<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Urban &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/urban/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Jul 2026 08:21:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Urban &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สมาคมอสังหาฯ ร่วม กทม. เดินหน้า BKK Housing Platform ยกระดับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยสู่การพัฒนาเมืองยั่งยืน   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/bkk-housing-platform/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 08:21:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BKK Housing Platform]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมืองยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านใกล้ที่ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42884</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เดินหน้าร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการ “BKK Housing Platform” เพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงแพลตฟอร์มด้านที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯ รองรับการวางแผนเมือง การพัฒนาที่อยู่อาศัย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยสมาคมฯ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานคร ให้สามารถเข้าถึงที่พักอาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสมได้สะดวกมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “บ้านใกล้ที่ทำงาน” ที่มุ่งลดภาระการเดินทาง เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนเมือง ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีแผนขยายสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber และคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลและสิทธิประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยมองว่า จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้านที่อยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้การพัฒนาเมืองสามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของกรุงเทพฯ ในฐานะมหานครแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bkk-housing-platform/">สมาคมอสังหาฯ ร่วม กทม. เดินหน้า BKK Housing Platform ยกระดับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยสู่การพัฒนาเมืองยั่งยืน   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เดินหน้าร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการ <strong>“BKK Housing Platform”</strong> เพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงแพลตฟอร์มด้านที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯ รองรับการวางแผนเมือง การพัฒนาที่อยู่อาศัย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว</p>
<p><span id="more-42884"></span></p>
<p><strong>นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์</strong> นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยสมาคมฯ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานคร ให้สามารถเข้าถึงที่พักอาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสมได้สะดวกมากขึ้น ภายใต้แนวคิด<strong> “บ้านใกล้ที่ทำงาน”</strong> ที่มุ่งลดภาระการเดินทาง เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนเมือง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42886 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/BKK-Housing2.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีแผนขยายสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber และคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลและสิทธิประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยมองว่า จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้านที่อยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้การพัฒนาเมืองสามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของกรุงเทพฯ ในฐานะมหานครแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42887 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Bkk-Housing3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/bkk-housing-platform/">สมาคมอสังหาฯ ร่วม กทม. เดินหน้า BKK Housing Platform ยกระดับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยสู่การพัฒนาเมืองยั่งยืน   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 14:16:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Natural Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Resilience Building and Nature]]></category>
		<category><![CDATA[Wetland]]></category>
		<category><![CDATA[กรมทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระชุณ บุญสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39041</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำ และองค์กรภาคี จัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ &#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Urban Resilience Building and Nature : URBAN) โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 250 คน เพื่อร่วมหารือการยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเมืองและการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ สำหรับ​โครงการ URBAN ​ได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative (IKI) ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ​มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของเมืองและภูมินิเวศโดยรอบ ผ่านการบูรณาการข้อมูลวิชาการ กระบวนการมีส่วนร่วม และเครื่องมือเชิงนโยบาย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ ทั้งนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ไม่ได้หมายความเพียงแค่บึง หรือหนองน้ำ แต่ถือเป็น &#8216;โครงสร้างพื้นฐานตามธรรมชาติ&#8217; (Natural Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/">&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</strong> ร่วมกับ <strong>กรมทรัพยากรน้ำ</strong> และองค์กรภาคี จัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ <strong>&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217;</strong> ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (<strong>Urban Resilience Building and Nature : URBAN</strong>)</p>
<p><span id="more-39041"></span></p>
<p>โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 250 คน เพื่อร่วมหารือการยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเมืองและการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>สำหรับ​<strong><em>โครงการ </em></strong><strong><em>URBAN</em></strong> ​ได้รับการสนับสนุนจาก <em>International Climate Initiative (IKI)</em> ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ​มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของเมืองและภูมินิเวศโดยรอบ ผ่านการบูรณาการข้อมูลวิชาการ กระบวนการมีส่วนร่วม และเครื่องมือเชิงนโยบาย พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน <em>Nature-based Solutions (NbS)</em> ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-39042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057030.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)</strong> ไม่ได้หมายความเพียงแค่บึง หรือหนองน้ำ แต่ถือเป็น <strong>&#8216;โครงสร้างพื้นฐานตามธรรมชาติ&#8217;</strong> (Natural Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำ ลดความรุนแรงของน้ำท่วม บรรเทาภัยแล้ง ปรับคุณภาพน้ำ และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า พื้นที่ชุ่มน้ำมีศักยภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ จากสภาพดินที่อิ่มน้ำ และการสะสมอินทรีย์วัตถุเป็นเวลานาน จึงช่วยชะลอการสลายตัวของคาร์บอน เปลี่ยนเป็นการกักเก็บระยะยาว จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน</p>
<p>ที่สำคัญ พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่อุปสรรคในการพัฒนา แต่คือทางออกของเมืองในยุคโลกร้อน หลายเมืองใหญ่พิสูจน์ได้ว่า การปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยลดน้ำท่วม ลดความรุนแรงของภัยแล้ง และ​ให้เมืองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและน้ำได้อย่างยั่งยืน ​การปกป้อง ฟื้นฟู และบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ช่วยให้เมืองอยู่ร่วมกับน้ำได้ และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ด้วยกลไก นโยบาย และมาตรการที่เหมาะสม​ การพัฒนาโดยให้คุณค่าต่อธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นทั้งการปกป้องเมือง ชีวิต และอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39044 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057025.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา </strong>ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ​กล่าวระหว่างเปิดการประชุม โดยมองความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกับ 3 วิกฤตสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ หรือ <strong>Triple Crisis</strong> ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 สารพิษ รวมทั้งขยะ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากปัญหาวิกฤตสภาพอากาศเป็นลำดับต้นๆ ของโลก<strong><em><strong> การมีพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland)​​</strong> ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรองรับน้ำหลาก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ รวมทั้งช่วยดูดซับคาร์บอน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร จะเป็นหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตด้วย​หลักการทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ​  </em></strong></p>
<p><em>&#8220;<strong>การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ​ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่สำคัญทางธรรมชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวรับ 3 ความเสี่ยงสำคัญ แต่ต้องหาจุดสมดุลทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งทิศทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การขยายตัวในหลาย​เมืองและการก่อสร้างต่างๆ ​เกิดการบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ​ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ​<strong>ทำให้ต้องเร่งศึกษาพร้อมวางกรอบการบริหารจัดการ ภ</strong></em><em><strong>ายใต้การทำงานร่วมกันทั้งจากหน่วยงานส่วนกลาง และในระดับท้องถิ่น เพื่อสามารถวางแผนให้ทั้งผังเมือง และผังน้ำ มีความสอดคล้องและเกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน </strong></em><em>&#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39045 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057027.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณธีระชุณ บุญสิทธิ์ </strong>อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาเมือง และการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำในทุกระดับความสำคัญรวมกว่า 3 หมื่นแห่ง ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ​ (แรมซาร์ไซส์) ระดับชาติ และมีสำคัญในระดับท้องถิ่น คิดเป็นพื้นที่ราว 22.88 ล้านไร่ หรือ 7.5% ขณะที่​​ภารกิจและแผนยุทธศาสตร์ของกรมทรัพยากรน้ำ ​มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงการวางผังเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรน้ำเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ</p>
<p><em>&#8220;เป้าหมายสำคัญของโครงการคือ การต่อยอดแนวทาง​​การขับเคลื่อน กระบวนการ ​​และมาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ จากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 2 แห่ง โดย <strong> จ.เชียงราย ​จะเป็นต้นแบบพื้นที่ในระบบนิเวศน้ำจืด และ จ.สุราษฎร์ธานี ​สำหรับระบบนิเวศน้ำกร่อย ​ พร้อมถอดบทเรียนไปปรับใช้ใน​พื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ทุกรูปแบบทั่วประเทศ</strong> ซึ่งมีทั้งองค์ความรู้และกรอบการขับเคลื่อนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ และ​​แบบ​เฉพาะเจาะจงสำหรับในแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อ​สร้างกรอบและกลไก​ในการพัฒนา สำหรับดูแล​และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำควบคู่ไปกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้อย่าง​ยั่งยืน และเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนข้อที่ 14 (SDG14) ในเรื่องการรักษาระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39046 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057031.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในช่วงปาฐกถาพิเศษ <strong><em>ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว</em></strong> <em>ที่ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</em>  ได้สะท้อนภาพรวมสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากเสื่อมโทรมลง พร้อมเสนอให้ยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติของเมือง</p>
<p>ตลอดการเสวนา ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำจากพื้นที่จริง รวมถึงบทเรียนจากพื้นที่นำร่องและพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านการบูรณาการแผนงาน การประสานงานข้ามหน่วยงาน และช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติในระดับพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเวที คือการแลกเปลี่ยน เครื่องมือทางนโยบายและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะทิศทางของ ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ครอบคลุม และเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการพิจารณาอนุมัติโครงการ และแนวทางการออกแบบโครงการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39048 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/S__86057034.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เวทีเสวนายังเน้นย้ำว่า การดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มความสามารถของเมืองในการรับมือทั้งภัยแล้งและอุทกภัย ช่วยลดความเปราะบางของเมืองต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว <strong><em>จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้พื้นที่ชุ่มน้ำถูกยกระดับจาก &#8216;พื้นที่รองรับผลกระทบ&#8217; ไปสู่  &#8216;กลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง&#8217; ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมือง การจัดการทรัพยากรน้ำ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่ออนาคตของเมืองและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยั่งยืนร่วมกัน</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/wetland-and-urban-development/">&#8216;เมืองรุก โลกร้อน กับชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ&#8217; ชี้บทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำรับมือวิกฤตโลก เร่งเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ นำร่อง เชียงราย สุราษฎร์ธานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“Chapter Market” แลนด์มาร์กใหม่ ใจกลางสุขุมวิท 26 ปลุกกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอาหาร ดึงดูดฟู้ดเลิฟเวอร์และนักท่องเที่ยวทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/chapter-market-new-landmark-at-sukhumvit26/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Dec 2024 23:26:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Chapter Market]]></category>
		<category><![CDATA[Day Night Market]]></category>
		<category><![CDATA[Food Lover]]></category>
		<category><![CDATA[Landmark]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[Sukhumvit 26]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐลิณี เด่นเลิศชัยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[แลนด์มาร์กใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30851</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดตัว Chapter Market จุดศูนย์รวมความสุขทั้งกลางวันและกลางคืน ใจกลางสุขุมวิท 26 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมยกระดับให้พื้นที่สุขุมวิท 26 กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับคนเมืองและนักท่องเที่ยว ด้วยคอนเซปต์ “Day Night Market” ที่รวมเอาเสน่ห์ของการช้อปปิ้งและรับประทานอาหารจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 80 ร้านค้าไว้ในที่เดียวจุดบรรจบ Soft Power ไทย-สากล บน Super Prime Location ของกรุงเทพฯ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองและนักท่องเที่ยว นางสาวณัฐลิณี เด่นเลิศชัยกุล กรรมการ บริษัท แชปเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดตัวโครงการ Chapter Market ตั้งเป้าสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นหมุดหมายใหม่ในใจนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนเมือง ตอบโจทย์คนเมืองและนักท่องเที่ยวในการกิน ช้อป และพักผ่อน แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกรุงเทพมหานครในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก เสน่ห์ของ Chapter Market โดดเด่นด้วยร้านค้ากว่า 80 ร้าน ซึ่งรวบรวมอาหารเลิศรส ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ ร้านกระเพราจิตสดชื่น จากเชฟไทยชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/chapter-market-new-landmark-at-sukhumvit26/">“Chapter Market” แลนด์มาร์กใหม่ ใจกลางสุขุมวิท 26 ปลุกกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอาหาร ดึงดูดฟู้ดเลิฟเวอร์และนักท่องเที่ยวทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดตัว <strong>Chapter Market</strong> จุดศูนย์รวมความสุขทั้งกลางวันและกลางคืน ใจกลางสุขุมวิท 26 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมยกระดับให้พื้นที่สุขุมวิท 26 กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับคนเมืองและนักท่องเที่ยว ด้วยคอนเซปต์ “<strong>Day Night Market</strong>” ที่รวมเอาเสน่ห์ของการช้อปปิ้งและรับประทานอาหารจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 80 ร้านค้าไว้ในที่เดียวจุดบรรจบ Soft Power ไทย-สากล บน Super Prime Location ของกรุงเทพฯ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองและนักท่องเที่ยว</p>
<p><span id="more-30851"></span></p>
<p><strong>นางสาวณัฐลิณี เด่นเลิศชัยกุล</strong> กรรมการ บริษัท แชปเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดตัวโครงการ Chapter Market ตั้งเป้าสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นหมุดหมายใหม่ในใจนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนเมือง ตอบโจทย์คนเมืองและนักท่องเที่ยวในการกิน ช้อป และพักผ่อน แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกรุงเทพมหานครในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก เสน่ห์ของ Chapter Market โดดเด่นด้วยร้านค้ากว่า 80 ร้าน ซึ่งรวบรวมอาหารเลิศรส ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ ร้านกระเพราจิตสดชื่น จากเชฟไทยชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และ Roberta’s Pizza พิซซ่าเตาฟืนจากเชฟมิชลินอเมริกา นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับสตรีทฟู้ดที่ได้มาตราฐานมารวมไว้ในที่นี่ เพราะอาหารไทยได้รับยกย่องให้เป็น Soft Power ซึ่งเราปลื้มใจที่ได้สานต่อนโยบายของภาครัฐบาล ที่จะพร้อมเสิร์ฟเมนูที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและสากล เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศได้มากกว่า 1000 คนต่อวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30853 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Chapter2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดย Chapter Market ตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 26 บน Super Prime Location ของกรุงเทพฯ ตอบโจทย์ทุกๆ ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองได้อย่างครบถ้วน เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกสบาย ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ ทางออกที่ 4 เพียง 450 เมตร การเดินทางด้วยรถส่วนตัว เพราะทาง Chapter Market มีที่จอดรถรองรับลูกค้าได้</p>
<p>“Chapter Market ไม่เพียงแค่เป็นตลาดสำหรับการช้อปปิ้งและกินอาหาร แต่เป็นการรวมตัวคนรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารมารวมไว้ที่นี่ เพื่อสะท้อน Soft Power ผ่านเมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ และการนำเสนอวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ทันสมัย โดยมีการนำเสนอเมนูอาหารไทยต้นตำรับและอาหารไทยที่ได้รับการดัดแปลงให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ Chapter Market ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่ผสมผสานความเป็นไทยและความเป็นสากลได้อย่างลงตัว เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยผ่านการบริการที่ใส่ใจ ซึ่ง Chapter Market จะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางที่ไม่เหมือนใคร ” นางสาวณัฐลิณี กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30854 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Chapter3.jpg" alt="" width="1200" height="829" /></p>
<p>ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการฯ ในเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เทศกาลแห่งความสุข ทั้งเทศกาลคริสต์มาสและร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Chapter Market พร้อมเป็นสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าใช้บริการ รวมถึงเหล่าฟู้ดเลิฟเวอร์ได้มาเช็คอินและชิมเมนูเด็ดให้ครบทุกร้านได้อย่างเพลิดเพลิน ด้วยโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า รับส่วนลดทันที10-50 % อีกทั้งยังมีกิจกรรมความสนุกต่างๆ จัดเต็มอีกมากมายตลอดเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ออกมาร่วมเฉลิมฉลองจำนวนมาก โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่าในไตรมาส 4 ปี 2567 การท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมจะอยู่ที่ 35 ล้านคน ภายในสิ้นปี และคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกว่า 40 ล้านคน</p>
<p>มาร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปี 2024 ได้ที่ Chapter Market สุขุมวิท 26 พร้อมรอทุกคนมาสัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00 –22.00น. สามารถติดตามรายละเอียดข่าวสารกิจกรรมต่างๆ ของ Chapter Market สุขุมวิท 26 ได้ที่ Facebook: Chapter Market IG: @chapter_market และ Tiktok: @chapter.market</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/chapter-market-new-landmark-at-sukhumvit26/">“Chapter Market” แลนด์มาร์กใหม่ ใจกลางสุขุมวิท 26 ปลุกกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอาหาร ดึงดูดฟู้ดเลิฟเวอร์และนักท่องเที่ยวทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มเซ็นทรัล แบ่งปันพื้นที่หน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ขยายทางเดินเท้าตามหลัก Universal Design ร่วมผลักดันกรุงเทพฯ สู่ ‘เมืองเดินได้-เมืองเดินดี’</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/central-group-land-sharing-and-renovated-space-for-the-public/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Nov 2024 10:02:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[CENTRAL GROUP]]></category>
		<category><![CDATA[Central of Life]]></category>
		<category><![CDATA[Footpath]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Universal Design]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[ขยายพื้นที่ทางเท้าหน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทางเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เตียงจิราธิวัฒน์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบาท]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์รวมแห่งชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[เตียงจิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองเดินได้-เมืองเดินดี]]></category>
		<category><![CDATA[แบ่งปันพื้นที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30310</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มเซ็นทรัล แบ่งปันพื้นที่หน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี​ เพื่อขยายและปรับปรุงทางเท้า ตามหลัก Universal Design ผลักดัน​กรุงเทพฯ สู่ ‘เมืองเดินได้-เมืองเดินดี’ ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง ภายใต้แนวคิด Central of Life ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของทุกคน กลุ่มเซ็นทรัล นำโดย บริษัท เตียงจิราธิวัฒน์ จำกัด มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสมอภาค ด้วยการ ​แบ่งปันพื้นที่ส่วนบุคคลของบริษัทฯ ตามโฉนดเลขที่ 538 เพื่อขยายทางเดินเท้า (ฟุตบาท) บริเวณหน้า เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ให้ได้ตามมาตรฐานความกว้างถึง 1.20 เมตร จากเดิมที่มีจุดคับแคบใกล้บริเวณหมุดที่ดิน​นายเลิศ บนถนนเพลินจิตตัดถนนวิทยุ เขตปทุมวัน พร้อมทั้งใช้งบประมาณของทางกลุ่มเซ็นทรัลเอง ​เพื่อใช้ปรับปรุง​ทางเดินเท้าใหม่ ให้เป็นไปตามหลัก Universal Design ที่เน้นการออกแบบให้ครอบคลุมการใช้งานของทุกคนอย่างแท้จริง โดยมุ่งหวังเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนผู้​สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว ให้มีความ​สะดวกราบรื่น ลดอุปสรรคในการเดินทาง และสร้างประสบการณ์การเดินที่เป็นมิตรต่อทุกคน สำหรับการปรับปรุงและขยายพื้นที่ทางเดินครั้งนี้ เป็นมากกว่าแค่การปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพ แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดพื้นที่แห่งความใส่ใจและการมีส่วนร่วม ซึ่งพิสูจน์ได้​​​ถึงความตั้งใจจริงของกลุ่มเซ็นทรัลที่ต้องการมอบคุณค่าคืนสู่สังคม ​โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมสร้างพื้นที่ที่เน้นความปลอดภัยและสะดวกสบายเพื่อตอบสนอง​ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนทั่วไป ผู้พิการทางสายตา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/central-group-land-sharing-and-renovated-space-for-the-public/">กลุ่มเซ็นทรัล แบ่งปันพื้นที่หน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ขยายทางเดินเท้าตามหลัก Universal Design ร่วมผลักดันกรุงเทพฯ สู่ ‘เมืองเดินได้-เมืองเดินดี’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กลุ่มเซ็นทรัล แบ่งปันพื้นที่หน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี​ เพื่อขยายและปรับปรุงทางเท้า ตามหลัก </strong><strong>Universal Design ผ</strong><strong>ลักดัน</strong><strong>​กรุงเทพฯ สู่ </strong><strong>‘</strong><strong>เมืองเดินได้-เมืองเดินดี</strong><strong>’ </strong><strong>ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง ภายใต้แนวคิด </strong><strong>Central of Life </strong><strong>ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของทุกคน</strong></p>
<p><span id="more-30310"></span></p>
<p><strong>กลุ่มเซ็นทรัล</strong> นำโดย <strong>บริษัท เตียงจิราธิวัฒน์ จำกัด</strong> มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสมอภาค ด้วยการ <strong>​แบ่งปันพื้นที่ส่วนบุคคลของบริษัทฯ ตามโฉนดเลขที่ 538 เพื่อขยายทางเดินเท้า (ฟุตบาท) บริเวณ</strong><strong>หน้า เซ็นทรัล เอ็มบาสซี </strong><strong>ให้ได้ตามมาตรฐานความกว้างถึง 1.20 เมตร </strong>จากเดิมที่มีจุดคับแคบใกล้บริเวณหมุดที่ดิน​นายเลิศ บนถนนเพลินจิตตัดถนนวิทยุ เขตปทุมวัน</p>
<p>พร้อมทั้งใช้งบประมาณของทางกลุ่มเซ็นทรัลเอง ​เพื่อใช้ปรับปรุง​ทางเดินเท้าใหม่ ให้เป็นไปตามหลัก <strong>Universal Design </strong>ที่เน้นการออกแบบให้ครอบคลุมการใช้งานของทุกคนอย่างแท้จริง โดยมุ่งหวังเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนผู้​สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว ให้มีความ​สะดวกราบรื่น ลดอุปสรรคในการเดินทาง และสร้างประสบการณ์การเดินที่เป็นมิตรต่อทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30312 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/4-6.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p>สำหรับการปรับปรุงและขยายพื้นที่ทางเดินครั้งนี้ เป็นมากกว่าแค่การปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพ แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดพื้นที่แห่งความใส่ใจและการมีส่วนร่วม ซึ่งพิสูจน์ได้​​​ถึงความตั้งใจจริงของกลุ่มเซ็นทรัลที่ต้องการมอบคุณค่าคืนสู่สังคม ​โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมสร้างพื้นที่ที่เน้นความปลอดภัยและสะดวกสบายเพื่อตอบสนอง​ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนทั่วไป ผู้พิการทางสายตา หรือผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ผ่านการ​ร่วมพัฒนา​ทางเดินเท้า​​ที่ตอบโจทย์และรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนให้เท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อน​ให้กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสมอภาค ตามแนวคิด <strong>&#8220;</strong><strong>Central of Life – </strong><strong>ศูนย์รวมแห่งชีวิต ที่ช่วยให้ทุกคนได้มาใช้ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง&#8221;</strong></p>
<p>โครงการนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญที่ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมจับมือกัน ​เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างให้กรุงเพทมหานคร ให้เป็นเมืองหลวงที่น่าอยู่ ภายใต้นโยบาย <strong>“เมืองเดินได้-เมืองเดินดี”  </strong>ของกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดของ <strong>คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</strong> ที่มุ่งเน้นการออกแบบพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อการเดินเท้าและการ​​ใช้ชีวิตประจำวันของทุกคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30315 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p>รวมทั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น จากโอกาสของ SME หรือผู้ประกอบการรายย่อยในบริเวณที่มีทางเดินเท้าเข้าถึง รวมไปถึงการมีส่วนอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม จากการที่มีผู้คนออกมาทำกิจกรรมสาธารณและสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้มากขึ้น รวมทั้งยังดึงดูดกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษต่างๆ ให้มารวมตัวและเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมสร้างสรรค์ต่างๆ</p>
<p>การขับเคลื่อน <strong>‘เมืองเดินได้-เมืองเดินดี</strong><strong>’ </strong>​จึงมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนทั้งมิติของเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เพราะการมีทางเท้าที่ดี สะดวก และปลอดภัยยังมีส่วนช่วยลดการใช้รถยนต์ ทำให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางลงได้ รวมทั้งเสริมให้ผู้คนในเมืองมีสุขภาพที่ดีขึ้น จากการออกกำลังกายผ่านการเดินในระหว่างวันได้มากขึ้น ​รวมทั้ง​การมีส่วน​สร้างความเท่าเทียมและ​พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30311 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/5-3.jpg" alt="" width="1200" height="802" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/central-group-land-sharing-and-renovated-space-for-the-public/">กลุ่มเซ็นทรัล แบ่งปันพื้นที่หน้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ขยายทางเดินเท้าตามหลัก Universal Design ร่วมผลักดันกรุงเทพฯ สู่ ‘เมืองเดินได้-เมืองเดินดี’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรณีศึกษา ​&#8217;Green Chongqing&#8217; ​​การจัดการ​​ &#8216;ฉงชิ่ง&#8217; เปลี่ยนผ่านจากเมืองอุตสาหกรรม สู่มหานครที่​เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/04/green-chongqing-transform-to-eco-mega-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 20 Apr 2024 14:14:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Blue sky defense battle]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Chongqing]]></category>
		<category><![CDATA[Metropolitan]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[​​ฉงชิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[มหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[วิลาวรรณ น้อยภา]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เบญจมาส โชติทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25261</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นอีกหนึ่งเมืองเศรษฐกิจสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน มีเนื้อที่ราว 82,400 ตารางกิโลเมตร เกือบเท่ากับภาคกลางของประเทศไทย และมีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 32 ล้านคน ทั้งนี้ เมื่อราว 10 ปีก่อน เมืองเศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ เคยประสบปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมาก โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรม การเผาไหม้ถ่านหินและเชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้รัฐบาลเร่งออกนโยบาย​​ช่วยแก้ไขปัญหา เช่น สงครามปกป้องท้องฟ้าสีคราม (Blue sky defense battle) ​นโยบาย​ส่งเสริมพลังงานสะอาด ​ รวมทั้งนโยบาย​ขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน โดยวางเป้าหมายเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนการจัดการในมิติอื่นๆ ภายในเมือง เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด ซึ่งคุณเบญจมาส โชติทอง และ คุณวิลาวรรณ น้อยภา นักวิชาการจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้​ศึกษา​แนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองของอีกหนึ่งมหานครของโลกอย่าง​ฉงชิ่ง พร้อมสรุปข้อมูล​​​การจัดการ​ตามแนวทาง​ &#8216;Green Chongqing&#8217; ไว้ดังต่อไปนี้ 1. การดูแลภูมิทัศน์รอบเมือง การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง โดยการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ตลอดสองข้างทางของถนน นับตั้งแต่สนามบินเจียงเป่ย (Jiangbei) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/green-chongqing-transform-to-eco-mega-city/">กรณีศึกษา ​&#8217;Green Chongqing&#8217; ​​การจัดการ​​ &#8216;ฉงชิ่ง&#8217; เปลี่ยนผ่านจากเมืองอุตสาหกรรม สู่มหานครที่​เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ฉงชิ่ง (</strong><strong>Chongqing)</strong> เป็นอีกหนึ่งเมืองเศรษฐกิจสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน มีเนื้อที่ราว 82,400 ตารางกิโลเมตร เกือบเท่ากับภาคกลางของประเทศไทย และมีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 32 ล้านคน</p>
<p><span id="more-25261"></span></p>
<p>ทั้งนี้ เมื่อราว 10 ปีก่อน เมืองเศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ เคยประสบปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมาก โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรม การเผาไหม้ถ่านหินและเชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้รัฐบาลเร่งออกนโยบาย​​ช่วยแก้ไขปัญหา เช่น สงครามปกป้องท้องฟ้าสีคราม (Blue sky defense battle) ​นโยบาย​ส่งเสริมพลังงานสะอาด ​ รวมทั้งนโยบาย​ขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน โดยวางเป้าหมายเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060</p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนการจัดการในมิติอื่นๆ ภายในเมือง เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด ซึ่ง<strong>คุณเบญจมาส โชติทอง </strong>และ <strong>คุณวิลาวรรณ น้อยภา</strong> นักวิชาการจาก <strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) </strong>ได้​ศึกษา​แนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองของอีกหนึ่งมหานครของโลกอย่าง​ฉงชิ่ง พร้อมสรุปข้อมูล​​​การจัดการ​ตามแนวทาง​<strong> &#8216;Green Chongqing&#8217;</strong> ไว้ดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25268 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/10.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>1. การดูแลภูมิทัศน์รอบเมือง</strong> การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง โดยการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ตลอดสองข้างทางของถนน นับตั้งแต่สนามบินเจียงเป่ย (Jiangbei) และการมอบหมายให้มีการดูแลบริหารจัดการเป็นอย่างดี</p>
<p><strong>2. การสร้างเครือข่าย​ทางสังคม</strong> โดยการเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม Social organizations ​ซึ่งเป็น​องค์กรพัฒนาภาคเอกชน​ หรือ​กลุ่ม NGO ต่างๆ ให้เข้ามา​มีส่วนร่วมในการช่วยเฝ้าระวังมลพิษ และทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนมากขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นเยาวชนและสังคมให้เรียนรู้และปกป้องธรรมชาติ เช่น กรณีศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติ การอนุรักษ์นกอินทรีย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/4-9.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>3. ขยายชุมชนเกษตรอินทรีย์</strong> โดยนำองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาใช้ในการทำเกษตร ​พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้านให้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่น รวมทั้งการเข้ามาส่งเสริมของทางภาครัฐ เช่น โมเดลพัฒนาเมืองดาชู (Dashu Town)</p>
<p><strong>4. แยกประเภทรถยนต์ด้วยสีป้ายทะเบียน </strong>การแยกป้ายทะเบียนรถยนต์เป็น 2 สี อย่างชัดเจน คือ ป้ายทะเบียนสีน้ำเงิน ที่เป็นรถเครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม และป้ายทะเบียน​สีเขียว สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV (Electricity vehicle) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนวิ่งอยู่ภายในเมืองประมาณ 20% ​และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25264 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/7-1.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p><strong>5. ​โครงสร้างพื้นฐานและ​เทคโนโลยี EV Charger </strong>การเร่งพัฒนาระบบชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ EV พร้อมลงทุนขยายสถานี และจุด​ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ EV ซึ่งเริ่มมีจำนวนครอบคลุมมากขึ้น​ในเขตเมือง และจะเร่งขยายเพิ่มเติมในพื้นที่ชนบทที่ยังมีอยู่อย่างจำกัดให้​มากขึ้น</p>
<p><strong>6. สถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับรถแท็กซี่ </strong><strong>EV</strong> โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตก้อนใหม่ไม่ถึง 1 นาที เพิ่มความสะดวกและช่วยลดเวลาในการชาร์จไฟฟ้าระหว่างการวิ่งให้บริการ ซึ่งมีแผนขยายจุดให้บริการให้ครอบคลุมเพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25266 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/9.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>7. การสนับสนุน​ธุรกิจสตาร์อัพใหม่ ๆ</strong> โดยเฉพาะด้านธุรกิจพลังงานสะอาด และการเข้ามาสนับสนุนจากภาครัฐบาล เพื่อช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจที่มีส่วนเข้ามาช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน และเพิ่มความแข็งแรงให้ธุรกิจที่อยู่ในระบบนิเวศ ซึ่งบางบริษัท แม้เพิ่งก่อตั้งได้ 4-5 ปี แต่สามารถขยายการดำเนินงานได้อย่างก้าวกระโดด</p>
<p><strong>8. การขยายระบบนิเวศธุรกิจพลังงานสะอาด </strong>โดยเฉพาะการให้บริการแบบครบวงจร (Total Solutions) ของธุรกิจ​พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ (Solar Power Solutions) ตั้งแต่การขออนุญาตติดตั้ง การติดตั้ง ระบบการติดตามแบบเรียลไทม์ บริการทำความสะอาดซ่อมบำรุงแผงโซลาร์ ฯลฯ โดยยังต้องเสริม​ด้านการจัดการซากอุปกรณ์หลังการใช้งานเพิ่มเติมให้มากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25265 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/3-3.jpg" alt="" width="1200" height="879" /></p>
<p><strong>9. พัฒนาระบบเก็บพลังงาน </strong>(Energy storage) ​โดยต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งรองรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ​ระดับครัวเรือน รวมไปถึงรองรับไลฟ์สไตล์ในยุค Mobility เช่น สามารถอำนวยความสะดวก​การใช้งานนอกสถานที่ เช่น การแคมปิ้ง</p>
<p><strong>10. ส่งเสริมการพัฒนาในเชิงวิชาการ </strong>ทั้งความร่วมมือเพื่อการทำงานวิจัย ด้านพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชน เช่นที่ Chongqing University มีงานวิจัยเกี่ยวกับพลังงานสะอาด การรีไซเคิลวัสดุ พลังงานจากขยะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/5-5.jpg" alt="" width="1200" height="768" /></p>
<p>ปัจจุบ้น ฉงชิ่งมีความก้าวหน้าในการพัฒนาด้านพลังงานสะอาด​ เป็นเพราะนโยบายและมาตรการส่งเสริมจากรัฐบาล ​ช่วยเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้แก่ภาคเอกชน แต่​ย่างไรก็ตาม แม้การพัฒนาด้านพลังงานสะอาดของจีนจะรุดหน้าเพิ่มมากขึ้น ​จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานสะอาดออกไปทั่วประเทศ แต่​​ปัจจุบันจีนยังใช้แหล่งพลังงานส่วนใหญ่จากถ่านหินกว่า 50% และน้ำมันดิบเกือบ 20% เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน​ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เนื่องจากยังคงมีปริมาณการใช้พลังงานจำนวนมาก และแนวโน้มที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น แหล่งพลังงานฟอสซิลก็ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่​ในปัจจุบันนี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/green-chongqing-transform-to-eco-mega-city/">กรณีศึกษา ​&#8217;Green Chongqing&#8217; ​​การจัดการ​​ &#8216;ฉงชิ่ง&#8217; เปลี่ยนผ่านจากเมืองอุตสาหกรรม สู่มหานครที่​เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 คอนเซ็ปต์ ที่จอดรถในเมือง สร้าง Transit Oriented Development ​รองรับการเดินทางเชื่อมต่อ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/08/4-concepts-parking-lot-for-transit-oriented-development/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Aug 2022 02:32:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Mass Transit]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Parking]]></category>
		<category><![CDATA[Parking lot]]></category>
		<category><![CDATA[Quality of life]]></category>
		<category><![CDATA[SRT Asset]]></category>
		<category><![CDATA[TOD]]></category>
		<category><![CDATA[Transit Oriented Development]]></category>
		<category><![CDATA[Transportation]]></category>
		<category><![CDATA[Urban]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ที่จอดรถ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการใช้รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=13221</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาเรื่องที่จอดรถภายในตัวเมืองและย่านที่อยู่อาศัย เป็นอีกหนึ่งปัญหาของเมืองใหญ่ทั่วโลกที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของจำนวนประชากร และทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด คือ การออกแบบพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะ เพื่อสามารถเชื่อมโยงเข้ากับแหล่งชุมชนแบบสามารถเดินถึงได้ ตามแนวทางของ TOD (Transit Oriented Development) ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายเมืองใหญ่ของโลกนำไปใช้ในการพัฒนาเชื่อมต่อการเดินทาง และช่วยให้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น แต่เนื่องจาก เราไม่สามารถห้ามประชาชน งดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลได้ทั้งหมด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางกรณีระบบขนส่งสาธารณะ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความสะดวกในการเดินทางของผู้คนได้โดยสมบูรณ์ แต่เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ลง การบริหารจัดการพื้นที่รอบระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้มีที่สำหรับจอดรถเพื่อสามารถส่งต่อผู้คนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ​ ตามแนวทางของ TOD จำเป็นต้องมีแนวทางการจัดสรรพื้นที่จอดรถอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน​ ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางผู้คนในเมืองแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  สาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Change อีกด้วย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพื้นที่สาธารณะ ตามแนวทางของ TOD  ได้นำเสนอ 4 แนวทาง ในการออกแบบสำหรับบริหารพื้นที่จอดรถในเมือง ดังนี้ 1.สร้างช่องจอดรถริมถนนโดยเฉพาะ การสร้างช่องจอดรถริมถนนโดยเฉพาะ ในเมืองในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นปานกลาง คือ การออกแบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลภายในเมือง ขณะที่เมืองส่วนใหญ่อนุโลมให้ประชาชน จอดรถริมถนนได้ในช่วงเวลาไม่เร่งด่วน แต่ในการใช้งานจริงเราต่างพบว่า เมื่อเราเสียพื้นที่ถนนไป 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/4-concepts-parking-lot-for-transit-oriented-development/">4 คอนเซ็ปต์ ที่จอดรถในเมือง สร้าง Transit Oriented Development ​รองรับการเดินทางเชื่อมต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาเรื่องที่จอดรถภายในตัวเมืองและย่านที่อยู่อาศัย เป็นอีกหนึ่งปัญหาของเมืองใหญ่ทั่วโลกที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของจำนวนประชากร และทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด คือ การออกแบบพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะ เพื่อสามารถเชื่อมโยงเข้ากับแหล่งชุมชนแบบสามารถเดินถึงได้ ตามแนวทางของ TOD (Transit Oriented Development) ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายเมืองใหญ่ของโลกนำไปใช้ในการพัฒนาเชื่อมต่อการเดินทาง และช่วยให้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น</p>
<p><span id="more-13221"></span></p>
<p>แต่เนื่องจาก เราไม่สามารถห้ามประชาชน งดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลได้ทั้งหมด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางกรณีระบบขนส่งสาธารณะ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความสะดวกในการเดินทางของผู้คนได้โดยสมบูรณ์ แต่เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ลง การบริหารจัดการพื้นที่รอบระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้มีที่สำหรับจอดรถเพื่อสามารถส่งต่อผู้คนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ​ ตามแนวทางของ TOD จำเป็นต้องมีแนวทางการจัดสรรพื้นที่จอดรถอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน​ ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางผู้คนในเมืองแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  สาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Change อีกด้วย</p>
<p><strong>บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพื้นที่สาธารณะ ตามแนวทางของ TOD  ได้นำเสนอ 4 แนวทาง ในการออกแบบสำหรับบริหารพื้นที่จอดรถในเมือง ดังนี้</p>
<p><strong>1.สร้างช่องจอดรถริมถนนโดยเฉพาะ</strong></p>
<p>การสร้างช่องจอดรถริมถนนโดยเฉพาะ ในเมืองในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นปานกลาง คือ การออกแบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลภายในเมือง ขณะที่เมืองส่วนใหญ่อนุโลมให้ประชาชน จอดรถริมถนนได้ในช่วงเวลาไม่เร่งด่วน แต่ในการใช้งานจริงเราต่างพบว่า เมื่อเราเสียพื้นที่ถนนไป 1 ช่องทางให้กลายเป็นที่จอดรถ จะทำให้สภาพการจราจรกลายเป็นคอขวด ส่งผลให้ความเร็วในการจราจรชะลอตัวลง เกิดปัญหารถติดลุกลามไปยังถนนเส้นอื่น ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาเร่งด่วน</p>
<p>การสร้างช่องจอดริมถนนโดยเฉพาะจึงเป็นทางออกที่ดี ด้วยการแบ่งพื้นที่ทางเท้าที่มีความกว้างอย่างน้อย 6 เมตร เพื่อสร้างช่องจอดลึกเข้าจากพื้นที่ถนนอย่างน้อย 2 เมตรเป็นระยะทางยาว ประมาณ 15 – 20 เมตร โดยแบ่งเป็นช่วงๆ สลับกับพื้นที่ปลูกต้นไม้ จะช่วยเพิ่มพื้นที่จอดรถภายในเมืองโดยพื้นที่จอดรถ แยกต่างหากจากที่จอดรถจักรยาน เพื่อรักษาความสวยงามโดยรวม ไม่รบกวนเส้นทางจราจรหลัก ทางเดินเท้า และเส้นทางจักรยาน อย่างไรตามการสร้างช่องจอดรถริมถนนนี้ไม่เหมาะสำหรับพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีความหนาแน่นประชากรสูง ที่ควรใช้การสร้างอาคารจอดรถมากกว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13223 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/08/Parking-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. พัฒนาอาคารจอดรถ</strong></p>
<p>การพัฒนาตามแนวทาง TOD ไม่เพียงแต่พัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้มีความหนาแน่นอย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่การพัฒนาพื้นที่จอดรถก็ต้องได้รับการจัดสรรเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่จอดรถใกล้สถานีขนส่งมวลชน และย่านการค้าที่มีความสำคัญจะถูกพัฒนาให้เป็นอาคารจอดรถ ให้เกิดความคุ้มค่าจากการใช้งานพื้นที่ดินสูงสุด และเป็นจุดจอดรถของประชาชนที่เดินทางต่อด้วยสถานีขนส่งสาธารณะ</p>
<p>อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราควรรู้อย่างหนึ่งในการพัฒนาพื้นที่จอดรถ คือ สร้างเท่าไรก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่จอดรถ ควรสร้างแต่พอเหมาะตามพื้นที่และงบประมาณที่มี แล้วนำเม็ดเงินไปลงทุนกับการพัฒนาโครงข่ายทางเดินเท้า เส้นทางจักรยาน และระบบขนส่งมวลชนให้ทั่วถึงจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า</p>
<p><strong>3. พัฒนาระบบจอดรถอัจฉริยะและการจัดเก็บค่าจอดรถ</strong></p>
<p>ที่จอดรถสาธารณะมีขึ้นเพื่อความสะดวกของประชาชน และเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการบริการอย่างทั่วถึง การบริหารจัดการพื้นที่จอดด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชันค้นหาที่จอดรถในเมือง เพื่อความสะดวกของประชาชนในการเดินทาง ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อช่วยแก้ปัญหารถติด จะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าควรจะใช้รถเดินทางเข้าตัวเมืองในเวลาใด และควรใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือไม่</p>
<p>รวมถึงการคิดค่าที่จอดรถ ก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยเพิ่มความยับยั้งชั่งใจ ประชาชนจะเดินทางด้วยรถยนต์เข้าตัวเมือง ให้ใช้รถยนต์เฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยคิดค่าจอดรถตามขนาดรถที่จอด ช่วงเวลาที่เข้ามาจอด เพื่อเปิดโอกาส ให้กับคนอื่นได้ใช้งานที่จอดรถอย่างทั่วถึง</p>
<p><strong>4. กำหนดข้อบังคับเรื่องที่จอดรถ</strong></p>
<p>การออกข้อบังคับท้องถิ่น เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถบริหารจัดการพื้นที่จอดรถ ประเทศที่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถเช่นประเทศญี่ปุ่น จะมีข้อบังคับกฎหมายให้ทุกบ้านมีที่จอดรถของตัวเองอย่างน้อย 1 ช่อง รวมถึงคนที่กำลังซื้อรถใหม่ ก่อนซื้อต้องแสดงหลักฐานเรื่องที่จอดรถส่วนบุคคล หรือเอกสารแสดงที่จอดรถแบบสัญญาเช่า เป็นหลักฐานรับรองว่าซื้อรถมาแล้วจะไม่จอดรถริมถนนกีดขวางการจราจร</p>
<p>ในส่วนของพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นเช่นคอนโดมิเนียม จะมีการกำหนดพื้นที่จอดรถคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด และต้องทำขึ้นมาในรูปแบบอาคารจอดรถที่ไม่รบกวนทางเดินเท้า</p>
<p>ทำให้ภาพการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะจะไม่มีพื้นที่จอดรถที่เบียดเบียนพื้นที่จราจร ทางเดินเท้า หรือเลนจักรยานเลยแม้แต่จุดเดียว ทุกอย่างจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้จอดรถได้เท่านั้น</p>
<p>ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่าแนวทางการพัฒนา TOD ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่จอดรถ ในระดับที่สนับสนุนส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคล แต่มุ่งเน้นพัฒนาในแง่ของการใช้งานรถยนต์อย่างเหมาะสม ด้วยการสร้างพื้นที่จอดรถที่ไม่ใช้พื้นที่การจราจร ควบคุมการใช้งานพื้นที่จอดรถด้วยการเก็บค่าจอด รวมถึงการสร้างพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่ในจุดเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ทุกคนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น และใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/08/4-concepts-parking-lot-for-transit-oriented-development/">4 คอนเซ็ปต์ ที่จอดรถในเมือง สร้าง Transit Oriented Development ​รองรับการเดินทางเชื่อมต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
