Top StoriesTrending

Jungfrau Railways สถานีรถไฟสูงสุดของยุโรป กับแผนพัฒนา Dream Destination และการขับเคลื่อนความยั่งยืนบนพื้นที่ Top of Europe

Jungfrau Railways หรือการรถไฟยุงเฟรา แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ให้บริการสถานีรถไฟที่สูงที่สุดของยุโรป ประตูสู่ Top of Europe ตอกย้ำแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่

ภูมิภาคยุงเฟรา Jungfrau ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากเดินทางไปสัมผัสให้ได้​ครั้งหนึ่งในชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมด้วยยอดเขาอันยิ่งใหญ่อย่าง ไอเกอร์ (Eiger), เมิ้นช์ (Mönch) และยุงเฟรา ​(Jungfrau) ผสม​ผสานความงดงามตระการตาของธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตบนภูเขา ตลอดจนกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวระดับคุณภาพไว้อย่างลงตัว

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังสามารถได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ครบถ้วนทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งการขึ้นไปชมวิวที่ ยุงเฟรายอค ท็อปออฟยุโรป (Jungfraujoch – Top of Europe) อีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญ พื้นที่มรดกโลก UNESCO ตั้งอยู่ท่ามกลางหิมะและธารน้ำแข็งอันตระการตา​ที่ใหญ่และยาวที่สุดของยุโรป โดยหนากว่า 800 เมตร และยาวกว่า 20 กิโลเมตร รวมทั้งสามารถขึ้นไปทำกิจกรรมผจญภัยบนภูเขา หรือการเดินเล่นพักผ่อนใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติและหมู่บ้านอันแสนสงบบนเทือกเขา เรียกได้ว่าตอบโจทย์ได้ครบทุกไลฟ์สไตล์ทั้งสายชิล สายธรรมชาติ หรือสายแอดเวนเจอร์

โดยการให้บริการของ​ การรถไฟยุงเฟรา (Jungfrau Railways) อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของพื้นที่ ในฐานะสถานีรถไฟที่สุงที่สุดในยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นผู้บุกเบิกในการพาผู้คนจากทั่วโลกเข้ามาเยือนในภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งเป็นรถไฟสายแรกที่สามารถเดินทางขึ้นสู่ยุงเฟรายอค-ท็อปออฟยุโรปได้ตั้งแต่ปี 1912 หรือ 114 ปีมาแล้ว

พร้อมเส้นทางตลอดการเดินทางที่น่าประทับใจ ผ่านการเดินทางลอดอุโมงค์ใต้ยอดเขาไอเกอร์ และเมิ้นซ์ โดยระหว่างเส้นทาง นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะชมทัศนียภาพของโลกแห่งภูเขาสูง ผ่านหน้าต่างแบบพาโนรามาที่สถานีไอซ์เมียร์ เพื่อตอบโจทย์พันธกิจสำคัญของ Jungfrau Railways ในการสร้างความสุขและรอยยิ้นให้กับผู้มาเยี่ยมชมจากทั่วโลก พร้อมภาพถ่ายและความทรงจำอันน่าประทับใจ ตลอดการมาเยือน Dream Destination แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง 

คุณโอลิเวอร์ ฮัมเมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการรถไฟยุงเฟรา CEO Jungfrau Railways  กล่าวว่า Jungfrau Railways มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Jungfrau ให้เป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อม​ทั้งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญ​ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์​มาโดยตลอด โดยเฉพาะการสร้างรายได้ให้ชุมชนโดยรอบ ซึ่ง​ประชาชนราว 80-90% ในภูมิภาคนี้ มีรายได้หลัก​​​ที่เชื่อมโยงกับ​การเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหลัก

“ภูมิภาคจุงเฟราถือเป็น Destination ระดับโลก ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตลอดทั้งปี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปีล่าสุดราว 3.9 ล้านคน และมาที่ยุงเฟรายอค Top of Europe ทะลุ 1 ล้านคนต่อปี รวมทั้งบางส่วนที่สนใจเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมและผจญภัยในบริเวณเทือกเขา ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อปีเช่นกัน โดยการรถไฟจุงเฟรา มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งเพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวก รวมทั้งการเพิ่มกิจกรรม หรือแม็กเน็ตใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น”​ 

สำหรับในปี 2025 ที่ผ่านมา มี​นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปยังยุงเฟราราว 80,000 คน ประกอบกับรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ​การรถไฟยุงเฟราจึงได้รพัฒนาระบบเข้าสู่ออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่การจองผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ไปจนถึงการนำ AI เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทาง โดยจะออกแบบเส้นทางให้ตามอัตลักษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มแต่ละคน เช่น หากชื่นชอบความตื่นเต้นสนุกสนาน ยุงเฟราเฟียสต์ – ท็อปออฟแอดเวนเจอร์ ที่มีกิจกรรมตื่นเต้นมากมายคือคำตอบ สำหรับผู้รักการเดินเขาและกิจกรรมบนภูเขา พื้นที่บริเวณไอเกอร์เกล็ตเชอร์ และไคลเน่ ไชเดกก์ – ท็อปออฟไฮกิ้ง เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทวางงบประมาณลงทุนเพื่อเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เพิ่มเติมไว้ราว 300 -350 ล้านฟรังสวิส (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้ โดยได้แผนพัฒนาโครงการกระเช้าลอยฟ้าโครงการใหม่ เพื่อ​ช่วยลดระยะเวลาเดินทางสู่ยอดเขาจาก 30 นาที ให้เหลือราว 15 นาที โดยได้​ลงทุนไปราว​ 100 ล้านฟรังสวิส รวมทั้งมีแผน​อัพเกรดหนัง 360 ใหม่ เพื่อให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของยุงเฟรายอคในอีกบรรยากาศ เพิ่มเติมร้านอาหาร ณ จุดสิ้นสุดของไอเกอร์ เอ็กซเพรส สถานีไอเกอร์เกล็ตเชอร์ ความจุ 400 ที่นั่ง เพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวและลดความแออัดของร้านอาหารบนยุงเฟรายอค รวมทั้งโครงการโรงแรมขนาด 200 ห้อง 400 เตียงที่อินเตอร์ลาเคนโอสต์ในปี 2028

ขณะที่ในส่วนของ ‘กรินเดิลวาลด์’ หมู่บ้านที่อยู่บริเวณ​​เชิงเขาไอเกอร์ ในเขตยุงเฟรา คุณบรูโน เฮาสเวิร์ธ ผู้อำนวยการรีสอร์ต Grindelwald Tourismus กล่าวเพิ่มเติมว่า ​หมู่บ้านกรินเดิลวาลด์ ได้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีเช่นกัน ด้วยเสน่ห์ของพื้นที่ ที่เป็นการผสมผสานระหว่างทิวทัศน์ภูเขาที่น่าตื่นเต้น การท่องเที่ยวภูเขาที่เดินทางโดยรถไฟและกระเช้าลอยฟ้า และหมู่บ้านที่หล่อหลอมด้วยเกษตรกรรมและการต้อนรับอันอบอุ่น  และจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ตลอดทั้งปี โดยจะมาช่วงฤดูร้อน 60% และฤดูหนาว 40%   ในฐานะ ‘ประตูสู่ยุงเฟรายอค ท็อปออฟยุโรป’ และได้ชื่อว่า​เป็นชุมชนที่มีชีวิต หรือ Living Community  เป็นหนึ่งใน 23 เขตเทศบาลในบริเวณมรดกโลกยูเนสโก ทำให้สามารถรักษาความสวยงามของธรรมชาติไว้ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งมีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม ทั้งกิจกรรมเต้นรำ ดนตรีพื้นฐาน และงานเทศกาลท้องถิ่นของคนในชุมชน

มุ่งขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนมาตลอด 114 ปี

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี  การรถไฟยุงเฟราให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง​ ทั้งการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดูแลชุมชนโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น

– การเคารพต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนในพื้นที่ การก่อสร้างโครงการไอเกอร์ เอ็กซเพรส  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบกระเช้า V-Cableway ที่ไม่เพียงนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางขึ้นไปยุงเฟรายอคให้สะดวกมากขึ้น ​แต่ยังเป็นไปตามแนวทางการท่องเที่ยวยั่งยืนที่การรถไฟยุงเฟราทำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การใช้เสารองรับเพียง 7 ต้น ตลอดเส้นทางยาวกว่า 6,483 เมตร เพื่อลดการรบกวนทัศนียภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังจากชุมชนในพิ้นที่ในระหว่างก่อสร้างด้วย​

– การนำใช้พลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการเดินรถ โดยการรถไฟยุงเฟรา มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว โดยใช้น้ำจากธารน้ำแข็งบนภูเขาที่จะละลายในช่วงหน้าร้อน และมีปริมาณมากพอสำหรับนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับการเดินรถไฟ และเหลือมากพอสำหรับขายคืนให้รัฐบาลได้ด้วย

–  การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติม รองรับในช่วงฤดูหนาวที่น้ำแข็งไม่ละลาย แต่มี​แสงแดดที่ดี จึงได้ทำการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยสามารถผลิตปริมาณไฟฟ้าอยู่ที่ 14-16 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) รวมทั้งมีแผนลงทุนเพื่อสร้างโซลาร์ฟาร์มเพิ่มเติมในอนาคต

– การลงทุน​โครงการแบตเตอรี่ เพื่อสามารถเก็บสะสมปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งจากพลังน้ำ และพลังแสงอาทิตย์ สำหรับสะสมไว้ใช้ในเวลากลางคืน หรือขยายผลไปใช้ในระบบขนส่งเพิ่มเติม

​- การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน ยุงเฟรามีการพัฒนาระบบเบรกที่สามารถเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้ โดยเปลี่ยนพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นในทุกครั้งที่มีการเบรกให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งจำนวนไฟที่ได้จากการวิ่งลงจากเขา 3  เที่ยว จะสามารถได้ไฟฟ้าสำหรับการวิ่งขึ้นเขาได้ 1 เที่ยว รวมทั้งการพัฒนารถ EV สำหรับใช้ในการเกลี่ยหิมะ รวมทั้ง​การเปลี่ยนมาใช้ระบบทำความร้อนจากปั๊มไฟฟ้าทำให้สามารถยกเลิกการใช้น้ำมันในระบบได้

– การบริหารจัดการขยะอาหารตามแนวทาง Zero Food Waste โดยการพัฒนาระบบ AI มาช่วยในการแยกขยะและจัดการขยะให้ร้านอาหาร โดยติดตั้งระบบวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อแยกขยะ ไปจนถึงการเชื่อมโยงไปสู่ประเมินปริมาณที่เหมาะสม​ รวมทั้งการคุมคุณภาพของอาหารที่นำมาบริการให้ลูกค้า ตั้งแต่จากครัวกลางในขั้นตอนของการเตรียมและการผลิต​

แม้ยุงเฟราจะเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของโลกในระดับพรีเมียม และผู้มาเยือนให้ความสนใจต่อประสบการณ์แบบครั้งหนึ่งในชีวิต หรือความ Exclusive จากประสบการณ์ท่องเที่ยว แต่การดูแลภายในพื้นที่ไม่ได้มองข้าม​ผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน

โดยผู้บริหารการรถไฟยุงเฟรา แชร์ข้อมูลว่า​ อุญหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เห็น​การละลายของธารน้ำแข็งในปัจจุบันเร็วขึ้นอย่างชัดเจน โดยพบว่าธารน้ำแข็งในพื้นที่จะละลายราว 1 เซ็นติเมตรในทุกปี ซึ่งทางทีมงานได้จัดสรรกำลังในการปกป้องและชะลอการละลายของน้ำแข็ง ทั้งการนำหิมะไปเสริมในจุดที่เหมาะสมเพื่อสามารถช่วยพยุงชั้นน้ำแข็งไว้

รวมทั้งมีการติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงภายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งในพื้นที่ยังเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์บนพื้นที่สูง ที่มีการเปิดดำเนินการมากว่า 100 ปี เพื่อคอยตรวจวัด และเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อคอยติดตามและเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความสวยงามจากทัศนียภาพของดินแดนสูงสุดในยุโรปแห่งนี้ ​หากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมีโอกาสได้มาเยือนก็จะมีความชื่นชมและหวงแหนความงามของธรรมชาติ รวมทั้งช่วยให้เกิด​ความตระหนักต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโลกใบนี้ได้ด้วยเช่นกัน