แกร็บ ประเทศไทย ทำการบ้านหนัก รับมือ ‘ราคาน้ำมันผันผวน’ ประเมินสถานการณ์เทียบเท่าวิฤตโควิด เร่งส่งเสริม Grab EV ต่อเนื่องบรรเทาผลกระทบ พร้อมแผนเพิ่มบริการ ขยายเซ็กเม้นต์ใหม่ สร้างการเติบโตต่อเนื่อง
คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยแผนรับมือต่อผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันว่า อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือทั้งผู้ขับรถ ร้านค้า รวมทั้งผู้ใช้งานภายในอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มได้อย่างสมดุล หลังได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านการสนับสนุนอินเซ็นทีฟให้ผู้ขับรถที่ใช้น้ำมันรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะให้การช่วยเหลือถึงวันที่ 1 เมษายนนี้ แต่หลังจากนั้น หากผลกระทบยังลากยาวต่อเนื่อง อาจจะต้องกลับมาดูว่าจะมีการพิจารณาค่าธรรมเนียมราคาน้ำมันเพิ่มเติม (Surcharge ) หรือไม่อย่างไร เพราะไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันในฝั่งคนขับ แต่ในส่วนของร้านค้าก็กระทบเช่นกัน ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบหรือเป็นการผลักภาระไปให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยประเมินการวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด
“หนึ่งแนวทางสำคัญที่แกร็บจะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ คือ การเร่งส่งเสริมให้ผู้ขับภายในแพลตฟอร์มหันมาใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น ทั้งรถ 4 ล้อ และ 2 ล้อ เนื่องจากภาระส่วนต่างต้นทุนเชื้อเพลิงต่างกันราว 60-70% โดยทางแกร็บมีโปรแกรมส่งเสริมการใช้ EV ภายในแพลตฟอร์มทั้งรูปแบบการผ่อน การเช่า โดยทางแกร็บพยายามจะเพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ในการเข้ามาให้บริการด้านสินเชื่อเช่าซื้อแก่คนขับภายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพันธมิตรผู้ให้บริการจุดชาร์จไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากเปิดโปรแกรมมาราว 3 ปี มีจำนวนยานพาหนะไฟฟ้ากว่า 1-2 หมื่นคัน ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเติบโตโดยรวมขึ้นมากกว่า 10% และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับการมีมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้รถ EV ภายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้มีจำนวนรถ EV ให้บริการภายในแพลตฟอร์มเติบโตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศ แต่ ‘แกร็บ ประเทศไทย’ ยังสามารถสร้างการเติบโตในมิติต่างๆ ได้ตลอดปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังมีแผนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทั้งมิติ Performace , People และ Planet
คุณจันต์สุดา กล่าวถึงการเติบโตของแกร็บ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา มีอัตราการใช้บริการโดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 250% ความถี่เฉลี่ยของการใช้บริการในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 19% การใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 8% ต่อคน และรายวันเพิ่มขึ้นถึง 37% ต่อคน ขณะที่การให้บริการของกลุ่มคนขับเพิ่มขึ้น 52% การเติบโตรายเดือนของร้านค้าเพิ่มขึ้น 13.5% รวมทั้งยอดการให้บริการทางการเงินเพิ่มขึ้น 40%
“การเติบโตสำคัญมาจากการใช้กลยุทธ์ Barbell Strategy ที่สามารถบาลานซ์บริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มที่มองหา Affordability และ Quality ทำให้มีบริการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า โดยเฉพาะบริการ Grab Saver ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์เพื่อตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องรับเข็มขัด ควบคู่ไปกับการเพิ่มบริการพิเศษ สำหรับกลุ่มธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการคุณภาพในการให้บริการ ประกอบกับการมีแคมเปญและโปรโมชั่นต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการเข้าร่วมอีเวนท์สำคัญของภาครัฐอย่างคนละครึ่งพลัส ที่มีร้านค้าในแพลตฟอร์มเข้ากว่า 4 หมื่นร้าน และยอดขายเติบโตได้กว่า 3 เท่า รวมทั้งหลายร้านสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องแม้จบแคมเปญแล้ว”

สำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ จะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ พร้อมสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy ต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายบริการ รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดตัว Friend of Grab อย่าง ‘น้องแอบิเกล’ ทำให้สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม รวมทั้งการเพิ่มความแข็งแรงด้าน Brand’s Love สะท้อนผ่านการเติบโตของทราฟฟิกในแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นได้กว่า 2 หลัก ซึ่งส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายภายในแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ แกร็บเตรียมขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ กลุ่มคนนอนดึก โดยได้เลือก ‘สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์’ มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุด เพื่อจับกลุ่มคอบอล ซึ่งเป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งของประเทศ ที่คาดว่าจะสามารถเข้าถึงคนไทยที่ดูบอลได้ราว 45 ล้านคน รวมทั้งนำเสนอบริการพิเศษทั้งในกลุ่ม Mobility และ Food ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง GrabForStudent เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้งฐาน Users ทั่วไป ผ่านการนำร่องบริการนาโนไฟแนนซ์ Grab Quick Cash ซึ่งต่อยอดการให้บริการสินเชื่อเงินสดจากคนขับหรือร้านค้า มาสู่กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 2 หมื่นบาท และผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน ภายใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending

ส่วนมิติ People และ Planet แกร็บ ประเทศไทย ยังมุ่งมั่นส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม ผ่านพันธกิจ GrabForGood เพื่อสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์ และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก ทั้งการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล , การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI รวมทั้งขับเคลื่อนโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ
“แม้ช่วงที่อยู่ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านทั้งภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น แต่แกร็บ ประเทศไทย ยังสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ต่อเนื่อง เนื่องจากได้ผนวก Sustainability ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามปกติอยู่แล้ว ทำให้เป้าหมายในการสร้าง Positive Impace ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริม Grab EV ที่นอกจากช่วยบรรเทาผลกระทบปัญหาราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน และในปีนี้มีแนวคิดขยายการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ด้วยการนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) เพิ่มเติม รวมทั้งริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ” คุณจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย






