อีกหนึ่งความสำเร็จของ ‘ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ (SET) หลังพัฒนา SETCarbon แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อช่วยจัดการข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจ โดยนำร่องแซนด์บ็อกซ์เพื่อทดลองใช้ผ่าน 20 บริษัทจดทะเบียน และ 7 ผู้ทวนสอบ (Verifier) จนสามารถเปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการได้เมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา
ล่าสุด SETCarbon สามารถได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ในประเภท ‘แพลตฟอร์มการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร’ (CFO ) โดยการรับรองนี้จะมีอายุ 3 ปี ซึ่ง SET ถือเป็นหนึ่งใน 7 องค์กรในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในประเภทดังกล่าว
SETCarbon ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนให้กับตลาดทุนไทย ในการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ (GHG Emissions) และมีมาตรฐาน ผ่านการเชื่อมโยงระบบ e-One Report ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งการได้รับรองแพลตฟอร์มครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำถึงมาตรฐาน ความโปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานการคำนวณก๊าซเรือนกระจกระดับสากล อาทิ Carbon Footprint for Organization (CFO), GHG Protocol และ ISSB (IFRS S2) ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจไทยมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้อ้างอิงได้ทั้งในและต่างประเทศ

ก้าวข้าม 2 Pain point บจ. จาก ‘แพง และ ยาก ‘ สู่ ‘ง่าย และ ฟรี’
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน และ คุณศุภกร เอกชัยไพบูลย์
ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม SETCarbon ร่วมกันว่า การพัฒนา SETCarbon มาจาก Pain point สำคัญขององค์กรในการจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการคำนวณการปลดปล่อย หรือ GHG Emissions Calculation เพื่อหาคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) เพื่อใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับขับเคลื่อนแผนการลด Emissions เพื่อบรรลุ Net Zero ได้ตามเป้าหมายในที่สุด
โดย 2 Pain points ในการวัด CFO คือ ‘แพง และ ยาก’ ผ่านผลสะท้อนการรายงานความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือ Listed Company ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีจำนวน บจ. ไม่ถึงครึ่งที่สามารถรายงานข้อมูล CFO ในสโคป 1 และ 2 ได้ ขณะที่การทวนสอบหรือรับรองว่าข้อมูลเหล่านี้มีความถูกต้องซึ่งต้องดำเนินการโดย 3rd Party กลับลดลงไปอีก ทำให้จำนวนการทวนสอบเพื่อรับรองความถูกต้องของข้อมูลยังทำได้ไม่ถึงครึ่งของจำนวน บจ. ที่สามารถรายงาน GHG Emission ในสโคป 1และ 2 ได้
ขณะที่ข้อมูลล่าสุด แม้จะมีการรายงานและทวนสอบมากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับจำนวน บจ. ที่อยู่ในตลาดฯ ก็ยังถือว่าน้อยอยู่มาก ทั้งที่กลุ่ม บจ. ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทรัพยากรมากกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก รวมทั้งข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการ Verify ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้งานหรือยืนยันข้อมูลได้จริง นำมาสู่การพัฒนา SETCarbon เพื่อเป็นทางเลือกที่ทั้ง ‘ง่าย และ ฟรี’ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเปิดเผยข้อมูล GHG ได้สะดวกมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนจากการเป็นแพลตฟอร์ที่เปิดให้ บจ. สามารถใช้บริการได้ฟรี จากเดิมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงานโดยเฉลี่ยของ บจ. อยู่ที่ 4.6 แสนบาทต่อแห่งต่อปี รวมทั้งลดระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลลงได้มากกว่าครึ่งเหลืออยู่ที่ประมาณ 1 เดือน จากเฉลี่ยต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนต่อแห่งต่อปี
อีกหนึ่งจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้ SETCarbon เทียบจากแพลตฟอร์มคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ (CF) อื่นๆ คือ มีเทมเพลทข้อมูลสำเร็จที่ง่ายต่อการกรอกข้อมูลกิจกรรมองค์กรเพื่อคำนวน GHG Emissions ซึ่งแยกตามอุตสาหกรรมหลักทั้ง 8 กลุ่ม ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเกษตร (AGRI) , อาหารและเครื่องดื่ม (FOOD), แฟชั่น (FASHION) , ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน (HOME), ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ (PERSON), ธนาคาร (BANK), เงินทุนและหลักทรัพย์ (FIN) และกลุ่มธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต (INSUR)
ดังนั้น SETCarbon จึงเป็นแพลตฟอร์มีความ Users Friendly ง่ายสำหรับการจัดเก็บข้อมูล รวมทั้งรองรับกลุ่มผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้กรอกข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินท์ ผู้ตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการตั้งค่าเพื่อให้ผู้ทวนสอบเข้ามาตรวจสอบและรับรองข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว
รวมทั้งเป็นแพลฟตอร์มที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กรเข้ามามี Engage ร่วมกัน ผ่านการกรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับแต่ละแผนก แพลตฟอร์มนี้จึงไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้หน่วยงานที่ดูแลด้าน ESG ใช้งานได้เพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กรสามารถเรียนรู้และเข้าใจการบริหารจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกร่วมกันได้

นอกจากเครื่องมือในการวัดคาร์บอนแล้ว SETCarbon ยังเป็นเหมือน Marketplace ในการเข้าถึงผู้ทวนสอบ (Verifier) เนื่องจากในแพลตฟอร์ม มีฐานข้อมูลของผู้ทวนสอบที่ได้รับการรับรองจาก TGO เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเบื้องต้น หรือขอใบเสนอราคาเพื่อพิจารณาสำหรับใช้ในกระบวนการทวนสอบ เพื่อรับรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ประมวลผลได้ ซึ่งทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว
“การมี SET Carbon ไม่เพียงช่วยองค์กรในการคำนวณ CFO เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อศักยภาพของประเทศในการบรรลุเป้าหมาย Netzero 2050 เพราะกลุ่ม บจ. ซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจและมีการสร้าง GHG Emissions ในปริมาณสูง หากกลุ่ม บจ. สามารถวัด CFO จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Plan) ทั้งขององค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับแผน NDC ระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การบรรลุ Net Zero ได้ในที่สุด “
เล็งขยายผลสู่กลุ่ม Non-Listed Company เร่งแผนลดสโคป 3
กลุ่มเป้าหมายแรกที่ SET วางไว้เป็น Priority ในการเข้าถึง SETCarbon คือ กลุ่ม บจ. โดยตั้งเป้าให้มี บจ. ใช้งานไม่ต่ำกว่า 500 แห่ง ภายใน 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงไทม์ไลน์ที่กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดต้องเปิดเผยรายงาน GHG Emissons โดยเฉพาะกลุ่ม SET50 ที่ต้องนำร่องรายงานได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า ประกอบกับการประกาศใช้ทั้งข้อกฎหมาย รวมทั้งเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ที่ทยอยมีผลบังคับใช้ในอนาคต ทำให้การรายงาน CFO เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เพื่อสามารถขับเคลื่อนแผนการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากกลุ่ม บจ. ทาง SET ยังเดินหน้าขยายการเข้าถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ บจ. (Non-Listed Company) ควบคู่ไปด้วย โดยเบื้องต้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะเข้าถึงผ่านกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งได้นำร่อง MOU กับธนาคาร 2 แห่ง คือ EXIM Bank และ TTB เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Green Finance ของธนาคาร เพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยนำข้อมูลที่ได้รับรองจาก SETCarbon เพื่อใช้พิจารณา หรือเป็นพาสปอร์ตในการเข้าถึงซอฟต์โลนที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป รวมท้ังยังเป็นการช่วยขับเคลื่อนแผน Green Transition ของภาคการเงินในการเพิ่มพอร์ตสินเชื่อสีเขียวได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปีหน้ามีแผนจะลงนามกับธนาคารแห่งใหม่เพิ่มเติมอีกราว 2-3 แห่ง เพื่อขยายพอร์ตผู้ใช้งานในกลุ่ม Non-Listed Company โดยตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 300 ราย ภายใน 5 ปี

“กลุ่ม Non-Listed เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่ SETCarbon อยากเข้าถึงให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในซัพพลายเชนธุรกิจขนาดใหญ่ และเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้บรรลุ Netzero ในสโคป 3 เพื่อลด GHG Emissions ได้สำเร็จตลอดทั้งห่วงโซ่ ทำให้ในอนาคตนอกจากการขยายผ่านกลุ่มลูกค้าแบงก์แล้ว จะเพิ่มการให้บริการไปยังผู้ประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนของ บจ. และมีศักยภาพในการลดคาร์บอน ซึ่งจะเป็นกลุ่มต่อไปที่ตั้งเป้าจะขยายไปสู่ผู้ผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ในอนาคต”
ไม่เพียงการขยายผ่านฝั่ง New Users แต่ยังเดินหน้าพัฒนา New Features เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลดคาร์บอนให้ภาคธุรกิจไทยได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการต่อยอดสู่การเป็น Smart Dashboard ที่สามารถติดตามผลการดำเนินงานด้านคาร์บอนเทียบกับเป้าหมายทางการเงิน พร้อมพัฒนา Carbon Data API เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อและใช้ข้อมูลได้สะดวก รวมถึงการเพิ่ม GHG Protocol Template ให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม รวมทั้งรองรับกฎระเบียบ หรือมาตรฐานใหม่ๆ ที่จะมีการบังคับใช้เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์ม End-to-End Solutions และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน Carbon Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อขยายการใช้ประโยชน์จากข้อมูลคาร์บอนในภาคเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม





