<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มาเลเซีย &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Sep 2022 10:06:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>มาเลเซีย &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กรีนพีซ เปิดผลศึกษา &#8216;มลพิษทางอากาศ&#8217; ชี้คนไทยทั้งประเทศ ได้รับ PM 2.5 สูงกว่า​ WHO แนะนำ แถมเกือบครึ่งประเทศเข้าไม่ถึงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/greenpeace-open-the-inequity-air-research/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Sep 2022 09:46:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Air Inequity]]></category>
		<category><![CDATA[Air Pollution]]></category>
		<category><![CDATA[Greenpeace]]></category>
		<category><![CDATA[PM 2.5]]></category>
		<category><![CDATA[pollution]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[WHO Guideline]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนพีซ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำจากมลพิษทางอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ตุรกี]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิลิปปินส์]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษทางอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[มาเลเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[อินโดนีเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[แอฟริกาใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14483</guid>

					<description><![CDATA[<p>มลพิษทางอากาศ นับเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพอันดับต้นๆ ของโลก เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนนับล้านคนในแต่ละปีทั่วโลก โดยภาระด้านสุขภาพมักจะตกอยู่กับประชากรในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง อากาศที่สะอาด ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเท่าเทียมและเป็นธรรมที่ทุกคนควรเข้าถึงอากาศที่สะอาดได้สำหรับการหายใจ  แต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกยังส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกลุ่มเปราะบางมักเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด​ กรีนพีซ ได้เผยแพร่รายงาน “ความแตกต่างใต้ท้องฟ้าเดียวกัน: ความเหลื่อมล้ำจากมลพิษทางอากาศ” หลังทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพอากาศและสถานการณ์มลพิษจาก PM 2.5 ใน 7 ประเทศ ประกอบด้วย อินเดีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ รายงานระบุว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงหรือร่างกายอ่อนแอ​ ได้แก่ เด็กทารก ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี และหญิงตั้งครรภ์ ที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับมลพิษสูง หรือมีความยากลำบากในการเข้าถึงข้อมูลด้านมลพิษทางอากาศเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ ขณะที่ผลการศึกษาในครั้งนี้ ได้ค้นพบประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ &#8211; มากกว่า 99% ของประชากรในแต่ละประเทศที่ระบุไว้ในรายงาน ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลก ได้รับฝุ่น PM2.5 สูงเกินกว่าค่าแนะนำด้านคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/greenpeace-open-the-inequity-air-research/">กรีนพีซ เปิดผลศึกษา &#8216;มลพิษทางอากาศ&#8217; ชี้คนไทยทั้งประเทศ ได้รับ PM 2.5 สูงกว่า​ WHO แนะนำ แถมเกือบครึ่งประเทศเข้าไม่ถึงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มลพิษทางอากาศ นับเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพอันดับต้นๆ ของโลก เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนนับล้านคนในแต่ละปีทั่วโลก โดยภาระด้านสุขภาพมักจะตกอยู่กับประชากรในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง</p>
<p><span id="more-14483"></span></p>
<p>อากาศที่สะอาด ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเท่าเทียมและเป็นธรรมที่ทุกคนควรเข้าถึงอากาศที่สะอาดได้สำหรับการหายใจ  แต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกยังส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกลุ่มเปราะบางมักเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด​</p>
<p dir="ltr">กรีนพีซ ได้เผยแพร่รายงาน “ความแตกต่างใต้ท้องฟ้าเดียวกั<wbr />น: ความเหลื่อมล้ำจากมลพิ<wbr />ษทางอากาศ” หลังทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพอากาศและสถานการณ์มลพิษจาก PM 2.5 ใน 7 ประเทศ ประกอบด้วย อินเดีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้</p>
<p dir="ltr">รายงานระบุว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่<wbr />ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุ<wbr />ดต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสู<wbr />งหรือร่างกายอ่อนแอ​ ได้แก่ เด็กทารก ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี และหญิงตั้งครรภ์ ที่มีแนวโน้มว่<wbr />าจะได้รับมลพิษสูง หรือมีความยากลำบากในการเข้าถึ<wbr />งข้อมูลด้านมลพิษทางอากาศเมื่<wbr />อเทียบกับจำนวนประชากรทั้<wbr />งหมดของประเทศ</p>
<p>ขณะที่ผลการศึกษาในครั้งนี้ ได้ค้นพบประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่</p>
<p dir="ltr" role="presentation">&#8211; มากกว่า 99% ของประชากรในแต่ละประเทศที่ระบุ<wbr />ไว้ในรายงาน ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลก ได้รับฝุ่น PM2.5 สูงเกินกว่าค่าแนะนำด้านคุ<wbr />ณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลก (WHO Guideline) เพิ่มขึ้นจากในปี 2562 ที่มีสัดส่วน 90% <em>(อ้างอิงจากผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ โดยมีการปรับค่ามลพิษในระดับต่ำกว่าที่เคยพิจารณามาก่อนที่ไม่เกิน 5  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากได้รับฝุ่นเป็นเวลานาน แม้จะมีความเข้มข้นของค่ามลพิษต่ำ ก็เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคที่สำคัญได้​)​</em></p>
<p dir="ltr" role="presentation">&#8211; อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มี<wbr />คุณภาพอากาศแย่ที่สุด โดยมีสัดส่วนผู้ที่ได้รับฝุ่น PM2.5 สูงกว่า WHO Guideline กำหนดไว้กว่า 5 เท่า ถึง 95% <em>(ความเข้มข้นมากกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ) และ  57% ที่ได้รับฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า​ WHO Guideline </em>​ถึง 10 เท่า <em>(ความเข้มข้นมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ) </em>โดยเฉพาะกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่<wbr />ที่มีมลพิษทางอากาศสูงเมื่อเที<wbr />ยบกับจำนวนประชากรทั้งหมด</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-14490 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Air-pollution-thai.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p dir="ltr" role="presentation">&#8211;  ประชากรทั้ง 100% ในประเทศไทย ได้รั<wbr />บฝุ่น PM2.5 มากกว่าที่​ WHO Guideline กำหนดไว้ แม้แต่ในจังหวัดที่มีฝุ่นน้อยที่สุดก็ตาม โดยมีถึง 44 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 สูงกว่าที่ WHO Guideline กำหนดไว้ถึง 5 เท่า ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของการศึกษาครั้งนี้ รองจาก อินเดีย และตุรกี</p>
<p dir="ltr" role="presentation">&#8211; ขณะที่เด็กทารกและผู้สูงอายุของไทย มีแนวโน้<wbr />มอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มี<wbr />ความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า WHO Guideline กำหนดไว้ถึง 5 เท่า (ความเข้มข้นมากกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งเด็กทารกทั้ง 100% ได้รับฝุ่น PM2.5 สูงกว่าที่ WHO Guideline กำหนดไว้</p>
<p dir="ltr" role="presentation">&#8211; ไม่เพียงแค่ความเสี่ยงจากการต้องเผชิญกับมลพิษเท่านั้น แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งในเกือบทุกประเทศที่ศึ<wbr />กษาในรายงานนี้ รวมทั้งประเทศไทย (48%) ​ไม่สามารถเข้าถึงสถานีวัดคุ<wbr />ณภาพอากาศภายในรัศมี  25 กิโลเมตร โดยเฉพาะในอินเดีย ที่มากกว่า 70% ของประชากรทั้งหมดในประเทศไม่<wbr />สามารถเข้าถึงข้อมูลของสถานี<wbr />ตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในระยะรั<wbr />ศมี 25 กิโลเมตรได้</p>
<p dir="ltr"><strong>อวินาช ชันชาล ผู้จัดการฝ่ายงานรณรงค์ กรีนพีซ อินเดีย</strong> กล่าวว่า “รายงานฉบับนี้ ทำให้เห็นว่าสถานีตรวจวัดคุ<wbr />ณภาพอากาศของอินเดียมีจำนวนน้<wbr />อยจนน่าตกใจเมื่อพิ<wbr />จารณาจากขนาดของประเทศ การรายงานคุณภาพอากาศแบบเรี<wbr />ยลไทม์คือขั้นตอนแรกของการแก้<wbr />ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องดำเนิ<wbr />นการจัดทำระบบตรวจวัดคุ<wbr />ณภาพอากาศที่มีประสิทธิภาพทั่<wbr />วทั้งประเทศ และเผยแพร่ข้อมูลสู่<wbr />สาธารณะแบบเรียลไทล์ควบคู่ไปกั<wbr />บการแนะนำด้านสุขภาพ และมีระบบการแจ้งเตือน เช่น “การแจ้งเตือนสีแดง” สำหรับวันที่มีมลพิษทางอากาศสูง เพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องสุ<wbr />ขภาพของตัวเองได้ และกำหนดมาตรการให้ผู้ที่ปล่<wbr />อยมลพิษลดการปล่อยมลพิษเพื่อเป็<wbr />นการปกป้องสิ่งแวดล้อม”</p>
<p dir="ltr"><strong>เฉินหย่งเหริน  ผู้ประสานงานรณรงค์อาวุโส ฝ่ายงานรณรงค์ด้านมลพิ<wbr />ษทางอากาศทั่วโลก</strong> กล่าวว่า “การเข้าถึงข้อมูลด้านคุ<wbr />ณภาพอากาศ และการเข้าถึงอากาศสะอาดคือปั<wbr />ญหาของความเหลื่อมล้ำ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือผู้ที่<wbr />ต้องการใช้ประโยชน์สูงสุ<wbr />ดจากการเข้าถึงข้อมูลด้านคุ<wbr />ณภาพอากาศ ซึ่งทุกคนควรมีสิทธิได้เข้าถึ<wbr />งอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดี<wbr />  นโยบายของรัฐเพื่อให้<wbr />ประชาชนสามารถเข้าถึ<wbr />งอากาศสะอาดถือเป็นเรื่องเร่งด่<wbr />วนและสำคัญในการรักษาสิทธิขั้<wbr />นพื้นฐานของประชาชน”</p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-14492 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/Air-pollution.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ส่วนในประเทศไทย สถานีตรวจวัดคุ<wbr />ณภาพอากาศของภาครัฐในไทยยังมีน้<wbr />อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้<wbr />งหมดของประเทศ ประชาชนในบางจังหวัดไม่<wbr />สามารถเข้าถึงข้อมูลจากสถานี<wbr />ตรวจวัดคุณภาพอากาศได้ในระยะรั<wbr />ศมี 25 กิโลเมตร มีประชากรเพียงร้อยละ 26.8 เท่านั้นที่พักอาศัยอยู่<wbr />ในระยะรัศมี 5 กิโลเมตร การรับรู้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ ณ สถานที่และเวลาจริงจะช่วยให้<wbr />ประชาชนสามารถปกป้องสุขภาพตั<wbr />วเองได้ และหน่วยงานรัฐสามารถนำข้อมู<wbr />ลไปแก้ไขปัญหาด้านมลพิ<wbr />ษทางอากาศได้ตรงจุดมากขึ้น</p>
<p><strong>อัลลิยา เหมือนอบ </strong>ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านมลพิ<wbr />ษทางอากาศกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อให้การแก้ปัญหามลพิ<wbr />ษทางอากาศของไทยมีประสิทธิ<wbr />ภาพและเป็นรูปธรรม รัฐบาลต้องประกาศใช้กฎหมายควบคุ<wbr />มการปล่อยฝุ่น PM2.5 จากปลายปล่องโรงงานอุตสาหกรรม และกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้<wbr />อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้<wbr />ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register หรือ PRTR) และระบุให้ฝุ่น PM2.5 อยู่ในรายชื่อสารที่ภาคอุ<wbr />ตสาหกรรมต้องรายงานข้อมูลการปล่<wbr />อยสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามี<wbr />ส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันสุขภาพประชาชนจากฝุ่น PM2.5 ได้”</p>
<p>ทั้งนี้ รายงาน “ความแตกต่างใต้ท้องฟ้<wbr />าเดียวกัน: ความเหลื่อมล้ำจากมลพิ<wbr />ษทางอากาศ” ในส่วนของประเทศไทย สามารถดูได้ที่ <a href="https://www.greenpeace.org/thailand/publication/24564/climate-airpollution-inequity-report/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.greenpeace.org/thailand/publication/24564/climate-airpollution-inequity-report/&amp;source=gmail&amp;ust=1662963731462000&amp;usg=AOvVaw2nlFcK99VBfyEc0LDsdRu6">https://www.greenpeace.org/<wbr />thailand/publication/24564/<wbr />climate-airpollution-inequity-<wbr />report/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/greenpeace-open-the-inequity-air-research/">กรีนพีซ เปิดผลศึกษา &#8216;มลพิษทางอากาศ&#8217; ชี้คนไทยทั้งประเทศ ได้รับ PM 2.5 สูงกว่า​ WHO แนะนำ แถมเกือบครึ่งประเทศเข้าไม่ถึงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การกลับมาของมหาเธร์ : ดีต่อการพัฒนามาเลเซียอย่างยั่งยืนหรือไม่?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2018/05/mahathir-92-is-back-sustain-or-not/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin t]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 May 2018 17:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Deforesting Malaysia: The political economy and social ecology of agricultural expansion and commercial logging]]></category>
		<category><![CDATA[Jomo Kwame Sundaram]]></category>
		<category><![CDATA[Mahathir is back]]></category>
		<category><![CDATA[Najib Razak]]></category>
		<category><![CDATA[Pakatan]]></category>
		<category><![CDATA[SDThailand]]></category>
		<category><![CDATA[Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Sindicatum Sustainable Resource]]></category>
		<category><![CDATA[Success]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสิ่งแวดล้อมมาเลเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาเธร์]]></category>
		<category><![CDATA[มาเลเซีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=3123</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพข้างต้น เป็นภาพทางอากาศของสวนปาล์มน้ำมันในประเทศมาเลเซีย อุตสาหกรรมนี้มักถูกกล่าวหาว่าเป็นเพราะการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายซึ่งคิดเป็นร้อยละ 18 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด คนทั้งโลกต่างช็อกกันเป็นแถว เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้งประเด็นการกลับคืนสู่อำนาจ มีความหมายต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร ตัน ศรี ดร.มหาเธร์ มูฮัมหมัด ได้ทวงคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซียที่เขาเคยดำรงมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ หลังจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยพรรค Pakatan Harapan สามารถยุติบทบาทการปกครองของนาจิบ ราซัค ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลที่ทุจริตและปกครองไม่เป็นธรรม แต่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นอย่างไร? การกลับมาของมหาเธร์ครั้งนี้ จะหมายถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวให้มาเลเซียเพิ่มขึ้น หรือตรงกันข้าม? จากการบันทึกด้านการพัฒนาทียั่งยืนของมหาเธร์นั้น อาจไม่ได้มีเหตุผลมากมายที่จะทำให้นักสิ่งแวดล้อมเทใจให้ได้ นับตั้งแต่ภายใต้การบริหารของเขาตั้งแต่ปี ค.ศ.1981–ค.ศ.2003 พบว่ามาเลเซียสูญเสียพื้นที่ป่าประมาณ 5 ล้านเอเคอร์หรือประมาณ 69 เท่าของขนาดประเทศสิงคโปร์ ในเวลานั้นมหาเธร์ เคยตอบจดหมายถึงเด็กชายชาวอังกฤษวัย 10 ขวบเมื่อปี 1987 แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่มีต่อการตัดไม้ทำลายป่าโดยได้กล่าวไว้ว่า “การตัดไม้ในมาเลเซีย ที่เป็นผลมาจากการขายไม้ซุงนั้น เป็นเรื่องที่น่าละอายเป็นอย่างมากหรืออย่างไร?” เขายังชี้ให้เห็นถึงสมัยที่มาเลเซียถูกปกครองโดยรัฐบาลอังกฤษว่า พื้นที่ป่ากว่าล้านเอเคอร์ถูกเผาเพื่อนำมาทำสวนยาง และอุตสาหกรรมไม้ซุงนี้ยังมีส่วนช่วยให้คนจนกว่าหมื่นชีวิตในมาเลเซียมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น “ดังนั้น หนูคิดว่าพวกเขาควรกลับไปจน เพียงเพราะหนูอยากศึกษาด้านสัตว์ป่าเขตร้อนชื้นเท่านั้นหรือ?” นอกจากนี้ ในจดหมายยังได้ระบุถึงอุทยานแห่งชาติมาเลเซีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/05/mahathir-92-is-back-sustain-or-not/">การกลับมาของมหาเธร์ : ดีต่อการพัฒนามาเลเซียอย่างยั่งยืนหรือไม่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #ff0000;">ภาพข้างต้น เป็นภาพทางอากาศของสวนปาล์มน้ำมันในประเทศมาเลเซีย อุตสาหกรรมนี้มักถูกกล่าวหาว่าเป็นเพราะการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายซึ่งคิดเป็นร้อยละ 18 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด</span></h4>
<p><span id="more-3123"></span></p>
<p>คนทั้งโลกต่างช็อกกันเป็นแถว เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้งประเด็นการกลับคืนสู่อำนาจ มีความหมายต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร</p>
<p><strong>ตัน ศรี ดร.มหาเธร์ มูฮัมหมัด</strong> ได้ทวงคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซียที่เขาเคยดำรงมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ หลังจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยพรรค Pakatan Harapan สามารถยุติบทบาทการปกครองของนาจิบ ราซัค ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลที่ทุจริตและปกครองไม่เป็นธรรม</p>
<h5 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">แต่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นอย่างไร? </span><br />
<span style="color: #ff0000;">การกลับมาของมหาเธร์ครั้งนี้ จะหมายถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวให้มาเลเซียเพิ่มขึ้น หรือตรงกันข้าม?</span></h5>
<p>จากการบันทึกด้านการพัฒนาทียั่งยืนของมหาเธร์นั้น อาจไม่ได้มีเหตุผลมากมายที่จะทำให้นักสิ่งแวดล้อมเทใจให้ได้ นับตั้งแต่ภายใต้การบริหารของเขาตั้งแต่ปี ค.ศ.1981–ค.ศ.2003 พบว่ามาเลเซียสูญเสียพื้นที่ป่าประมาณ 5 ล้านเอเคอร์หรือประมาณ 69 เท่าของขนาดประเทศสิงคโปร์</p>
<p>ในเวลานั้นมหาเธร์ เคยตอบจดหมายถึงเด็กชายชาวอังกฤษวัย 10 ขวบเมื่อปี 1987 แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่มีต่อการตัดไม้ทำลายป่าโดยได้กล่าวไว้ว่า</p>
<h5 style="text-align: center;"><span style="color: #993300;"><em>“การตัดไม้ในมาเลเซีย ที่เป็นผลมาจากการขายไม้ซุงนั้น เป็นเรื่องที่น่าละอายเป็นอย่างมากหรืออย่างไร?”</em></span></h5>
<p>เขายังชี้ให้เห็นถึงสมัยที่มาเลเซียถูกปกครองโดยรัฐบาลอังกฤษว่า พื้นที่ป่ากว่าล้านเอเคอร์ถูกเผาเพื่อนำมาทำสวนยาง และอุตสาหกรรมไม้ซุงนี้ยังมีส่วนช่วยให้คนจนกว่าหมื่นชีวิตในมาเลเซียมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น</p>
<h5 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><em>“ดังนั้น หนูคิดว่าพวกเขาควรกลับไปจน เพียงเพราะหนูอยากศึกษาด้านสัตว์ป่าเขตร้อนชื้นเท่านั้นหรือ?”</em></span></h5>
<p>นอกจากนี้ ในจดหมายยังได้ระบุถึงอุทยานแห่งชาติมาเลเซีย ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการตัดไม้และฆ่าสัตว์ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว</p>
<h5 style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">“ทุกครั้งที่เราเข้าป่าเพื่อตัดไม้ เราก็จะตัดเฉพาะต้นที่มีอายุสมควรแก่การตัดเท่านั้น ขณะเดียวกัน เรายังปลูกต้นไม้ทดแทนไปด้วย”</span></h5>
<p>นับจากนั้นเป็นต้นมา มาเลเซียล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บริษัทไม้ซุงในรัฐซาราวัคไม่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามการตัดไม้อย่างผิดกฎหมายและยังคงรุกล้ำโค่นต้นไม้ในพื้นที่ป่าสงวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังทำลายระบบความหลากหลายทางชีวภาพของมาเลเซียกินพื้นที่เป็นวงกว้าง ส่วนพรรคที่บริหารมาเลเซียก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินการเฉพาะเมื่อถึงฤดูที่เมฆหมอกควันลอยผ่านไปยังคาบสมุทรมาเลเซียเท่านั้น</p>
<p>พลังงานทดแทนถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลให้กับมหาเธร์ เมื่อมาเลเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่เป็นอันดับสามในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ แต่แทบจะไม่ได้ยินชื่อเสียงด้านนี้เลย กอปรกับ <strong>Assaad Razzouk</strong> หัวหน้าฝ่ายบริหารด้านพลังงานสะอาดแห่งบริษัท Sindicatum Sustainable Resource ได้ชี้ให้เห็นจำนวนการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในมาเลเซียลดลงในปีที่ผ่านมา นี่เป็นเพราะส่วนหนึ่งของการสิ้นสุดของอัตราค่า FIT ที่อนุญาตให้เจ้าของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขายพลังงานของพวกเขากลับคืนสู่ระบบไฟฟ้า</p>
<p><strong>คุณหมอสั่งอะไร</strong></p>
<p>นโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อม อาจจะเกิดขึ้นมาจากภูมิหลังทางการแพทย์ของ มหาเธร์ กล่าวคือ มลภาวะทางอากาศสามารถลดลงได้จากการควบคุมสภาพจราจรและการลงทุนระบบขนส่งมวลชน แต่เพราะว่าเขามองเห็นอนาคตของรถ Proton ซึ่งถือเป็นรถยนต์ยี่ห้อแรกที่ผลิตโดยบริษัทท้องถิ่นมาเลเซียที่มีราคาไม่แพง</p>
<p>ดังนั้น อากาศบริสุทธิ์ในเมืองต่างๆ ของมาเลเซียจึงอาจจะเป็นเพียงแค่ความฝันว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 45% ภายในปี 2030 หลังจากได้มีข้อตกลงด้านสภาพอากาศแห่งกรุงปารีสเมื่อปี 2015 แล้วมหาเธร์จะยังคงรักษาคำมั่นนี้ไว้หรือไม่?</p>
<p>ในทางกลับกัน นาจิบมีความมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณคาร์บอนด้วยการล็อคคาร์บอนไว้ในพื้นที่ป่าฝนของประเทศจำนวน 20.3 ล้านเอเคอร์ ซึ่งสามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 31% ของคาร์บอนทั้งประเทศ</p>
<p>ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Datuk Derri Dr. James Dawos Mamit กล่าวว่า <strong><em>“การลดความเข้มของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเป้า 40% นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ หรือเราอาจจะทำสำเร็จแล้วก็ได้จากการดูดซับของต้นไม้ที่มีอยู่ในประเทศของเรา”</em></strong></p>
<p>ตามการรายงานของคณะกรรมการน้ำมันปาล์มแห่งชาติมาเลเซีย (MPOC) รายงานว่า อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ของมาเลเซียสามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนได้ โดยพื้นที่กว่า 5 ล้านเอเคอร์ปกคลุมไปด้วยสวนปาล์มทีเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ และแม้ว่านักสิ่งแวดล้อมอาจไม่ยอมรับการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นจากการผลิตน้ำมันปาล์ม แต่การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันปาล์มนั้น ยังเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สำคัญ</p>
<h4 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่ามหาเธร์จะเคารพคำปฏิญาณ ในการให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้ทดแทน และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ให้คำปฏิญาณไว้หรือไม่</span></h4>
<p>การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะเป็นลางดีสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในมาเลเซียก็เป็นไปได้ โดยหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการออกนโยบายในการปกป้องสิ่งแวดล้อม หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ของมหาเธร์จะทำหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศด้วยเช่นกัน และเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดีต่อมหาเธร์ก็คือการได้เห็น Jomo Kwame Sundaram นักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เขียนหนังสือเรื่อง Deforesting Malaysia: The political economy and social ecology of agricultural expansion and commercial logging (การทำลายป่าในมาเลเซีย: เศรษฐศาสตร์การเมืองและนิเวศวิทยาสังคมของการขยายเกษตรกรรมและการตัดป่าเชิงพาณิชย์) เป็นส่วนหนึ่งของทีมปรึกษาของมหาเธร์ก่อนที่เขาจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คนมาเลเซียส่วนใหญ่ที่เลือกพรรค Pakatan มีแรงผลักดันมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการทุจริตที่เกิดจากรัฐบาลก่อนหน้านี้เป็นหลัก ไม่ได้เลือกเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วใครละที่เป็นผู้รับผิดชอบในการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน? แม้ว่าประชาธิปไตยจะมีชัยชนะ แต่ความยั่งยืนก็อาจจะถูกกลืนไปกับประเด็นทางการเมืองก็เป็นไปได้</p>
<p>ที่มา</p>
<ul>
<li><a href="http://www.eco-business.com/opinion/mahathir-is-backgood-news-or-bad-for-sustainability-in-malaysia/" target="_blank" rel="noopener">eco-business.com, Thomas Tang</a></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2018/05/mahathir-92-is-back-sustain-or-not/">การกลับมาของมหาเธร์ : ดีต่อการพัฒนามาเลเซียอย่างยั่งยืนหรือไม่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
