<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 13:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สมิทธิ หาเรือนพืชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40181</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ &#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217; ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ​จากผลกระทบของ​อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ <strong>&#8216;พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ&#8217;</strong> ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-40181"></span></p>
<p><em><strong>การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ  ​ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน </strong></em></p>
<p>ข้อมู​ลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ​ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40%  ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง</p>
<p>ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน  ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น &#8216;ความเสี่ยง&#8217; ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40183 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/9-re.jpg" alt="" width="1200" height="795" /></p>
<p>นำมาสู่การปรับตัวของ<strong> &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217;</strong> โดย <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ</strong> ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ <strong>&#8216;โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ&#8217;</strong> โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง</p>
<p>เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) ​กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40184 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/1-kmai.jpg" alt="" width="1200" height="753" /></p>
<p><strong>คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์</strong> ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น</p>
<p><em>“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40186 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ด้าน<strong> คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์</strong> ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก &#8216;ทนขึ้น&#8217; และ &#8216;ยืดหยุ่นขึ้น&#8217; ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก</p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><em>&#8220;เมื่ออากาศแปรปรวนหนักขึ้น โรคและแมลงมากขึ้น ปริมาณน้ำขาดแคลน และปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น กาแฟจึงไม่ใช่พืชที่จะปลูกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป รวมทั้ง​เรื่องของคุณภาพก็ไม่สามารถ​คุมได้ง่ายเหมือนเดิมเช่นกัน ​นำมาสู่การพัฒนา <strong>&#8216;สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ’</strong> ให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากขึ้น ​เอาตัวรอดได้ดี และยังให้รสชาติที่ดี เพื่อรักษาความต้องการในตลาด โดยเฉพาะการ​รักษารสชาติแบบอาราบิก้า แต่แข็งแรงขึ้นแบบโรบัสต้า พร้อมใช้ระบบวนเกษตรปลูกไม้ร่มเงา เพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2–5 องศา เพื่อลดความเสี่ยงจากแดดเผาและความเครียดของต้นกาแฟ ​รวมไปถึงการ​การจัดการโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น ศัตรูพืชไม่รอให้เราพร้อมอีกต่อไป&#8221; </em></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40187 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/12-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ท่ามกลางราคากาแฟโลกที่ผันผวน และอุปทานที่ตึงตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้นน้ำ หากกำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงอย่างไทย เมื่อผลผลิตโลกหดตัวจากวิกฤตภูมิอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะท้อนผ่านราคากาแฟที่ผู้บริโภคเข้าถึงทุกวัน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของตลาดในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/doi-tung-coffee-climate-adaptation/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เร่ง Climate Adaptation พัฒนาสายพันธุ์ &#8216;กาแฟดอยตุง&#8217; ​ทนขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น​ รับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ กระทบพื้นที่ปลูกกาแฟ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;โออิชิ&#8217; สานต่อ​ Zero Food Waste Management ผนึก SOS Thailand เดินหน้าส่งต่ออาหารส่วนเกินให้​ชุมชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/oishi-joint-sos-thailand-drive-zero-food-waste-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Aug 2024 12:25:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Food Donation]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Rescue]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Oishi]]></category>
		<category><![CDATA[Oishi Group]]></category>
		<category><![CDATA[SOS THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[Surplus Food]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการอาหารส่วนเกิน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียมทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ชาบูชิ]]></category>
		<category><![CDATA[นิกุยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริจาคอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกู้ภัยอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์​]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<category><![CDATA[เครือโออิชิ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสโอเอส ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โออิชิ]]></category>
		<category><![CDATA[โออิชิ บุฟเฟต์]]></category>
		<category><![CDATA[โออิชิ อีทเทอเรียม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28359</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และภาวะโลกร้อน มาจากปัญหาอาหารที่สูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตและส่วนที่เหลือจากการบริโภค (Food Loss and Food Waste) ที่เป็นส่วนเกินเหลือทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งควรได้รับความร่วมมือแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วนจากทุกภาคส่วนของสังคม  บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นรายใหญ่ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรอาหาร และเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อลดปริมาณอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) และการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผ่านกิจกรรม และการดำเนินงานรูปแบบต่างๆ อย่างรอบด้าน อาทิ โครงการ #กินหมดเกลี้ยง CHALLENGE หรือแม้แต่โครงการ ไม่กินบอก&#8230;เอาออกให้ เป็นต้น โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ภารกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้มีประโยชน์สูงสุด โดยการส่งต่อให้กับชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร พร้อมประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ สู่องค์กรการกุศล และชุมชน (ที่มีความต้องการอาหาร) เพื่อร่วมขับเคลื่อนและสร้างความเท่าเทียมทางอาหารในสังคมไปด้วยกัน ภารกิจฯ ดังกล่าว เป็นการส่งมอบวัตถุดิบและอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อ​นำไปบริโภคหรือ​ประกอบ​อาหาร​ ซึ่งคัดสรรเป็นอย่างดีจากร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ เบื้องต้น ได้แก่ (1) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/oishi-joint-sos-thailand-drive-zero-food-waste-management/">&#8216;โออิชิ&#8217; สานต่อ​ Zero Food Waste Management ผนึก SOS Thailand เดินหน้าส่งต่ออาหารส่วนเกินให้​ชุมชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong><strong>(Climate Change) </strong><strong>และภาวะโลกร้อน มาจากปัญหาอาหารที่สูญเสียระหว่างกระบวนการผลิตและส่วนที่เหลือจากการบริโภค </strong><strong>(Food Loss and Food Waste) </strong><strong>ที่เป็นส่วนเกินเหลือทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งควรได้รับความร่วมมือแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วนจากทุกภาคส่วนของสังคม</strong><strong> </strong><span id="more-28359"></span></p>
<p><strong>บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) </strong>ในฐานะผู้ให้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นรายใหญ่ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรอาหาร และเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อลดปริมาณอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) และการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผ่านกิจกรรม และการดำเนินงานรูปแบบต่างๆ อย่างรอบด้าน อาทิ โครงการ <strong>#กินหมดเกลี้ยง CHALLENGE</strong> หรือแม้แต่โครงการ<strong> ไม่กินบอก&#8230;เอาออกให้</strong> เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28363 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/06_โออิชิ-ร่วมกับ-เอสโอเอส-ประเทศไทย.jpg" alt="" width="765" height="510" /></p>
<p>โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ <strong>ภารกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้มีประโยชน์สูงสุด โดยการส่งต่อให้กับชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร </strong>พร้อมประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ สู่องค์กรการกุศล และชุมชน (ที่มีความต้องการอาหาร) เพื่อร่วมขับเคลื่อนและสร้างความเท่าเทียมทางอาหารในสังคมไปด้วยกัน</p>
<p>ภารกิจฯ ดังกล่าว เป็นการส่งมอบวัตถุดิบและอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อ​นำไปบริโภคหรือ​ประกอบ​อาหาร​ ซึ่งคัดสรรเป็นอย่างดีจากร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ เบื้องต้น ได้แก่ <strong>(1) </strong><strong>โออิชิ บุฟเฟต์ </strong><strong>(2) </strong><strong>โออิชิ อีทเทอเรียม </strong><strong>(3) </strong><strong>ชาบูชิ </strong>และ <strong>(4)</strong><strong> นิกุยะ</strong> จำนวนกว่า 20 สาขา ให้กับผู้คนและชุมชนเป้าหมายที่มีความต้องการ แต่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ <strong>“รักษ์อาหาร” โดย</strong><strong>มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ ในประเทศไทย </strong><strong>(SOS THAILAND) </strong>หรือมูลนิธิกู้ภัยอาหารแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นตัวกลางในการดำเนินการ และร่วมจัดการอาหารส่วนเกินนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28362 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/05_โออิชิ-ร่วมกับ-เอสโอเอส-ประเทศไทย.jpg" alt="" width="721" height="721" /></p>
<p>ทั้งนี้ ​พนักงานทุกฝ่าย และจากทุกสาขาที่เข้าร่วมภารกิจฯ จะได้รับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ฝ่ายประกันคุณภาพ (QA) ของบริษัทฯ ตามข้อกำหนดร่วมกันของ เอสโอเอส ประเทศไทย ในเรื่องการจัดการอาหารส่วนเกิน และการจัดการวัตถุดิบอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ตลอดจนขั้นตอนการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างถูกสุขลักษณะและปลอดภัย ให้มีความพร้อมสำหรับการส่งมอบสู่ชมุชนต่อไป</p>
<p>ภารกิจฯ ดังกล่าว เริ่มดำเนินการครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2563 ขณะที่ปัจจุบันยังคงดำเนินการอย่างจริงจัง​​ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ​โดยมีแผนจะขยายเครือข่ายการสนับสนุนจากร้านอาหารในเครือสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28361 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/04_โออิชิ-ร่วมกับ-เอสโอเอส-ประเทศไทย.jpg" alt="" width="1200" height="1200" /></p>
<p><strong>&#8216;โออิชิ&#8217; มุ่งมั่นขับเคลื่อนการจัดการอาหารส่วนเกินทั้งในกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่าย เพื่องส่งเสริมแนวทางการบริโภคอย่างยั่งยืน และลดปริมาณการเกิดขยะอาหาร พร้อมเปลี่ยนเป็นการสร้างคุณค่าโภชนาการ ส่งต่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพิ่มการสร้างผลกระทบเชิงบวกจากการดำเนินธุรกิจไปสู่สังคมและ​สิ่งแวดล้อม​ และเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมาย Zero Food Waste ​ภายในปี 2030 ตามที่ได้ประกาศไว้  </strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/oishi-joint-sos-thailand-drive-zero-food-waste-management/">&#8216;โออิชิ&#8217; สานต่อ​ Zero Food Waste Management ผนึก SOS Thailand เดินหน้าส่งต่ออาหารส่วนเกินให้​ชุมชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 13:21:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[global boiling]]></category>
		<category><![CDATA[Global Warming]]></category>
		<category><![CDATA[Low-Carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Product Excellence]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Sustainability Forum 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Water is The New Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience in a Changing Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Water Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัวเรื่องน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[โลกเดือด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28267</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วิกฤตน้ำ” เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงาน Fast Forward ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ปี 2566 ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2573 ปริมาณน้ำสะอาดที่โลกมีอยู่กับความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40% โดยน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น​การดำรงชีวิตของผู้คน รวมทั้งในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยพบว่าปริมาณความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 2.5 เท่า ขณะที่ซัพพลายหรือปริมาณน้ำกลับขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ​ทำให้​สถานการณ์วิกฤตน้ำยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ​​โดยเฉพาะในประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย​ภาคการเกษตรเช่นในประเทศไทย &#8216;การบริหารจัดการน้ำ&#8216; จึงกลาย​เป็นโจทย์สำคัญของโลก รวมทั้งภาคธุรกิจไทยในการเร่งลงมือทำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคต กลุ่มธุรกิจ TCP  จึงได้จัดประชุมด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ  TCP Sustainability Forum 2024 ด้วยธีม “Water Resilience in a Changing Climate” ระดมสมองนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชูแนวคิด ‘ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็ว’ ผ่านการขับเคลื่อน​ 3 แผนงาน ทั้งการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/">&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“วิกฤตน้ำ”</strong> เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงาน Fast Forward ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ปี 2566 ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2573 ปริมาณน้ำสะอาดที่โลกมีอยู่กับความต้องการใช้น้ำจะมีสัดส่วนต่างกันถึง 40%</p>
<p><span id="more-28267"></span></p>
<p>โดยน้ำถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น​การดำรงชีวิตของผู้คน รวมทั้งในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยพบว่าปริมาณความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละปีมากกว่า 2.5 เท่า ขณะที่ซัพพลายหรือปริมาณน้ำกลับขาดแคลนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ​ทำให้​สถานการณ์วิกฤตน้ำยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ​​โดยเฉพาะในประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย​ภาคการเกษตรเช่นในประเทศไทย &#8216;<strong>การบริหารจัดการน้ำ</strong>&#8216; จึงกลาย​เป็นโจทย์สำคัญของโลก รวมทั้งภาคธุรกิจไทยในการเร่งลงมือทำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันรวมทั้งในอนาคต</p>
<p><b>กลุ่มธุรกิจ TCP  </b>จึงได้จัดประชุมด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญ  <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> ด้วยธีม <strong>“Water Resilience in a Changing Climate” </strong>ระดมสมองนักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชูแนวคิด ‘<strong>ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็ว’</strong> ผ่านการขับเคลื่อน​ 3 แผนงาน ทั้งการจัดการน้ำแบบฟื้นฟู การใช้น้ำหมุนเวียนแบบ 100% และการใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ปลุกพลังสู่เป้าหมายความยั่งยืนในอัตราที่เร็วขึ้นเพื่อโลกที่ดีกว่าตั้งแต่วันนี้</p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/8-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></b></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจ TCP จัดงานประชุมด้านความยั่งยืน TCP Sustainability Forum 2024 ด้วยความตั้งใจสร้างพื้นที่​ระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือภายในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อร่วมกันรับมือต่อความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในระดับอุตสาหกรรม ทั้งการขับเคลื่อนสู่ Net Zero และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ Climate Chnage Adaptation รวมทั้งการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
<p><em>&#8220;ขณะที่​ในปีนี้จัดขึ้นผ่านธีม <strong>“Water Resilience </strong><strong>in a Changing Climate” </strong>เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ <strong>“น้ำกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวของภาคธุรกิจ”</strong> เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำและความท้าทายด้านน้ำอื่นๆ </em><br />
<em>ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในฐานะ​องค์กรที่ใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านการสนับสนุนให้องค์กรเร่งปรับปรุงการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเสริมสร้างความสมบูรณ์และยืดหยุ่นของน้ำ และร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แหล่งน้ำที่มีความเปราะบาง โดย คำว่า <strong>​Water Resilience</strong> หรือความยืดหยุ่นด้านทรัพยากรน้ำ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำแบบเฉียบพลัน รุนแรงและไม่แน่นอน ​จากผลกระทบของวิกฤตสภาพอากาศที่ยกระดับจาก Climate Change สู่​ Climate Crisis โดยมีหัวใจสำคัญคือการรับมือเพื่อสามารถอยู่รอดได้ในอนาคต และต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน เพื่อสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าอัตราเร่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน&#8221; ​</em></p>
<p>ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ดำเนินการด้านความยั่งยืนตามเป้าหมาย <strong>“ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong> โดยกลยุทธ์ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม (Caring) มีความคืบหน้าอย่างมาก ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>&#8211; <strong>Product Excellence</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค (Unmet Needs) และส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพ 80% ในปี 2569 โดยปัจจุบันทำได้ 25%</p>
<p>&#8211; <strong>Circular Economy</strong> การดำเนินตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งเป้าหมายพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ให้สามารถรีไซเคิล 100%  ภายในปี 2567 ซึ่งปัจจุบันทำได้ 93% อีก 7% คือกลุ่มสแนค ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะทำได้สำเร็จ และปีนี้นำร่องการใช้ขวด rPET กับแบรนด์แมนซั่ม พร้อมเดินหน้าเป็นองค์กร Zero Waste to Landfill ทั้งที่โรงงานปราจีนบุรีและสำนักงานใหญ่อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&#8211; <strong>Low Carbon Economy</strong> การมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ปัจจุบันสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% และขณะนี้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 80%</p>
<p>&#8211; <strong>Water Sustainability</strong> การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้มากกว่าน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Net Water Positive) ภายในปี 2573 ซึ่งบรรลุเป้าหมายแล้วในขณะนี้ โดยสามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติสะสมได้ถึง 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ตลอดกระบวนการ ที่มีปริมาณการใช้ราว 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตร</p>
<p><em>&#8220;เรายังให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำผ่านแนวทาง Smart Manufacturing ทำให้ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 24% เมื่อเทียบกับปี 2562 และยกระดับการพัฒนาด้วยการนำมาตรฐานสากลเรื่องการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำอย่าง Alliance Water Stewardship หรือ AWS มา​​เป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มธุรกิจ TCP จะดูแลและบริหารจัดการน้ำทั้งภายในและภายนอกรอบโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งขับเคลื่อนการ​ฟื้นฟูขึ้นไปจนถึงแหล่งน้ำเพื่อสร้าง Net Water Positive ​ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การจัดการน้ำแบบฟื้นฟู เพื่อปรับปรุงระบบนิเวศทางน้ำให้กลับสู่สภาพเดิมหรือดีกว่าเดิม  2. การใช้น้ำหมุนเวียนทั้ง 100% เพื่อสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุด และ 3. การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการส่งเสริมการสร้างคน​ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งภายในองค์กร ชุมชน และระดับประเทศ&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28269 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/4-6.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ด้าน <b>คุณประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย</b> กรรมการบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนระดับโลก กล่าเพิ่มเติมในหัวข้อ <strong>&#8216;Water Resilience มาตรฐานและแนวทางการปรับตัวของธุรกิจ&#8217;</strong> ​โดยให้ข้อมูลว่า คนทั่วโลกมีการใช้น้ำในปัจจุบันหลายแสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ​เทียบเท่าสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกจำนวน 1 พันล้านสระ ขณะที่ซัพพลายที่มีน้อยกว่าดีมานด์ถึง 40% ​ทำให้มีผู้คนทั่ว​โลกกว่า 1 ใน 4 ที่ต้องเผชิญกับวิกฤต​น้ำ หรือประชากรโลกราว 2,000 ล้านคนที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ วิกฤตน้ำ จึงนับเป็นวิกฤตที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่ง​วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพนำ้ ​การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำอีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;มุมมองระดับโลก มองปัญหาวิกฤตน้ำเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นเดียวกับปัญหาสภาพอากาศ โดยนิยามไว้ว่า &#8216;<strong>Water is The New Carbon&#8217; เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลกส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงออกมาในเชิงกายภาพจากผลกระทบของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือ Climate Change ที่สร้างความเสียหายมากขึ้นและเกิดถี่ขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุ หรือสร้างผลกระทบที่เชื่อมโยงไปสู่เรื่องของน้ำแทบทั้งสิ้น </strong>ไม่ว่าจะเป็น น้ำมากจนท่วม ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อธรรมชาติ รวมท้ังโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น น้ำ​ท่วมขังโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นเวลานาน ทำให้ได้รับความเสียหาย หรือน้ำท่วมไหลเข้าโรงงานของเจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการต่างๆ​ รวมทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงคุณภาพของน้ำหากท่วมจนถึงพื้นที่แหล่งผลิตน้ำดื่มหรือน้ำที่ใช้สำหรับการบริโภค หรือหากน้ำน้อยเกินไปก็จะเกิดปัญหาภัยแล้ง หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นฉับพลัน รวมทั้งการเกิดไฟป่า หรือ​ปัญหาดินถล่มจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลง หรือหากมีระดับน้ำทะเล​หนุนสูงขึ้นจนไหลปนกับแหล่งน้ำบนผิวดินก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำกร่อยหรือดินเค็มได้&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/9-1.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>ขณะที่บริบทของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงเหมือนในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ทำให้​ความตระหนักต่อปัญหาเรื่องวิกฤตน้ำยังน้อยและมุ่งไปที่เรื่องการจัดการคาร์บอนเป็นหลัก โดยพบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลก ในการเป็นประเทศที่มีการใช้น้ำต่อหัวประชากรสูงสุดของโลก โดยการใช้น้ำกว่า  70% เป็นการใช้ไปในภาคการเกษตร  ขณะที่ข้อมูลในปี 2559 พบปริมาณการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ​​มากกว่า 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ​และข้อมูล​ในปีที่ผ่านมา ยังพบว่า 19% ของปริมาณน้ำผิวดินในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำต่ำอีกด้วย ส่วน​ภาคธุรกิจที่มีความตระหนักต่อปัญหาวิกฤตน้ำ จะมีการขัลเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งการจัดการภายในกระบวนการผลิตของตัวเอง เช่น ลดการใช้น้ำ และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลง และทำให้ปริมาณการใช้น้ำต่อหนึ่งหน่วยการผลิตลดลงได้มากที่สุด ก่อนจะขยายการจัดการไปยังซัพพลายเชน เพื่อเริ่มเข้าไปดูแลจากแหล่งน้ำ หรือต้นน้ำ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายในการฟื้นฟูและป้องกันดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน เพื่อสามารถบริหารจัดการน้ำทั้งในพื้นที่ที่โรงงาน และบริเวณโดยรอบไปจนถึงแหล่งต้นน้ำ เพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้าง Net Positive Water  Impact หรือการใช้น้ำเป็นศูนย์​และสามารถคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติได้มากกว่าที่นำมาใช้ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤตน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ​​</p>
<p>สำหรับ <strong>TCP Sustainability Forum 2024</strong> เป็นงานประชุมด้านความยั่งยืนที่กลุ่มธุรกิจ TCP จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สู่ปีแห่งการลงมือทำและปรับตัวเพื่อเร่งให้เกิดความก้าวหน้าเร็วที่สุด อีกทั้งยังเป็นเวทีความยั่งยืนเวทีแรกและเวทีเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือของพันธมิตรในกลุ่มอุตสาหกรรมและเครื่องดื่ม ในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่พร้อมขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบในทางบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งไทยและต่างประเทศ ตามเป้าหมาย<strong> “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า”</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/tcp-sustainability-forum-2024-water-resilience/">&#8216;Water is The New Carbon&#8217;  เมื่อ &#8216;วิกฤตน้ำ&#8217; รุนแรงไม่ต่างโลกเดือด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเวที &#8216;Water Resilience in a Changing Climate&#8217; เร่งรับมือความท้าทายเรื่องน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;พี่วัวถูกใจสิ่งนี้&#8217; สตาร์ทอัพอเมริกาพัฒนา &#8216;เล็มน่า&#8217; สุดยอดพืชน้ำ ทดแทนอาหารสัตว์ ลดคาร์บอนได้มากกว่า แถมช่วยลดมีเทนจาก &#8216;ตดวัว&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/09/lemna-super-plant-decarbonize-agriculture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2022 10:32:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Agri Tech]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[FYTO]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Greenhouse Gas]]></category>
		<category><![CDATA[Lemna]]></category>
		<category><![CDATA[Livestock]]></category>
		<category><![CDATA[Methane]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[Super Plant]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตปรินท์]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์ฟู้ด]]></category>
		<category><![CDATA[ตดวัว]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[มีเทน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[เรอวัว]]></category>
		<category><![CDATA[เล็มน่า]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=14669</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายครั้งที่มักมีการเชื่อมโยงผลกระทบของการทำปศุสัตว์กับปัญหาสภาพอากาศ  พร้อมข้อมูลอ้างอิงสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ จากภาคปศุสัตว์รวมไปถึงอุตสาหกรรมวัวนม ที่คำนวนออกมาได้ถึง 14.50% ของการปล่อย GHG ทั่วโลก ​โดยที่ยังไม่ได้รวมจากปัจจัยจากการขนส่งเข้าไปด้วย ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นชินคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า &#8216;ตดวัวทำให้โลกร้อน&#8217; แต่ถึงแม้จะมีการศึกษายืนยันถึงผลกระทบต่อสภาพอากาศ แต่การทำปศุสัตว์ก็ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตอาหารของมนุษยชาติ โดยมีการประเมินจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The UN Food and Agriculture Organization) ระบุความต้องการเนื้อสัตว์และการบริโภคนมของประชากรโลกจะเติบโตเพิ่มกว่าเท่าตัว ภายในปี 2050 การทำปศุสัตว์จึงยังคงมีความจำเป็นอย่างมาก แม้จะเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่มอาหาร Plant Base ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางจากความพยายามที่จะลดผลกระทบในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นก็ตาม ขณะที่ FYTO สตาร์ทอัพจากแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนออีกหนึ่งโซลูชั่นท่ีเชื่อว่าจะช่วยปฏิวัติให้แวดวงปศุสัตว์สามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการพัฒนาพืชน้ำในตระกูลแหน ที่ชื่อว่า เล็มน่า (Lemna)  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น &#8220;ซูเปอร์ฟู้ด&#8221; ในกลุ่มอาหารสัตว์คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถนำมาใช้ในเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเข้าไปทดแทนอาหารวัวได้ถึง 50% จากปริมาณอาหารที่วัวกิน ซึ่งมีทั้งกลุ่มธัญพืช ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หญ้า และโปรตีนเข้มข้นจากถั่วเหลือง โดยเล็มน่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งกรดอะมิโน แร่ธาตุ กรดไขมัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/lemna-super-plant-decarbonize-agriculture/">&#8216;พี่วัวถูกใจสิ่งนี้&#8217; สตาร์ทอัพอเมริกาพัฒนา &#8216;เล็มน่า&#8217; สุดยอดพืชน้ำ ทดแทนอาหารสัตว์ ลดคาร์บอนได้มากกว่า แถมช่วยลดมีเทนจาก &#8216;ตดวัว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายครั้งที่มักมีการเชื่อมโยงผลกระทบของการทำปศุสัตว์กับปัญหาสภาพอากาศ  พร้อมข้อมูลอ้างอิงสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)​ จากภาคปศุสัตว์รวมไปถึงอุตสาหกรรมวัวนม ที่คำนวนออกมาได้ถึง 14.50% ของการปล่อย GHG ทั่วโลก ​โดยที่ยังไม่ได้รวมจากปัจจัยจากการขนส่งเข้าไปด้วย ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นชินคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า <strong>&#8216;ตดวัวทำให้โลกร้อน&#8217;</strong></p>
<p><span id="more-14669"></span></p>
<p>แต่ถึงแม้จะมีการศึกษายืนยันถึงผลกระทบต่อสภาพอากาศ แต่การทำปศุสัตว์ก็ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตอาหารของมนุษยชาติ โดยมีการประเมินจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The UN Food and Agriculture Organization) ระบุความต้องการเนื้อสัตว์และการบริโภคนมของประชากรโลกจะเติบโตเพิ่มกว่าเท่าตัว ภายในปี 2050 การทำปศุสัตว์จึงยังคงมีความจำเป็นอย่างมาก แม้จะเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่มอาหาร Plant Base ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางจากความพยายามที่จะลดผลกระทบในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นก็ตาม</p>
<p>ขณะที่ <strong>FYTO</strong> สตาร์ทอัพจากแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนออีกหนึ่งโซลูชั่นท่ีเชื่อว่าจะช่วยปฏิวัติให้แวดวงปศุสัตว์สามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการพัฒนาพืชน้ำในตระกูลแหน ที่ชื่อว่า<strong> เล็มน่า (Lemna)</strong>  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น <strong>&#8220;ซูเปอร์ฟู้ด&#8221;</strong> ในกลุ่มอาหารสัตว์คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถนำมาใช้ในเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเข้าไปทดแทนอาหารวัวได้ถึง 50% จากปริมาณอาหารที่วัวกิน ซึ่งมีทั้งกลุ่มธัญพืช ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หญ้า และโปรตีนเข้มข้นจากถั่วเหลือง</p>
<p>โดยเล็มน่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งกรดอะมิโน แร่ธาตุ กรดไขมัน และวิตามิน ที่สามารถทดแทนถั่วเหลืองและหญ้าได้ในอัตรา 1:1  ช่วยลดปริมาณการนำถั่วเหลืองและหญ้ามาเป็นอาหารสัตว์ในภาพรวมลงได้ จึงดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากการปลูกถั่วเหลือง และหญ้าจำเป็นต้องใช้ทั้งพื้นที่และน้ำเป็นจำนวนมาก ขณะที่เล็มน่าใช้พื้นที่ในการปลูกที่น้อยกว่าจึงเบียดบังพื้นที่ป่าน้อยกว่า รวมทั้งการปลูกได้ในน้ำทำให้ไม่ต้องใช้ดินและปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ประกอบกับมีการเติบโตและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โดยเติบโตเร็วกว่าถั่วเหลืองถึง 10-20 เท่า</p>
<p>นอกจากนี้ ด้วยกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น สามารถปลูกเองได้ในฟาร์ม จึงช่วยทั้งประหยัดต้นทุนในการขนส่ง รวมทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า โดยคาดว่าการใช้เล็มน่ามาเป็นอาหารให้วัวนม จะสามารถช่วยลดคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของอุตสาหกรรมวัวนมลงได้กว่า 40%</p>
<p>นอกจากในเชิงกระบวนการผลิต และการไปทดแทนซัพพลายอาหารสัตว์ที่ระบบการผลิตส่งต่อกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแล้ว โครงสร้างทางชีวภาพของเล็มน่าเอง ที่มีคุณค่าทางโภชนาการในระดับสูงแต่สามารถย่อยได้ง่ายมากกว่า และดีต่อระบบลำไส้และการย่อยอาหารของวัวมากกว่า จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน จากการเรอหรือตดของวัวลงได้​อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน</p>
<p><a href="https://www.goodnet.org/articles/this-aquatic-super-plant-could-change-how-cows-are-fed" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p><a href="https://agfundernews.com/fyto-the-startup-growing-protein-with-robots-to-decarbonize-agriculture" target="_blank" rel="noopener">source</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/09/lemna-super-plant-decarbonize-agriculture/">&#8216;พี่วัวถูกใจสิ่งนี้&#8217; สตาร์ทอัพอเมริกาพัฒนา &#8216;เล็มน่า&#8217; สุดยอดพืชน้ำ ทดแทนอาหารสัตว์ ลดคาร์บอนได้มากกว่า แถมช่วยลดมีเทนจาก &#8216;ตดวัว&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
