 5) นิติบุคคลอาคารชุด ไซมิส สุขุมวิท 48, 6. 15 สุขุมวิท เรสซิเดนเซส, 7. Eight Thonglor Residences , 8. โครงการอาคารชุด โนเบิล บี เทอร์ตี้ทรี , 9. นิติบุคคลอาคารชุด เดอะเบส และ 10. เดอะ รูม สุขุมวิท 69</p>
<p>พร้อมด้วยองค์กรภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมประกาศเจตนารมณ์แสดงออกถึงความร่วมมือในการทำงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขยายผลไปยัง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่นๆ เพื่อ​ยกระดับมาตรฐาการจัดการขยะอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40105 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/ภาพประกอบ-ลงพื้นที่คอนโด-สิริ-แอท-สุขุมวิท-เขตคลองเตย-1-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;คณะทำงานได้ทำการ​ลงสำรวจพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลรูปแบบการบริหารจัดการขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียม ทั้งข้อมูลปริมาณขยะ และรูปแบบสถานที่จากทั้ง 10 โครงการ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป โดยจาก​ข้อมูลพบว่า ปริมาณขยะที่พบมากที่สุดในถังขยะทั่วไปของทั้ง 10 โครงการ ได้แก่ 1. ขยะอาหาร  มีสัดส่วน 33.8% , 2. กระดาษที่เลอะหรือเปื้อน 14.7%, 3. ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง 9% , 4.พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ 8.5%  และ 5. แก้ว 6.8%  ซึ่งในจำนวนนี้ สามารถแยกประเภทเป็น &#8216;ขยะทั่วไป&#8217; ได้มากที่สุด  41% รองลงมาคือขยะอาหาร 35% ขยะรีไซเคิล 21% และขยะอันตราย 3% ตามลำดับ&#8221;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ​จากการลงพื้นที่ <strong>โครงการได้ออกแบบการจัดการขยะมูลฝอยในคอนโดมิเนียมแต่ละแห่งอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเดินหน้าสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ</strong> เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้อยู่อาศัยรวมทั้งผู้ดูแลโครงการ ผ่านการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งการช่วยดูแลการจัดพื้นที่ส่วนกลางเพื่อรองรับขยะแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม ทั้งจุดทิ้งขยะประจำชั้น หรือส่วนคัดแยกสำหรับขยะแต่ละประเภท ทั้งขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอาหาร ​ขยะอันตราย รวมทั้งการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสามารถแยกบริหารจัดการขยะแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและปลอดภัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40106 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/re-องค์กรภาคีเครือข่าย-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเพื่อบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบและยั่งยืนนั้น ไม่สามารถ​ขับเคลื่อนให้สำเร็จได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น นำมาสู่ <em><strong>การประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันจาก​ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างต้นแบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามนโยบายและแผนการจัดการมูลฝอยของกรุงเทพฯ</strong> </em>ทั้งคอนโดมิเนียมนำร่องทั้ง 10 โครงการ รวมทั้งหน่วยงาน และผู้ประกอบการภายในระบบนิเวศด้านการบริหารจัดการขยะในแต่ละประเภท เพื่อขับเคลื่อนโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>พร้อมขยายผลทั้งในเชิงนโยบายและพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพิ่มปริมาณวัสดุ​กลับเข้าสู่ระบบ​รีไซเคิล ลดปริมาณขยะที่ต้องถูกส่งกำจัดในปลายทาง และสร้างสิ่งแวดล้อมของเมืองที่ยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  รวมทั้งการสร้างจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อขับเคลื่อน &#8216;กรุงเทพมหานคร&#8217; สู่การเป็นผู้นำด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40126 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Thai-Brochure-Page-2.jpg" alt="" width="1200" height="849" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/tei-join-household-waste-sorting-in-condominium/">จาก &#8216;บ้าน&#8217; สู่ &#8216;คอนโดมิเนียม&#8217; TEI ผนึก กรุงเทพมหานคร ต่อยอด &#8216;คอนโดนี้ ไม่เทรวม&#8217; สร้างต้นแบบ &#8216;คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง&#8217; ร่วมวางระบบจัดการขยะในเมืองอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 14:16:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Resilience Building and Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Wetland]]></category>
		<category><![CDATA[กรมทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระชุณ บุญสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39041</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำ และองค์กรภาคี จัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ &#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Urban Resilience Building and Nature : URBAN) โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 250 คน เพื่อร่วมหารือการยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเมืองและการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ สำหรับ​โครงการ URBAN ​ได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative (IKI) ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ​มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของเมืองและภูมินิเวศโดยรอบ ผ่านการบูรณาการข้อมูลวิชาการ กระบวนการมีส่วนร่วม และเครื่องมือเชิงนโยบาย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ ทั้งนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ไม่ได้หมายความเพียงแค่บึง หรือหนองน้ำ แต่ถือเป็น &#8216;โครงสร้างพื้นฐานตามธรรมชาติ&#8217; (Natural Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/">&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</strong> ร่วมกับ <strong>กรมทรัพยากรน้ำ</strong> และองค์กรภาคี จัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ <strong>&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217;</strong> ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (<strong>Urban Resilience Building and Nature : URBAN</strong>)</p>
<p><span id="more-39041"></span></p>
<p>โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 250 คน เพื่อร่วมหารือการยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเมืองและการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>สำหรับ​<strong><em>โครงการ </em></strong><strong><em>URBAN</em></strong> ​ได้รับการสนับสนุนจาก <em>International Climate Initiative (IKI)</em> ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ​มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของเมืองและภูมินิเวศโดยรอบ ผ่านการบูรณาการข้อมูลวิชาการ กระบวนการมีส่วนร่วม และเครื่องมือเชิงนโยบาย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน <em>Nature-based Solutions (NbS)</em> ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057030.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)</strong> ไม่ได้หมายความเพียงแค่บึง หรือหนองน้ำ แต่ถือเป็น <strong>&#8216;โครงสร้างพื้นฐานตามธรรมชาติ&#8217;</strong> (Natural Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำ ลดความรุนแรงของน้ำท่วม บรรเทาภัยแล้ง ปรับคุณภาพน้ำ และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า พื้นที่ชุ่มน้ำมีศักยภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ จากสภาพดินที่อิ่มน้ำ และการสะสมอินทรีย์วัตถุเป็นเวลานาน จึงช่วยชะลอการสลายตัวของคาร์บอน เปลี่ยนเป็นการกักเก็บระยะยาว จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน</p>
<p>ที่สำคัญ พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่อุปสรรคในการพัฒนา แต่คือทางออกของเมืองในยุคโลกร้อน หลายเมืองใหญ่พิสูจน์ได้ว่า การปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยลดน้ำท่วม ลดความรุนแรงของภัยแล้ง และ​ให้เมืองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและน้ำได้อย่างยั่งยืน ​การปกป้อง ฟื้นฟู และบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ช่วยให้เมืองอยู่ร่วมกับน้ำได้ และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ด้วยกลไก นโยบาย และมาตรการที่เหมาะสม​ การพัฒนาโดยให้คุณค่าต่อธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นทั้งการปกป้องเมือง ชีวิต และอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39044 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057025.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา </strong>ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ​กล่าวระหว่างเปิดการประชุม โดยมองความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกับ 3 วิกฤตสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ หรือ <strong>Triple Crisis</strong> ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 สารพิษ รวมทั้งขยะ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากปัญหาวิกฤตสภาพอากาศเป็นลำดับต้นๆ ของโลก<strong><em><strong> การมีพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)​​</strong> ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรองรับน้ำหลาก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ รวมทั้งช่วยดูดซับคาร์บอน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร จะเป็นหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตด้วย​หลักการทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ​  </em></strong></p>
<p><em>&#8220;<strong>การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ​ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่สำคัญทางธรรมชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวรับ 3 ความเสี่ยงสำคัญ แต่ต้องหาจุดสมดุลทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งทิศทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การขยายตัวในหลาย​เมืองและการก่อสร้างต่างๆ ​เกิดการบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ​ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ​<strong>ทำให้ต้องเร่งศึกษาพร้อมวางกรอบการบริหารจัดการ ภ</strong></em><em><strong>ายใต้การทำงานร่วมกันทั้งจากหน่วยงานส่วนกลาง และในระดับท้องถิ่น เพื่อสามารถวางแผนให้ทั้งผังเมือง และผังน้ำ มีความสอดคล้องและเกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน </strong></em><em>&#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39045 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057027.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธีระชุณ บุญสิทธิ์ </strong>อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาเมือง และการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำในทุกระดับความสำคัญรวมกว่า 3 หมื่นแห่ง ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ​ (แรมซาร์ไซส์) ระดับชาติ และมีสำคัญในระดับท้องถิ่น คิดเป็นพื้นที่ราว 22.88 ล้านไร่ หรือ 7.5% ขณะที่​​ภารกิจและแผนยุทธศาสตร์ของกรมทรัพยากรน้ำ ​มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงการวางผังเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรน้ำเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ</p>
<p><em>&#8220;เป้าหมายสำคัญของโครงการคือ การต่อยอดแนวทาง​​การขับเคลื่อน กระบวนการ ​​และมาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ จากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 2 แห่ง โดย <strong> จ.เชียงราย ​จะเป็นต้นแบบพื้นที่ในระบบนิเวศน้ำจืด และ จ.สุราษฎร์ธานี ​สำหรับระบบนิเวศน้ำกร่อย ​ พร้อมถอดบทเรียนไปปรับใช้ใน​พื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ทุกรูปแบบทั่วประเทศ</strong> ซึ่งมีทั้งองค์ความรู้และกรอบการขับเคลื่อนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ และ​​แบบ​เฉพาะเจาะจงสำหรับในแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อ​สร้างกรอบและกลไก​ในการพัฒนา สำหรับดูแล​และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำควบคู่ไปกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้อย่าง​ยั่งยืน และเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนข้อที่ 14 (SDG14) ในเรื่องการรักษาระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39046 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057031.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในช่วงปาฐกถาพิเศษ <strong><em>ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว</em></strong> <em>ที่ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</em>  ได้สะท้อนภาพรวมสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากเสื่อมโทรมลง พร้อมเสนอให้ยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติของเมือง</p>
<p>ตลอดการเสวนา ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำจากพื้นที่จริง รวมถึงบทเรียนจากพื้นที่นำร่องและพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านการบูรณาการแผนงาน การประสานงานข้ามหน่วยงาน และช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติในระดับพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเวที คือการแลกเปลี่ยน เครื่องมือทางนโยบายและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะทิศทางของ ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ครอบคลุม และเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการพิจารณาอนุมัติโครงการ และแนวทางการออกแบบโครงการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39048 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057034.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวทีเสวนายังเน้นย้ำว่า การดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มความสามารถของเมืองในการรับมือทั้งภัยแล้งและอุทกภัย ช่วยลดความเปราะบางของเมืองต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว <strong><em>จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้พื้นที่ชุ่มน้ำถูกยกระดับจาก &#8216;พื้นที่รองรับผลกระทบ&#8217; ไปสู่  &#8216;กลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง&#8217; ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมือง การจัดการทรัพยากรน้ำ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่ออนาคตของเมืองและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยั่งยืนร่วมกัน</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/">&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
