ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ ‘ความมั่นคงพลังงานโลก’ สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม
งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ ‘สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม‘ เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา
เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่าแค่พลังงาน
ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% เนื่องจาก ‘น้ำมันดิบ’ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้
มองอีกด้านหนึ่งคือ โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล แม้จะมีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การพึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย
“ในวิกฤตบางทีก็อาจเป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน” รศ.ดร.กิติกร กล่าว
โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน
ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากพูดเชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ
“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะหันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”
ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น

ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์
สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ
ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง
ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)
ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ
ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ Decarbonization ได้ต่อเนื่อง
อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล
“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า ความเสี่ยง คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า 40,000 บริษัท ยังเป็นกลุ่ม SME มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย”
EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem
ด้าน สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว

ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม
ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30@30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น
2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก
4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว
5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น
สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น
ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม






