ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะแพลตฟอร์มกลางระดับโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำ จัดเสวนา ‘The Water Wake-Up Call’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และตื่นตัวด้านน้ำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก
ประกอบกับการสร้างความเข้าใจ และรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ New Normal ของปัญหาด้านน้ำ ที่ทำให้รูปแบบปัญหาแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา ส่งผลให้การเกิดภัยพิบัติต่างๆ มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น
รับมือ New Normal สถานการณ์วิกฤตน้ำ
รศ.ดร. วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานศูนย์กันก่อนท่วม ปัญหาน้ำในปัจจุบันยกระดับสู่ New Normal จากผลกระทบสภาพอากาศ ส่งผลต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้มีปริมาณไอน้ำในอากาศเพิ่มมากขึ้น และพฤติกรรมของฝนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เครื่องมือในการคาดการณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เคยมีสำหรับรองรับและบริหารจัดการน้ำแบบที่เคยมีในอดีต อาจไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น โมเดลที่เคยใช้ในการพยากรณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาไว้เมื่อราว 30 ปีทีผ่านมา อาจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งปริมาณฝนที่มากขึ้น การเกิดฝนตกแช่ หรือมี Rain Bomb ที่บ่อยและรุนเรงขึ้น ทำให้วิกฤตเรื่องน้ำกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศไทย แต่ยังเป็นวาระร่วมกันของคนทั้งโลก
“ปัญหาน้ำในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ และจากหลายสาเหตุทั้งสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบทั้งในรูปแบบน้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ฝนตกหนักและฝนทิ้งช่วง โดยความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาร่วมกับน้ำต้นทาง ระดับน้ำปลายทาง และศักยภาพการรองรับและระบายน้ำของพื้นที่ ส่วนการรับมือต้องรู้ว่าน้ำมาจากที่ไหน เป็นน้ำประเภทใด หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง เพื่อสามารถบริหารได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไปจนถึงการมือระบบเตือนภัย การสื่อสาร รวมทั้งแผนสำรองในช่วงวิกฤตทั้งสำหรับประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจและรับมือกับน้ำได้ก่อนเกิดภาวะวิกฤต”
ความท้าทายเหล่านี้ นำมาสู่การจัดตั้ง ‘ศูนย์กันก่อนท่วม’ (Water Resilience Center) เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มกลางระดับโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำล่วงหน้า ด้วยความร่วมมือกับ MIT Urban RISK Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา โดยมีหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและงานวิจัยบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Science-based) ประสานงานความร่วมมือและเสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน (Collaboration) สื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Communication for Change) และการเสริมพลังชุมชนสู่เมืองยั่งยืน (Sustainable Community)

Water Risk = Business Risk
คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวว่า เป้าหมายของศูนย์กันก่อนท่วม เพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงการบริหารจัดการและตอบโจทย์เรื่องน้ำ เพื่อเปลี่ยนจากความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสหรือการผลักดัน ‘Water Economy’ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือเพื่อจัดตั้งเป็น ‘สหประชาชาติด้านน้ำ’ ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจากประเทศที่มีประสบการณ์และมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น จีน เนเธอร์แลนด์ หรือญี่ปุ่น เป็นต้น เพื่อเรียนรู้ Best Practice และนำมาเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อน
ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถผลักดัน Water Economy จะเป็นหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นภาวะ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ จากการมี GDP ที่เกือบต่ำที่สุดของภูมิภาค แต่หากสามารถสร้าง Water Resilience ได้จะเป็นโอกาสลดความเสี่ยงให้กลายเป็นสินทรัพย์และโอกาสเติบโตใหม่ได้อีกทางหนึ่ง
“สำหรับการปรับตัวของภาคเอกชนจำเป็นต้องมองความต่อเนื่องของธุรกิจในยามเกิดภัยพิบัติด้วย เพราะน้ำไม่ได้กระทบเพียงบ้านเรือน แต่ยังกระทบโรงงาน ถนน โลจิสติกส์ ซัพพลายเชน รวมทั้งการจ้างงานและการลงทุน ภาคธุรกิจจึงควรทำ Water Risk Management และ Business Continuity ควบคู่กับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหาย เพื่อมีแผนสำรองทั้งด้านการเงิน กลยุทธ์ หรือการป้องกันผ่านการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ให้มีรูปแบบที่ตอบโจทย์ เช่น การมีอาคารในรูปแบบอาคารสูงหรือ Dual Design เพื่อทั้งป้องกันความเสี่ยงรวมไปถึงสามารถปรับฟังก์ชันเป็นศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ และสะท้อนว่า Water Resilience คือส่วนหนึ่งของ Economic Resilience “

บูรณาการ ‘การจัดการ – การสื่อสาร’ สถานการณ์วิกฤต
ด้าน ผศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำและกรรมการศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งตัวอย่างที่สะท้อน New Normal ของการจัดการน้ำในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน คือ การเกิดน้ำท่วมช่วงใน กทม. ช่วงปลายเดือน กันยายน 2569 ที่ผ่านมา จากปริมาณฝนมากและตกต่อเนื่องยาวนานที่มากกว่า 300 มม. ภายใน 48 ชั่วโมง จนสร้างภาระต่อระบบระบายน้ำ หากเทียบกับปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งถือเป็นหนึ่งวิกฤตมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายติด TOP 5 ของโลก โดยมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 13.6 ล้านคน และกระทบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.43 ล้านล้านบาท
ทั้ง 2 เหตุการณ์มีต้นน้ำ ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาฝน เส้นทางน้ำ และเงื่อนไขการระบายที่แตกต่างกัน โดยปัญหาในปี 54 มาจากปัญหาน้ำทั้ง 3 ประเภท เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งน้ำเหนือ น้ำในพื้นที่ และน้ำทะเลหนุน หรือเรียกได้ว่าเป็น Black Swan ที่เมื่อเกิดจะมีความเสี่ยงสูง และรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันหลายชั้น
“ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน แตกต่างจากปี 2554 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความปกติใหม่ของน้ำ หรือ New Normal จากผลกระทบ Climate Change ทำให้ต้องเตรียมรับมือทั้งฝนหนัก ฝนแช่ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลสูง และภัยแล้ง ทำให้อาจเกิดปัญหาทั้ง ‘ท่วมในแล้ง’ ที่แม้ฝนทิ้งช่วง แต่เมื่อมีฝนกลับตกหนักจนท่วม หรือ ‘แล้งในท่วม’ ที่แม้จะมีน้ำมาก แต่กลับไม่มีน้ำเพียงพอเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งาน การรับมือจึงต้องบริหารอย่างครบวงจร ทั้งการเก็บ – หน่วงน้ำ- ระบายน้ำ- การจัดการน้ำ- และการสำรองน้ำ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันน้ำท่วม แต่ต้องมีน้ำให้เพียงพอในช่วงที่เกิดภัยแล้งด้วย”
ด้าน รศ.ดร.เสวกชัย ตังอร่ามวงศ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ยังได้เสนอแนวทางการบูรณาการด้านข้อมูล เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการเตรียมตัว การป้องกัน หรือแนวทางการปฎิบัติในช่วงเกิดภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจัยสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อมูลหรือไม่ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่มีจากกว่า 40 หน่วยงานให้สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างบูรณาการ และช่วยในการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที ผ่านการพัฒนา Integrated Water Data Platform เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะได้รับผลกระทบบ้าง และต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ เป็นต้น

วาง 4 ภารกิจ ดัน ปัญหาน้ำ สู่ ‘วาระแห่งชาติ’
ศูนย์กันก่อนท่วมยังได้เสนอ 4 ภารกิจ ที่จะมุ่งขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระของชาติ วาระของชุมชน และวาระแห่งอนาคต ประกอบด้วย
ภารกิจที่ 1 Scientific & Engineering Approach เน้นการใช้หลักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาบริหารจัดการน้ำ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ทำนายสถานการณ์น้ำ และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิชาการระดับโลก เช่น MIT, เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ภารกิจที่ 2 Smart Community สร้างและส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ให้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงในระดับพื้นที่ด้วยตนเอง
ภารกิจที่ 3 Integrate Single Data Platform เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ข้อมูลสอดคล้องกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการลงมือทำจริง
ภารกิจที่ 4 National Agenda บูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันเรื่องน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริง โดยเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การปฏิบัติ

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ เพื่อเข้าใจโครงสร้างและลักษณะปัญหาเรื่องน้ำในแต่ละประเภท เพื่อนำมาศึกษาพฤติกรรมของน้ำ อาทิ Lab ทะเล ศึกษาการกัดเซาะของน้ำทะเล และการพัฒนาโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง ซึ่งได้มีการนำไปทดลองวางไว้ในหลายพื้นที่นำร่อง รวมทั้ง Lab น้ำผิวดิน เพื่อศึกษาการไหลของน้ำและการกระจายตัวของตะกอน ด้วยเทคนิค PIV สำหรับการเรียนรู้การไหลและตกตะกอนของน้ำป่า รวมทั้งการศึกษาเพื่อเข้าใจไอโซโทป ซึ่งเปรียบเสมือนลายนิ้วมือของน้ำ เพื่อช่วยสืบค้นแหล่งกำเนิดและอายุของน้ำ ซึ่งนับเป็นเครื่องแรกของประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญเพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำ
การขับเคลื่อนของศูนย์กันก่อนท่วม มุ่งสร้างความตระหนักรู้และยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมด้านน้ำ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากน้ำท่วม ฝนตกหนัก น้ำทะเลหนุน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ มุ่งผลักดันการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ สร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับมือวิกฤตด้านน้ำในอนาคต พร้อมขับเคลื่อน Water Economy ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การ ‘เอาชนะน้ำ’ แต่เป็นการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับน้ำได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อเป็นการปรับตัวต่อความเสี่ยงเรื่องน้ำ หรือ Water Resilience ได้อย่างแท้จริง







