Top StoriesTrending

ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ แนะรับ​​ New Normal วิกฤตน้ำ ชี้เป็นความเสี่ยงใหม่ที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ พร้อมเปิด Water Lab เข้าใจปัญหาน้ำสู่การแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ

ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ เปิดเวทีเสวนา 'WAKE UP TO WATER ประเทศไทยต้องตื่นตัวเรื่องน้ำอย่างไร?' รับฟังข้อมูล สถานการณ์ และแนวโน้มความเสี่ยงด้านน้ำของประเทศไทย จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและงานวิจัยด้านน้ำของภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์

ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะแพลตฟอร์มกลางระดับโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำ จัดเสวนา ‘The Water Wake-Up Call’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และตื่นตัวด้านน้ำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก 

ประกอบกับการสร้างความเข้าใจ และรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ New Normal ของปัญหาด้านน้ำ ที่ทำให้รูปแบบปัญหาแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา ส่งผลให้การเกิดภัยพิบัติต่างๆ ​มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น

รับมือ New Normal สถานการณ์วิกฤตน้ำ 

รศ.ดร. วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานศูนย์กันก่อนท่วม ปัญหาน้ำในปัจจุบันยกระดับสู่ New Normal จากผลกระทบสภาพอากาศ ส่งผลต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้มีปริมาณไอน้ำในอากาศเพิ่มมากขึ้น และพฤติกรรมของฝนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป  ทำให้เครื่องมือในการคาดการณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เคยมีสำหรับรองรับและบริหารจัดการน้ำแบบที่เคยมีในอดีต อาจไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น โมเดลที่เคยใช้ในการพยากรณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาไว้เมื่อราว 30 ปีทีผ่านมา อาจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งปริมาณฝนที่มากขึ้น การเกิดฝนตกแช่ หรือมี Rain Bomb ที่บ่อยและรุนเรงขึ้น ทำให้วิกฤตเรื่องน้ำกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศไทย แต่ยังเป็นวาระร่วมกันของคนทั้งโลก

“ปัญหาน้ำในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ และจากหลายสาเหตุทั้ง​สภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบทั้งในรูปแบบ​​น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ฝนตกหนักและฝนทิ้งช่วง โดยความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาร่วมกับน้ำต้นทาง ระดับน้ำปลายทาง และศักยภาพการรองรับและระบายน้ำของพื้นที่ ส่วนการรับมือต้องรู้ว่าน้ำมาจากที่ไหน เป็นน้ำประเภทใด หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง เพื่อสามารถบริหารได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไปจนถึงการมือระบบเตือนภัย การสื่อสาร รวมทั้งแผนสำรองในช่วงวิกฤตทั้งสำหรับ​ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจและรับมือกับน้ำได้ก่อนเกิดภาวะวิกฤต”   

ความท้าทายเหล่านี้ นำมาสู่การจัดตั้ง ‘ศูนย์กันก่อนท่วม’ (Water Resilience Center) เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มกลางระดับโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำล่วงหน้า ด้วยความร่วมมือกับ MIT Urban RISK Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา โดยมีหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและงานวิจัยบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Science-based) ประสานงานความร่วมมือและเสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน (Collaboration) สื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Communication for Change) และการเสริมพลังชุมชนสู่เมืองยั่งยืน (Sustainable Community)

Water Risk = Business Risk 

คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า เป้าหมายของศูนย์กันก่อนท่วม เพื่อเป็นพื้นที่​เชื่อมโยงการบริหาร​จัดการและตอบโจทย์เรื่องน้ำ เพื่อเปลี่ยนจากความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสหรือการผลักดัน ‘Water Economy’ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือเพื่อจัดตั้งเป็น ‘สหประชาชาติด้านน้ำ’ ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจากประเทศที่มีประสบการณ์และมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น จีน เนเธอร์แลนด์ หรือญี่ปุ่น เป็นต้น เพื่อเรียนรู้ Best Practice ​และนำมาเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อน

ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถผลักดัน  Water  Economy จะเป็นหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นภาวะ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ จากการมี GDP ที่เกือบต่ำที่สุดของภูมิภาค แต่หากสามารถสร้าง Water Resilience ได้จะเป็นโอกาสลดความเสี่ยงให้กลายเป็นสินทรัพย์และโอกาสเติบโตใหม่ได้อีกทางหนึ่ง

“สำหรับการปรับตัวของภาคเอกชน​จำเป็นต้องมองความต่อเนื่องของธุรกิจในยามเกิดภัยพิบัติด้วย เพราะน้ำไม่ได้กระทบเพียงบ้านเรือน แต่ยังกระทบโรงงาน ถนน โลจิสติกส์ ซัพพลายเชน รวมทั้งการจ้างงานและการลงทุน ภาคธุรกิจจึงควรทำ Water Risk Management และ Business Continuity ควบคู่กับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหาย เพื่อมี​แผนสำรองทั้งด้านการเงิน กลยุทธ์ หรือการป้องกันผ่านการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ให้มีรูปแบบที่ตอบโจทย์ เช่น การมีอาคารในรูปแบบอาคารสูงหรือ Dual Design เพื่อทั้งป้องกันความเสี่ยงรวมไปถึงสามารถปรับฟังก์ชันเป็นศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ และสะท้อนว่า Water Resilience คือส่วนหนึ่งของ Economic Resilience “

บูรณาการ ‘การจัดการ – การสื่อสาร’ สถานการณ์วิกฤต

ด้าน ผศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำและกรรมการศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวเพิ่มเติมว่า  หนึ่งตัวอย่างที่สะท้อน New Normal ของการจัดการน้ำในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน คือ การเกิดน้ำท่วมช่วงใน กทม. ​ช่วงปลายเดือน กันยายน 2569 ที่ผ่านมา จากปริมาณฝนมากและตกต่อเนื่องยาวนานที่มากกว่า 300 มม. ภายใน​ 48 ชั่วโมง จนสร้างภาระต่อระบบระบายน้ำ หากเทียบกับปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งถือเป็นหนึ่งวิกฤตมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายติด TOP 5 ของโลก โดยมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 13.6 ล้านคน และกระทบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.43 ล้านล้านบาท

ทั้ง 2 เหตุการณ์มีต้นน้ำ ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาฝน เส้นทางน้ำ และเงื่อนไขการระบายที่แตกต่างกัน โดยปัญหาในปี 54 มาจากปัญหาน้ำทั้ง 3 ประเภท เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งน้ำเหนือ น้ำในพื้นที่ และน้ำทะเลหนุน หรือเรียกได้ว่าเป็น Black Swan ที่เมื่อเกิดจะมีความเสี่ยงสูง และรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันหลายชั้น

“ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน แตกต่างจากปี 2554 ​สะท้อน​การเปลี่ยนแปลงสู่ความปกติใหม่ของน้ำ หรือ New Normal จากผลกระทบ Climate Change ทำให้ต้องเตรียมรับมือทั้งฝนหนัก ฝนแช่ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลสูง และภัยแล้ง ทำให้อาจเกิดปัญหาทั้ง ‘ท่วมในแล้ง’ ที่แม้ฝนทิ้งช่วง แต่เมื่อมีฝนกลับตกหนักจนท่วม หรือ ‘แล้งในท่วม’ ที่แม้จะมีน้ำมาก แต่กลับไม่มีน้ำเพียงพอเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งาน การรับมือจึงต้องบริหารอย่างครบวงจร ทั้งการเก็บ – หน่วงน้ำ- ระบายน้ำ- การจัดการน้ำ- และการสำรองน้ำ  โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันน้ำท่วม แต่ต้องมีน้ำให้เพียงพอในช่วงที่เกิดภัยแล้งด้วย”

ด้าน รศ.ดร.เสวกชัย ตังอร่ามวงศ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ยังได้เสนอแนวทางการบูรณาการด้านข้อมูล เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการเตรียมตัว การป้องกัน หรือแนวทางการปฎิบัติในช่วงเกิดภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจัยสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อมูลหรือไม่ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่มีจากกว่า 40 หน่วยงานให้สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างบูรณาการ และช่วยในการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที ผ่านการพัฒนา Integrated Water Data Platform เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะได้รับผลกระทบบ้าง และต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ เป็นต้น

 วาง 4 ภารกิจ ดัน ปัญหาน้ำ สู่ ‘วาระแห่งชาติ’

ศูนย์กันก่อนท่วมยังได้เสนอ 4 ภารกิจ ที่จะมุ่ง​​ขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการ​บริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระของชาติ วาระของชุมชน และวาระแห่งอนาคต ประกอบด้วย

ภารกิจที่ 1 Scientific & Engineering Approach เน้นการใช้หลักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาบริหารจัดการน้ำ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ทำนายสถานการณ์น้ำ และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิชาการระดับโลก เช่น MIT, เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ภารกิจที่ 2 Smart Community สร้างและส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ให้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงในระดับพื้นที่ด้วยตนเอง

ภารกิจที่ 3 Integrate Single Data Platform เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ข้อมูลสอดคล้องกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการลงมือทำจริง

ภารกิจที่ 4 National Agenda บูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันเรื่องน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริง โดยเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การปฏิบัติ

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ เพื่อเข้าใจโครงสร้างและลักษณะ​ปัญหาเรื่องน้ำในแต่ละประเภท เพื่อนำมาศึกษาพฤติกรรมของน้ำ อาทิ Lab ทะเล ศึกษาการกัดเซาะของน้ำทะเล และการพัฒนาโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง ซึ่งได้มีการนำไปทดลองวางไว้ในหลายพื้นที่นำร่อง รวมทั้ง​ Lab น้ำผิวดิน เพื่อศึกษาการไหลของน้ำและการกระจายตัวของตะกอน ด้วยเทคนิค PIV สำหรับการเรียนรู้การไหลและ​ตกตะกอนของน้ำป่า รวมทั้งการศึกษาเพื่อเข้าใจไอโซโทป ซึ่งเปรียบเสมือนลายนิ้วมือของน้ำ เพื่อช่วยสืบค้นแหล่งกำเนิดและอายุของน้ำ ซึ่งนับเป็นเครื่องแรกของประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญเพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำ

การขับเคลื่อนของศูนย์กันก่อนท่วม มุ่งสร้างความตระหนักรู้และยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมด้านน้ำ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากน้ำท่วม ฝนตกหนัก น้ำทะเลหนุน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ มุ่งผลักดันการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ สร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับมือวิกฤตด้านน้ำในอนาคต ​พร้อมขับเคลื่อน Water Economy ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การ ‘เอาชนะน้ำ’ แต่เป็นการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับน้ำได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อเป็นการปรับตัวต่อความเสี่ยงเรื่องน้ำ หรือ Water Resilience ได้อย่างแท้จริง