เส้นทางกว่า 35 ปี ของ บริษัท สถาพร มาเก็ตติ้ง จำกัด จากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ยากันยุงให้หลากหลายแบรนด์ชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้มาตรฐานที่สามารถทำตลาดได้ทั้งในประเทศรวมท้ังการส่งออก ทำให้บริษัทฯ มีทั้งองค์ความรู้ และความเขี่ยวชาญในการผลิต
รวมทั้งมองเห็น Pain point และโอกาสที่สามารถสร้างความแตกต่างให้ตลาด และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ในตลาดยังไม่มีแบรนด์ไหนมองเห็น รวมทั้งต้องการกระจายความเสี่ยงในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืนให้ธุรกิจ มากกว่าการหยุดอยู่เพียงแค่การรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างๆ เพียงอย่างเดียว
นำมาสู่การพัฒนาแบรนด์เป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ ‘คายาริ’ (KAYARI) ซึ่งถือเป็นยากันยุงแบบขดรายแรกของโลกที่ทำมาจากสมุนไพรและมีส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 99% โดยที่ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน และกำจุดยุง แต่ขณะเดียวกันก็มีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจ เมื่อนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับบุตรหลานหรือคนที่เรารัก ว่าจะไม่ได้รับอันตรายจากการสะสมของสารเคมี และสอดคล้องกับชื่อแบรนด์ ‘คายาริ’ ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น หมายถึงผู้ปกป้อง ทั้งการปกป้องคนที่เรารักจากยุง ขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนช่วยปกป้องโลกในฐานะเป็นหนึ่งแบรนด์ที่ขับเคลื่อนโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

คุณพศิน ควรสถาพร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท สถาพร มาเก็ตติ้ง จำกัด และยังเป็นทายาทรุ่น 2 ที่เข้ามารับช่วงดูแลกิจการต่อ เล่าเพิ่มเติมว่า ’คายาริ‘ พัฒนาแบรนด์ตามแนวทาง ‘คิดเพื่อชีวิตปลอดยุง’ สะท้อนความแข็งแรงในการเป็นแบรนด์ผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจผู้ผลิตยากันยุงของประเทศไทย และอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่ต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคในการเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานในฐานะ ‘ยาจุดกันยุง ที่แม่กล้านำไปใช้ในการดูแลลูก’
“เดิมตลาดยากันยุงในประเทศไทย ใช้ส่วนผสมหลักที่เป็นสารเคมี เพื่อเน้นประสิทธิภาพในการกำจัดยุง แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานได้เช่นกัน ทำให้ทางคุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ และมีลูกเล็กๆ ถึง 3 คน ไม่มั่นใจที่จะนำยาจุดกันยุงที่มีสารเคมีมาใช้ดูแลลูก นำมาสู่การต่อยอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากการเป็น OEM ให้แบรนด์ชั้นนำมาราว 10 ปี เพื่อเติมเต็มช่องว่างในตลาด และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคุณแม่ ที่ต้องการหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกันยุงให้ลูก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมาพร้อมความปลอดภัยด้วย จึงได้ริเริ่มแนวคิดในการผลิตยากันยุง ‘คายาริ’ ซึ่งส่วนผสมเกือบทั้งหมดถึง 99% มาจากธรรมชาติ และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย ทำให้สามารถทำตลาดได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะสามารถส่งออกไปทำตลาดในญี่ปุ่นที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าในระดับสูงเป็นการการันตีเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าได้เป็นอย่างดี”

ปัจจุบัน คายาริ ทำตลาดมาแล้วกว่า 25 ปี และเป็นผู้สร้างนวัตกรรมให้ตลาดยากันยุงในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากการใช้สมุนไพรและส่วนผสมจากธรรมชาติแล้ว ยังพัฒนาให้มีสีสันที่แตกต่างไปจากเดิม จากที่ก่อนหน้านี้ในตลาดจะมีแต่ยากันยุงขดสีเขียว แต่คายาริพัฒนาให้มีสีแตกต่างไปตามแต่ละสูตร เช่น สีฟ้า สูตรโรสแมรี่, สีเหลืองขมิ้นชัน สูตรสมุนไพร, สีชมพู สูตรซากุระ และสีม่วง สูตรลาเวนเดอร์ หรือแม้แต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสเปรย์ฉีดกันยุง ที่เปลี่ยนรูปทรงของกระป๋องจากตรงๆ เป็นแบบโค้ง เพื่อให้จับได้ถนัดมือ และใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์อินไซต์และความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความสามารถในการตอบโจทยการใช้งานของผู้บริโภคได้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละกลุ่มได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อเพิ่มทั้งโอกาสในการทำตลาดรวมทั้งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับตลาดยากันยุงในประเทศไทย ซึ่งไม่ค่อยเติบโตมากนัก ขณะที่โอกาสของตลาดยังมีอีกกว้างมาก เนื่องจากปัญหาเรื่องยุง เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่พบอัตราการระบาดของไข้เลือดออกเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่โลกกำลังเผชิญปัญหาสภาพอากาศและโลกที่ร้อนขึ้นนั้น ทำให้มีการระบาดของยุงเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

“ปัจจุบันคายาริมีพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย และตอบโจทย์ลูกค้าได้เฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นยากันยุงแบบขด แบบสเปรย์ฉีดบ้าน หรือแบบฉีดตัว และการพัฒนาสูตรที่คุณแม่ตั้งท้องรวมทั้งทารกก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งถือเป็นแบรนด์แรกของตลาดที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้ได้กับผู้ตั้งครรภ์และทารก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว หรือคนที่ชอบเดินป่า นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ BUXAWAY (บักซ์อเวย์) ในกลุ่ม Pet Products ที่สามารตอบโจทย์เทรนด์ Pet Parents ที่อัตราการเกิดในปัจจุบันลดน้อยลง และให้ความสำคัญในการดูแลสัตว์เหมือนคนในครอบครัว ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากยากันยุงสำหรับสุนัขและสัตว์เลี้ยง ยังมียาสะผม สเปรย์ดับกลิ่น รวมทั้งทิชชูเปียกสำหรับทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงด้วย ซึ่ง BUXAWAY ถือเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาทำตลาดยากันยุงสำหรับสุนัขและยังเป็นผู้นำที่แข็งแรงของตลาดมาได้จนถึงปัจจุบัน และถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่แข็งแรงของบริษัท ที่มีโอกาสเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทยังมาจากคายาริเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นแบรนด์แฟลกชิพที่มีสัดส่วน 65-70% ขณะที่ 20% มาจาก OEM และส่วนที่เหลือมาจากกลุ่มธุรกิจ Pet Products”

ผู้ประกอบการ SME ‘ต้นแบบด้านความยั่งยืน’
ไม่เพียงความแข็งแรงในฐานะที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตลาดอยู่เสมอ บริษัทสถาพร มาเก็ตติ้ง ยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นทำธุรกิจ พร้อมความสำเร็จครั้งล่าสุด ในการคว้ารางวัล ‘Bangkok Bank SME Award 2025’ ต้นแบบผู้ประกอบการ SME ด้านความยั่งยืน จากธนาคารธนาคารกรุงเทพ
คุณพศิน กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางด้านความยั่งยืนมาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ จากการนำเศษไม้และผงไม้จากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ปกติจะกลายเป็นขยะและต้องนำไปกำจัดทิ้ง แต่บริษัทฯ นำมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยาจุดกันยุง รวมทั้งนำเศษไม้มาทำเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาอบยาจุดกันยุง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลในการดำเนินธุรกิจ และเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง BCG Economy ขณะเดียวกันยังช่วยต่อยอดขยายตลาดเพื่อสร้างคุณค่าให้สมุนไพรไทยเพิ่มมากขึ้นได้ด้วย

“บริษัทฯ มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรกในการดำเนินงาน ด้วยการเปลี่ยน Waste ให้สร้าง Value ใหม่ได้ ทำให้ธุรกิจช่วยลดการเกิด Waste และมุ่งลดการสร้างคาร์บอนสอดคล้องกับเป้าหมายการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Net Zero ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและใช้เชื้อเพลิง Biomass ทำให้ไม่ต้องซื้อไฟฟ้าที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งยังเดินหน้าลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม เพื่อสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้น และการขยายผลกระทบเชิงบวกไปสู่ Stakeholders โดยรอบมากขึ้น เช่น ด้านโลจิสติกส์ หรือการเดินทางของพนักงาน พร้อมทั้งการนำระบบ Data เข้ามาช่วยพัฒนาเพื่อทำให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้นด้วย”
สำหรับเป้าหมายสำคัญที่บริษัทฯ มองไว้ คือการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน รวมทั้งเป็นธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล ซึ่งมีความโปร่งใส และพร้อมสำหรับการเข้ามาตรวจสอบได้อยู่เสมอ ขณะที่ในมิติของการพัฒนาสินค้า จะเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อลบภาพจำเดิมๆ ว่า สินค้าคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่มีราคาแพงหรือจับต้องได้ยากเสมอไป แต่คนทุกระดับชั้นสามารถเข้าถึงได้ไม่แตกต่างกัน

ไม่เพียงมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญในการดูแลชุมชน ผ่านการสนับสนุนกิจกิรรมต่างๆ และการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการดูแลพนักงานในองค์กรเหมือนการเป็นพันธมิตร และเพื่อนคู่คิดในธุรกิจ ที่เปิดกว้างในการรับฟังปัญหา และข้อเสนอแนะเพื่อนำมาหาโซลูชันในการแก้ปัญหาร่วมกัน รวมทั้งการมุ่งพัฒนาทักษะในการทำงาน เพื่อสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงและพร้อมสำหรับการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต






