Going Beyond Less Bad : นิยามสินค้า&แบรนด์ เพื่อ Impact ที่ดี

สินค้า&แบรนด์ที่ “ดี” ยั่งยืน ทดแทน สินค้า&แบรนด์ “ก็ไม่เลว” จะนำธุรกิจ,สังคมมาอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ มีสังคม+เศรษฐกิจ+สิ่งแวดล้อมที่พัฒนายั่งยืน


“เราอยากให้ผลิตภัณฑ์ของเราทั้ง 3 ล้านชิ้นที่ขายไปทุกปีเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนภายในปี 2025” เป้าหมาย Marks & Spencer หรือ M&S ได้กำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวในการสร้างความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ซึ่งบริษัทเข้าใจเหมือนกับบริษัทอื่นๆ ที่เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกว่า จะต้องค่อยๆ พัฒนาอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและความคาดหวังของสังคม

ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด และข้อกำหนดของ Social License to Grow ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ โดยหนทางในการมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยการพัฒนาสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมน้อยนั้น มีนัยยะสำคัญในระหว่างการจัดหา การผลิต การจำหน่าย การใช้ เป็นสิ่งทีมีความท้าทายอย่างมาก

ทว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดคือการได้รู้ว่าจะต้องเริ่มจากจุดไหน ?

สู่การเริ่มต้น

เมื่อกล่าวถึงอุปสรรคในการทำเรื่องนี้ ทาง Canadian Business for Social Responsibility หรือ CBSR ได้คิดข้อแนะนำสั้นๆในเรื่อง Sustainable Customer Offerings ซึ่งเป็น 1ใน 19 มาตรฐานบริษัทที่ได้ระบุความสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืน ข้อแนะนำนี้แสดงตัวอย่างให้เห็นถึงวิธีการเปลี่ยนรูปแบบของบริษัทต่างๆ ว่า เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรูปแบบธุรกิจ และเป็นการสร้างการรับรองถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมของผลิตภัณฑ์บริษัทว่า ได้รับความสนใจเช่นเดียวกับปัจจัยอื่นๆในระหว่างการออกแบบ และกระบวนการสร้างสรรค์

เมื่อนักออกแบบได้ประดิษฐ์หรือผลิตสินค้าขึ้นมาใหม่ พวกเขามักจะรับรองว่าวิธีการต่างๆ นั้นแสดงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงการย่อยสลายทางชีวภาพที่พัฒนาขึ้น คาร์บอนฟุตพรินท์ รวมถึงการใช้น้ำลดลง การใช้วัตถุดิบทดแทนอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงประสิทธิภาพทางพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ทีมนวัตกรรมได้มองหาหนทางในการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มฟีเจอร์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่มีประโยชน์เข้าไปด้วยเพื่อสร้างให้ผลิตภัณฑ์ไม่เพียงแต่เป็นสินค้าที่ได้ชื่อว่า “ไม่เลว” เท่านั้น แต่เป็นผลิตภัณฑ์ “ดีกว่ามาก”

กำหนดจุดสำคัญด้วยการทำงานร่วมกัน

อินโฟกราฟฟิกนี้ได้บรรยายให้เห็นว่า Marks & Spencer ได้เข้าใกล้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนที่นำมาจากกระดาษขาวของผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนของบริษัท (แผน A กล่าวถึงวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนและกลยุทธ์ (บริษัทไม่มีแผน B) บริษัทดำเนินการให้ความเห็นอย่างละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซัพพลายเชนของบริษัทให้เป็นศูนย์ด้านฮอตสปอตทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นการช่วยให้บริษัทระบุผลกระทบที่สำคัญที่สามารถหาจุดที่ต้องเน้นย้ำได้

นอกจากนี้ M&S ยังมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจกับผู้ถือผลประโยชน์ร่วม โดยผู้ชำนาญการภายในได้ร่วมมือกับบริษัทผู้บริโภคสินค้าอื่นๆและผู้เชียวชาญอิสระเพื่อรับรองงานวิจัยและการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่งนี้

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ การวิเคราะห์จุดสำคัญ และการประเมินความเสี่ยงที่ทางบริษัทเช่น M&S ค้นพบปัญหาด้านผลกระทบขนาดใหญ่มากมายของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท โดยได้รับความสำคัญในด้านการให้ความร่วมมือข้ามสายงานภายในบริษัทและ Engagement ภายนอกของซัพพลายเออร์และลูกค้า ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปของการดำเนินการปรับปรุงฟีเจอร์และผลกระทบด้านความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์

เมื่อความท้าทายในการบินเดี่ยวที่มากเกินไป การพัฒนาหรือการเข้าร่วมและการสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนา จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่ยาก ซึ่งบริษัทต่างๆ สามารถนำร่องคุณลักษณะเฉพาะด้วยกลุ่มซัพพลายเออร์หรือลูกค้าจำนวนน้อย หากพบว่าหากพวกเขาจะสามารถเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่มีเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม ซัพพลายเออร์ ผู้ชำนาญการในการให้ความร่วมมือ และสร้างนวัตกรรมสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนที่ชนะเลิศได้

นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนกำลังขยายตัว

บริษัทผู้ผลิตสินค้า ไม่ได้ใช้แนวทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนแบบองค์รวมอย่างโดดเดี่ยว ยังกำหนดเป้าหมายที่ใหญ่ ยกตัวอย่าง Holcim บริษัทผลิตซีเมนต์ คอนกรีตระดับโลกได้วางเป้าหมายระดับโลกเพื่อสร้าง1ใน 3 ของรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการในการเสริมการดำเนินงานด้านความยั่งยืนภายในปี 2030

มาถึง BASF ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสารเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีเป้าหมายของปี 2020 ในการเพิ่มสัดส่วนการขายจากผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนส่วนใหญ่ของบริษัท ซึ่งเรียกว่าผลิตภัณฑ์ “ตัวเร่ง” จากร้อยละ 26.6 เป็นร้อยละ28 โดยหนึ่งในสินค้าที่เป็นตัวเร่ง ได้แก่ Elastocool® Advanced เป็นวัสดุฉนวนสำหรับตู้เย็นและตู้แช่แข็งที่ผลิตจากทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพระดับสูงที่มาพร้อมกับสมบัติทางฉนวนที่ดีขึ้น

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำแนกว่าเป็นความท้าทายนั้น ทาง BASF ได้พัฒนาแผนการปฏิบัติงาน ได้แก่ โครงการวิจัย การกำหนดหรือการทดแทนผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ตัวเลือก เช่น สาร PolyFfluorinate ที่ไม่พร้อมย่อยสลายทางชีวภาพถูกนำมาใช้ในการเคลือบบรรจุภัณฑ์กระดาษสำหรับกันน้ำและน้ำมัน สืบเนื่องจากข้อบังคับของรัฐบาลที่เข้มงวดขึ้น BASF ได้ยกเลิกการขายสารเคมีเหล่านี้แล้ว โดยวิธีแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์ “ตัวเร่ง” ใหม่ประกอบไปด้วยคุณสมบัติทางเคมีที่ป้องกันการสะสมในสิ่งแวดล้อม

ท้ายที่สุดจะพบว่า การผลิตสินค้าที่ดีอย่างถาวรมีความยั่งยืน แทนการผลิตสินค้าที่ “ก็ไม่เลว” จะนำธุรกิจและสังคมเข้ามาอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ การมีโลก เศรษฐกิจและสังคมที่มีความยั่งยืน เฉกเช่นที่ Marks & Spencer ได้ชี้ให้เห็นว่าไม่มีแผน B

ที่มา

Stay Connected
Latest News

บี.กริม เพาเวอร์ เผยผลประกอบการปี 2566 เติบโตแข็งแกร่ง เดินหน้าขับเคลื่อนความเป็นผู้นำด้านพลังงาน รุกเพิ่มกำลังการผลิต ขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน พร้อมตอกย้ำความเป็นเลิศด้านความยั่งยืน