SD-ers

เทรดคาร์บอน ‘โทเคน’ ไม่ได้ช่วย ลดโลกร้อน ?

 

“เราต้องเริ่มมองการพัฒนาจากพื้นฐานก่อน มองที่การสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่ใช่มองข้ามขั้นไปที่เรื่องของการเทรดโดยไม่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคนละเรื่อง กลายเป็นเพียงการพัฒนา ‘คาร์บอนคอยน์’ เพื่อมาใช้ในการเก็งกำไรเท่านั้น โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรให้โลกนี้ดีขึ้น​​”

มุมมองของ คุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาติ หรือ TTB ​ที่มีต่อการนำเทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้จากกระบวนการลดก๊าซเรือนกระจก Decarbonization ให้อยู่ในรูปแบบ​ ‘โทเคนดิจิทัล’

ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนเครดิตREC หรือใบรับรองการใช้ไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate) รวมทั้งสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Allowance) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์​

คุณปิติ กล่าวว่า ttb ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในแผน และมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณา รวมทั้งยังมองว่าเป็นคนละประเด็นกับการลงทุนเพื่อช่วยขับเคลื่อนการ​ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดน้อยลง

“ประเด็นนี้เป็น 2 เรื่องที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันเลย แต่อาจทำให้คนเข้าใจได้ว่า การเทรดคาร์บอนโทเคนจะช่วยลด โลกร้อน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกลับให้ผลที่ตรงข้ามกัน ยิ่งเทรดโลกยิ่งร้อน เพราะการเทรดต้องใช้พลังงานสูงมาก”

คุณปิติ ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า เราต้องเริ่มมองการพัฒนาจากพื้นฐานก่อน มองที่การสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่ใช่มองข้ามขั้นไปที่เรื่องของการเทรดโดยไม่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน เพราะเป็นคนละเรื่อง ไม่อย่างนั้นจะเป็นเพียงการพัฒนา คาร์บอนคอยน์ เพื่อมาใช้ในการเก็งกำไร​เท่านั้น โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนอะไรให้โลกดีขึ้นเลย

“เราต้องมองเรื่องนี้ไปที่ ‘แก่น’ ไม่ใช่​ ‘เปลือก’ เพราะหากไม่พิจารณาให้ดี แล้วมุ่งพัฒนา​แค่เปลือกจะทำให้เกิดความ​สับสน หรืออาจจะเกิดความตื่นเต้นที่สามารถทำให้เรื่องนี้ให้สำเร็จได้ แต่ผลที่ได้กลับไม่สามารถแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่แก่นได้เลย สิ่งสำคัญคือ การสร้างความเข้าใจ และผลักดันให้เกิดการลงทุนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านและสร้างผลลัพธ์คือ การลดคาร์บอนฟุตพรินท์ได้จริง”

ประกอบกับหากมองที่ผลสัมฤทธิ์ในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เราก็มีระบบกลางที่มีหลักเกณฑ์​ มีความน่าเชื่อถือ ผ่านการเทรดหุ้น ในรูปแบบ Centralize โดยการควบคุมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จึงไม่เห็นด้วยนักกับการที่ต้อง Decentralize เพื่อต้องการบรรลุเป้าหมาย​ในสิ่งเดียวกัน แถมยังต้องใช้พลังงานมากมายในการดำเนินการ รวมทั้งอาจไม่ได้มีส่วน​ช่วย​ให้เกิดการแก้ปัญหาได้จริง

ขณะที่สังคมเอง ก็อาจจะ​โฟกัสอยู่แค่การนำเสนอ ‘เปลือก’ ในหลากหลายรูปแบบ ​โดยไม่ได้หันกลับไปมองที่แก่นของเรื่องที่ถูกจุดอย่างแท้จริง