<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Textile &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/textile/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 07 Sep 2026 14:21:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.10</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Textile &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Earthology เปิดสมการ &#8216;EARTH + TECH + OLOGY&#8217; พลิก ESG สู่โอกาสธุรกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/earthology-earth-tech-ology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 14:21:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[B2B]]></category>
		<category><![CDATA[Business Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Earthology]]></category>
		<category><![CDATA[Earthology Studio]]></category>
		<category><![CDATA[Scalable ESG Blueprint]]></category>
		<category><![CDATA[Techsauce Global Summit 2026]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Taffeta]]></category>
		<category><![CDATA[trACE]]></category>
		<category><![CDATA[Value Chain]]></category>
		<category><![CDATA[กฤติกา ชัยวิไล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44051</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอกย้ำศักยภาพสิ่งทอระดับอุตสาหกรรมกว่า 30 ปี ดูแลโซลูชันความยั่งยืนแบบ End-to-End พร้อมระบบ Data Passport และมาตรฐานสากล GRS, OEKO-TEX, Bluesign  ติดอาวุธให้ภาคธุรกิจด้วยพิมพ์เขียวความยั่งยืน 3 ขั้นตอน พร้อมระบบ AI ‘trACE’ วิเคราะห์ Waste องค์กร จับคู่โซลูชันผลิตยูนิฟอร์ม กระเป๋า และสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแม่นยำ Earthology Studio ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ภายใต้บทบาท “The Purposeful Catalyst” หรือตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งเป้าหมาย มุ่งเปลี่ยนมุมมองการทำ ESG จากการสร้างภาพลักษณ์หรือกิจกรรม CSR ระยะสั้น ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายผลได้จริง หรือ Scalable ESG พร้อมสร้างคุณค่าทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงตลาดสากล เปิดพิมพ์เขียว &#8216;Scalable ESG Blueprint&#8217; 3 ขั้นตอน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/earthology-earth-tech-ology/">Earthology เปิดสมการ &#8216;EARTH + TECH + OLOGY&#8217; พลิก ESG สู่โอกาสธุรกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>ตอกย้ำศักยภาพสิ่งทอระดับอุตสาหกรรมกว่า 30 ปี ดูแลโซลูชันความยั่งยืนแบบ </em><em>End-to-End </em><em>พร้อมระบบ </em><em>Data Passport </em><em>และมาตรฐานสากล </em><em>GRS, OEKO-TEX, Bluesign </em></p>
<p><span id="more-44051"></span></p>
<p><em>ติดอาวุธให้ภาคธุรกิจด้วยพิมพ์เขียวความยั่งยืน 3 ขั้นตอน พร้อมระบบ </em><em>AI ‘trACE’ </em><em>วิเคราะห์ </em><em>Waste </em><em>องค์กร จับคู่โซลูชันผลิตยูนิฟอร์ม กระเป๋า และสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแม่นยำ</em></p>
<p><strong>Earthology Studio</strong> ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนบนเวที <strong>Techsauce Global Summit </strong><strong>2026</strong> ภายใต้บทบาท “The Purposeful Catalyst” หรือตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งเป้าหมาย มุ่งเปลี่ยนมุมมองการทำ ESG จากการสร้างภาพลักษณ์หรือกิจกรรม CSR ระยะสั้น ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายผลได้จริง หรือ Scalable ESG พร้อมสร้างคุณค่าทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงตลาดสากล</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44086 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Earth1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>เปิดพิมพ์เขียว &#8216;</strong><strong>Scalable ESG Blueprint&#8217; </strong><strong>3 ขั้นตอน เปลี่ยนขยะเป็นนวัตกรรม</strong></p>
<p><strong>คุณกฤติกา ชัยวิไล ผู้ก่อตั้ง </strong><strong>Earthology Studio </strong><strong>และรองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด (</strong><strong>Thai Taffeta)</strong> ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ความสำเร็จให้แก่องค์กรธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยน Waste เป็นสินค้านวัตกรรมที่สร้าง ESG ได้จริง ผ่าน Scalable ESG Blueprint 3 เสาหลัก ได้แก่</p>
<ol>
<li><strong>Vision &amp; Purpose-Driven Intention:</strong> การเริ่มต้นด้วยเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงกระบวนการความยั่งยืนแบบครบวงจร (End-to-End) ไม่ใช่มองขยะเป็นเรื่องที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือวัตถุดิบใหม่ที่มีศักยภาพ</li>
<li><strong>Cross-Industry Ecosystem Synergy:</strong> การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ B2B หรือ B2C ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋าไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์สิ่งทอ หรือวัสดุนวัตกรรม</li>
<li><strong>Global Passport &amp; Data Traceability:</strong> การกำกับกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานสากลและระบบบันทึกข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อแปลงผลลัพธ์เป็นตัวเลข Carbon Footprint Reduction และผลกระทบทางสังคมที่พิสูจน์ได้จริง</li>
</ol>
<p>“การขับเคลื่อน ESG ให้สำเร็จต้องรักษาสมดุลผ่านสมการ ‘EARTH + TECH + OLOGY’ นั่นคือ EARTH &#8211; เคารพธรรมชาติและวัตถุดิบท้องถิ่น, TECH &#8211; ใช้นวัตกรรมและวิศวกรรมสิ่งทอระดับอุตสาหกรรม, และ OLOGY &#8211; ศาสตร์แห่งความเข้าใจในระบบนิเวศและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกองค์กรสามารถ Live More Purposefully หรือดำเนินธุรกิจอย่างมีเป้าหมายได้จริงในทุกๆ วัน” <strong>คุณกฤติกา</strong> กล่าว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44087 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Earth2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เปิดตัว </strong><strong>&#8216;trACE&#8217; </strong><strong>แพลตฟอร์ม </strong><strong>AI </strong><strong>วิเคราะห์ </strong><strong>Waste </strong><strong>องค์กร จับคู่นวัตกรรม พร้อมออกรายงาน </strong><strong>ESG</strong></p>
<p>เพื่อแก้โจทย์ขององค์กรที่ต้องการทำ ESG แต่ขาดเครื่องมือประเมินขยะสิ่งทอหรือวัสดุเหลือใช้ Earthology จึงได้เปิดตัว &#8216;trACE&#8217; แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับบริหารจัดการด้วยระบบ Circular System แบบครบวงจร จำนวน 8 โมดูล โดยชู WAM (Waste Audit Management) เป็นหนึ่งในโมดูลสำคัญที่นำ AI เข้ามาช่วยประเมินความเป็นไปได้ของ Waste ในแต่ละองค์กร โดย AI จะวิเคราะห์และจับคู่ประเภทวัสดุขยะเข้ากับโซลูชันการ Upcycling และนำ Waste ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋า หรือพรีเมียมสินค้าองค์กรได้อย่างเหมาะสมที่สุด</p>
<p>นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม trACE ยังออกแบบกระบวนการทำงานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทางถึงตั้งแต่ขั้น Sourced (จัดเก็บขยะ) Matched (จับคู่นวัตกรรม) Regenerated (แปรรูปเส้นใย) Made (ตัดเย็บชิ้นงาน) Verified (ออกรายงาน ESG) โดยระบบจะคำนวณและแสดงผลลัพธ์เชิงตัวเลขได้อย่างแม่นยำ ทั้งปริมาณขยะที่ลดได้, ปริมาณคาร์บอนที่ลดลง รวมถึงรายได้ที่กระจายกลับสู่ชุมชน ช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการรายงานและประเมินผลด้าน ESG ได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น</p>
<p><strong>เสริมศักยภาพ </strong><strong>End-to-End </strong><strong>รุกตลาด </strong><strong>B</strong><strong>2</strong><strong>B </strong><strong>เชื่อมองค์กรกับชุมชนทั่วประเทศ</strong></p>
<p>จุดแข็งที่ทำให้ Earthology แตกต่างจากสตูดิโอดีไซน์ทั่วไป คือการมีรากฐานโรงงานผลิตมาตรฐานสากลจาก Thai Taffeta ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสิ่งทอมายาวนานกว่า 30 ปี พร้อมมาตรฐานการรับรองระดับสากล เช่น GRS, OEKO-TEX และ Bluesign ทำให้สามารถรองรับทั้งงานวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ตลอดจนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม</p>
<p><strong>คุณกฤติกา</strong> ได้กล่าวถึงศักยภาพการบริการสำหรับกลุ่ม B2B ในปี 2026 ว่า “แม้บทบาทบนเวที Techsauce เราจะดูเหมือนอยู่ตรงกลางน้ำ (Midstream) แต่ด้วยศักยภาพโรงงานของเรา ทำให้เราสามารถดูแลโซลูชันความยั่งยืนได้แบบ End-to-End ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่ผ่านมาเราได้รับความไว้วางใจจากพาร์ทเนอร์องค์กรชั้นนำมากมาย อาทิ SCG Chemicals ในโครงการ Nets Up, Frasers Property รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)”</p>
<p>ขณะเดียวกัน ในฝั่งพัฒนาวัตถุดิบ Earthology ยังคงดำเนินงานภายใต้แนวคิด &#8216;Active Partnership&#8217; และปรัชญา ‘Better as a Whole’ โดยเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบในประเทศไทย เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งทอและการดีไซน์เข้าไปยกระดับเศษวัสดุหรือขยะในพื้นที่ให้กลายเป็นวัตถุดิบสิ่งทอมาตรฐานสากล สร้างระบบการรับซื้อและโครงสร้างรายได้ใหม่ที่เป็นธรรม คืนความภาคภูมิใจให้คนในท้องถิ่นว่างานจากภูมิปัญญาและวัสดุชุมชนสามารถก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของสินค้านวัตกรรมบนเวทีระดับโลกได้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44089 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Earth4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>Proof of Concept: &#8216;ReNylon x ReSilk&#8217; </strong><strong>นวัตกรรมเปลี่ยนโลก</strong></p>
<p>จากความสำเร็จล่าสุดที่สะท้อนการทำงานแบบครบวงจร คือการพัฒนาผ้านวัตกรรมไฮบริด <strong>ReNylon x ReSilk</strong> ชิ้นแรกของโลก ร่วมกับ SCGC Nets Up (ผู้แปรรูปขยะอวนประมงชายฝั่งเป็น Marine Material) และ Jim Thompson (แบรนด์ลักชัวรีระดับสากล) บนเวทีเสวนา Techsauce Global Summit 2026 โดย Earthology ทำหน้าที่ใช้นวัตกรรมการทอขั้นสูงผสานความทนทานของ ReNylon เข้ากับความเงางามของ ReSilk จนได้ผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ครั้งแรกของโลกที่คงคุณภาพได้อย่างดีเยี่ยม</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>คุณกฤติกา</strong> ได้ย้ำถึงมิติการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และอนาคตของตลาดความยั่งยืนไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราเชื่อว่าสินค้าที่เกิดจากการรีไซเคิลต้องสวยงาม ทนทาน และใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่รีไซเคิลแล้วพอไม่สวย คนไม่ใช้ มันก็กลายเป็นขยะอีกครั้ง การพิสูจน์ให้ฝั่ง B2C เห็นว่าวัสดุ ESG สามารถทำเป็นสินค้าคุณภาพได้ จึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า ESG ไม่ใช่ต้นทุนที่เสียเปล่า แต่คือโอกาสทางการตลาดใหม่ และในอนาคตเราก็มีแผนที่จะขยายสินค้านวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภคฝั่ง B2C อีกด้วย”</p>
<p><strong>จาก </strong><strong>ESG </strong><strong>สู่ </strong><strong>Business Strategy </strong><strong>สร้างการเติบโตตลอด </strong><strong>Value Chain</strong></p>
<p>Earthology มองว่า ทิศทางของ ESG กำลังเปลี่ยนจากการเป็นเพียงแนวทางด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างโมเดลที่สามารถวัดผล ขยายผล และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์ แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ที่ต้องเติบโตไปด้วยกันทั้ง Value Chain เพราะอนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจและลงมือทำอย่างตั้งใจตั้งแต่วันนี้” คุณกฤติกา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/earthology-earth-tech-ology/">Earthology เปิดสมการ &#8216;EARTH + TECH + OLOGY&#8217; พลิก ESG สู่โอกาสธุรกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรีนพีซ ประเทศไทย เผยรายงาน &#8216;จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า&#8217; พบความเสี่ยงสารเคมีใน Fast Fashion แนะ 3 แนวทาง &#8216;บริโภคอย่างยั่งยืน&#8217; ชะลอวัฏจักร &#8216;ผลิต-บริโภค-ทิ้ง&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/greenpeace-thailand-from-factory-to-closet/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 11:25:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Fast Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[From Factory to Closet]]></category>
		<category><![CDATA[Responsibility Consumption]]></category>
		<category><![CDATA[SHEIN]]></category>
		<category><![CDATA[Slow Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[Ultra-Fast Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนพีซ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงของสารเคมีในอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา]]></category>
		<category><![CDATA[พิชามญชุ์ รักรอด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38660</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงจากสารเคมีในสินค้าฟาสต์แฟชั่น ผ่านรายงาน &#8216;จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า : ความเสี่ยงของสารเคมีในอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น&#8216; (From Factory to Closet: The True Cost of Ultra Fast Fashion) รายงานฉบับนี้ &#8216;กรีนพีซ ประเทศไทย&#8216; เผยแพร่ในเดือนธันวาคม 2025 ผลการศึกษา​​ตรวจพบการปนเปื้อน​สารเคมีอันตรายหลายชนิดในเสื้อผ้าที่สั่งซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของ SHEIN แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก การวิเคราะห์​อ้างอิงตามกรอบกฎหมายสารเคมีสากลของสหภาพยุโรป หรือ REACH (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินระดับสารเคมีอันตรายที่ตรวจพบในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผลการตรวจวิเคราะห์เสื้อผ้าของ SHEIN ที่กรีนพีซ ประเทศไทยเป็นผู้สั่งซื้อ พบการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายหลายชนิด ได้แก่ &#8211; PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) หรือ &#8216;สารเคมีตลอดกาล&#8217; (Forever Chemicals) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/greenpeace-thailand-from-factory-to-closet/">กรีนพีซ ประเทศไทย เผยรายงาน &#8216;จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า&#8217; พบความเสี่ยงสารเคมีใน Fast Fashion แนะ 3 แนวทาง &#8216;บริโภคอย่างยั่งยืน&#8217; ชะลอวัฏจักร &#8216;ผลิต-บริโภค-ทิ้ง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรีนพีซ ประเทศไทย</strong> ร่วมกับ <strong>สภาองค์กรของผู้บริโภค</strong> เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงจากสารเคมีในสินค้าฟาสต์แฟชั่น ผ่านรายงาน &#8216;<strong>จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า : ความเสี่ยงของสารเคมีในอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น</strong>&#8216; (From Factory to Closet: The True Cost of Ultra Fast Fashion)</p>
<p><span id="more-38660"></span></p>
<p>รายงานฉบับนี้ &#8216;<strong>กรีนพีซ ประเทศไทย</strong>&#8216; เผยแพร่ในเดือนธันวาคม 2025 ผลการศึกษา​​ตรวจพบการปนเปื้อน​สารเคมีอันตรายหลายชนิดในเสื้อผ้าที่สั่งซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของ <strong>SHEIN</strong> แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก</p>
<p>การวิเคราะห์​อ้างอิงตามกรอบกฎหมายสารเคมีสากลของสหภาพยุโรป หรือ <strong>REACH</strong> (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินระดับสารเคมีอันตรายที่ตรวจพบในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ</p>
<p>ผลการตรวจวิเคราะห์เสื้อผ้าของ SHEIN ที่กรีนพีซ ประเทศไทยเป็นผู้สั่งซื้อ พบการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายหลายชนิด ได้แก่</p>
<p>&#8211; PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) หรือ &#8216;<strong>สารเคมีตลอดกาล&#8217;</strong> (Forever Chemicals) ที่เชื่อมโยงกับโรคมะเร็งและความผิดปกติของระบบฮอร์โมน โดยในเสื้อแจ็คเก็ตพบค่า PFAS สูงกว่าเกณฑ์ REACH ถึง 519 เท่า</p>
<p>&#8211; แคดเมียม ที่เกินค่ามาตรฐาน 1.2 เท่า ในรองเท้าผู้หญิง</p>
<p>&#8211; โลหะหนักแอนทิโมนี (Antimony: Sb) หรือ พลวง สารพทาเลต (Phthalates) และ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในเสื้อผ้าเด็ก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38662 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Case.jpg" alt="" width="550" height="600" /></p>
<p>นอกจากนี้ สินค้าส่วนใหญ่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนประกอบหรือมาตรฐานความปลอดภัย จึงทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถประเมินความเสี่ยงก่อนซื้อได้ อีกทั้งประเทศไทยยังไม่มีระบบกำกับดูแลและกฎหมายควบคุมสารเคมีในสิ่งทอ ส่งผลให้สินค้าฟาสต์แฟชั่นที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยแทบไม่มีการตรวจสอบที่เหมาะสม</p>
<p>กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุในผลศึกษา ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสารเคมีในเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการขาดมาตรฐานด้านสารเคมีในสิ่งทอ ระบบตรวจสอบสินค้านำเข้า และการขยายตัวของตลาดออนไลน์ที่ไม่มีกรอบกำกับดูแลเพียงพอ ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้เสื้อผ้าที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่เพียงกระทบผู้บริโภคในวันนี้ แต่ยังสะสมเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวต่อสังคมไทยโดยรวม</p>
<p>โดยระบุวัตถุประสงค์ในการทำรายงาน เพื่อผลักดันให้ภาครัฐจัดทำ &#8216;<strong>กฎหมายควบคุมการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม</strong>&#8216; ให้มีมาตรฐานและปกป้องสุขภาพประชาชน แรงงานและสิ่งแวดล้อมจากความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้นำเข้าเปิดเผยการใช้สารเคมีอย่างโปร่งใส (Transparency) และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)</p>
<p>ขณะเดียวกันเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิในการรับรู้ข้อมูล เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดลอ้ม</p>
<p>​<strong>ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา </strong>อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว่า รายงานฉบับนี้ตอกย้ำว่าผู้บริโภคไทยยังขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยจากสินค้าที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่มีความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย <em><strong>ภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกกฎหมายควบคุมสารเคมีในสิ่งทอ กำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน และสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส</strong></em>  เพราะการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นคือสิทธิของผู้บริโภค ผู้บริโภคต้องมีสิทธิที่จะรู้ว่าสินค้าที่ตนซื้อมีความปลอดภัยเพียงใด  และต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน</p>
<p><strong>พิชามญชุ์ รักรอด </strong>หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังรับภาระความเสี่ยงจากสารเคมีอันตรายในเสื้อผ้าเพียงฝ่ายเดียว เพราะประเทศไทยยังไม่มีกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมสารเคมีในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอย่างครอบคลุม ไม่มีระบบตรวจสินค้านำเข้า และไม่มีการบังคับเปิดเผยข้อมูลต่อผู้บริโภค ความเสี่ยงจาก PFAS พทาเลต และสารอันตรายอื่นๆ จึงยังคงถูกปล่อยให้หลุดรอดเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างง่ายดาย รัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนากฎหมายและระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย</p>
<p>ท้ังนี้  เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสารเคมีอันตรายในเสื้อผ้าและต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบฟาสต์แฟชั่น กรีนพีซ ประเทศไทยจัดนิทรรศการ &#8216;<strong>KILLER LOOKS TOXIC FIT CHECK: สวยจะตาย&#8217;</strong> ถ่ายทอดข้อมูลจากรายงานผ่านงานจัดแสดงที่นำเสนอความเสี่ยงจากสารเคมีในเสื้อผ้าจากแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และลงมือทำจริง รวมทั้งวงเสวนาว่าด้วยแฟชั่น การบริโภค และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่ผู้บริโภคควรเข้าถึง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38663 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/SHEIN-.jpg" alt="" width="610" height="800" /></p>
<p><strong>เสนอแนะ​​นโยบายแก้ปัญหา ทั้งต่อภาครัฐ​ ผู้ผลิต และผู้บริโภค</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม รายงานระบุถึงเหตุผลที่เลือกศึกษาผ่านแบรนด์ <strong>SHEIN</strong> เพราะเป็นแบรนด์สินค้าแฟชั่นออนไลน์ที่เติบโตและได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในกลุ่ม &#8216;<strong>Ultra-Fast Fashion&#8217;</strong> ซึ่งหมายถึงรูปแบบธุรกิจแฟชั่นที่ใช้การผลิตที่รวดเร็วเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคโดยไม่อิงตามฤดูกาลและราคาไม่แพง</p>
<p>แม้ SHEIN จะมีแผนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนตามโรดแม็พ &#8216;<strong>evoluSHEIN Roadmap</strong>&#8216; ที่คำนึงถึงผู้คนและแรงงานภายในห่วงโซ่อุปทาน การปกป้องธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการออกแบบระบบการผลิตที่หมุนเวียนและลดปริมาณของเสีย แต่ด้วยลักษณะการผลิตที่มีความถี่สูง ปริมาณการผลิตมหาศาลและราคาต่ำ จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ</p>
<p><strong>กรีนพีซ ประเทศไทย </strong> ได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายไว้ท้ายการศึกษา ทั้งข้อเสนอต่อภาครัฐ ที่ระบุให้พัฒนากฎหมายหรือมาตรการ ควบคุมการใช้สารเคมีอันตรายตามแนวทาง &#8216;<strong>ผู้ผลิตที่รับผิดชอบ</strong>&#8216; ผ่านการกำหนดค่ามาตรฐานกลางสำหรับสารเคมีอันตรายและมีความเสี่ยงสูง พร้อมกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทาน และมีการส่งเสริมระบบการซ่อมแซมเสื้อผ้าและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ช่างเย็บผ้าและร้านซ่อมแซมเสื้อผ้า ผ่านการอบรมทักษะ เงินช่วยเหลือ และการเข้าถึงตลาดที่เป็นธรรม เป็นต้น</p>
<p>ขณะที่ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้นำเข้า ได้รณรงค์ให้ยุติการใช้สารเคมีอันตราย พร้อมเปิดเผยข้อมูลการใช้สารเคมีที่ใช้ในการผลิตอย่างโปร่งใส  รวมทั้งการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ภายในห่วงโซ่อย่างโปร่งใส และการอบรมแรงงานในโรงงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการป้องกันและจัดการการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย</p>
<p>นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้มีการประกาศใช้กฎหมาย &#8216;การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตสิ่งทอ&#8217; (EPR : Extended Producer Responsibility for Textile) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ โดยกลุ่มผู้ผลิตสามารถริเริ่มได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการบังคับจากภาครัฐ</p>
<p>ที่สำคัญ สำหรับผู้บริโภคในฐานะผู้มีสิทธิในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงระบบ ในการตัดสินใจเลือกและสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อม ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลีกเลี่ยงการบริโภคที่ล้นเกิน (Overconsumption) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม และการปนเปื้อนที่รุนแรงขึ้น จากการผลิตและการบริโภคที่มากเกินความจำเป็น และต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการสะสมของสารเคมีอันตรายตกค้าง</p>
<p>เพราะเมื่อวัฏจักร <strong>&#8216;ผลิต-บริโภค-ทิ้ง&#8217;</strong> หมุนเร็วเกินไปกว่าที่ธรรมชาติจะสามารถฟื้นฟูได้ทัน จึงนำไปสู่วิกฤตโลกร้อน มลพิษทางน้ำ และสารเคมีตกค้างเรื้อรัง ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์และความสมดุลของระบบนิเวศ  จึงแนะนำให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมการบริโภคผ่าน 3 แนวทางต่อไปนี้</p>
<p><strong>&#8211; Buy Less : ซื้อน้อย  </strong></p>
<p>ซื้อให้น้อยลง คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณที่ซื้อ ซื้อเฉพาะสิ่งที่มั่นใจว่าจะได้ใส่บ่อยๆ ใส่ได้นาน และมองความจำเป็นก่อนตัดสินใจซื้อ</p>
<p><strong>&#8211; Choose Well : เลือกอย่างมีคุณภาพ</strong></p>
<p>เลือกสิ่งที่คิดว่าจะได้ใส่นานๆ มีโอกาสที่จะ Mix&amp;Match ได้ และมองถึงแบรนด์ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อพนักงาน และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Make it Last : ใช้ให้นานและคุ้มค่าที่สุด </strong></p>
<p>คำนึงถึงความคุ้มค่า และซ่อมแซมเสื้อผ้าเมื่อชำรุดแทนการซื้อใหม่ หรือแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อน เพื่อให้เสื้อผ้าเกิดการใช้งานได้แบบหมุนเวียน​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/greenpeace-thailand-from-factory-to-closet/">กรีนพีซ ประเทศไทย เผยรายงาน &#8216;จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า&#8217; พบความเสี่ยงสารเคมีใน Fast Fashion แนะ 3 แนวทาง &#8216;บริโภคอย่างยั่งยืน&#8217; ชะลอวัฏจักร &#8216;ผลิต-บริโภค-ทิ้ง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 12:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Bio Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Chula]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Durian Peel]]></category>
		<category><![CDATA[From Waste to Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[MUW.OFFICIAL]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุษา ประชากุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งทอหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยจากพืชเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยเปลือกทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นและสิ่งทอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38573</guid>

					<description><![CDATA[<p>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ 100 % หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ MUW เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต &#8216;ทุเรียน&#8217; อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ &#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>MUW.OFFICIAL โดยดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ </em></strong><strong><em>100 </em></strong><strong><em>% หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน </em></strong><strong><em>Soft Power </em></strong><strong><em>ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ </em></strong><strong>MUW </strong><strong><em>เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567</em></strong></p>
<p><span id="more-38573"></span></p>
<p>ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต <strong>&#8216;ทุเรียน&#8217; </strong>อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488% ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง</strong><strong>?</strong></p>
<p>ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม <strong>ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ)</strong> หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221; (</strong><strong>Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing)</strong> นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/ดร.อุษา-ประชากุล-ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์-จุฬาฯ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วง ปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้<strong>แบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL</strong> ในปีสุดท้ายของหลักสูตร</p>
<p>นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับ<strong>รางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี </strong><strong>2567 </strong><strong>ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ </strong><strong>BCG Economy Model </strong><strong>ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ </strong><strong>2567  </strong><strong>และได้รับรางวัล </strong><strong>Excellence Award </strong><strong>ในงาน </strong><strong>The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024</strong><strong> จาก </strong><strong>Korean Society of Fashion Business </strong><strong>ประเทศเกาหลีใต้ </strong>รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</p>
<p><strong>การเดินทางของเส้นใย แรงบันดาลใจจากสับปะรดสู่เปลือกทุเรียน</strong></p>
<p>ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม &#8216;<em><strong>สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน</strong></em>&#8216; ดร.อุษา มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษา พัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า</p>
<p>ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก ดร.อุษา จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ &#8216;<strong>ทุเรียน&#8217; &#8211; พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Durain1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 % มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้&#8221;</em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรกต้องนำ​เปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้​</p>
<p><strong>ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม</strong> พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์</p>
<p><em>&#8220;วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38577 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147237.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้</strong></p>
<p>เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน</p>
<p>&#8220;การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80% ผสมใยทุเรียน 20% จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง&#8221; ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง</p>
<p>ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย</p>
<p><em>&#8220;จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92% &#8220;</em></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า</p>
<p><strong>ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป</strong></p>
<p><em><strong>&#8220;นวัตกรรมนี้สามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้&#8221;</strong> </em>ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์</p>
<p>ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38578 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/2147205.jpg" alt="" width="1200" height="913" /></p>
<p><strong>MUW </strong><strong>แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ </strong><strong>Gen Y </strong><strong>สายมู</strong></p>
<p>งานวิจัยนวัตกรรม <strong>&#8220;สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน&#8221;</strong> ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ <strong>MUW.OFFICIAL</strong> (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย</p>
<p><strong>ดร.อุษา</strong> กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ <strong>กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)</strong></p>
<p>&#8220;ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล&#8221; ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์</p>
<p><strong>MUW.OFFICIAL</strong> มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ</p>
<p>แบรนด์<strong> MUW.OFFICIAL</strong> เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ</p>
<p>จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ&#8221; ดร.อุษา กล่าว</p>
<p>การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ    ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38579 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Re1.jpg" alt="" width="400" height="600" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ</p>
<p>ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ</p>
<p>&#8220;การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค&#8221; ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย</p>
<p>นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าไร้ค่า จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนได้</p>
<p><strong>สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์ </strong><strong>MUW.OFFICIAL </strong><strong>สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ </strong><strong>Facebook, LINE OA, TikTok : muw.official </strong><strong>และ </strong><strong>Instagram : muw official_</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/circular-textile-innovation-from-durian-peel/">&#8216;ครั้งแรกในไทย&#8217; จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน &#8216;เส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียน&#8217; ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอปสัน ย้ำผู้นำตลาด B2B​ เปิดตัวซีรีส์ SureColor นวัตกรรมใหม่เครื่องพิมพ์หน้ากว้าง เดินเกม &#8216;นวัตกรรม +ยั่งยืน&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/08/epson-thailand-launch-sure-color-series/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Aug 2025 12:15:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[B2B]]></category>
		<category><![CDATA[EPSON]]></category>
		<category><![CDATA[Epson Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[​SureColor]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พรินเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ยรรยง มุนีมงคลทร]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งทอ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมป้าย]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เอปสัน]]></category>
		<category><![CDATA[เอปสัน ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเอ็มอี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=35162</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอปสัน ประเทศไทย เสิร์ฟนวัตกรรมใหม่  ​SureColor เจาะกลุ่มธุรกิจป้ายโฆษณาและสิ่งทอ ในรอบ 9 ปี รักษาแชมป์ผู้นำตลาด B2B หวังเพิ่มแชร์เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์​แตะ 30% ภายในสิ้นปีนี้ คุณยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอปสันยกระดับเทคโนโลยีในกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในรอบ 9 ปี ​พร้อมแนะนำเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมผู้ใช้งานในกลุ่มอุตสาหกรรมป้ายและสิ่งทอครบทุกมิติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านและปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ทั้งลูกค้าและผู้ใช้งานต่างมองหาสินค้าที่มีคุณภาพและมาพร้อมความคุ้มค่า ​​รองรับงานพิมพ์ที่หลากหลายและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอปสันซีรีส์ SureColor สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา ได้เปิดตัว 3 รุ่น ได้แก่ ​SureColor SC-S9130, SC-S8130 และ SC-S7130 เครื่องพิมพ์หน้ากว้าง 64 นิ้ว ระบบ Eco Solvent ที่พิมพ์ได้ทั้งงานภายในและนอกอาคาร มาพร้อมหัวพิมพ์ PrecisionCore Micro TFP รุ่นใหม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/epson-thailand-launch-sure-color-series/">เอปสัน ย้ำผู้นำตลาด B2B​ เปิดตัวซีรีส์ SureColor นวัตกรรมใหม่เครื่องพิมพ์หน้ากว้าง เดินเกม &#8216;นวัตกรรม +ยั่งยืน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอปสัน ประเทศไทย</strong> เสิร์ฟนวัตกรรมใหม่  ​SureColor เจาะกลุ่มธุรกิจป้ายโฆษณาและสิ่งทอ ในรอบ 9 ปี รักษาแชมป์ผู้นำตลาด B2B หวังเพิ่มแชร์เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์​แตะ 30% ภายในสิ้นปีนี้</p>
<p><span id="more-35162"></span></p>
<p><strong>คุณยรรยง มุนีมงคลทร </strong>ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอปสันยกระดับเทคโนโลยีในกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในรอบ 9 ปี ​พร้อมแนะนำเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมผู้ใช้งานในกลุ่มอุตสาหกรรมป้ายและสิ่งทอครบทุกมิติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านและปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ทั้งลูกค้าและผู้ใช้งานต่างมองหาสินค้าที่มีคุณภาพและมาพร้อมความคุ้มค่า ​​รองรับงานพิมพ์ที่หลากหลายและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอปสันซีรีส์ <strong>SureColor</strong> สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุม</p>
<p>ทั้งนี้ ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา ได้เปิดตัว 3 รุ่น ได้แก่ ​<strong>SureColor SC-S9130, SC-S8130 และ SC-S7130</strong> เครื่องพิมพ์หน้ากว้าง 64 นิ้ว ระบบ Eco Solvent ที่พิมพ์ได้ทั้งงานภายในและนอกอาคาร มาพร้อมหัวพิมพ์ PrecisionCore Micro TFP รุ่นใหม่ ที่พิมพ์ได้เร็วขึ้น พร้อมมีระบบตรวจจับการอุดตันและปรับคุณภาพการพิมพ์ให้มีความคมชัดของตัวอักษรขนาดเล็กได้มากถึง 3 พอยต์ พร้อมหมึกที่ได้รับมาตรฐาน​ Greenguard Gold ที่เป็นมิตรทั้งต่อผู้ใช้งานและ​สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะรุ่นไฮไลท์อย่าง SC-S9130 ที่มีระบบหมึกถึง 11 สี ซึ่งมากที่สุดในตลาด และเพิ่มหมึกสีเขียว (Green) ช่วยให้พิมพ์ด้วยขอบเขตที่กว้างและเก็บรายละเอียดของสีได้มากและแม่นยำขึ้น รองรับงานระดับพรีเมียม เช่น โปสเตอร์สินค้าแบรนด์หรู สติกเกอร์แร็ปรถ ฉลากเครื่องสำอาง งานศิลปะ ไปจนถึงงานออกแบบที่มีสีสันสะดุดตา เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35165 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/ยรรยง-มุนีมงคลทร_Epson-2-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนกลุ่มสิ่งทอ ได้เพิ่ม 1 รุ่น คือ <strong>SureColor SC-G6030 </strong>เครื่องพิมพ์ระบบ DTFilm รุ่นแรกของบริษัท เข้ามาเติมในพอร์ตโฟลิโอ ทำให้​ปัจจุบัน​​เอปสันเป็นแบรนด์เดียวในตลาดที่มีเครื่องพิมพ์หน้ากว้างครอบคลุมทุกกลุ่มการใช้งานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ​ ทั้งกลุ่ม Dye Sublimation สำหรับงานผ้าโพลีเอสเตอร์ เช่น เสื้อกีฬาและแฟชั่น กลุ่ม Direct-to-Garment (DTG) สำหรับพิมพ์ตรงลงบนผ้าฝ้าย และล่าสุดคือ Direct-to-Film (DTFilm) ที่มีความยิดหยุ่นสูงสามารถ​พิมพ์​ลงบนฟิล์ม​​ก่อนนำไปถ่ายโอนบนวัสดุได้หลากหลายชนิด เหมาะสำหรับสินค้ากลุ่มเสื้อยืด รองเท้า ถุงผ้า และของที่ระลึกต่างๆ เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;ความโดดเด่นของซีรีส์นี้อยู่ที่ขอบเขตความกว้างและแม่นยำในการให้สีของงานพิมพ์​ ​จึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี หรือภาคธุรกิจได้มากขึ้น ​เพราะปัจจุบัน ผู้ให้บริการงานพิมพ์ ผู้ผลิตป้ายโฆษณา รวมถึงนักออกแบบ ต่างมองหาโซลูชันมากกว่าแค่เครื่องพิมพ์ แต่ต้องการเครื่องมือช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต จึงเป็นเหตุผลในการพัฒนาเครื่องพิมพ์กลุ่ม SureColor เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ครอบคลุมทุกความต้อง​ลูกค้ายุคใหม่ ทั้งแอปพลิเคชันที่หลากหลาย รองรับงานออกแบบได้ไม่จำกัด ช่วยให้ลูกค้าผลิตงานตามออเดอร์ขนาดเล็กได้อย่างคุ้มค่า พร้อมการใช้งานที่ง่ายและการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก ช่วยลดต้นทุนแรงงาน โดยไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานที่มีทักษะสูงในการควบคุมเครื่อง ทั้งยังมีรอบการผลิตที่รวดเร็ว ตอบสนองตลาดได้ทันเวลา และที่สำคัญเครื่องพิมพ์ของเอปสันยังออกแบบมาโดยคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในแง่ของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสีย และเลือกใช้หมึกที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ลูกค้าก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความคิดสร้างสรรค์ คว้าโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม​&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35166 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Epson-S9130-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณยรรยง</strong> กล่าวต่อว่า <em><strong>การออกนวัตกรรมใหม่มาเสริมพอร์ตในกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ จะทำให้เอปสันสามารถรักษาความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมไว้ได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดได้มากขึ้นเป็น 30% จากปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งในตลาด 28%</strong></em> โดยแบ่งเป็นรายผลิตภัณฑ์​​ดังนี้ กลุ่มเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา (Signage) มีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับหนึ่งที่ 30% ครอบคลุมเครื่องพิมพ์ในระบบหมึก Eco Solvent, Solvent และ Latex ส่วนเครื่องพิมพ์สิ่งทอ (Graphic Textile) เอปสันเป็นแบรนด์ที่มียอดขายมากที่สุด ครองส่วนแบ่ง 30% ของตลาด เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย (Photographic) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 32%​</p>
<p>นอกจากนี้<em> <strong>คาดว่าภายใน 3 ปี จะสามารถผลักดันให้ยอดขาย​สินค้าในกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และธุรกิจ​เพิ่มขึ้นแตะ 20% ได้  จากปัจจุบันมีสัดส่วนราว 17-18%</strong> </em>ขณะที่สัดส่วนยอดขายหลักของเอปสัน ประเทศไทย ยังอยู่ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก (รวมสแกนเนอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร) ด้วยสัดส่วนกว่า 60-65% ส่วนกลุ่มโปรเจ็กเตอร์​มียอดขายราว 15%</p>
<p><em>&#8220;โอกาสขับเคลื่อนการเติบโตในประเทศไทย ยังมาจากการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ธุริกจดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอ ที่ธุรกิจรายใหญ่ส่วนใหญ่ยังใช้ระบบการทำงานแบบอะนาล็อก ซึ่งเอปสันจะเร่งขับเคลื่อนให้เกิด​การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ทั้งการชูนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพในการผลิต ความสะดวกในการใช้งาน รวมทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่นการให้บริการที่ครบทั้งเรื่องของคุณภาพ และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เชื่อว่าจะสามารถเข้ามาเจาะตลาดได้ทั้งกลุ่มเครื่องใหม่ และเครื่องทดแทนได้&#8221;​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35167 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/08/Epson-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ปัจจุบัน เอปสันมีฐานลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่โรงงานสิ่งทอ ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ นักออกแบบ แบรนด์สินค้า ไปจนถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นธุรกิจการพิมพ์แบบออนดีมานด์ และเชื่อว่าจะสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากความโดดเด่นด้าน​การผสานเทคโนโลยีการพิมพ์ ซอฟต์แวร์ การบริการ และโมเดลธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร รวมทั้งการตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการดูแลให้ทั้งซัพพลายเชนใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปลดปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ลง​อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/08/epson-thailand-launch-sure-color-series/">เอปสัน ย้ำผู้นำตลาด B2B​ เปิดตัวซีรีส์ SureColor นวัตกรรมใหม่เครื่องพิมพ์หน้ากว้าง เดินเกม &#8216;นวัตกรรม +ยั่งยืน&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สตาร์ทอัพเดนมาร์ก ขับเคลื่อน Green Clothing ​​ระดมทุนเพิ่ม 3 ล้านยูโร เร่งขยายระบบ Microfactories แก้ปัญหา Overproduction ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/05/rodinia-generation-raises-fund-3-million-euro-for-green-clothing/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 May 2024 08:22:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Clothing]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Green Clothing]]></category>
		<category><![CDATA[Made-on-demand]]></category>
		<category><![CDATA[Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[Microfactories]]></category>
		<category><![CDATA[Overproduction]]></category>
		<category><![CDATA[Rodinia Generation]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[​Trine Young]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมการผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท Rodinia Generation]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมแฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นรักษ์โลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25494</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท Rodinia Generation สตาร์ทอัพสัญชาติเดนมาร์ก เจ้าของเทคโนโลยี Microfactorie สำหรับผลิตแบบ Made-on-demand ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อแก้ปัญหาการผลิตเสื้อผ้าที่มากเกินความต้องการ (Overproduction)โดย​เปิดดำเนินการในกรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก มาต้ังแต่ปี 2017 รวมท้ังสามารถสร้างโรงงานขนาดเล็กแห่งแรกได้สำเร็จภายในปี 2021 ล่าสุดประสบความสำเร็จในการระดมทุน​จำนวน 3 ล้านยูโร หรือราว 120 ล้านบาท ได้สำเร็จจาก EIFO  (The Danish Export and Investment Fund) และ Climentum Capital เป้าหมายการระดมทุนครั้งนี้  เพื่อต้องการต่อยอด​​​เทคโนโลยี Microfactorie ไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป รวมทั้งตลาดทั่วโลก​ เพื่อขับเคลื่อน Green Clothing ด้วย​การปฏิวัติเทคโนโลยีระบบการผลิตในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะไม่ต้องใช้น้ำในระบบการผลิต ​ลดการปลด​ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ลงมากกว่า 40% ขณะที่ใช้ระยะเวลาในการผลิตก็ลดลงเหลือเพียง 2 สัปดาห์ เร็วกว่าการผลิตแบบเดิมที่ใช้เวลากว่า 9 เดือน ​ระบบ ​Microfactories ​ยังเป็นแบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/rodinia-generation-raises-fund-3-million-euro-for-green-clothing/">สตาร์ทอัพเดนมาร์ก ขับเคลื่อน Green Clothing ​​ระดมทุนเพิ่ม 3 ล้านยูโร เร่งขยายระบบ Microfactories แก้ปัญหา Overproduction ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท Rodinia Generation</strong> สตาร์ทอัพสัญชาติเดนมาร์ก เจ้าของเทคโนโลยี Microfactorie สำหรับผลิตแบบ Made-on-demand ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อแก้ปัญหาการผลิตเสื้อผ้าที่มากเกินความต้องการ (Overproduction)โดย​เปิดดำเนินการในกรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก มาต้ังแต่ปี 2017 รวมท้ังสามารถสร้างโรงงานขนาดเล็กแห่งแรกได้สำเร็จภายในปี 2021</p>
<p><span id="more-25494"></span></p>
<p>ล่าสุดประสบความสำเร็จในการระดมทุน​จำนวน 3 ล้านยูโร หรือราว 120 ล้านบาท ได้สำเร็จจาก EIFO  (The Danish Export and Investment Fund) และ Climentum Capital</p>
<p>เป้าหมายการระดมทุนครั้งนี้  เพื่อต้องการต่อยอด​​​เทคโนโลยี Microfactorie ไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป รวมทั้งตลาดทั่วโลก​ เพื่อขับเคลื่อน Green Clothing ด้วย​การปฏิวัติเทคโนโลยีระบบการผลิตในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะไม่ต้องใช้น้ำในระบบการผลิต ​ลดการปลด​ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ลงมากกว่า 40% ขณะที่ใช้ระยะเวลาในการผลิตก็ลดลงเหลือเพียง 2 สัปดาห์ เร็วกว่าการผลิตแบบเดิมที่ใช้เวลากว่า 9 เดือน</p>
<figure id="attachment_25501" aria-describedby="caption-attachment-25501" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-25501 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/6.jpg" alt="" width="1200" height="904" /><figcaption id="caption-attachment-25501" class="wp-caption-text">Photo : Rodinia Generation</figcaption></figure>
<p>​ระบบ ​Microfactories ​ยังเป็นแบบ <strong>Made-on-demand​</strong> สามารถผลิตสินค้าได้แม้มีปริมาณออเดอร์น้อย จากเดิมที่ต้องสั่งล็อตใหญ่ๆ คร้ังละจำนวนมากๆ เพื่อให้ได้ Economy of Scale ​และมีความคุ้มค่าในการผลิต ตามเงื่อนไขของทางโรงงานผู้ผลิต ซึ่งเป็นที่มาของปัญหา Overproduction ทำให้มีปริมาณเสื้อผ้าที่ผลิตออกมามากเกินความจำเป็น  รวมทั้งมีการผลิต​สร้างก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งมีการใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็นด้วยเช่นกัน</p>
<p>อีกหนึ่งจุดเด่นของระบบนี้คือ ความสามารถในการผลิตได้ครั้งละจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องผลิตเพียงดีไซน์เดียว แต่สามารถปรับเปลี่ยนการดีไซน์ได้ตามต้องการ โดยสามารถสั่งผลิตได้มากกว่า 1,000 ดีไซน์ และสั่งไซส์ที่แตกต่างกันได้ ภายในการสั่งงานครั้งเดียว (1 batch)</p>
<figure id="attachment_25502" aria-describedby="caption-attachment-25502" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-25502 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/5.jpg" alt="" width="1200" height="672" /><figcaption id="caption-attachment-25502" class="wp-caption-text">Photo : Rodinia Generation</figcaption></figure>
<p>​<strong>Trine Young</strong> ดีไซเนอร์ และผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า จุดมุ่งหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อต้องการผลิตเสื้อผ้าอย่างยั่งยืนมากขึ้น ​เนื่องจากอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอมี​การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 8% เมื่อเทียบกับปริมาณทั่วโลก จากกระบวนการผลิต การขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งระหว่างภูมิภาค เพราะเจ้าของแแบรนด์ต้องการลดต้นทุนการผลิตจึงเลือกสั่งผลิตในภูมิภาคที่ค่าแรงถูกกว่า​</p>
<p>ขณะเดียวกันยังมีการ​ผลิต​มากเกินความจำเป็น นำมาซึ่งการใช้ทั้งน้ำ  ทรัพยากร​ และสารเคมีในการผลิตจำนวนมาก ​ขณะที่การพัฒนา Microfactories สามารถสั่งผลิตได้ตามปริมาณที่ต้องการใช้จริง ​รวมทั้งใช้พื้นที่น้อยเพียง 200 ตารางเมตร และไม่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิต​ จากเดิมที่โรงงานทั่วไปมักมีพื้นที่กว่า 2 พันตารางเมตร รวมทั้งใช้น้ำปริมาณกว่า 150 ล้านลิตร เพื่อผลิตสินค้าประมาณ 7 แสนชิ้น</p>
<figure id="attachment_25500" aria-describedby="caption-attachment-25500" style="width: 960px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-25500 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/7.jpg" alt="" width="960" height="1200" /><figcaption id="caption-attachment-25500" class="wp-caption-text">Photo : Rodinia Generation</figcaption></figure>
<p>นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อทำให้แบรนด์ในพื้นที่ส่วนใหญ่​หันมาสั่งผลิตสินค้าภายใน​ท้องถิ่น เพื่อช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์จากการขนส่งจากต่างภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันแบรนด์ยุโรปส่วนใหญ่มักเลือก​ฐานผลิตจากตลาดที่มีต้นทุนถูกกว่า โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก  ซึ่งหากแบรนด์เหล่านี้หันกลับมาใช้ผู้ผลิตในพื้นที่เดียวกันก็จะช่วยลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอในภาพรวมให้น้อยลงได้</p>
<p>โดยในปัจจุบันบริษัทฯ เป็นผู้​ผลิตให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์แฟชั่นต่างๆ เช่น Mads Nørgaard, Hummel และ Wheat ประกอบกับความสำเร็จในการระดมทุนครั้งล่าสุดนี้ จะทำให้ Rodinia Generation สามารถขยายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปเพิ่มเติม รวมทั้งการบุกตลาดโลกในอนาคต เพื่อขับเคลื่อน Green Clothing ​ช่วยสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอให้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25499 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/Microfactory.jpg" alt="" width="1200" height="664" /></p>
<p>ด้านตัวแทนจาก  Mads Nørgaard Copenhagen หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่ตั้งอยู่ในกรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ที่ย้ายมาผลิตในระบบ Microfactories กล่าวว่า ระบบการผลิตของ Rodinia Generation ทำให้สามารถผลิตสินค้าเพื่อออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นถึง 19 เท่า โดยใช้เวลาในการออกแบบและทำตลาดได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือแม้แต่ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมง จากที่เคยต้องใช้เวลาในกระบวนการผลิตราว 9 เดือน ​พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณการผลิตส่วนเกินเพราะแน่ใจว่าปริมาณซัพพลายสินค้าพอต่อการขาย ​ซึ่งช่วยลดจำนวนเสื้อผ้าที่ขายไม่ออกได้เกือบ 5 หมื่นล้านชิ้นต่อปี คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมมากกว่า 1.88 แสนล้านยูโร</p>
<p><a href="https://www.rodiniageneration.io/about-7" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/rodinia-generation-raises-fund-3-million-euro-for-green-clothing/">สตาร์ทอัพเดนมาร์ก ขับเคลื่อน Green Clothing ​​ระดมทุนเพิ่ม 3 ล้านยูโร เร่งขยายระบบ Microfactories แก้ปัญหา Overproduction ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลีวายส์ เปิดตัว &#8216;Levi&#8217;s Plant Based 501&#8217; ฉลอง 150 ปี รุ่นไอคอนิก พร้อมสร้างรากฐานการผลิตที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/07/levis-unveil-501-plant-based-edition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jul 2023 10:26:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Circular 501]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Garment]]></category>
		<category><![CDATA[Jeans]]></category>
		<category><![CDATA[Levi's Plant Based 501 Jeans]]></category>
		<category><![CDATA[Levi’s]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลีวายส์]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=20151</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลีวายส์ (Levi&#8217;s) เปิดตัวกางเกงยีนส์คอลเลคชันใหม่ &#8216;Levi&#8217;s Plant Based 501&#8242; ในโอกาสฉลอง 150 ปี Levi&#8217;s 501 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกของแบรนด์ลีวายส์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยลีวายส์ Plant-Based 501 นี้ ใช้วัสดุที่ทำมาจากพืชถึง 97%  ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเดนิมที่ใช้ฝ้ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์ OCS ที่ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ย การใช้สีย้อมด้วยครามจากธรรมชาติ โดย Stony Creek Colours ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านสีย้อมจากพืช ป้ายหนังสัญลักษณ์ด้านหลังกางเกงเป็นวัสดุชีวภาพ Bio-based และใช้หมึกพิมพ์ทั้งหมดมาจากพืช โดยมีเพียง 3% เท่านั้น ​​ได้แก่ หมุดโลหะ ป้ายการดูแล และด้ายเย็บ​ที่ยังใช้โพลีเอสเตอร์ โดยกางเกงรุ่นพิเศษนี้ ผลิตขึ้นทั้งสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง มีแผนเริ่มทำตลาดในปลายเดือน ก.ค. 2566 นี้ การออกคอลเลคชันนี้ เป็นการต่อยอดโครงการ Circular 501 ที่เปิดตัวไปเมื่อปีก่อนหน้า​ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมแฟชันสามารถมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อโลก ด้วยการลดใช้วัสดุสังเคราะห์ต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/07/levis-unveil-501-plant-based-edition/">ลีวายส์ เปิดตัว &#8216;Levi&#8217;s Plant Based 501&#8217; ฉลอง 150 ปี รุ่นไอคอนิก พร้อมสร้างรากฐานการผลิตที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลีวายส์ (Levi&#8217;s) เปิดตัวกางเกงยีนส์คอลเลคชันใหม่ &#8216;<strong>Levi&#8217;s Plant Based 501&#8242;</strong> ในโอกาสฉลอง 150 ปี Levi&#8217;s 501 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกของแบรนด์ลีวายส์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก</p>
<p><span id="more-20151"></span></p>
<p>โดยลีวายส์ Plant-Based 501 นี้ ใช้วัสดุที่ทำมาจากพืชถึง 97%  ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเดนิมที่ใช้ฝ้ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์ OCS ที่ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ย การใช้สีย้อมด้วยครามจากธรรมชาติ โดย Stony Creek Colours ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านสีย้อมจากพืช ป้ายหนังสัญลักษณ์ด้านหลังกางเกงเป็นวัสดุชีวภาพ Bio-based และใช้หมึกพิมพ์ทั้งหมดมาจากพืช โดยมีเพียง 3% เท่านั้น ​​ได้แก่ หมุดโลหะ ป้ายการดูแล และด้ายเย็บ​ที่ยังใช้โพลีเอสเตอร์ โดยกางเกงรุ่นพิเศษนี้ ผลิตขึ้นทั้งสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง มีแผนเริ่มทำตลาดในปลายเดือน ก.ค. 2566 นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20152 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/501-levi2.jpg" alt="" width="1200" height="845" /></p>
<p>การออกคอลเลคชันนี้ เป็นการต่อยอดโครงการ <strong>Circular 501</strong> ที่เปิดตัวไปเมื่อปีก่อนหน้า​ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมแฟชันสามารถมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อโลก ด้วยการลดใช้วัสดุสังเคราะห์ต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในการผลิต และพยายามทำให้ทุกองค์ประกอบของกางเกงยีนส์เหล่านี้มีความยั่งยืนมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นการวางรากฐานในกระบวนการผลิตที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม​​ในอนาคต ​โดยเฉพาะการใช้เส้นใยออแกนิกส์ หรือการใช้เส้นใยรีไซเคิลเพื่อลดการเกิดขยะจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ</p>
<p>นอกจากนี้  ลีวายส์ยังพัฒนา Selvedge 501 นวัตกรรมเส้นใยจากคอตตอนหรือผ้าฝ้ายผสมกับใยกัญชง สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Wellthread ที่จะมีการจำหน่ายตลอดท้ังปี พร้อมทั้งใช้สีย้อมจากธรรมชาติ ซึ่งสามารถผลิตได้หลากหลายสีสัน และมีสินค้าสำหรับทั้งชายและหญิง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20153 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/501-levi1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><a href="https://insideretail.asia/2023/07/17/levis-unveils-plant-based-edition-of-its-501-jeans/" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p><a href="https://www.numeromag.nl/levis-introduces-the-new-plant-based-501-jeans/" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p><a href="https://esgnews.com/levis-unveils-sustainable-suite-of-classic-501-jeans-for-150th-anniversary/" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/07/levis-unveil-501-plant-based-edition/">ลีวายส์ เปิดตัว &#8216;Levi&#8217;s Plant Based 501&#8217; ฉลอง 150 ปี รุ่นไอคอนิก พร้อมสร้างรากฐานการผลิตที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูจิ ประเทศไทย ชูทางเลือกแฟชั่นยั่งยืน เปิดตัวคอลเลคชันเส้นใยกัญชง ​ใช้ทรัพยากรน้อยลง พร้อมย้ำความ minimalist ช่วยลดขยะแฟชั่น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/03/muji-launch-hemp-collection-materail-of-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Mar 2023 06:42:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[hemp]]></category>
		<category><![CDATA[MUJI]]></category>
		<category><![CDATA[MUJI Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[MUJIHEMP]]></category>
		<category><![CDATA[MUJIHempCollection]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Textile]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[มูจิ]]></category>
		<category><![CDATA[มูจิ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มูจิ เส้นใยกัญชง]]></category>
		<category><![CDATA[อกิฮิโร่ คาโมการิ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องแต่งกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยกัญชง]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=17591</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูจิ ประเทศไทย (MUJI) ย้ำจุดยืนความยั่งยืนกลุ่มสินค้าแฟชั่น ใช้ “เส้นใยกัญชง” (Hemp) วัสดุสิ่งทอแห่งอนาคต ถักทอความยั่งยืน จากกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่รักษ์โลกมากกว่า ด้วยต้นใยกัญชงมีวงจรการเพาะปลูกที่สั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไว ใช้ทรัพยากรในการดูแลน้อยกว่า และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเร่ง ก็เจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งเป็นเส้นใยที่มีคุณสมบัติตามธรรมชาติที่เหมาะกับการทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมประเดิมเปิดตัว MUJI HEMP Collection เครื่องแต่งกายคอลเลคชันใหม่ล่าสุดจากเส้นใยป่าน หรือใยกัญชง โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ สัมผัสบางเบา สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับอากาศร้อน พร้อมกับดีไซน์ซิกเนเจอร์สไตล์ MUJI ที่ใส่ได้ทุกโอกาส ต้อนรับซัมเมอร์นี้ วางจำหน่ายแล้วที่ร้าน MUJI ทุกสาขา นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สินค้าเครื่องแต่งกายและแฟชั่นเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่นับเป็นซิกเนเจอร์โปรดักส์ของร้าน MUJI และครองใจผู้บริโภคมาโดยตลอด ด้วยเอกลักษณ์ของการดีไซน์ที่กลายเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นสไตล์มินิมอล ด้วยความเรียบง่าย แต่ดูทันสมัย สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ทั้งนี้ MUJI ได้วางจำหน่ายกลุ่มสินค้าเครื่องแต่งกายในมูจิประเทศไทยตั้งแต่เริ่มเปิดสาขาแรกเมื่อปี 2549 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/03/muji-launch-hemp-collection-materail-of-future/">มูจิ ประเทศไทย ชูทางเลือกแฟชั่นยั่งยืน เปิดตัวคอลเลคชันเส้นใยกัญชง ​ใช้ทรัพยากรน้อยลง พร้อมย้ำความ minimalist ช่วยลดขยะแฟชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูจิ ประเทศไทย (</strong><strong>MUJI) </strong><strong>ย้ำจุดยืนความยั่งยืนกลุ่มสินค้าแฟชั่น ใช้ </strong><strong>“</strong><strong>เส้นใยกัญชง” </strong><strong>(Hemp) </strong><strong>วัสดุสิ่งทอแห่งอนาคต ถักทอความยั่งยืน จากกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่รักษ์โลกมากกว่า</strong></p>
<p><span id="more-17591"></span></p>
<p><b> <strong>ด้วยต้นใยกัญชงมีวงจรการเพาะปลูกที่สั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไว ใช้ทรัพยากรในการดูแลน้อยกว่า และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเร่ง ก็เจริญเติบโตได้ดี </strong></b><strong>อีกทั้งเป็นเส้นใยที่มีคุณสมบัติตามธรรมชาติที่เหมาะกับการทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม </strong></p>
<p><strong>พร้อมประเดิมเปิดตัว </strong><strong>MUJI HEMP Collection </strong><strong>เครื่องแต่งกายคอลเลคชันใหม่ล่าสุดจากเส้นใยป่าน หรือใยกัญชง โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ สัมผัสบางเบา สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับอากาศร้อน พร้อมกับดีไซน์ซิกเนเจอร์สไตล์ </strong><strong>MUJI </strong><strong>ที่ใส่ได้ทุกโอกาส ต้อนรับซัมเมอร์นี้ วางจำหน่ายแล้วที่ร้าน </strong><strong>MUJI </strong><strong>ทุกสาขา</strong></p>
<p><strong>นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด</strong> เปิดเผยว่า สินค้าเครื่องแต่งกายและแฟชั่นเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่นับเป็นซิกเนเจอร์โปรดักส์ของร้าน MUJI และครองใจผู้บริโภคมาโดยตลอด ด้วยเอกลักษณ์ของการดีไซน์ที่กลายเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นสไตล์มินิมอล ด้วยความเรียบง่าย แต่ดูทันสมัย สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ทั้งนี้ MUJI ได้วางจำหน่ายกลุ่มสินค้าเครื่องแต่งกายในมูจิประเทศไทยตั้งแต่เริ่มเปิดสาขาแรกเมื่อปี 2549 ปัจจุบันสินค้าเครื่องแต่งกายมีสัดส่วนประมาณ 50 % ของกลุ่มสินค้าทั้งหมดที่มีจำหน่ายใน MUJI โดยมียอดขายเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ผนวกกับการที่ MUJI ได้เปิดตัวสินค้าและแคมเปญต่าง ๆ ที่ตอกย้ำด้านความยั่งยืน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เนื่องจากปัจจุบันเป็นหนึ่งในเทรนด์ของการเลือกสินค้าหรือ Core Value ของผู้บริโภคที่คาดหวังจากแบรนด์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-17592 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/3-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“จากเทรนด์ดังกล่าว รวมกับพันธกิจหลักของ MUJI ในการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนที่ยึดถือ และพิสูจน์มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด MUJI ได้นำ <strong>“เส้นใยกัญชง” (</strong><strong>Hemp) </strong>มาใช้เป็นวัสดุหลักในคอลเลคชันนี้ และจะเป็นอีกหนึ่งวัสดุหลักในการผลิตสินค้าเครื่องกาย MUJI โดยถือเป็นวัสดุทางเลือกเพื่อความยั่งยืน เพราะกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำสะท้อนคุณค่าการผลิตอย่างยั่งยืน เนื่องจากเส้นใยป่านเป็นผลผลิตจากพืชกัญชงที่มีวงจรการเพาะปลูกสั้น และเจริญเติบโตได้ดีโดยไม่ต้องใช้การดูแลมากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น ๆ เมื่อเริ่มเพาะปลูกจะใช้เวลาเพียงประมาณ 100 วันหรือประมาณ 3 เดือน ให้เจริญเติบโตเต็มวัย มีขนาดของลำต้นสูงได้มากสุดถึง 3 เมตร  ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย นอกจากนี้ ในการดูแลถือว่าใช้ทรัพยากรน้อยกว่า เมื่อเทียบกับเส้นใยวัสดุที่ทำจากผลผลิตของพืชชนิดอื่น ๆ และใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่า รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเร่งก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งมีความคงทนต่อสภาพอากาศและโรคทางการเกษตร และอายุวงจรของพืชมีระยะสั้นเพียง 1 ปี จึงทำให้สามารถเพาะปลูกใหม่ในพื้นที่เดิมได้ โดยไม่ทำลายพื้นที่ป่าหรือสิ่งแวดล้อมโดยรวม และยังเป็นพืชที่ช่วยบำรุงหน้าดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นดินอีกด้วย” นายคาโมการิ กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-17594 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/7-1.jpg" alt="" width="1000" height="1000" /></p>
<p>นอกจากนี้ คุณสมบัติตามธรรมชาติของเส้นใยกัญชงเหมาะสำหรับการนำมาเป็นวัสดุในการผลิตสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะการสวมใส่ในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น เนื่องจากเป็นเส้นใยที่ถึงแม้ว่าจะมีความคงทนในการใช้งาน แต่มีสัมผัสที่นุ่มเบา ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี รวมถึงมีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการช่วยปกป้องรังสียูวี ดังนั้นเมื่อนำเส้นใยป่านมาผลิตเป็นสิ่งทอเครื่องแต่งกาย จึงช่วยปกป้องสีของเนื้อผ้าที่อาจจะจางลงจากแสงแดด ด้วยเหตุดังกล่าว ในฤดูกาล Spring/Summer นี้ MUJI จึงได้เปิดตัว  <strong>MUJI HEMP Collection</strong> เครื่องแต่งกายคอลเลคชันใหม่ล่าสุดจากเส้นใยป่าน หรือใยกัญชง นับว่าเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์บนเส้นทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ MUJI</p>
<p><strong>MUJI HEMP Collection</strong> เครื่องแต่งกายคอลเลคชันใหม่ล่าสุดจากเส้นใยกัญชง ออกแบบภายใต้แนวคิด Cool, Soft to the skin, Natural Fabric for sustainability โดดเด่นด้วยคุณสมบัติพิเศษของใยกัญชง ที่สวมใส่เย็นสบาย ระบายอากาศได้ดี และเนื้อผ้าแห้งเร็ว เหมาะสำหรับฤดูร้อน รวมถึงสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ผสานกับดีไซน์ซิกเนเจอร์สไตล์ MUJI ที่มีความเรียบแต่สุภาพ นำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย สวมใส่ได้ทุกโอกาส เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทย และคนเมืองวัยทำงานที่สามารถสวมใส่เป็นชุดทำงานหรือใส่ออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ นอกบ้านได้คล่องตัว คอลเลคชันเครื่องแต่งกายออกแบบมาในโทนสีดีไซน์แบบร่วมสมัย และไทม์เลส (Timeless) ผลิตด้วยวัสดุเส้นใยมีคุณสมบัติที่ทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จึงทำให้เป็นคอลเลคชันที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ตลอดบ่อยครั้ง ซึ่งนับว่าช่วยลดปัญหาขยะจากเครื่องแต่งกายได้อีกด้วย โดย <strong>MUJI HEMP Collection </strong>ประกอบไปด้วยหลากหลายดีไซน์  ทั้งเครื่องแต่งกายผู้หญิง อาทิ เสื้อเชิ้ตทูนิคเสื้อเบลาส์ เดรส กางเกงขายาวและขาสั้น และกระโปรง เครื่องแต่งกายผู้ชาย อาทิ เสื้อแจ็คเก็ต กางเกงขายาวและขาสั้น และเสื้อเชิ๊ตทรงเบสิค หลายสีสัน อีกทั้งยังมีสินค้าสำหรับเด็กอีกด้วย (ตรวจสอบสินค้าได้ ณ จุดขาย)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-17593 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/4.jpg" alt="" width="1200" height="554" /></p>
<p>สัมผัสการสวมใส่เสื้อผ้าเย็นสบาย สัมผัสบางเบา แห้งไว จาก <strong>MUJI HEMP Collection</strong> ทางเลือกใหม่ของแฟชั่น ถักทอจากเส้นใยที่ยั่งยืน วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้าน MUJI ทุกสาขาทั่วประเทศ ดูรายละเอียด Facebook: MUJI Thailand และ Instagram: MUJI_Thailand / LINE Official Account : @MUJIThailand</p>
<p>@MUJI_THAILAND #MUJI #MUJIThailand #มูจิ # MUJIHEMP #MUJIHempCollection</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/03/muji-launch-hemp-collection-materail-of-future/">มูจิ ประเทศไทย ชูทางเลือกแฟชั่นยั่งยืน เปิดตัวคอลเลคชันเส้นใยกัญชง ​ใช้ทรัพยากรน้อยลง พร้อมย้ำความ minimalist ช่วยลดขยะแฟชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
