วิกฤติความไม่สงบบริเวณ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (Hormuz) ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อ ราคาน้ำมัน แต่ยังกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ ทำให้เกิด ‘Supply Shock’ ในอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญที่อาศัยเส้นทางบริเวณช่องแคบนี้เป็นทางผ่านสำคัญ
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ นับเป็นหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นทั้งแหล่งพลังงานและผู้ผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญของโลก โดยปี 2025 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
ประกอบกับตะวันออกกลางยังเป็นผู้ผลิต feedstock ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ดังนั้น ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนี้ จึงกระทบ Global Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างพลังงาน กลางน้ำอย่างเทคโนโลยี ไปจนถึงปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรม EV
ส่องผลกระทบต่อ ‘ห่วงโซ่โลก’ ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ
1. น้ำมันดิบ (Crude Oil)
– ซัพพลายน้ำมันดิบ ผ่านช่องแคบนี้ราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก โดยทาง IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) หรือ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน คาดการณ์ว่าราคาอาจจะขยับไปถึง 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากช่วงก่อนสงครามราคาอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
2. LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว)
– ซัพพลายราว 20% ของ LNG ทั้งโลกที่ผ่านช่องแคบและได้รับผลกระทบ ซึ่งทางกาตาร์ได้หยุดผลิตแล้ว และหาก Restart ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
3. เม็ดพลาสติก & ปิโตรเคมี (PE, PP, Naphtha, EG)
– PE ที่มาจาก Middle East อยู่ที่ราว 84% และส่งออกผ่านช่องแคบ ขณะที่ปริมาณ Naphtha อยู่ที่ 80% ของดีมานด์ในเอเชีย
4. ปุ๋ยเคมี (Urea, Ammonia, Sulfur)
– ปริมาณปุ๋ยเคมี 33% ของทั้งโลกที่ผ่านช่องแคบ โดยราคา Urea พุ่งจากตันละ 475 เหรียญสหรัฐ ไปถึง 680 เหรียญสหรัฐ
5. Helium
– Helium ใช้ในกระบวนการผลิตชิป และอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งกาตาร์ถือเป็นแหล่งผลิต Helium รายใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก หรือราว 30-35% ของซัพพลายทั้งโลก โดยโรงงานทั้ง 3 แห่งหยุดหมด และไม่มีสารทดแทน
6. Methanol
– อิหร่าน ถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดโลก (9+ ล้านตัน/ปี) ขณะที่ซัพพลายผ่านช่องแคบถึง 35-45% ของ Methanol ที่ส่งออกทางทะเลทั่วโลก
7. อะลูมิเนียม
– คาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งขึ้นราว 8% และอาจทะลุ 4,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน กระทบทั้งต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
8. อาหาร (น้ำมันถั่วเหลือง)
– น้ำมันถั่วเหลืองพุ่งตาม Crude ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบ ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากราคา Edible Oil ที่สูงขึ้น ไปจนถึงธุรกิจร้านอาหาร
9. เสื้อผ้า & สิ่งทอ
– วัตถุดิบของเสื้อผ้าและเส้นใยสิ่งทอราว 70% มาจากอนุพันธ์น้ำมัน
10. กำมะถัน & กรดกำมะถัน (Sulfur Sulfuric Acid)
– กำมะถัน ราว 92% ของโลก เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน/แปรรูปก๊าซ เมื่อโรงกลั่นอ่าวเปอร์เซียหยุด/ลดกำลัง กำมะถันผลิตน้อยลง ทำให้กรดกำมะถันขาด ส่งผลให้สกัดแร่ทองแดง+โคบอลต์ได้ยากขึ้น กระทบทั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ รวมทั้งกลุ่มที่ใช้ทองแดง อาทิ ก่อสร้าง, Data Center, AI infrastructure และระบบไฟฟ้า เป็นต้น
11. เดินเรือ & โลจิสติกส์ (Shipping & Logistics)
– เรือสินค้า มากกว่า 100 ลำ/วัน ต้องเปลี่ยนเส้นทาง เพิ่มกว่า 14-20 วัน ทำให้จำนวนเรือในตลาดไม่พอ กระทบ้นทุนให้เพิ่มขึ้น ทั้งค่าระวาง, ค่าน้ำมันเรือ, ค่าประกันภัยสงคราม, ค่าเสียเวลาที่ท่าเรือ (Demurrage) ซึ่งผลกระทบจะมาถึงใน 2-5 สัปดาห์เมื่อคอนเทนเนอร์มาถึงพร้อมกันเป็นคลื่น






