<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ราคาน้ำมัน &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Jun 2026 08:35:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>ราคาน้ำมัน &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 07:04:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Business Forecast]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial]]></category>
		<category><![CDATA[K-shaped]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[คาดการณ์เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฐิติมา ชูเชิด]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ปราณิดา ศยามานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัยเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42700</guid>

					<description><![CDATA[<p>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ  ดร.ยรรยง ไทยเจริญ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้ข้อมูลร่วมกันว่า ​​ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/">SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>SCB EIC </strong><strong>ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี </strong><strong>2569</strong><strong> เป็น </strong><strong>2</strong><strong>% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี</strong></p>
<p><span id="more-42700"></span></p>
<p>แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ</p>
<p>แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ </strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42703 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/re-dr-yanyong.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span lang="TH" data-olk-copy-source="MessageBody"> <b>ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</b> </span> <span lang="TH">ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน <b>ดร.ฐิติมา ชูเชิด</b> ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ<b> นางสาวปราณิดา ศยามานนท์</b></span><b> </b><span lang="TH">ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย </span>Industry Analysis<b><span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (</span><span class="mark40sw1wlai" data-markjs="true" data-ogac="" data-ogab="" data-ogsc="" data-ogsb="">SCB</span> EIC)<span lang="TH"> ให้ข้อมูลร่วมกันว่า </span>​​ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง</p>
<p>ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี</p>
<p>SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่</p>
<p><strong>1. ต้นทุนพลังงานและการผลิต </strong>กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น</p>
<p><strong>2. เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง </strong>กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้</p>
<p><strong>3. ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น </strong>จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น</p>
<p><strong>การฟื้นตัวแบบ </strong><strong>K</strong><strong>&#8211;</strong><strong>shaped </strong><strong>ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ครัวเรือนและ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ยังเปราะบาง </strong></p>
<p>SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า</p>
<p>อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด</p>
<p>ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ &#8211; ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิต<br />
และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้</p>
<p>ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือน จึงกลาย​เป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42704 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Re-Thai-.jpg" alt="" width="564" height="800" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท </strong></p>
<p><strong>SCB EIC </strong><strong>คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี </strong><strong>2569</strong><strong> จะขยายตัวที่ </strong><strong>2% </strong><strong>สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า</strong> จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน</p>
<p>อย่างไรก็ดี แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป</p>
<p><strong>สำหรับปี 2570</strong><strong> SCB EIC </strong><strong>คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9%</strong> สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง</p>
<p>ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว</p>
<p><strong>นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้ </strong></p>
<p>SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ</p>
<p>ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค</p>
<p>ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า</p>
<p><strong>ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ </strong><strong>AI, FDI </strong><strong>และ </strong><strong>Megatrends </strong></p>
<p>ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ความผันผวนของ Supply chain และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย อัตรากำไร และสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้บริโภคในภาวะที่อุปสงค์ยังเปราะบาง</p>
<p>SCB EIC มองว่าแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SME รวมทั้งธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตได้ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงหลักของโลก จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของอุปสงค์อย่างใกล้ชิด</p>
<p>ทั้งนี้<em><strong> โอกาสการเติบโตยังอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI, การลงทุนจากต่างประเทศ และ Megatrends เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data center พลังงานสะอาด อาหาร และ Healthcare ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในระยะยาว</strong> </em></p>
<p>ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างต้นทุน และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-42701 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Adaptation-.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอลง ท่ามกลางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น </strong></p>
<p>SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/scb-eic-raised-gdp-growth-2026/">SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 2% แรงหนุนจากวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลาย แต่คาดฟื้นตัวแบบ K-shaped โตไม่ทั่วถึง ครัวเรือน และ SME ยังเปราะบาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2026 08:42:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Energy Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงพลังงานโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=41033</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217; สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม งานเสวนาออนไลน์ โดย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ &#8216;<strong>ความมั่นคงพลังงานโลก&#8217;</strong> สถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่อาจขยายมิติไปด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมไปถึงความมั่นคงด้านสังคม</p>
<p><span id="more-41033"></span></p>
<p>งานเสวนาออนไลน์ โดย <strong>คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> ร่วมกับเครือข่ายที่ประชุมผู้บริหาร 4 สถาบันด้านสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ &#8216;<strong>สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตหรือโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&#8216; เผยให้เห็นมุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนต่อทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</p>
<p>การเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ได้แก่ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. กิติกร จามรดุสิต, ดร. อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา, รองศาสตราจารย์ ดร. ชยานนท์ ภู่เจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต และ ดร. จตุพร เทียรมา</p>
<p>เนื้อหาการเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงพลังงานโลก ทั้งในด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงเชิงระบบต่างๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทด้านการขนส่ง ท่องเที่ยว การเกษตร และการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับชมได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อชีวิตประจำวัน และแนวทางการปรับตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ระดับโลกกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<figure id="attachment_41041" aria-describedby="caption-attachment-41041" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41041 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /><figcaption id="caption-attachment-41041" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>วิกฤตน้ำมัน กระทบมากกว่า​แค่พลังงาน</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต</strong> <strong>คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เผยว่า​​ โลกอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงาน จากซัพพลายพลังงานทั่วโลกหายไปราว 20% ​เนื่องจาก <strong>&#8216;น้ำมันดิบ&#8217;</strong> ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าเพื่อนำมากลั่น ดังนั้น วิกฤตไม่ได้กระทบแค่พลังงานสำหรับเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่กระทบเม็ดพลาสติก เพราะในตัวน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นจะได้ตัวต้นทางปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ซึ่งเม็ดพลาสติกมาจากในส่วนนี้</p>
<p>​มองอีกด้านหนึ่งคือ<strong> โอกาสด้านสิ่งแวดล้อม</strong> เนื่องจากพลังงานหลักวันนี้คือฟอสซิล ​แม้​จะ​มีพลังงานทางเลือก แต่อัตราการผลิตในไทยยังไม่มาก การ​พึ่งพาฟอสซิลทำให้เมื่อมีการใช้พลังงานจะเกิดก๊าซเรือนกระจก นำมาสู่ภาวะโลกร้อน หากมองมุมหนึ่งอาจเป็นโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล แม้ในเชิงเศรษฐกิจต้องลงทุน แต่หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะลดระดับลง จะเห็นว่าหลังจากการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ หลายประเทศมีการประกาศเป้าหมายเดินหน้าสู่ Net Zero และประเทศไทยล่าสุด ประกาศเป้าหมายใหม่ Net Zero 2050 ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนโยบาย</p>
<p><em>“ในวิกฤตบางทีก็อาจ​เป็นโอกาส ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม EV หากเร่งให้เร็วขึ้นก็อาจจะเป็นส่วนดี ขณะเดียวกัน ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สามารถมองให้ไกล คือ เป็น EV Hub เพราะหลายเจ้าผลิตในไทยและไทยมีศักยภาพสูง EV กำลังมา ควรส่งเสริม รวมถึง ไฮโดรเจน อาจจะต้องเริ่มขยับให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน”</em> <strong>รศ.ดร.กิติกร  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>โอกาสสำคัญ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด  </strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานนำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะแหล่งนำเข้าหลักคือ ตะวันออกกลาง UAE และ ซาอุดิอาราเบีย สงครามตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อไทยทันที เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้​ไม่สามารถนำเข้าพลังงานได้เท่าเดิม กระทบซัพพลาย และราคาน้ำมันโลกผันผวน</p>
<p><strong>ดร.อชิรญา ชัยเฉลิมปรีชา</strong> <strong>อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า หากพูด​เชิงเศรษฐกิจ ไทยมีการนำเข้าพลังงานรวมมูลค่ากว่า 63,503 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันกว่า 71% หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มูลค่านำเข้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมของประเทศ</p>
<p><em>“แต่ในวิกฤตมีโอกาส โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาน้ำมันแพง เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงขึ้น ก็จะ​หันมาใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ จากเป้าหมายเดิมของไทยในปี 2030 ที่จะเพิ่มยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการขายรถทั้งประเทศ รัฐบาลอาจต้องเร่งซัพพอร์ตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม​ขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคขนส่ง รถบรรทุก รถพ่วงขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะใช้ไฟฟ้าเพราะต้องเดินทางระยะไกล ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถควบคุมการใช้ได้ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังในการวางแผนขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050”</em></p>
<p>ทั้งนี้ การจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับ EV และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ประเทศวางแผนพลังงานอย่างมั่นคงและเพิ่มการพิจารณาพลังงานสะอาดเข้ามา ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เน้นการผลิตเองในประเทศ ลดการพึ่งพานอกประเทศ เพื่อผลักดันไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero2050 ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น</p>
<figure id="attachment_41042" aria-describedby="caption-attachment-41042" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41042 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Hormuz2.jpg" alt="" width="1200" height="675" /><figcaption id="caption-attachment-41042" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><b> </b><strong>ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เร่งปรับตัว ถึงเวลาขยับสู่กรีนโลจิสติกส์  </strong></p>
<p>สำหรับด้านโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ผลกระทบที่เกิดกับไทยนั้น <strong>รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์กาจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม และ</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่า สงครามตะวันออกกลาง ช่วยผลักดันเรื่องโลจิสติกส์และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน การขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่งจึงมีความสำคัญ</p>
<p><strong>ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน </strong>ซึ่งมีการทำวิจัยเป็นหลักเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในมิติการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นโรดแมป กลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในภาคธุรกิจ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงมีการศึกษาว่า ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ Net Zero ได้อย่างไร มีกลยุทธ์ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างไร โดยศึกษาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90.6% เป็นบริษัทโลจิสติกส์/ขนส่ง  พบว่า โลจิสติกส์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่หายไป  การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ กว่า 65.6% ได้รับผลกระทบมากและรุนแรง</p>
<p><strong>ด้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</strong> อันดับ 1 คือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิง ประกันภัย) อันดับ 2 ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น/ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อันดับ 3 ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน/ปัญหาสินค้าคงคลัง อันดับ 4 ความไม่แน่นอน/ความน่าเชื่อถือของการขนส่งลดลง และ อันดับ 5 ข้อจำกัดด้านกำลังการขนส่ง (เรือ เครื่องบิน)</p>
<p><strong>ผลกระทบต่อแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (</strong><strong>Decarbonization) </strong>ขององค์กร พบว่า กว่า 37.5% มีความล่าช้าปานกลาง 18.8% มีความล่าช้าเล็กน้อย 15.6% มีความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ 15.6% มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การปรับโครงสร้าง และ 12.5% ไม่มีผลกระทบ</p>
<p><strong>ด้านความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน</strong> อันดับ 1 คือ การควบคุมต้นทุนแลเพิ่มความยืดหยุ่น อันดับ 2 การรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการบริการ น้ำมันขึ้นได้แต่อย่าให้ขาด เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่ที่บริษัทขนส่งอย่างเดียว แต่กระทบไปยังผู้บริโภคด้วย อันดับ 3 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อันดับ 4 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก สำหรับการขนส่ง และ อันดับ 5 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง</p>
<p><strong>จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รับมือและเดินหน้าสู่ </strong><strong>Decarbonization ได้ต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อันดับ 1 มาตรการช่วยลดต้นทุนระยะสั้น เช่น ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ประกันภัย อันดับ 2 การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อันดับ 3 และ อันดับ 4 การสนับสนุนเส้นทางขนส่งทางรางและท่าเรือชายฝั่ง และ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ และ อันดับ 5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล</p>
<p><em>“จากการสอบถามความเห็นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ มองว่า<strong> ความเสี่ยง</strong> คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหลายบริษัทพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก แต่ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะการรอเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนสู่กรีนโลจิสติกส์ ดังนั้น​ ภาคการขนส่งจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว และ​เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งในประเทศไทยที่ราว 90% จากกว่า​​ 40,000​​ บริษัท  ยังเป็นกลุ่ม​ SME  มีไม่ถึง 10% ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น หากจะขับเคลื่อน Decarbonization ให้ได้ทั้งเซกเตอร์ ต้องมองการช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในกลุ่ม SME ด้วย&#8221;</em></p>
<p><strong>EVAT แนะรัฐผลักดัน EV Ecosystem</strong></p>
<p>ด้าน <strong>สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)</strong> แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-41035 size-large" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ภาพแนบเพิ่มเติม-1_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p>ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้​​รัฐบาลจะ​​ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน​หลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย <strong>&#8216;ยานยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>
<p>กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย<strong> 30@30</strong> ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</p>
<figure id="attachment_41040" aria-describedby="caption-attachment-41040" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41040 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/EV-Truck2.jpg" alt="" width="1200" height="786" /><figcaption id="caption-attachment-41040" class="wp-caption-text">Photo Credit: Number 24 x Shutterstock Thailand</figcaption></figure>
<p><strong>5 ข้อเสนอ จากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong></p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น</p>
<p>2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก</p>
<p>4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว</p>
<p>5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น</p>
<p>สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-41036 size-large aligncenter" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/Main-Picture_นายสุโรจน์-แสงสนิท-ที่งาน-Motor-Show-2026_0-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></p>
<p><strong>คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</strong> กล่าวว่า  วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/04/middle-east-war-drive-energy-transition/">&#8216;สงครามตะวันออกกลาง&#8217; วิกฤตราคาน้ำมัน แต่เร่งการ​เปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และโอกาสขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Krungthai COMPASS มอง 3 ฉากทัศน์ หากวิกฤตตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/krungthai-compass-scenario-hormuz-effects/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Mar 2026 11:14:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Finance & Invest]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitical]]></category>
		<category><![CDATA[Hormuz]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Scenario]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ประเมินความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40774</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่   28 ก.พ. 69 นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ  เบื้องต้น ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่  1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เป็นผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบ บับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. Immediate Concerns  : ช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 2569 &#8211; Transport Disruption โดยกระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ)  โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมีนาคม 2569 อาจลดลงราว 3.9 แสนคน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/krungthai-compass-scenario-hormuz-effects/">Krungthai COMPASS มอง 3 ฉากทัศน์ หากวิกฤตตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่   28 ก.พ. 69 นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ  เบื้องต้น ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่  1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p>
<p><span id="more-40774"></span></p>
<p>ทั้งนี้ เป็นผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบ บับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง</p>
<p><strong>Krungthai COMPASS</strong> ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40777 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/3-Scenario.jpg" alt="" width="871" height="656" /></p>
<p><strong>1. Immediate Concerns  : </strong>ช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 2569</p>
<p>&#8211; <strong>Transport Disruption</strong> โดยกระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ)  โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมีนาคม 2569 อาจลดลงราว 3.9 แสนคน กระทบเม็ดเงินในภาคท่องเที่ยวหายไปจากระบบกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และหากสงครามยืดเยื้อต่อเนื่องไปกว่า 3 เดือน (มี.ค.- พ.ค. 2569) คาดว่านักท่องเที่ยวจะหายไปกว่า  9.8 แสนคน ​รายได้หายไปกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท</p>
<p><strong>&#8211; สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก</strong> :  เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ไม่สามารถนำเข้า <strong>&#8216;แนฟทา&#8217;</strong> วัตถุดิบตั้งต้นในการ​ผลิตเม็ดพลาสติก ทำให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว กระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่มีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ และต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ​ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์ ​เช่น กระบอกเข็มฉีดยา ​​สายน้ำเกลือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40778 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Plastic-Chain.jpg" alt="" width="871" height="689" /></p>
<p><strong>2. Biggest Concerns : </strong>ช่วงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด  ระหว่างเดือนเมษายน 2569</p>
<p><strong>&#8211; ปัญหา​ขาดแคลนสินค้าที่รุนแรงขึ้น</strong> อาจมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้<strong> Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราว 13.8%</strong> ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย ทำให้สต็อกแนฟทาไม่เพียงพอต่อการผลิต รวมถึงกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ และส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ   <strong>ด้านผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติก </strong>ซึ่งป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนรวม​  <strong>ส่วนบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ร</strong>วมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซี่งมีสัดส่วนราว 40-50% ​ยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ แต่ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูง</p>
<p><strong>&#8211; ราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้น  </strong>ซึ่งอาจแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เม.ย. 69 หากภาครัฐไม่อุดหนุนต่อ กระทบอุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง และ อาทิ Petrochem Shutdown กระทบภาคการผลิตไทย</p>
<p><strong>ทั้งนี้ การประเมินราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว </strong><strong>68,400</strong><strong> ล้านบาทในช่วง มี.ค.</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เม.ย.</strong><strong>69</strong> ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ราว 28,400 ล้านบาท (ณ 1 มี.ค.69) และการกู้เงินเพิ่มเติมราว 40,000 ล้านบาท <strong>และไม่ใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิต </strong>แต่หาก​​ภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้</p>
<p><strong>3. Future Concerns :  </strong>ผลกระทบในช่วงครึ่งหลังของปี 2569</p>
<p><strong>&#8211; ค่าไฟฟ้า​มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 </strong> คาดว่า <strong>ค่า</strong>​<strong>​ไฟฟ้าเฉลี่ยจะแตะ </strong><strong>4.14</strong><strong> บาท </strong><strong>/</strong><strong>หน่วย ในงวด ก.ย.</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ธ.ค. </strong><strong>69 </strong>หลัง​ภาครัฐช่วย​ตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่หน่วยละ 3.88 บาท​ ในงวด ม.ค.-ส.ค. 69<span style="font-size: 12.5px;">​</span><strong> </strong>เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น ซึ่งราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานที่สูง ทั้งจากราคาน้ำมันดีเซลที่กระทบหลายธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง อาทิ  ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางถนน ( 27.8% ของต้นทุน) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล (26.3%) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน (20.0%) ธุรกิจผลิตเหล็ก (7.2%) รวมทั้งกลุ่มที่มีค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลัก อาทิ  โรงน้ำแข็ง (​32.4% ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจคลังสินค้า (16.8%) ธุรกิจผลิตและจัดหาน้ำ (14.6%) ธุรกิจโรงแรม (14.0%) ธุรกิจผลิตซีเมนต์ (11.0%) และธุรกิจผลิตเหล็กและเหล็กกล้า (6.8%)</p>
<p><strong>-ราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาสยืนสูงเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้กลุ่ม Short-haul ชะลอการเดินทาง​</strong> เนื่องจากราคาน้ำมัน Jet Fuel เพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการจำกัดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบิน​หลายเส้นทางปรับสูงขึ้น กระทบ​กำลังซื้อนักท่องเที่ยว Short-haul ในอนาคต รวมทั้งเกิด Downside ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40779 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/oil-ticket-price.jpg" alt="" width="882" height="690" /></p>
<p><strong> &#8211; ขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร  </strong>โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% หรือราว 5-6 ล้านต่อปี และปี 2568 นำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึง 2.2 ล้านตันหรือ 34% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมมีทั้งหมด ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจกด​ดันให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี กระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร ​รวมทั้ง​แรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี <em><strong>ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เมื่อไทยสามารถกลับมาส่งออกได้ ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าระวางเรือและค่า Surcharge ต่างๆ มีการปรับสูงขึ้น</strong></em></p>
<p>ข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 37% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียง 3% 25% และ 78% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40780 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Winner-looser.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p>ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 4.0% ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด  ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่อาจ​สูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารต้องประเมินความคุ้มค่าในการส่งออกอย่างรอบด้านและระมัดระวังมากขึ้นเช่นเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/krungthai-compass-scenario-hormuz-effects/">Krungthai COMPASS มอง 3 ฉากทัศน์ หากวิกฤตตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บ ประเทศไทย ประเมิน​วิกฤต &#8216;ราคาน้ำมัน&#8217; ใกล้ชิด พิจารณา Surcharge หากสถานการณ์ลากยาว ​วางแผนตั้งรับไม่ต่างโควิด ​เร่งส่งเสริม EV บรรเทาผลกระทบในอีโคซิสเต็ม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/03/grab-thailand-winning-with-purpose-together-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 12:25:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Barbell Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Friend of Grab]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Winning with Purpose Together]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพลตฟอร์ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40664</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกร็บ ประเทศไทย ​ทำการบ้านหนัก รับมือ &#8216;ราคาน้ำมันผันผวน&#8217; ​​​ประเมินสถานการณ์เทียบเท่าวิฤตโควิด เร่งส่งเสริม​ Grab EV ต่อเนื่องบรรเทาผลกระทบ พร้อมแผนเพิ่มบริการ​ ขยายเซ็กเม้นต์ใหม่ สร้างการเติบโตต่อเนื่อง  คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยแผนรับมือต่อผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันว่า อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือทั้งผู้ขับรถ ร้านค้า รวมทั้งผู้ใช้งานภายในอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มได้อย่างสมดุล หลังได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านการสนับสนุนอินเซ็นทีฟให้ผู้ขับรถที่ใช้น้ำมันรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะให้การช่วยเหลือถึงวันที่ 1 เมษายนนี้ ​แต่หลังจากนั้น หากผลกระทบยังลากยาวต่อเนื่อง อาจจะต้องกลับมาดูว่าจะมีการพิจารณาค่าธรรมเนียมราคาน้ำมันเพิ่มเติม (Surcharge ) หรือไม่อย่างไร เพราะไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันในฝั่งคนขับ แต่ในส่วนของร้านค้าก็กระทบเช่นกัน ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบหรือเป็นการผลักภาระไปให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยประเมินการวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด​ &#8220;หนึ่งแนวทางสำคัญที่แกร็บจะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ คือ การเร่งส่งเสริมให้ผู้ขับภายในแพลตฟอร์มหันมาใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น ทั้งรถ 4 ล้อ และ 2 ล้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/grab-thailand-winning-with-purpose-together-2026/">แกร็บ ประเทศไทย ประเมิน​วิกฤต &#8216;ราคาน้ำมัน&#8217; ใกล้ชิด พิจารณา Surcharge หากสถานการณ์ลากยาว ​วางแผนตั้งรับไม่ต่างโควิด ​เร่งส่งเสริม EV บรรเทาผลกระทบในอีโคซิสเต็ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แกร็บ ประเทศไทย ​ทำการบ้านหนัก รับมือ &#8216;ราคาน้ำมันผันผวน&#8217; ​​​ประเมินสถานการณ์เทียบเท่าวิฤตโควิด เร่งส่งเสริม​ Grab EV ต่อเนื่องบรรเทาผลกระทบ พร้อมแผนเพิ่มบริการ​ ขยายเซ็กเม้นต์ใหม่ สร้างการเติบโตต่อเนื่อง </strong></p>
<p><span id="more-40664"></span></p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยแผนรับมือต่อผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันว่า อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือทั้งผู้ขับรถ ร้านค้า รวมทั้งผู้ใช้งานภายในอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มได้อย่างสมดุล หลังได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านการสนับสนุนอินเซ็นทีฟให้ผู้ขับรถที่ใช้น้ำมันรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะให้การช่วยเหลือถึงวันที่ 1 เมษายนนี้ ​แต่หลังจากนั้น หากผลกระทบยังลากยาวต่อเนื่อง อาจจะต้องกลับมาดูว่าจะมีการพิจารณาค่าธรรมเนียมราคาน้ำมันเพิ่มเติม (Surcharge ) หรือไม่อย่างไร เพราะไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันในฝั่งคนขับ แต่ในส่วนของร้านค้าก็กระทบเช่นกัน ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบหรือเป็นการผลักภาระไปให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยประเมินการวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด​</p>
<p><em>&#8220;หนึ่งแนวทางสำคัญที่แกร็บจะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ คือ การเร่งส่งเสริมให้ผู้ขับภายในแพลตฟอร์มหันมาใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น ทั้งรถ 4 ล้อ และ 2 ล้อ เนื่องจากภาระส่วนต่างต้นทุนเชื้อเพลิงต่างกันราว 60-70% ​โดยทางแกร็บมีโปรแกรมส่งเสริมการใช้ EV ภายในแพลตฟอร์มทั้งรูปแบบการผ่อน การเช่า​ โดย​ทางแกร็บพยายามจะเพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ในการเข้ามาให้บริการด้านสินเชื่อเช่าซื้อแก่คนขับภายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพันธมิตร​ผู้ให้บริการจุดชาร์จไฟฟ้าเพิ่มเติม </em><em>ซึ่งหลังจากเปิดโปรแกรมมาราว 3 ปี มีจำนวนยานพาหนะไฟฟ้ากว่า 1-2 หมื่นคัน ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเติบโตโดยรวม​ขึ้นมากกว่า 10% และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับการมีมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้รถ  EV ภายในแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้มีจำนวนรถ EV ให้บริการภายในแพลตฟอร์มเติบโตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40665 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Grab-Re2.jpg" alt="" width="1200" height="914" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศ แต่ <strong>&#8216;แกร็บ ประเทศไทย&#8217;</strong> ยังสามารถสร้างการเติบโตในมิติต่างๆ ได้ตลอด​ปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังมีแผนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทั้งมิติ Performace , People และ Planet</p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา </strong>กล่าวถึงการเติบโตของแกร็บ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา มี​​อัตราการใช้บริการ​โดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 250%  ความถี่เฉลี่ยของการใช้บริการในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 19% การใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 8% ต่อคน และรายวันเพิ่มขึ้นถึง 37% ต่อคน ขณะที่การให้บริการของกลุ่มคนขับเพิ่มขึ้น 52% การเติบโตรายเดือนของร้านค้าเพิ่มขึ้น 13.5% รวมทั้งยอดการให้บริการทางการเงินเพิ่มขึ้น 40%</p>
<p><em>&#8220;การเติบโตสำคัญมาจากการใช้กลยุทธ์ <strong>Barbell Strategy ที่สามารถบาลานซ์บริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มที่มองหา Affordability และ Quality</strong> ทำให้มีบริการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า โดยเฉพาะบริการ <strong>Grab Saver</strong> ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์เพื่อตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องรับเข็มขัด ควบคู่ไปกับการเพิ่มบริการพิเศษ สำหรับกลุ่มธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการคุณภาพในการให้บริการ ประกอบกับการมีแคมเปญและโปรโมชั่นต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการเข้าร่วมอีเวนท์สำคัญของภาครัฐอย่างคนละครึ่งพลัส ที่มีร้านค้าในแพลตฟอร์มเข้ากว่า 4 หมื่นร้าน และยอดขายเติบโตได้กว่า 3 เท่า รวมทั้งหลายร้านสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องแม้จบแคมเปญแล้ว&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40669 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Grab-Re6.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ จะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด <strong>&#8216;Winning with Purpose Together&#8217; </strong>​พร้อมสานต่อกลยุท​​​ธ์ Barbell Strategy ต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายบริการ รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดตัว <strong>Friend of Grab</strong> อย่าง <strong>&#8216;น้องแอบิเกล&#8217;</strong> ทำให้สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม รวมทั้งการเพิ่มความแข็งแรงด้าน Brand&#8217;s Love ​สะท้อนผ่านการเติบโตของทราฟฟิกในแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นได้กว่า 2 หลัก ซึ่งส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายภายในแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>ทั้งนี้ แกร็บเตรียมขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ กลุ่มคนนอนดึก โดยได้เลือก<strong> &#8216;สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์&#8217;</strong> มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุด เพื่อจับกลุ่มคอบอล ซึ่งเป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งของประเทศ ที่คาดว่าจะสามารถเข้าถึงคนไทยที่ดูบอลได้ราว 45 ล้านคน  รวมทั้งนำเสนอบริการพิเศษ​ทั้งในกลุ่ม Mobility และ Food ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง<strong> </strong><strong>GrabForStudent</strong> เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้งฐาน Users ทั่วไป ผ่านการนำร่อง​​บริการนาโนไฟแนนซ์ <strong>Grab Quick Cash</strong> ซึ่งต่อยอดการให้บริการสินเชื่อเงินสดจากคนขับหรือร้านค้า มาสู่กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 2 หมื่นบาท และผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน ภายใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40668 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Grab-Re5-.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนมิติ People และ Planet แกร็บ ประเทศไทย ยังมุ่งมั่นส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม ผ่านพันธกิจ<strong> GrabForGood </strong> เพื่อ​สนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์ และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก ทั้งการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล , การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI รวมทั้งขับเคลื่อนโครงการ<strong> GrabAcademy</strong> และ<strong>การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ</strong></p>
<p><em>&#8220;แม้ช่วงที่อยู่ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านทั้งภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น แต่แกร็บ ประเทศไทย ยังสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ต่อเนื่อง เนื่องจากได้ผนวก Sustainability ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามปกติอยู่แล้ว ทำให้เป้าหมายในการสร้าง Positive Impace ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริม Grab EV ที่นอกจากช่วยบรรเทาผลกระทบปัญหาราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันก็​​ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน และในปีนี้มีแนวคิดขยายการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ผ่าน​โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ด้วยการนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) เพิ่มเติม รวมทั้ง​​ริเริ่มโครงการใหม่อย่าง <strong>GrabFood </strong><strong>ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก </strong>ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ&#8221;</em> ​คุณจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/03/grab-thailand-winning-with-purpose-together-2026/">แกร็บ ประเทศไทย ประเมิน​วิกฤต &#8216;ราคาน้ำมัน&#8217; ใกล้ชิด พิจารณา Surcharge หากสถานการณ์ลากยาว ​วางแผนตั้งรับไม่ต่างโควิด ​เร่งส่งเสริม EV บรรเทาผลกระทบในอีโคซิสเต็ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พีทีที สเตชั่น ร่วมเติมเต็มความสุขให้พี่วิน เข้าร่วมโครงการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน รับสิทธิค่าน้ำมันเดือนละ 250 บาท   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/05/ptt-station-join-win-save-project/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 May 2022 01:18:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[OR]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[WIN SAVE]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[บุญมา พนธนกรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พีทีที สเตชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[โออาร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=11468</guid>

					<description><![CDATA[<p>พีทีที สเตชั่น ร่วมเติมเต็มทุกความสุข ประกาศนำสถานีบริการ เข้าร่วมโครงการ “วินเซฟ” โครงการช่วยเหลือผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน และลดภาระของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ และประชาชน ที่ใช้บริการ โดยมอบส่วนลดราคาน้ำมันแก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะจากกรมการขนส่งทางบก เป็นสิทธิได้รับการช่วยเหลือค่าน้ำมัน ไม่เกิน 50 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 250 บาท/คน/เดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ 3 เดือน ระหว่างพฤษภาคม 2565 – กรกฎาคม 2565 โดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์ เปิดเผยว่า “โออาร์พร้อมให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะผู้กลุ่มใช้บริการขนส่งขนาดเล็กอย่างจักรยานยนต์สาธารณะ ด้วยการให้ส่วนลดน้ำมันกลุ่มเบนซินแก่กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะหรือ วินมอเตอร์ไซค์ เพื่อจะได้ไม่ต้องปรับขึ้นค่าโดยสารซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ โดยครั้งนี้ พีทีที สเตชั่น ขอร่วมมอบสิทธิแก่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าเกณฑ์โครงการวินเซฟสูงสุดเดือนละ 250 บาท/คน โดยผู้ขับขี่ที่สนใจสามารถกดยืนยันสิทธิที่แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จากนั้นเลือกกดรับ “สิทธิวินเซฟ” โดยรับสิทธิได้ไม่เกิน 50 บาท/คน/วัน ที่พีทีที สเตชั่น ทุกสาขาที่ร่วมโครงการ สามารถศึกษารายละเอียด และตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการที่เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ https://www.doeb.go.th/2017/#/category/599/news หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ &#8211;            คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือ กรมธุรกิจพลังงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/05/ptt-station-join-win-save-project/">พีทีที สเตชั่น ร่วมเติมเต็มความสุขให้พี่วิน เข้าร่วมโครงการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน รับสิทธิค่าน้ำมันเดือนละ 250 บาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="x_MsoNormal"><b><span lang="TH">พีทีที สเตชั่น </span></b><span lang="TH">ร่วมเติมเต็มทุกความสุข ประกาศนำสถานีบริการ เข้าร่วมโครงการ <b>“วินเซฟ”</b> โครงการช่วยเหลือผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน และลดภาระของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ และประชาชน ที่ใช้บริการ </span></p>
<p><span id="more-11468"></span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">โดยมอบส่วนลดราคาน้ำมันแก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะจากกรมการขนส่งทางบก เป็นสิทธิได้รับการช่วยเหลือค่าน้ำมัน ไม่เกิน 50 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 250 บาท/คน/เดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ </span>3 <span lang="TH">เดือน ระหว่างพฤษภาคม </span>2565 <span lang="TH">– กรกฎาคม </span>2565 <span lang="TH">โดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><b><span lang="TH">นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์</span></b><span lang="TH"> เปิดเผยว่า “โออาร์พร้อมให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะผู้กลุ่มใช้บริการขนส่งขนาดเล็กอย่างจักรยานยนต์สาธารณะ ด้วยการให้ส่วนลดน้ำมันกลุ่มเบนซินแก่กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะหรือ วินมอเตอร์ไซค์ เพื่อจะได้ไม่ต้องปรับขึ้นค่าโดยสารซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ โดยครั้งนี้ พีทีที สเตชั่น ขอร่วมมอบสิทธิแก่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าเกณฑ์โครงการวินเซฟสูงสุดเดือนละ </span>250 <span lang="TH">บาท/คน โดยผู้ขับขี่ที่สนใจสามารถกดยืนยันสิทธิที่แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จากนั้นเลือกกดรับ “สิทธิวินเซฟ” โดยรับสิทธิได้ไม่เกิน </span>50 <span lang="TH">บาท/คน/วัน ที่พีทีที สเตชั่น ทุกสาขาที่ร่วมโครงการ สามารถศึกษารายละเอียด และตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการที่เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ </span><a title="ได้รับการป้องกันโดย Outlook: https://www.doeb.go.th/2017/#/category/599/news คลิกหรือแตะเพื่อติดตามลิงก์" href="https://nam12.safelinks.protection.outlook.com/?url=https%3A%2F%2Fwww.doeb.go.th%2F2017%2F%23%2Fcategory%2F599%2Fnews&amp;data=05%7C01%7C%7C42d93d8b61dd427be1ab08da33f2e462%7C84df9e7fe9f640afb435aaaaaaaaaaaa%7C1%7C0%7C637879415640172440%7CUnknown%7CTWFpbGZsb3d8eyJWIjoiMC4wLjAwMDAiLCJQIjoiV2luMzIiLCJBTiI6Ik1haWwiLCJXVCI6Mn0%3D%7C3000%7C%7C%7C&amp;sdata=lKwKSqMuT7Opp8%2F7zQWX29dfUgUSg95dlLgSafO6s3Y%3D&amp;reserved=0" target="_blank" rel="noopener noreferrer" data-auth="Verified" data-linkindex="0">https<span lang="TH">://</span>www<span lang="TH">.</span>doeb<span lang="TH">.</span>go<span lang="TH">.</span>th<span lang="TH">/</span>2017<span lang="TH">/</span>#<span lang="TH">/</span>category<span lang="TH">/</span>599<span lang="TH">/</span>news</a><span lang="TH"> หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่</span></p>
<p class="x_MsoNormalCxSpMiddle">&#8211;            <span lang="TH">คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">โทร. 06 3269 2876</span>, <span lang="TH">02 794-4307 – 9 (ในวันและเวลาราชการ)</span></p>
<p class="x_MsoNormalCxSpMiddle">&#8211;            <span lang="TH">การใช้งานแอปฯ เป๋าตังโทร. </span>02 111<span lang="TH">&#8211;</span>1122 <span lang="TH">(ตลอด </span>24 <span lang="TH">ชั่วโมง)</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/05/ptt-station-join-win-save-project/">พีทีที สเตชั่น ร่วมเติมเต็มความสุขให้พี่วิน เข้าร่วมโครงการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน รับสิทธิค่าน้ำมันเดือนละ 250 บาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
