<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Vimut &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/vimut/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Mar 2026 07:44:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Vimut &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พฤกษา เปิดประสบการณ์พรีเมียม “Well Care @Home” เติมเต็มแนวคิด “อยู่ดี…ทั้งชีวิต” ร่วมกับ รพ.วิมุต ยกระดับการอยู่อาศัย สู่มิติใหม่แห่งการดูแลสุขภาพ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/pruksa-lifetime-well-living-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Mar 2026 07:44:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[LIFETIME WELL LIVING]]></category>
		<category><![CDATA[Pruksa]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[Well Care @Home]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<category><![CDATA[พฤกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุต]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่ดีทั้งชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40747</guid>

					<description><![CDATA[<p>“พฤกษา” เดินหน้ายกระดับการอยู่อาศัยสู่มิติใหม่แห่งการดูแลสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “Lifetime Well-Living” ผสานการดูแลลูกบ้านเข้ากับการดูแลสุขภาพองค์รวมอย่างไร้รอยต่อ ร่วมกับ โรงพยาบาลวิมุต เปิดประสบการณ์ “Well Care @Home” ส่งต่อบริการด้านสุขภาพด้วยความใส่ใจถึงบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ ควบคู่ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม พร้อมเดินหน้าดูแลครอบครัวพฤกษาอย่างต่อเนื่อง  “Well Care @Home” เป็นอีกหนึ่งการต่อยอดแนวคิดการพัฒนาการอยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงต้องการทำให้สุขภาพที่ดีเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกวัน…ตั้งแต่ในบ้านของเราเอง จึงนำจุดแข็งด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพฤกษา ผสานกับความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์จากโรงพยาบาลวิมุต ออกแบบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่เข้าถึงง่าย อบอุ่น และต่อเนื่อง ครอบคลุมคนทุกช่วงวัยในครอบครัว ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมและบริการด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้ง สุขภาพกาย สุขภาพใจ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อาทิ กิจกรรมผ่อนคลายและปรับสมดุลกาย–ใจ ด้วยกิจกรรม Sound Bath, พิลาทิส และออกกำลังกายยืดเหยียด บริการตรวจสุขภาพ คัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพเบื้องต้น ทั้งวัดระดับน้ำตาลในเลือด วัดความดัน วิเคราะห์มวลร่างกาย ตรวจสุขภาพปอด บริการฉีดวัคซีน พร้อมบริการ Ultrasound Therapy ช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม บริการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ และนักกำหนดอาหารแบบใกล้ชิด ให้ความรู้ด้านสุขภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/pruksa-lifetime-well-living-2/">พฤกษา เปิดประสบการณ์พรีเมียม “Well Care @Home” เติมเต็มแนวคิด “อยู่ดี…ทั้งชีวิต” ร่วมกับ รพ.วิมุต ยกระดับการอยู่อาศัย สู่มิติใหม่แห่งการดูแลสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“พฤกษา” เดินหน้ายกระดับการอยู่อาศัยสู่มิติใหม่แห่งการดูแลสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “</strong><strong>Lifetime Well-Living</strong><strong>” </strong><strong>ผสานการดูแลลูกบ้านเข้ากับการดูแลสุขภาพองค์รวมอย่างไร้รอยต่อ ร่วมกับ โรงพยาบาลวิมุต เปิดประสบการณ์ “</strong><strong>Well Care @Home” </strong><strong>ส่งต่อบริการด้านสุขภาพด้วยความใส่ใจถึงบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ ควบคู่ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม พร้อมเดินหน้าดูแลครอบครัวพฤกษาอย่างต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-40747"></span></p>
<p><strong> “Well Care @Home” </strong>เป็นอีกหนึ่งการต่อยอดแนวคิดการพัฒนาการอยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงต้องการทำให้สุขภาพที่ดีเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกวัน…ตั้งแต่ในบ้านของเราเอง จึงนำจุดแข็งด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพฤกษา ผสานกับความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์จากโรงพยาบาลวิมุต ออกแบบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่เข้าถึงง่าย อบอุ่น และต่อเนื่อง ครอบคลุมคนทุกช่วงวัยในครอบครัว ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมและบริการด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้ง สุขภาพกาย สุขภาพใจ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อาทิ</p>
<ul>
<li>กิจกรรมผ่อนคลายและปรับสมดุลกาย–ใจ ด้วยกิจกรรม Sound Bath, พิลาทิส และออกกำลังกายยืดเหยียด</li>
<li>บริการตรวจสุขภาพ คัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพเบื้องต้น ทั้งวัดระดับน้ำตาลในเลือด วัดความดัน วิเคราะห์มวลร่างกาย ตรวจสุขภาพปอด บริการฉีดวัคซีน พร้อมบริการ Ultrasound Therapy ช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม</li>
<li>บริการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ และนักกำหนดอาหารแบบใกล้ชิด ให้ความรู้ด้านสุขภาพ และพัฒนาการเด็ก การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การปรึกษาแพทย์ออนไลน์</li>
<li>เสริมทักษะกู้ชีพ และการดูแลไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน</li>
</ul>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40749 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/PrVi2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ซึ่งสะท้อนแนวคิดการทำให้ “<strong>สุขภาพ</strong>” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเป็นการอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกบ้าน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องรอคิว แต่ยังได้รับบริการจากแพทย์และทีมผู้ชำนาญการ ที่ช่วยแนะนำและดูแลสุขภาพส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด พร้อมรับสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกบ้านพฤกษา ตอกย้ำความตั้งใจของพฤกษาที่ต้องการทำให้ “บ้าน” เป็นมากกว่าพื้นที่อยู่อาศัย เป็นสเปซแห่งการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง</p>
<p>ในปีนี้พฤกษาพร้อมขยายประสบการณ์ &#8220;<strong>Well Care @Home</strong>&#8221; ไปยังคอมมูนิตี้อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกบ้านพฤกษาเข้าถึงบริการด้านสุขภาพเชิงป้องกันจากแพทย์และทีมผู้ชำนาญการได้ง่าย เติมเต็มความหมาย ‘อยู่ดี…ทั้งชีวิต’ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกคอมมูนิตี้ของพฤกษา”​</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/PrVi3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/pruksa-lifetime-well-living-2/">พฤกษา เปิดประสบการณ์พรีเมียม “Well Care @Home” เติมเต็มแนวคิด “อยู่ดี…ทั้งชีวิต” ร่วมกับ รพ.วิมุต ยกระดับการอยู่อาศัย สู่มิติใหม่แห่งการดูแลสุขภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“วิมุต” จับมือ “พฤกษา” ผสานพลัง Synergy ปั้นโมเดลดูแลสุขภาพเชิงรุก เชื่อม Healthcare Ecosystem สู่บ้านและชุมชน รับเทรนด์สังคมสูงวัยและภาวะโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/vimut-pruksa-well-care-at-home/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 14:48:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์นิพัฒน์ กุหลาบขาว]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พฤกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40679</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงพยาบาลวิมุต” เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ “พฤกษา” ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย ขยายบทบาทการดูแลสุขภาพเชิงรุก จากโรงพยาบาลสู่บ้านและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “Well Care @Home” ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของวิมุตในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์การสร้างความเป็นเลิศทางการตลาดและความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ ต่อยอดระบบนิเวศด้านสุขภาพ และสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว รับโจทย์สังคมสูงวัยและการเติบโตของสุขภาพเชิงป้องกัน โดยใช้จุดแข็งของทั้งสององค์กรเชื่อม “การอยู่อาศัย” เข้ากับ “การดูแลสุขภาพ” ให้ใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากร อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ ในขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดลงเรื่อย ๆ หากสถานการณ์โครงสร้างของประชากรไทย ยังคงเป็นเช่นนี้ ในอนาคตประเทศไทยอาจเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super aged society) เมื่อมีประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 74% ของทั้งหมดในประเทศ หรือราว 400,000 คนต่อปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/vimut-pruksa-well-care-at-home/">“วิมุต” จับมือ “พฤกษา” ผสานพลัง Synergy ปั้นโมเดลดูแลสุขภาพเชิงรุก เชื่อม Healthcare Ecosystem สู่บ้านและชุมชน รับเทรนด์สังคมสูงวัยและภาวะโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“โรงพยาบาลวิมุต” เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ “พฤกษา” ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย ขยายบทบาทการดูแลสุขภาพเชิงรุก จากโรงพยาบาลสู่บ้านและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “</strong><strong>Well Care @Home” </strong><strong>ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของวิมุตในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์การสร้างความเป็นเลิศทางการตลาดและความร่วมมือกับพันธมิตร</strong></p>
<p><span id="more-40679"></span></p>
<p><strong> เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ ต่อยอดระบบนิเวศด้านสุขภาพ และสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว รับโจทย์สังคมสูงวัยและการเติบโตของสุขภาพเชิงป้องกัน โดยใช้จุดแข็งของทั้งสององค์กรเชื่อม “การอยู่อาศัย” เข้ากับ “การดูแลสุขภาพ” ให้ใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากร อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ ในขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดลงเรื่อย ๆ หากสถานการณ์โครงสร้างของประชากรไทย ยังคงเป็นเช่นนี้ ในอนาคตประเทศไทยอาจเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super aged society) เมื่อมีประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 74% ของทั้งหมดในประเทศ หรือราว 400,000 คนต่อปี และสร้างภาระทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 9.7% ของ GDP ยิ่งตอกย้ำว่าการนำบริการสุขภาพเชิงป้องกันออกไปสู่บ้าน ครอบครัว และชุมชน ไม่ใช่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภค แต่เป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพและการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40682 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/vimut3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือระหว่างวิมุตและพฤกษาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพของทั้งสององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยพฤกษามีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของลูกค้า ขณะที่วิมุตมีความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการพัฒนาบริการสุขภาพสมัยใหม่ เมื่อนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาเชื่อมต่อกัน จึงช่วยขยายบทบาทของการดูแลสุขภาพจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การสร้างสุขภาวะเชิงรุกที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว วิมุตได้นำบริการและองค์ความรู้ด้านสุขภาพออกไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยจริง ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการดูแลคนทุกช่วงวัยในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ คัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพเบื้องต้น ตรวจค่าน้ำตาลในเลือด ให้คำปรึกษาโดยนักกำหนดอาหาร และแพทย์ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ และพัฒนาการเด็ก การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ตลอดจนกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสมดุลการใช้ชีวิต ซึ่งสะท้อนแนวคิดการทำให้ “สุขภาพ” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มากกว่าจะจำกัดอยู่เพียงภายในโรงพยาบาล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40680 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Vimut1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายแพทย์นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด</strong> กล่าวว่า “ความร่วมมือกับพฤกษาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของวิมุตในปีนี้ ในการขยายระบบนิเวศด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลสู่บ้านและชุมชน เราต้องการทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยจุดแข็งของทั้งวิมุตและพฤกษามาต่อยอดเป็นประสบการณ์สุขภาพที่มีความหมายต่อผู้บริโภค และสร้างคุณค่าร่วมทางธุรกิจในระยะยาว”</p>
<p>วิมุตมองว่า ทิศทางของธุรกิจเฮลท์แคร์ในปัจจุบันไม่สามารถยึดอยู่กับโมเดลการรักษาในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขยายไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสร้างความรู้ให้ประชาชนดูแลตนเองได้ดีขึ้น และการพัฒนาช่องทางบริการที่เข้าถึงง่ายขึ้นในทุกช่วงของการใช้ชีวิต แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของวิมุตในฐานะพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะ ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้คนตั้งแต่การป้องกัน การดูแลเบื้องต้น ไปจนถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>นายแพทย์นิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงโรงพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องการระบบดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงได้จริงกับการใช้ชีวิต วิมุตจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา Ecosystem ที่เชื่อมโรงพยาบาล เทคโนโลยี การดูแลเชิงป้องกัน และการอยู่อาศัยเข้าไว้ด้วยกัน ความร่วมมือกับพฤกษาจึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยต่อยอดการดูแลสุขภาพจากโรงพยาบาลไปสู่บ้าน ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40683 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/vimut4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในมิติเชิงธุรกิจ ความร่วมมือรูปแบบนี้ยังมีความหมายมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ เพราะช่วยเพิ่มจุดเชื่อมต่อใหม่ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในชุมชน สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค และเพิ่มการรับรู้เรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ขณะเดียวกันยังสอดรับกับโจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ภาระโรค และต้นทุนทางเศรษฐกิจจากปัญหาสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ภายใต้แนวคิด “<strong>Lifetime Well-Living อยู่ดี…ทั้งชีวิต</strong>” ของพฤกษา โฮลดิ้ง ความร่วมมือระหว่างวิมุตและพฤกษาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมธุรกิจเฮลท์แคร์กับที่อยู่อาศัยเข้าหากัน แต่เป็นการแปลงวิสัยทัศน์ร่วมให้เกิดเป็นประสบการณ์จริงสำหรับผู้บริโภค ผ่านการทำให้ “บ้าน” เป็นมากกว่าพื้นที่อยู่อาศัย และทำให้ “สุขภาพ” เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ตอกย้ำบทบาทของวิมุตในฐานะผู้ให้บริการสุขภาพที่พร้อมขยายการดูแลจาก “การรักษา” ไปสู่ “การป้องกัน” และจาก “โรงพยาบาล” ไปสู่ “ชีวิตประจำวัน” อย่างไร้รอยต่อ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/vimut-pruksa-well-care-at-home/">“วิมุต” จับมือ “พฤกษา” ผสานพลัง Synergy ปั้นโมเดลดูแลสุขภาพเชิงรุก เชื่อม Healthcare Ecosystem สู่บ้านและชุมชน รับเทรนด์สังคมสูงวัยและภาวะโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title> “พฤกษา” ผนึกพันธมิตร สานต่อภารกิจ “บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ” ปีที่ 7 พลิกเพิงหลังเก่า สู่บ้านใหม่ เติมรอยยิ้มให้คนพิการ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/pruksa-lifetime-well-living/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 06:03:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[IHC]]></category>
		<category><![CDATA[Pruksa]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ By PRUKSA]]></category>
		<category><![CDATA[พฤกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างบ้าน สร้างอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39018</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิต “พฤกษา” จึงเดินหน้าสานต่อภารกิจโครงการ บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ By PRUKSA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 นำความเชี่ยวชาญด้านที่อยู่อาศัย ปรับบ้านที่ทรุดโทรมให้กลายเป็นบ้านที่ปลอดภัย มั่นคง และยังเป็นพื้นที่สร้างอาชีพได้จริงสำหรับคนพิการที่ต้องการโอกาสใหม่ในการใช้ชีวิต โดยในปีนี้ พฤกษาได้ส่งมอบบ้านให้คนพิการรวมทั้งสิ้น 11 หลัง แบ่งเป็นจังหวัดเชียงใหม่ 4 หลัง และจังหวัดขอนแก่นอีก 7 หลัง โครงการนี้ไม่ได้หยุดเพียงการสร้างบ้านใหม่หรือซ่อมแซมบ้านเก่า แต่คือการสร้างชีวิตใหม่ให้กับคนพิการ ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์ของพฤกษา มาผสมผสานกับพลังความร่วมมือจากชุมชน เพื่อออกแบบบ้านที่เหมาะสมกับสภาพความพิการของแต่ละคน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพมากขึ้น บ้านที่สร้างโอกาสใหม่ นอกจากการสร้างบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายใต้แนวคิด “เพราะทุกชีวิต…ควรมีบ้านที่ใช้ชีวิตได้จริง” พฤกษายังมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางอาชีพที่ยั่งยืน โดยสนับสนุนการฝึกอาชีพงานหัตถกรรมในบ้าน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจในท้องถิ่น เพื่อให้คนพิการมีรายได้ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเอง และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี หนึ่งในรอยยิ้มที่เกิดขึ้น เป็นรอยยิ้มของ “นายสรุชัย เสงี่ยมโคกกรวด” วัย 70 ปี ที่สูญเสียแขนทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุไฟฟ้าดูด และเคยต้องอาศัยอยู่ในเพิงเก่าที่ฝนสาดรั่วทุกครั้งที่พายุมาเยือน วันนี้เขาได้บ้านใหม่ที่มั่นคงและปลอดภัย ทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและมั่นใจอีกครั้ง เช่นเดียวกับ “นางสาวกัลยา มะกูล” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/pruksa-lifetime-well-living/"> “พฤกษา” ผนึกพันธมิตร สานต่อภารกิจ “บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ” ปีที่ 7 พลิกเพิงหลังเก่า สู่บ้านใหม่ เติมรอยยิ้มให้คนพิการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิต <strong>“พฤกษา”</strong> จึงเดินหน้าสานต่อภารกิจโครงการ <strong>บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ </strong><strong>By PRUKSA</strong> ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 นำความเชี่ยวชาญด้านที่อยู่อาศัย ปรับบ้านที่ทรุดโทรมให้กลายเป็นบ้านที่ปลอดภัย มั่นคง และยังเป็นพื้นที่สร้างอาชีพได้จริงสำหรับคนพิการที่ต้องการโอกาสใหม่ในการใช้ชีวิต โดยในปีนี้ พฤกษาได้ส่งมอบบ้านให้คนพิการรวมทั้งสิ้น 11 หลัง แบ่งเป็นจังหวัดเชียงใหม่ 4 หลัง และจังหวัดขอนแก่นอีก 7 หลัง</p>
<p><span id="more-39018"></span></p>
<p>โครงการนี้ไม่ได้หยุดเพียงการสร้างบ้านใหม่หรือซ่อมแซมบ้านเก่า แต่คือการสร้างชีวิตใหม่ให้กับคนพิการ ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์ของพฤกษา มาผสมผสานกับพลังความร่วมมือจากชุมชน เพื่อออกแบบบ้านที่เหมาะสมกับสภาพความพิการของแต่ละคน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพมากขึ้น</p>
<p><strong>บ้านที่สร้างโอกาสใหม่</strong></p>
<p>นอกจากการสร้างบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายใต้แนวคิด <strong>“เพราะทุกชีวิต…ควรมีบ้านที่ใช้ชีวิตได้จริง”</strong> พฤกษายังมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางอาชีพที่ยั่งยืน โดยสนับสนุนการฝึกอาชีพงานหัตถกรรมในบ้าน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจในท้องถิ่น เพื่อให้คนพิการมีรายได้ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเอง และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี</p>
<p>หนึ่งในรอยยิ้มที่เกิดขึ้น เป็นรอยยิ้มของ <strong>“นายสรุชัย เสงี่ยมโคกกรวด”</strong> วัย 70 ปี ที่สูญเสียแขนทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุไฟฟ้าดูด และเคยต้องอาศัยอยู่ในเพิงเก่าที่ฝนสาดรั่วทุกครั้งที่พายุมาเยือน วันนี้เขาได้บ้านใหม่ที่มั่นคงและปลอดภัย ทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและมั่นใจอีกครั้ง เช่นเดียวกับ <strong>“นางสาวกัลยา มะกูล”</strong> อายุ 39 ปี มีความพิการทางการมองเห็น สายตาเลือนรางทั้งสองข้าง หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทั่วไป สภาพบ้านเดิมคับแคบ โครงสร้างเป็นไม้ มุงด้วยสังกะสี ไม่มีความแข็งแรง โดยที่บ้านหลังใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีระบบระบายอากาศ และแบ่งพื้นที่ภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ ทำให้บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่ยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39019 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Pruksa2.jpg" alt="" width="1200" height="796" /></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการ <em><strong>บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ </strong></em><em><strong>By PRUKSA</strong></em> เกิดจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยมีพันธมิตรหลักอย่าง <strong>โรงพยาบาลวิมุต</strong> ร่วมด้วยภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม โรงพยาบาลสิรินธร จ.ขอนแก่น ศูนย์บริการคนพิการชมรมชมภูม่วนใจ๋ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่เข้ามาสนับสนุน</p>
<p><strong>เดินหน้าสู่ความยั่งยืน</strong></p>
<p>ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ส่งมอบบ้านใหม่ที่ปลอดภัยและมั่นคงให้คนพิการแล้วรวม <strong>58 </strong><strong>หลัง</strong> ไม่เพียงแต่สร้างที่พักพิง แต่ยังสร้างรอยยิ้ม ศักดิ์ศรี และความหวัง ให้คนพิการได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น โดยทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของพันธกิจด้านความยั่งยืนของพฤกษาภายใต้กรอบแนวคิด <strong>ESG </strong><strong>(</strong><strong>Environment, Social, Governance</strong><strong>)</strong> ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/pruksa-lifetime-well-living/"> “พฤกษา” ผนึกพันธมิตร สานต่อภารกิจ “บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ” ปีที่ 7 พลิกเพิงหลังเก่า สู่บ้านใหม่ เติมรอยยิ้มให้คนพิการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน! แพทย์ รพ.วิมุต แนะเคล็ดลับออกกำลังกายให้ปลอดภัย ไม่เจ็บซ้ำ   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/vimut-hospital-guide-exercise-correctly/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 May 2025 06:46:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut Hospital]]></category>
		<category><![CDATA[นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟฟิศซินโดรม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33419</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงนี้จะเห็นว่าเทรนด์ที่มาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่คือเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารคลีน การใส่ใจตรวจสุขภาพ และการเริ่มออกกำลังกายที่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ยอดฮิต โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่หันมาออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมกันมากขึ้น แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่รีบร้อนเริ่มออกกำลังกายจนไม่ได้เตรียมร่างกายให้พร้อม ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสม และออกกำลังกายไม่ถูกวิธี ส่งผลให้ร่างกายเจ็บและปวดยิ่งกว่าเดิม วันนี้ นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลวิมุต จะมาเล่าถึงข้อควรรู้ก่อนออกกำลังกายที่คนมองข้าม พร้อมแชร์เคล็ดลับเพื่อให้ทุกคนฟิตร่างกายได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวเจ็บ รู้ก่อนเริ่ม! ใครเสี่ยงเจ็บจากการออกกำลังกาย สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก่อนเริ่มออกกำลังกายคือการรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง เพราะการออกกำลังกายแบบหักโหมโดยไม่เตรียมตัวให้พร้อมอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแนวโน้มเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน คนที่เป็นออฟฟิศซินโดรม หรือคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน “แพทย์แนะนำว่ากลุ่มนี้ควรตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อน เช่น วัดความดันโลหิต เช็กสมรรถภาพหัวใจ และประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อจะได้รู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง และนำไปวางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกายมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นควรเลือกกิจกรรมที่แรงกระแทกน้อย เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ลดโอกาสบาดเจ็บที่อาจตามมา” นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์ อธิบาย ออกกำลังกายก็ดี แต่ออกให้ถูกวิธีดีที่สุด เมื่อรู้ขีดจำกัดของร่างกายแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/vimut-hospital-guide-exercise-correctly/">ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน! แพทย์ รพ.วิมุต แนะเคล็ดลับออกกำลังกายให้ปลอดภัย ไม่เจ็บซ้ำ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงนี้จะเห็นว่าเทรนด์ที่มาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่คือเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารคลีน การใส่ใจตรวจสุขภาพ และการเริ่มออกกำลังกายที่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ยอดฮิต โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่หันมาออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมกันมากขึ้น</p>
<p><span id="more-33419"></span></p>
<p>แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่รีบร้อนเริ่มออกกำลังกายจนไม่ได้เตรียมร่างกายให้พร้อม ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสม และออกกำลังกายไม่ถูกวิธี ส่งผลให้ร่างกายเจ็บและปวดยิ่งกว่าเดิม วันนี้ <strong>นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลวิมุต</strong> จะมาเล่าถึงข้อควรรู้ก่อนออกกำลังกายที่คนมองข้าม พร้อมแชร์เคล็ดลับเพื่อให้ทุกคนฟิตร่างกายได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวเจ็บ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/VIMUT4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>รู้ก่อนเริ่ม! ใครเสี่ยงเจ็บจากการออกกำลังกาย</strong></p>
<p>สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก่อนเริ่มออกกำลังกายคือการรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง เพราะการออกกำลังกายแบบหักโหมโดยไม่เตรียมตัวให้พร้อมอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บได้ง่าย <strong>โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแนวโน้มเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป</strong> ได้แก่ <strong>ผู้ที่มีอายุมากกว่า </strong><strong>40 </strong><strong>ปี</strong> <strong>ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน คนที่เป็นออฟฟิศซินโดรม หรือคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน </strong>“แพทย์แนะนำว่ากลุ่มนี้ควรตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อน เช่น วัดความดันโลหิต เช็กสมรรถภาพหัวใจ และประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อจะได้รู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง และนำไปวางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกายมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นควรเลือกกิจกรรมที่แรงกระแทกน้อย เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ลดโอกาสบาดเจ็บที่อาจตามมา” <strong>นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์</strong> อธิบาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33423 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Vimut5.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>ออกกำลังกายก็ดี แต่ออกให้ถูกวิธีดีที่สุด</strong></p>
<p>เมื่อรู้ขีดจำกัดของร่างกายแล้ว ขั้นต่อไปคือเริ่มออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ถ้าอยากวิ่ง ก็อาจเริ่มต้นด้วยการเดินเร็วไปก่อนวันละ 15-30 นาที และค่อย ๆ เพิ่มเวลาหรือเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทีละประมาณ 10% ต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีไม่ควรทำแค่รูปแบบเดียว แต่ควรสลับประเภทกิจกรรมในหนึ่งสัปดาห์ ทั้งการคาร์ดิโอ<br />
เวทเทรนนิ่ง และการยืดเหยียด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงทั้งระบบกล้ามเนื้อและหัวใจ และควรศึกษาวิธีหรือท่าทางที่ถูกต้องของแต่ละกิจกรรมก่อนเริ่มทุกครั้ง<strong> นพ.</strong> <strong>ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์</strong> อธิบายต่อว่า “ก่อนออกกำลังกายอย่าลืมวอร์มอัพอย่างน้อย 5 – 10 นาที และควรยืดเหยียดหลังออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดอาการปวดตึง รวมถึงควรพักฟื้นร่างกายอย่างน้อย 1 – 2 วัน ต่อสัปดาห์ ที่สำคัญคือต้องหมั่นสังเกตร่างกายระหว่างออกกำลัง ถ้า<strong>เริ่มมีอาการหายใจไม่ทัน รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ข้อหรือกล้ามเนื้อ หรือมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ ควรหยุดพักทันที</strong>ก่อนเกิดการบาดเจ็บ เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33420 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Vimut1.jpg" alt="" width="800" height="1000" /></p>
<p><strong>ชาวออฟฟิศซินโดรมควรรู้! ท่าไหนควรเลี่ยง ท่าไหนควรทำ</strong></p>
<p>สำหรับคนที่ออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม เช่น ปวดคอหรือหลังเรื้อรัง แพทย์แนะนำเลี่ยงท่าที่ต้องก้มคอหรือก้มหลังซ้ำ ๆ เพราะอาจทำให้ปวดคอหรือปวดหลังรุนแรงขึ้นได้ และควร<strong>เน้นออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (</strong><strong>Core Muscles) </strong>และกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างเพื่อพยุงกระดูกสันหลังและเพิ่มความมั่นคงให้ร่างกาย พร้อมทั้งยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ เวลาทำงานก็ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถหรือยืดเส้นยืดสายทุก ๆ ชั่วโมง จะช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึงสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในระยะยาว</p>
<p>คนที่เคยบาดเจ็บจากการออกกำลังกายอาจรู้สึกเข็ดและไม่อยากลองอีก แต่จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถกลับมาออกกำลังกายได้ แค่ต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับร่างกายตัวเอง สำหรับใครที่กังวล สามารถปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือเทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยกันวางแผนหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน “ส่วนวันนี้ ใครที่ยังลังเลไม่กล้าเริ่มฟิต ไม่ว่าจะเพราะกลัวเจ็บ กลัวไม่ไหว หรือมีเวลาน้อย อยากให้เข้าใจว่าการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรหนัก ๆ ขอแค่เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ อย่างการเดินในบ้านวันละ 15 นาที แต่ขอให้ทำสม่ำเสมอ แล้วค่อย ๆ ขยับไปทำกิจกรรมอื่น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายในทุก ๆ วัน&#8221; <strong>นพ. ปฐมฉัฐ พิสิฐวัฒนาภรณ์</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์กระดูกและข้อ ชั้น 4 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 &#8211; 20:00 น. โทร. 0-2079-0060 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/vimut-hospital-guide-exercise-correctly/">ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน! แพทย์ รพ.วิมุต แนะเคล็ดลับออกกำลังกายให้ปลอดภัย ไม่เจ็บซ้ำ   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาทุกหน้าหนาว! hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ กุมารแพทย์ รพ.วิมุต ชี้ รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/human-metapneumovirus-by-vimut-hospital/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jan 2025 13:22:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[hMPV]]></category>
		<category><![CDATA[Human Metapneumovirus]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[ViMUT Application]]></category>
		<category><![CDATA[กุมารแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[พญ.สีวลี สีดาฟอง]]></category>
		<category><![CDATA[รพ.วิมุต]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศหนาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส hMPV]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31468</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงฤดูหนาวแบบนี้ หลายคนคงกำลังสดชื่นกับอากาศเย็นสบาย แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิก็ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนป่วย และโรคที่พบได้บ่อยคือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ล่าสุดหลายคนคงอาจได้ยินข่าวการระบาดของ “ไวรัส hMPV” ที่ทำให้มีไข้ ไอ คัดจมูก จนเกิดกระแสว่าอาจเป็นโรคใหม่เหมือนโควิด แต่ความจริงไวรัสชนิดนี้มีมานานแล้ว โดยมักเป็นแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาและหายเองได้  แต่ในบางรายก็อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เช่นกัน วันนี้ พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก รพ.วิมุต จะพามาทำความรู้จักกับโรค hMPV เพื่อให้พ่อแม่ดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากโรคนี้  hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ มาทุกปีกับอากาศหนาว hMPV หรือ ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ มักระบาดในช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี โดยโรคนี้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่การตรวจหาเชื้อในอดีตทำได้ยาก เพราะข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัย ส่วนปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองที่ช่วยให้ตรวจพบเชื้อ hMPV ได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้ทันอาการ hMPV เด็กเล็กเสี่ยงปอดอักเสบ ทุกคนสามารถติดเชื้อ hMPV ได้ แต่มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยการแพร่กระจายเชื้อเกิดจากการไอ จาม พูดคุย การหายใจเอาละอองเชื้อในอากาศ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วเอามือมาแตะบริเวณตา จมูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/human-metapneumovirus-by-vimut-hospital/">มาทุกหน้าหนาว! hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ กุมารแพทย์ รพ.วิมุต ชี้ รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงฤดูหนาวแบบนี้ หลายคนคงกำลังสดชื่นกับอากาศเย็นสบาย แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิก็ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนป่วย และโรคที่พบได้บ่อยคือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ</p>
<p><span id="more-31468"></span></p>
<p>ล่าสุดหลายคนคงอาจได้ยินข่าวการระบาดของ “<strong>ไวรัส </strong><strong>hMPV</strong>” ที่ทำให้มีไข้ ไอ คัดจมูก จนเกิดกระแสว่าอาจเป็นโรคใหม่เหมือนโควิด แต่ความจริงไวรัสชนิดนี้มีมานานแล้ว โดยมักเป็นแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาและหายเองได้  แต่ในบางรายก็อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เช่นกัน วันนี้ <strong>พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก รพ.วิมุต</strong> จะพามาทำความรู้จักกับโรค hMPV เพื่อให้พ่อแม่ดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากโรคนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31470 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/VIMUT2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong> </strong><strong>hMPV </strong><strong>ไม่ใช่โรคใหม่ มาทุกปีกับอากาศหนาว</strong></p>
<p><strong>hMPV </strong><strong>หรือ ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (</strong><strong>Human Metapneumovirus) </strong><strong>เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ มักระบาดในช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี</strong> โดยโรคนี้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่การตรวจหาเชื้อในอดีตทำได้ยาก เพราะข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัย ส่วนปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองที่ช่วยให้ตรวจพบเชื้อ hMPV ได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p><strong>รู้ทันอาการ </strong><strong>hMPV </strong><strong>เด็กเล็กเสี่ยงปอดอักเสบ</strong></p>
<p>ทุกคนสามารถติดเชื้อ hMPV ได้ แต่มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี <strong>โดยการแพร่กระจายเชื้อเกิดจากการไอ จาม พูดคุย การหายใจเอาละอองเชื้อในอากาศ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วเอามือมาแตะบริเวณตา จมูก ปาก</strong> <strong>พญ.สีวลี สีดาฟอง</strong> เล่าต่อว่า &#8220;สำหรับผู้ใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง มักมีไข้ ไอ และน้ำมูกเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะระบบทางเดินหายใจยังบอบบางและภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดี เด็กเล็กจึงมักมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ไอมาก จนอาจลุกลามเป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบได้ <strong>โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจำสัญญาณ 3 อย่างของปอดอักเสบไว้ให้ดี คือ ไข้ ไอ และหอบเหนื่อย</strong> สังเกตได้จากการหายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม หายใจเร็ว หายใจติดขัด หายใจแล้วจมูกบานผิดปกติ ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ให้รีบพาเด็ก ๆ ไปพบแพทย์ทันที&#8221;</p>
<p><strong>hMPV </strong><strong>รักษาหาย ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด</strong></p>
<p>เนื่องจากโรค hMPV มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา, โรค RSV และโควิด ทำให้ผู้ปกครองอาจไม่แน่ใจว่าลูกของเราเป็นอะไรกันแน่ แต่ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองโรคเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำด้วยการ swab หรือ RT-PCR “<strong>แม้ตอนนี้จะยังไม่มียาต้านไวรัส </strong><strong>hMPV </strong><strong>โดยตรง แต่สามารถรักษาตามอาการได้</strong><strong> เช่น จ่ายยาลดไข้หรือยาแก้ไอ โดยทั่วไปผู้ใหญ่จะหายดีภายใน 2 &#8211; 3 วัน ส่วนเด็กเล็กจะใช้เวลา 5 &#8211; 7 วัน </strong>แต่ในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อพ่นยาขยายหลอดลม ดูดเสมหะ หรือเคาะปอด ในบางรายอาจมีเหนื่อยมาก ออกซิเจนต่ำ จนต้องให้ออกซิเจน เพื่อช่วยลดอาการดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลารักษานานกว่าปกติ” <strong>พญ.สีวลี สีดาฟอง</strong> อธิบาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31469 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Vimut1.jpg" alt="" width="1080" height="1080" /></p>
<p>&#8220;hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ สามารถรักษาได้ แล้วก็ป้องกันได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หมั่นล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการกินอาหารร่วมกัน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้สังเกตอาการของลูกให้ดี หากมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากทุกคนรับมืออย่างเข้าใจ&#8221; <strong>พญ.สีวลี สีดาฟอง</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 &#8211; 20:00 น. โทร. 0-2079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/human-metapneumovirus-by-vimut-hospital/">มาทุกหน้าหนาว! hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ กุมารแพทย์ รพ.วิมุต ชี้ รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทารกไทยเกินครึ่งไม่ได้กิน &#8220;น้ำนมแม่” ช่วง 6 เดือนแรก เหตุคุณแม่ยุคใหม่เครียดต้องทำงาน กุมารแพทย์ห่วงกระทบสุขภาพ-การเติบโต   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/vimut-hospital-baby-well/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Aug 2024 03:10:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[กุมารเวช]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[นมผง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำนมแม่]]></category>
		<category><![CDATA[พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[รพ.วิมุต]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27984</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนเป็นแม่รู้ดีว่าน้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด เพราะเต็มไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นมากมาย แต่ในปัจจุบัน คุณแม่หลายคนกลับประสบปัญหาน้ำนมน้อย เนื่องจากความเครียดและต้องทำงานควบคู่กับการให้นมลูก ทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก โดยผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 ของยูนิเซฟชี้ว่ามีทารกเพียง 1 ใน 3 ส่วนของคนไทยที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายโลกและน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก จะขาดโอกาสในการรับสารอาหารที่มีในนมแม่ ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย กุมารแพทย์ ศูนย์กุมารเวช รพ.วิมุต จะมาอธิบายเกี่ยวกับความสำคัญของน้ำนมแม่ พร้อมแนะนำวิธีเพิ่มน้ำนมให้เพียงพอ เพื่อให้เด็ก ๆ ของทุกคนเติบโตมาอย่างแข็งแรง &#8216;น้ำนมแม่&#8216; อาหารวิเศษของเจ้าตัวน้อย นมแม่เป็นอาหารที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กทารก เนื่องจากมีสัดส่วนสารอาหารที่เหมาะในการย่อยและดูดซึมสำหรับทารก ซึ่งนอกจากเจ้าตัวเล็กจะได้สารอาหารเพียงพอ ยังช่วยให้ย่อยอาหารและดูดซึมง่าย เสริมภูมิต้านทาน ช่วยลดการติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร นอกจากนี้เด็กที่ดื่มน้ำนมแม่จะน้ำหนักขึ้นเร็ว แถมยังช่วยเสริมสร้าง EQ กับ IQ ให้กับเด็กด้วย พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย อธิบายเสริมว่า &#8220;คุณแม่ทุกคนควรให้น้ำนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก เพราะน้ำนมแม่จะปรับสารอาหารให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/vimut-hospital-baby-well/">ทารกไทยเกินครึ่งไม่ได้กิน &#8220;น้ำนมแม่” ช่วง 6 เดือนแรก เหตุคุณแม่ยุคใหม่เครียดต้องทำงาน กุมารแพทย์ห่วงกระทบสุขภาพ-การเติบโต   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คนเป็นแม่รู้ดีว่าน้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด เพราะเต็มไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นมากมาย แต่ในปัจจุบัน คุณแม่หลายคนกลับประสบปัญหาน้ำนมน้อย เนื่องจากความเครียดและต้องทำงานควบคู่กับการให้นมลูก ทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก</p>
<p><span id="more-27984"></span></p>
<p><strong>โดยผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 ของยูนิเซฟชี้ว่ามีทารกเพียง 1 ใน 3 ส่วนของคนไทยที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก</strong> ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายโลกและน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก จะขาดโอกาสในการรับสารอาหารที่มีในนมแม่ ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย</p>
<p><strong>พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย กุมารแพทย์ ศูนย์กุมารเวช รพ.วิมุต</strong> จะมาอธิบายเกี่ยวกับความสำคัญของน้ำนมแม่ พร้อมแนะนำวิธีเพิ่มน้ำนมให้เพียงพอ เพื่อให้เด็ก ๆ ของทุกคนเติบโตมาอย่างแข็งแรง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27985 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/VIMUT4.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>&#8216;</strong><strong>น้ำนมแม่</strong><strong>&#8216; </strong><strong>อาหารวิเศษของเจ้าตัวน้อย</strong></p>
<p><strong>นมแม่เป็นอาหารที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กทารก เนื่องจากมีสัดส่วนสารอาหารที่เหมาะในการย่อยและดูดซึมสำหรับทารก</strong> ซึ่งนอกจากเจ้าตัวเล็กจะได้สารอาหารเพียงพอ ยังช่วยให้ย่อยอาหารและดูดซึมง่าย เสริมภูมิต้านทาน ช่วยลดการติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร นอกจากนี้เด็กที่ดื่มน้ำนมแม่จะน้ำหนักขึ้นเร็ว แถมยังช่วยเสริมสร้าง EQ กับ IQ ให้กับเด็กด้วย <strong>พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย</strong> อธิบายเสริมว่า &#8220;คุณแม่ทุกคนควรให้น้ำนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก เพราะน้ำนมแม่จะปรับสารอาหารให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ <strong>น้ำนมระยะที่ 1 (</strong><strong>Colostrum)</strong> จะหลั่งออกมาในช่วงประมาณ 1-3 วันหลังคลอด มีพลังงานและภูมิต้านทานสูง ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ขับถ่ายง่าย ต่อมาใน<strong>น้ำนมระยะที่ 2 (</strong><strong>Transitional Milk)</strong> จะหลั่งออกมาในช่วงสัปดาห์แรกถึงสัปดาห์ที่สอง น้ำนมในช่วงนี้จะสะสมโปรตีน วิตามิน รวมถึงพลังงานอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อทารก สุดท้ายคือ<strong>น้ำนมระยะที่ 3 (</strong><strong>Mature Milk)</strong> เป็นน้ำนมที่หลั่งออกมาหลัง 2 สัปดาห์ และสามารถให้ต่อเนื่องได้ถึง 6 เดือน โดยปริมาณจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และสัดส่วนของสารอาหารในน้ำนมแม่สอดคล้องกับการเติบโตของลูกน้อยของเรา&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27987 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/VIMUT2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เครียด-พักผ่อนน้อย ทำคุณแม่น้ำนมไม่พอ</strong></p>
<p>เนื่องจากชีวิตของผู้คนในตอนนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน คนเป็นแม่หลายคนยังต้องทำงานพร้อมกับการเลี้ยงลูก ทำให้เวลาพักผ่อนน้อยลง และไม่มีเวลามาปั๊มน้ำนมเตรียมไว้ ซึ่งการปั๊มนมไม่สม่ำเสมอหรือไม่ครบรอบก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำนมมีปริมาณน้อยลง โดยเบื้องต้นคุณแม่สามารถเพิ่มน้ำนมได้ด้วยตนเองผ่านการปรับพฤติกรรม หากิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียด ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ หรืออาจต้องปั๊มนมให้ถี่และสม่ำเสมอขึ้น เพื่อกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่สร้างน้ำนม ทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร เช่น ขิง หัวปลี สามารถช่วยเสริมสร้างการผลิตน้ำนมได้เช่นกัน ส่วนเวลาให้นมลูกก็ควรใช้ท่าที่ถูกต้องและสบาย เพื่อให้คุณแม่สามารถอยู่ในท่าให้น้ำนมได้นานและช่วยให้ทารกดูดน้ำนมได้ง่ายยิ่งขึ้น <strong>พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย </strong>เล่าต่อว่า <strong>“</strong>หากทำตามวิธีเบื้องต้นแล้วยังไม่ช่วยแก้ปัญหา คุณแม่สามารถมาพบแพทย์เพื่อหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน ในบางกรณีแพทย์อาจจ่ายยากระตุ้นน้ำนมร่วมด้วย</p>
<p><strong>อันตรายจาก </strong><strong>&#8216;</strong><strong>นมผง</strong><strong>&#8216; </strong><strong>หากเลือกไม่ถูกวิธี</strong></p>
<p><strong>ปัจจุบันนมผงหลายยี่ห้อพยายามใส่ส่วนผสมเพื่อให้เทียบเคียงกับน้ำนมแม่</strong> แต่ไม่สามารถดูดซึมได้ง่ายเหมือนนมแม่ และไม่ใช่ทุกชนิดจะเหมาะกับเด็กทุกคน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อนมผง เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย อย. ใช้สูตรที่เหมาะสมตามช่วงวัย นมผงบางสูตรเหมาะสำหรับให้เด็กขับถ่ายได้สบายท้อง สูตรสำหรับเด็กที่แพ้นมวัว สูตรต่อเนื่องตามอายุ หรือบางสูตรเหมาะสมหรับเด็กป่วยที่ขาดเอนไซน์บางชนิด ซึ่งไม่สามารถกินนมแม่ได้ เป็นต้น</p>
<p>“เข้าใจว่าปัจจุบันคุณแม่หลายคนต้องทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยจนเหนื่อยและเครียด ร่างกายเลยผลิตน้ำนมออกมาไม่เพียงพอ แต่ก็อยากให้คนเป็นแม่ทุกคนหาเวลาดูแลตัวเองให้มากขึ้น พักทำกิจกรรมผ่อนคลายตัวเองบ้าง และนอนพักให้เยอะ ๆ ก็ช่วยให้ผลิตน้ำนมได้เยอะขึ้น ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็อาจใช้นมผงร่วมได้ แต่อยากให้ใช้ให้น้อยที่สุด และเลือกอย่างระมัดระวัง ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไว้ใจได้และเหมาะกับลูกของเรา หรือจะเข้ามาปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อหาวิธีเพิ่มน้ำนมก็ได้เช่นกัน คุณแม่จะได้หมดกังวลเรื่องน้ำนมไม่เพียงพอ และช่วยให้ลูกของเราเติบโตมาได้อย่างแข็งแรง” <strong>พญ. วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27988 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Vimut3.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถติดต่อได้ที่ ชั้น 3 ศูนย์กุมารเวช หรือโทรนัดหมาย 02-079-0038 เวลา 08.00-20.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT App คลิก <a href="https://bit.ly/372qexX" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/372qexX</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/vimut-hospital-baby-well/">ทารกไทยเกินครึ่งไม่ได้กิน &#8220;น้ำนมแม่” ช่วง 6 เดือนแรก เหตุคุณแม่ยุคใหม่เครียดต้องทำงาน กุมารแพทย์ห่วงกระทบสุขภาพ-การเติบโต   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงพยาบาลวิมุต จัดโครงการ &#8220;วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก&#8221; ร่วมกับ “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” และ “สำนักงานเขตพญาไท” มอบโอกาสในการมองเห็นให้ 30 ดวงตา คืนโลกที่สดใสให้ผู้ป่วยต้อกระจกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/vimut-arsa-free-cataract-treatment/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 09:40:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์ตะวัน จิตต์จุฬานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26908</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงพยาบาลวิมุต เดินหน้าสร้างสังคมไทยที่อยู่ดี-มีสุข สอดรับกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดโครงการ &#8220;วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก&#8221; ร่วมกับทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ และสำนักงานเขตพญาไท มอบการผ่าตัดต้อกระจกจำนวน 30 ดวงตา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้กับชุมชนและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตพญาไท โดยโรงพยาบาลวิมุต ดำเนินโครงการร่วมกับพันธมิตร แพทย์และพนักงานอาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญ ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตั้งแต่รอบการคัดกรอง การตรวจสุขภาพและรับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนผ่าตัด การเข้าผ่าตัด และการดูแลติดตามอาการหลังกลับบ้านเพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน กิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้มุ่งมอบโอกาสในการรักษาดวงตาให้แก่คนในชุมชน ให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้ชัดเจนและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง สะท้อนความตั้งใจของ โรงพยาบาลวิมุตในการดำเนินธุรกิจเฮลท์แคร์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมอย่างทั่วถึงและยั่งยืน นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เล่าถึงที่มาของโครงการว่า &#8220;โรงพยาบาลวิมุต ดำเนินธุรกิจเฮลท์แคร์ภายใต้เป้าหมายในการขับเคลื่อนสังคมไทยสุขภาพดี ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมที่คืนคุณค่าสู่สังคมอยู่เสมอ เราตระหนักดีว่าปัญหาด้านสายตา โดยเฉพาะโรคต้อกระจก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงวัยและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีคนในชุมชนจำนวนมาก ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงการผ่าตัดต้อกระจก จึงได้ริเริ่มโครงการ “วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เป็นต้อกระจกในชุมชนพญาไท ช่วยให้ดวงตา 30 ดวงกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่คนไข้ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล ทางทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่และทีมอาสาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ จะดูแลผู้ป่วยที่ผ่านการคัดกรองตั้งแต่การปรึกษาแพทย์จนถึงการติดตามผลและให้คำแนะนำในการดูแลตนเองหลังผ่าตัดจนครบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/vimut-arsa-free-cataract-treatment/">โรงพยาบาลวิมุต จัดโครงการ &#8220;วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก&#8221; ร่วมกับ “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” และ “สำนักงานเขตพญาไท” มอบโอกาสในการมองเห็นให้ 30 ดวงตา คืนโลกที่สดใสให้ผู้ป่วยต้อกระจกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรงพยาบาลวิมุต </strong>เดินหน้าสร้างสังคมไทยที่อยู่ดี-มีสุข สอดรับกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดโครงการ <strong>&#8220;วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก&#8221; </strong>ร่วมกับ<strong>ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ และสำนักงานเขตพญาไท</strong> มอบการ<strong>ผ่าตัดต้อกระจกจำนวน </strong><strong>30 </strong><strong>ดวงตา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้กับชุมชนและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตพญาไท</strong></p>
<p><span id="more-26908"></span></p>
<p>โดย<strong>โรงพยาบาลวิมุต </strong>ดำเนินโครงการร่วมกับพันธมิตร แพทย์และพนักงานอาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญ ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตั้งแต่รอบการคัดกรอง การตรวจสุขภาพและรับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนผ่าตัด การเข้าผ่าตัด และการดูแลติดตามอาการหลังกลับบ้านเพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน กิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้มุ่ง<strong>มอบโอกาสในการรักษาดวงตาให้แก่คนในชุมชน</strong> ให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้ชัดเจนและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง <strong>สะท้อนความตั้งใจของ โรงพยาบาลวิมุตในการดำเนินธุรกิจเฮลท์แคร์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</strong></p>
<p><strong>นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร </strong><strong>บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด</strong> เล่าถึงที่มาของโครงการว่า &#8220;โรงพยาบาลวิมุต ดำเนินธุรกิจเฮลท์แคร์ภายใต้เป้าหมายในการขับเคลื่อนสังคมไทยสุขภาพดี ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมที่คืนคุณค่าสู่สังคมอยู่เสมอ เราตระหนักดีว่าปัญหาด้านสายตา โดยเฉพาะโรคต้อกระจก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงวัยและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีคนในชุมชนจำนวนมาก ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงการผ่าตัดต้อกระจก จึงได้ริเริ่มโครงการ “<strong>วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก” </strong>เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เป็นต้อกระจกในชุมชนพญาไท ช่วยให้ดวงตา 30 ดวงกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่คนไข้ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล ทางทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่และทีมอาสาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ จะดูแลผู้ป่วยที่ผ่านการคัดกรองตั้งแต่การปรึกษาแพทย์จนถึงการติดตามผลและให้คำแนะนำในการดูแลตนเองหลังผ่าตัดจนครบ 1 เดือน เพื่อความอุ่นใจและความปลอดภัยของผู้ป่วย”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26911 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/โรงพยาบาลวิมุต-จัดโครงการ-วิมุตอาสา-ผ่าตัดต้อกระจกฯ_1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>“โครงการ<strong>วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก” </strong>เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนจาก<strong>ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์</strong>และความร่วมมือจาก<strong>สำนักงานเขตพญาไท</strong> เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคืนการมองเห็นที่ชัดเจน ให้คนในชุมชนได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งตอกย้ำพันธกิจของ โรงพยาบาลวิมุต ในการดูแลให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรงอย่างเท่าเทียม” <strong>นายแพทย์ตะวัน จิตต์จุฬานนท์ </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>โรงพยาบาลวิมุต ยังคงมุ่งมั่นจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่ให้บริการชุมชน เช่น การให้บริการฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และการให้ความรู้เรื่องโรคระบาด ในอนาคต โรงพยาบาลวิมุต พร้อมเดินหน้าจับมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนในชุมชนต่าง ๆ ให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึงและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26912 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/โรงพยาบาลวิมุต-จัดโครงการ-วิมุตอาสา-ผ่าตัดต้อกระจกฯ_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/vimut-arsa-free-cataract-treatment/">โรงพยาบาลวิมุต จัดโครงการ &#8220;วิมุตอาสา ผ่าตัดต้อกระจก&#8221; ร่วมกับ “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” และ “สำนักงานเขตพญาไท” มอบโอกาสในการมองเห็นให้ 30 ดวงตา คืนโลกที่สดใสให้ผู้ป่วยต้อกระจกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รพ.วิมุต จับเทรนด์โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ รู้ทันภัยเงียบ ลุยเปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง เจาะตลาดการดูแลสุขภาพของคนวัยทำงาน เผยคนไทยมีชั่วโมงทำงานเกินค่าเฉลี่ยโลก! แพทย์ชี้โหมงานหนักเสี่ยงหลายโรคอันตราย-แนะปรับด่วนก่อนป่วยหนักไม่คุ้มเหนื่อย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/vimut-launch-4-specialized-cilnic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2024 00:37:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลสุขภาพของคนวัยทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คลินิกเฉพาะทาง]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์กุลเทพ รัตนโกวิท]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์ศรัณย์พงศ์ ภิบาลญาติ]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร]]></category>
		<category><![CDATA[นาสิกวิทยาและภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.พญ.กวินญรัตน์ จิตรอรุณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[รพ.วิมุต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกรดไหลย้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26795</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ เดินหน้าลุยกลยุทธ์การมอบบริการทางการแพทย์ที่ไร้รอยต่ออย่างเต็มรูปแบบ เปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง รองรับ 4 กลุ่มโรคยอดฮิตในกลุ่มวัยทำงาน และรู้เท่าทันภัยเงียบ ได้แก่ คลินิกปวดศีรษะ, คลินิกกรดไหลย้อนและท้องผูก, คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ และคลินิกโรคจมูกและไซนัส เจาะตลาดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของคนวัยทำงาน กลุ่มประชากรที่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผู้แบกรับทั้งภาระหน้าที่และความกดดันรอบด้าน จนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมากมายทั้งจากไลฟ์สไตล์ไร้บาลานซ์และความเครียดสะสม รวมถึงพร้อมรับมือภัยเงียบที่มาแบบไม่ทันรู้ตัวซึ่งอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายจนอันตรายถึงชีวิต รพ. วิมุต เชื่อมั่น 4 คลินิกเปิดใหม่ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการหันมาดูแลตนเองก่อนป่วยหนัก พร้อมมอบเฮลท์แคร์มาตรฐานระดับสากลที่ครอบคลุมการป้องกัน&#8211;รักษา&#8211;ฟื้นฟู ภายใต้การดูแลที่ใส่ใจของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง เร่งสานต่อวิสัยทัศน์ในการสร้างเฮลตี้ไลฟ์สไตล์ให้คนทุกช่วงวัยเพื่อมุ่งสู่สังคมไทยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ในปี 2566 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยว่าประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ทั้งสิ้น 58.92 ล้านคน และจากผลสำรวจของสถาบันวิจัยจีเอฟเค ยังพบว่าคนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่สัปดาห์ละ 40-44 ชั่วโมง โดยตัวเลขชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินค่าเฉลี่ยของคนไทยสะท้อนถึงความเสี่ยงในการล้มป่วยของด้วยโรคฮิตคนวัยทำงานหลายโรค ที่ล้วนมีปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่สมดุล การพักผ่อนน้อย-ออกกำลังกายไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ความเครียด ฝุ่นและมลภาวะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/vimut-launch-4-specialized-cilnic/">รพ.วิมุต จับเทรนด์โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ รู้ทันภัยเงียบ ลุยเปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง เจาะตลาดการดูแลสุขภาพของคนวัยทำงาน เผยคนไทยมีชั่วโมงทำงานเกินค่าเฉลี่ยโลก! แพทย์ชี้โหมงานหนักเสี่ยงหลายโรคอันตราย-แนะปรับด่วนก่อนป่วยหนักไม่คุ้มเหนื่อย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด</strong> โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ เดินหน้าลุยกลยุทธ์การมอบบริการทางการแพทย์ที่ไร้รอยต่ออย่างเต็มรูปแบบ <strong>เปิด </strong><strong>4 </strong><strong>คลินิกเฉพาะทาง รองรับ </strong><strong>4 </strong><strong>กลุ่มโรคยอดฮิตในกลุ่มวัยทำงาน และรู้เท่าทันภัยเงียบ</strong> ได้แก่ <strong>คลินิกปวดศีรษะ</strong>, <strong>คลินิกกรดไหลย้อนและท้องผูก</strong><strong>, </strong><strong>คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ และคลินิกโรคจมูกและไซนัส เจาะตลาดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของคนวัยทำงาน กลุ่มประชากรที่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ</strong></p>
<p><span id="more-26795"></span></p>
<p>ผู้แบกรับทั้งภาระหน้าที่และความกดดันรอบด้าน จนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมากมายทั้งจากไลฟ์สไตล์ไร้บาลานซ์และความเครียดสะสม <strong>รวมถึงพร้อมรับมือภัยเงียบที่มาแบบไม่ทันรู้ตัวซึ่งอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายจนอันตรายถึงชีวิต รพ. วิมุต เชื่อมั่น </strong><strong>4 </strong><strong>คลินิกเปิดใหม่</strong> <strong>ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการหันมาดูแลตนเองก่อนป่วยหนัก</strong> พร้อมมอบเฮลท์แคร์มาตรฐานระดับสากลที่<strong>ครอบคลุมการป้องกัน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>รักษา</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ฟื้นฟู</strong> ภายใต้การดูแลที่ใส่ใจของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง เร่งสานต่อวิสัยทัศน์ในการสร้างเฮลตี้ไลฟ์สไตล์ให้คนทุกช่วงวัยเพื่อมุ่งสู่สังคมไทยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน</p>
<p>ในปี 2566 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยว่าประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ทั้งสิ้น 58.92 ล้านคน และจากผลสำรวจของสถาบันวิจัยจีเอฟเค ยังพบว่า<strong>คนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ </strong><strong>50.9 </strong><strong>ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่สัปดาห์ละ </strong><strong>40-44 </strong><strong>ชั่วโมง</strong> โดยตัวเลขชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินค่าเฉลี่ยของคนไทยสะท้อนถึงความเสี่ยงในการล้มป่วยของด้วยโรคฮิตคนวัยทำงานหลายโรค ที่ล้วนมีปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่สมดุล การพักผ่อนน้อย-ออกกำลังกายไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ความเครียด ฝุ่นและมลภาวะ รวมถึงการนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานานติดต่อกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26797 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-Vimut2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต </strong>กล่าวว่า “รพ. วิมุต เล็งเห็นว่า<strong>เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ ของคนทุกเพศทุกวัย และโดยเฉพาะในประชากรวัยทำงานที่ได้กลายเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก</strong> เพราะช่วงวัยดังกล่าวถือเป็น<strong>กำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ</strong> คนเหล่านี้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจเพื่อทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ทำให้<strong>ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ ละเลยสัญญาณที่ร่างกายแสดงออกมา</strong> บ่อยครั้งกว่าจะรู้ตัวก็ป่วยหนัก ในฐานะผู้ให้บริการเฮลท์แคร์แบบองค์รวมที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพยุคใหม่อยู่เสมอ รพ. วิมุต มุ่งมั่น<strong>มอบการดูแลสุขภาพที่เข้าใจของคนทุกวัยจึงได้เปิด </strong><strong>4 </strong><strong>คลินิกเฉพาะทาง ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ</strong> ได้แก่ คลินิกปวดศีรษะ, คลินิกกรดไหลย้อนและท้องผูก, คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ และคลินิกโรคจมูกและไซนัส เพิ่มศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคยอดฮิต และผู้ป่วยที่มีอาการจากโรคที่เป็นภัยเงียบ อาทิ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกรดไหลย้อน โรคไมเกรน โรคไซนัสอักเสบ และโรคภูมิแพ้ ทุกการรักษาอยู่บนพื้นฐานด้านความปลอดภัยในระดับสากล ส่งมอบบริการทางการแพทย์ที่ไร้รอยต่อแบบครอบคลุม ด้วยจุดแข็งด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ป้องกัน-รักษา-ฟื้นฟู ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการยุคใหม่โดยผสานความรู้ของทีมงานในทุกศูนย์เฉพาะทางที่ทำงานร่วมกันเพื่อส่งต่อและติดตามการรักษาตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างราบรื่น พร้อมรักษาเจาะลึกอาการและโรคด้วยความเชี่ยวชาญจากแพทย์เฉพาะทางที่มีความพร้อมในการรักษา โดยมีนวัตกรรมและเครื่องมือที่ทันสมัย เจาะลึกถึงสาเหตุต้นตอของโรค ทำให้ผู้ใช้บริการทุกคนมั่นใจและอบอุ่นใจได้”</p>
<p>ภายในงานเปิดตัว 4 คลินิกเฉพาะทาง แพทย์ผู้ชำนาญการได้ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของโรค ตลอดจนสัญญาณเตือนของร่างกายที่ไม่ควรละเลยก่อนป่วยหนัก</p>
<p><strong>นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท</strong> เผยสถิติ<strong>โรคปวดศีรษะ</strong> ว่า &#8220;ผลสำรวจองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าความชุกของโรคปวดศีรษะมีมากถึง 40% หมายความว่า ประชากรโลกราว 7 พันล้านคน มีคนปวดศีรษะถึง 3.1 พันล้านคน นอกจากนี้ ในจำนวนดังกล่าว เป็นโรคโมเกรนประมาณ 1 พันล้านคน โดย 15% ของผู้ปวดศีรษะรายงานว่าเป็นการปวดศีรษะรุนแรง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการอักเสบติดเชื้อ เนื้องอกในสมอง หรือมีเลือดออกในสมอง และสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตหรือพิการได้หากไม่รีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย สำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน ต้องเน้นย้ำว่าแม้สาเหตุส่วนใหญ่ของการ<br />
ปวดหัวจะมาจากความเครียดการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังมีปัจจัยกระตุ้นอีกมากมายที่ทำให้ปวดศีรษะ ไม่อยากให้ทำงานหนักจนละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย หากมีอาการปวดหัวเรื้อรังหรือปวดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อปวดมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ทันที รวมถึงหากมีอาการร่วม อาทิ ชา แขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ ภาพเบลอ หน้าเบี้ยว หมดสติ ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และที่สำคัญไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเด็ดขาด”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26799 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-Vimut5.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>นายแพทย์กุลเทพ รัตนโกวิท อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร </strong>เล่าถึง<strong>สาเหตุของโรคกรดไหลย้อนและท้องผูกในกลุ่มคนทำงาน</strong>ว่า “โรคกรดไหลย้อนพบบ่อยมากในกลุ่มวัยทำงาน เพราะไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบทำให้กินอาหารไม่เป็นเวลา เคี้ยวไม่ละเอียด ความเครียดสะสม การกินของมันของทอด น้ำอัดลม รวมถึงแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ก็ล้วนมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนทั้งสิ้น ในไทยผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนยุคนี้ โดยอาการที่เข้าข่ายกรดไหลย้อน รวมถึงแสบยอดอก กลืนลำบาก ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย หรือการขับถ่ายที่ไม่ปกติ เมื่อพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ก่อนเกิดอาการแทรกซ้อนจนอาจอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับท้องผูกเป็นอาการที่พบบ่อยในคนไทยเช่นกัน จากการเร่งรีบ ไม่เข้าห้องน้ำ เข้าไม่เป็นเวลา หรือ ข้ามการขับถ่ายไป โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20 – 40 ปี พบว่าเป็นโรคท้องผูกถึงร้อยละ 57 และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัจจัยเรื่องการรับประทานอาหาร  ดื่มน้ำน้อย , การผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือความเจ็บป่วยอื่นๆ รวมถึงภาวะเครียดก็ส่งผลต่อการขับถ่ายด้วย สิ่งที่น่ากังวลคือคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเรื่องปกติและปล่อยทิ้งไว้จนอาการเรื้อรังและส่งผลต่อการใช้ชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อความเสี่ยงถึงชีวิต ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งสองโรคนี้สามารถดีขึ้นได้ด้วยความตั้งใจของผู้ป่วยในการหันมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะหายจากโรคแล้วยังทำให้ไม่กลับไปเป็นซ้ำอีกด้วย<strong>”</strong></p>
<p><strong>นายแพทย์ศรัณย์พงศ์ ภิบาลญาติ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ เผยว่าโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นภัยเงียบจากความเครียดที่ไม่ควรละเลย “</strong>โรคหัวใจเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตคู่วัยทำงาน เพราะการหักโหมทำงานจนเครียด พักผ่อนน้อย บวกกับการกินอาหารที่มีไขมันสูง-รสจัด ไม่ได้ออกกำลังกาย จึงทำให้<strong>ปัจจุบันคนเป็นโรคหัวใจได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน</strong> โดยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นภาวะที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ จนส่งผลให้การบีบกล้ามเนื้อหัวใจ 2 ห้องบนไม่สัมพันธ์กัน โดยโรคนี้ถือเป็นภัยเงียบ เพราะร้อยละ 15 – 46 ของผู้ป่วยไม่มีอาการปรากฏ ส่วนสัญญาณเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ <strong>อาการใจสั่น อ่อนเพลีย หายใจติดขัด และแน่นหน้าอก</strong> หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการรักษา หลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้ไม่ร้ายแรง ทว่าหากเกิดอาการร่วมหรือปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ก็อาจเสี่ยงเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว เกิดเป็นลมหมดสติไป อาจหมดสติขณะขับรถ หรือขณะข้ามถนน เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันสมอง สำหรับวิธีรักษาหัวใจให้แข็งแรง คือการ<strong>หลีกเลี่ยงความเครียด</strong> เพราะเมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนและสารสื่อประสาทหลายประเภทไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะได้ นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและโอเมก้า 3 รวมถึงผัก-ผลไม้ และธัญพืช ลดอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ และการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่สูงเกินไป เพราะเป็นการกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26798 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-Vimut3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ผศ.พญ.กวินญรัตน์ จิตรอรุณฑ์ แพทย์เฉพาะทางสาขา นาสิกวิทยาและภูมิแพ้ อธิบายถึงสาเหตุที่คนส่วนใหญ่มักเป็นไซนัสอักเสบแบบเป็น ๆ หาย ๆ “</strong>โรคไซนัสอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา โรคภูมิแพ้ มลภาวะทางอากาศ และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน มีทั้งไซนัสอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศชื้นอย่างหน้าฝนแบบนี้ แต่ที่<strong>กลุ่มคนวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะมีพฤติกรรมบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก </strong>เช่น การอยู่ในที่อากาศเย็นหรือแห้งเป็นเวลานาน ๆ รวมไปถึงการเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน เพราะวัยทำงานส่วนใหญ่มักนั่งทำงานในห้องแอร์เป็นเวลานาน และเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็วเมื่อต้องออกไปข้างนอก ยิ่งไปกว่านั้น <strong>กลุ่มคนวัยทำงานยังพักผ่อนน้อย</strong> ขาดการออกกำลังกาย โดยเฉพาะในรายที่เป็นหวัดแล้วไม่พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำให้เยื่อบุภายในช่องจมูกและไซนัสบวม <strong>ทั้งยังไม่สามารถหาเวลาพักผ่อนให้หายดี ทำให้หลายคนมีอาการต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน</strong><strong>จนกลายเป็นเรื้อรังได้</strong> นอกจากนี้ คนทำงานในเมืองใหญ่ที่มี PM 2.5 เยอะ ๆ ก็จะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอ่อนแอ อักเสบง่าย และกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ให้รุนแรงขึ้นด้วย เพิ่มโอกาสในการป่วยเป็นไซนัสอักเสบมากขึ้นไปอีก สำหรับคนที่มีอาการปวดบริเวณใบหน้า ได้กลิ่นผิดปกติจากภายในจมูก น้ำมูกลงคอและน้ำมูกเขียวร่วมด้วย ควรมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจรักษาอย่างถูกต้อง”</p>
<p>แพทย์ผู้ชำนาญการโรงพยาบาลวิมุต ได้ทิ้งท้ายถึงการห<strong>มั่นตรวจสุขภาพอย่างละเอียดทุกปีเพื่อรู้เท่าทันภัยเงียบที่อาจยังไม่แสดงอาการ</strong> และหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจังเพื่อสร้างเฮลตี้ไลฟ์สไตล์และห่างไกลโรคร้ายอย่างยั่งยืน พร้อม<strong>มอบแนวทาง </strong><strong>4 </strong><strong>ข้อเพื่อสร้างสุขภาพดี ๆ ด้วยตนเอง</strong> ได้แก่ 1. <strong>อาหาร</strong>: รับประทานอาหารดีมีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และอาหารรสจัด 2. <strong>อารมณ์</strong> หาวิธีจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม เมื่อมีอาการเหนื่อยล้าและหมดแรงให้หาเวลาพักจากสิ่งที่ทำอยู่และฝึกการหายใจลึก ๆ เพื่อผ่อนคลาย 2-3 นาที 3. <strong>ออกกำลังกาย</strong> การนั่งอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ เสี่ยงหลายโรคอันตราย เช่น โรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด หันมาลุกขึ้นยืนและเดินไปรอบ ๆ พื้นที่ทำงานทุก 30 นาที รวมถึงหาเวลาไปออกกำลังกายก่อนหรือหลังเลิกงาน 4. <strong>นอนหลับให้เพียงพอ</strong> การนอนหลับคือการรีชาร์จร่างกายและสมองอย่างดีที่สุดเพื่อให้พร้อมใช้ชีวิตและรับมือกับงานตรงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/vimut-launch-4-specialized-cilnic/">รพ.วิมุต จับเทรนด์โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ รู้ทันภัยเงียบ ลุยเปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง เจาะตลาดการดูแลสุขภาพของคนวัยทำงาน เผยคนไทยมีชั่วโมงทำงานเกินค่าเฉลี่ยโลก! แพทย์ชี้โหมงานหนักเสี่ยงหลายโรคอันตราย-แนะปรับด่วนก่อนป่วยหนักไม่คุ้มเหนื่อย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนกรุงเทพฯ ติดอันดับโลก “Work ไร้ Balance” แพทย์ รพ.วิมุต ชี้ ระวังเป็น &#8220;ภาวะสมองล้า&#8221; ไม่รู้ตัว! แนะหยุดโหมงาน-ปรับพฤติกรรมด่วน ก่อนเสี่ยงโรคอีกเพียบ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/04/vimut-share-cities-with-the-overworked-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Apr 2024 11:56:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Brain Fog Syndrome]]></category>
		<category><![CDATA[Telemedicine]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut]]></category>
		<category><![CDATA[Vimut Hospital]]></category>
		<category><![CDATA[Work ไร้ Balance]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะสมองล้า]]></category>
		<category><![CDATA[รพ.วิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25453</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนไทยทำงานหนักไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะทุกวันนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนทำงานวันละเกือบสิบชั่วโมง หลายคนก็ติดนิสัยพกงานไปทำวันหยุดจนแยกชีวิตทำงานกับการพักผ่อนไม่ออก แถมผลสำรวจ Cities with the  Overworked ปี 2564 ของ KSI ยังจัดให้ “กรุงเทพฯ” ติดอันดับที่ 3 ของเมืองที่คนทำงานหนักที่สุดในโลกอีกด้วย นับเป็นสถิติที่น่ากังวลมาก เพราะคนที่ทำงานหนักนานวันเข้าจะเริ่มคิดงานได้ไม่ทันใจหรือไม่มีสมาธิเหมือนเดิม เป็นสัญญาณที่นำไปสู่ &#8220;ภาวะสมองล้า&#8221; อาการที่สมองทำงานหนักเกินไปจนกระทบการใช้ชีวิต และหากไม่รักษาอาจนำไปสู่โรคอันตรายมากมาย วันนี้ นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิมุต จะมาอธิบายลักษณะของภาวะสมองล้า พร้อมบอกวิธีดูแลรักษา พร้อมแนวทางปรับไลฟ์สไตล์ จะได้ดูแลสมองและโฟกัสกับงานตรงหน้าได้เต็มที่ไปนาน ๆ &#8220;ภาวะสมองล้า&#8221; คืออะไร ภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) ไม่ใช่โรค แต่คือ ภาวะที่สมองทำงานหนักเกินไปจนทำให้สารสื่อประสาทไม่สมดุล ทำให้เซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันได้ช้ากว่าปกติ ในบางวิจัยบอกว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทำให้สมองประมวลช้า เปรียบได้เหมือนการมีหมอกมาปกคลุมจนสมองทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ขาดสมาธิ ตัดสินใจได้ช้าลง ความจำระยะสั้นแย่ลง หรือปวดศีรษะ เป็นต้น อาการแบบไหน เสี่ยง! “ภาวะสมองล้า” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/vimut-share-cities-with-the-overworked-2024/">คนกรุงเทพฯ ติดอันดับโลก “Work ไร้ Balance” แพทย์ รพ.วิมุต ชี้ ระวังเป็น &#8220;ภาวะสมองล้า&#8221; ไม่รู้ตัว! แนะหยุดโหมงาน-ปรับพฤติกรรมด่วน ก่อนเสี่ยงโรคอีกเพียบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คนไทยทำงานหนักไม่แพ้ชาติใดในโลก</strong> เพราะทุกวันนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนทำงานวันละเกือบสิบชั่วโมง หลายคนก็ติดนิสัยพกงานไปทำวันหยุดจนแยกชีวิตทำงานกับการพักผ่อนไม่ออก แถมผลสำรวจ Cities with the  Overworked ปี 2564 ของ KSI ยังจัดให้ “กรุงเทพฯ” ติดอันดับที่ 3 ของเมืองที่คนทำงานหนักที่สุดในโลกอีกด้วย</p>
<p><span id="more-25453"></span></p>
<p>นับเป็นสถิติที่น่ากังวลมาก เพราะ<strong>คนที่ทำงานหนักนานวันเข้าจะเริ่มคิดงานได้ไม่ทันใจหรือไม่มีสมาธิเหมือนเดิม </strong>เป็นสัญญาณที่นำไปสู่ &#8220;ภาวะสมองล้า&#8221; อาการที่สมองทำงานหนักเกินไปจนกระทบการใช้ชีวิต และหากไม่รักษาอาจนำไปสู่โรคอันตรายมากมาย วันนี้ <strong>นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิมุต</strong> จะมาอธิบายลักษณะของภาวะสมองล้า พร้อมบอกวิธีดูแลรักษา พร้อมแนวทางปรับไลฟ์สไตล์ จะได้ดูแลสมองและโฟกัสกับงานตรงหน้าได้เต็มที่ไปนาน ๆ</p>
<p><strong>&#8220;</strong><strong>ภาวะสมองล้า&#8221; คืออะไร</strong></p>
<p><strong>ภาวะสมองล้า (</strong><strong>Brain Fog Syndrome)</strong> ไม่ใช่โรค แต่คือ <strong>ภาวะที่สมองทำงานหนักเกินไปจนทำให้สารสื่อประสาทไม่สมดุล ทำให้เซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันได้ช้ากว่าปกติ</strong> ในบางวิจัยบอกว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทำให้สมองประมวลช้า เปรียบได้เหมือนการมีหมอกมาปกคลุมจนสมองทำงานได้ไม่เต็มที่ <strong>ส่งผลให้ขาดสมาธิ ตัดสินใจได้ช้าลง ความจำระยะสั้นแย่ลง หรือปวดศีรษะ</strong> เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25455 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/VIMUT2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>อาการแบบไหน เสี่ยง</strong><strong>! “</strong><strong>ภาวะสมองล้า</strong><strong>”</strong></p>
<p>ภาวะสมองล้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ และสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ส่วนมาก <strong>เกิดจากการทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เครียดสะสม และขาดการออกกำลังกาย</strong> จุดสังเกตของผู้ที่มีภาวะสมองล้าคือการจดจ่อกับอะไรนาน ๆ ไม่ได้ หรือทำงานอะไรก็ผิดพลาดเล็กน้อยอยู่บ่อยครั้ง แม้จะเป็นงานที่ทำอยู่ทุกวัน ในบางคนอาจมีปัญหาในเรื่องความจำระยะสั้น ทำให้เกิดอาการหลงลืมชั่วคราว &#8220;แม้ว่าอาการของภาวะสมองล้าอาจไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่หากไม่รักษาและ<strong>ปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการหรือโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น อาการปวดศีรษะ การนอนไม่หลับ </strong>ที่นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูงและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เพราะฉะนั้นหากเริ่มมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวการรักษาที่ถูกต้อง&#8221; <strong>นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง</strong> อธิบาย</p>
<p><strong>“</strong><strong>ภาวะสมองล้า</strong><strong>” </strong><strong>รักษาไม่ยากแค่ปรับพฤติกรรม</strong></p>
<p>การป้องกันและรักษาภาวะสมองล้าส่วนมากจะเป็นการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี <strong><br />
</strong>“อย่างแรกคือ<strong>การจัดการความเครียด</strong> โดยหากิจกรรมผ่อนคลายที่เราชอบ อาจเป็นการทำสมาธิ ดูหนัง เล่นเกม หรืออ่านหนังสือ สองคือ<strong>ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</strong> อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ เพื่อให้การไหลเวียนเลือดในสมองดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองล้า สามคือ<strong>พักผ่อนให้เพียงพอ</strong>วันละ 7-8 ชั่วโมง และไม่เข้านอนดึกเกินไป เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายรวมถึงสมอง นอกจากนี้ควรเสริมด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง เช่น ปลา ธัญพืช ผักหลากสี อาหารที่มีแร่ธาตุ และลดการดื่มสุราและการสูบบุหรี่” <strong><br />
นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง</strong> เล่าถึงการป้องกันและรักษา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25454 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Vimut1.jpg" alt="" width="1000" height="1000" /></p>
<p>&#8220;ภาวะสมองล้าอาจไม่ได้เป็นการเจ็บป่วยร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยไว้เราก็จะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ทั้งยังอาจเสี่ยงต่อโรคอีกมากมาย ดังนั้นใครที่มีอาการเข้าข่ายภาวะสมองล้าก็ควรรีบหาวิธีรักษา ด้วยการปรับการใช้ชีวิต กินให้ดี นอนให้พอ หันมาจัดการความเหนื่อยล้าเพื่อไม่ให้เครียดสะสม เหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็พอ และบอกตัวเองเสมอว่าสุขภาพของเราสำคัญที่สุด&#8221; <strong>นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถติดต่อได้ที่ ชั้น 6 ศูนย์สมองและระบบประสาท หรือโทรนัดหมาย<br />
02-079-0068 เวลา 09.00-20.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT App คลิก <a href="https://bit.ly/372qexX" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/372qexX</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/vimut-share-cities-with-the-overworked-2024/">คนกรุงเทพฯ ติดอันดับโลก “Work ไร้ Balance” แพทย์ รพ.วิมุต ชี้ ระวังเป็น &#8220;ภาวะสมองล้า&#8221; ไม่รู้ตัว! แนะหยุดโหมงาน-ปรับพฤติกรรมด่วน ก่อนเสี่ยงโรคอีกเพียบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
