<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อภินันทร์ สู่ประเสริฐ &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Tue, 01 Oct 2024 12:19:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.7</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>อภินันทร์ สู่ประเสริฐ &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กรุงไทยชี้เทรนด์ Sustainable Sourcing มาแรง กระทบมูลค่าส่งออกเกษตรและอาหารกว่า 2 แสนล้านบาท   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-sustainable-sourcing-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 12:19:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BBFAW]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[Traceability]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจกสูง]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสอบย้อนกลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเกษตรและอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคเกษคร]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุดิบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออก]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิภาพสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันทร์ สู่ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เงื่อนไขทางการค้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29346</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Sustainable Sourcing ที่เข้มงวดขึ้น แนะผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี เร่งดำเนินการเรื่อง Sustainable Sourcing อย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งเป้าหมาย Sustainable Sourcing และจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัล ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 25% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย โดยเฉพาะกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% ของห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดในภาคเกษตรและอาหาร ทำให้ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทางการค้าสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากสินค้าเกษตรได้หากปรับตัวไม่ทัน “Sustainable Sourcing เป็นแนวทางการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมในหลายมิติตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยที่ต้องพึ่งการส่งออกต่อผลผลิตรวมในประเทศมากกว่า 70%  ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคเกษตรและอาหารไทยเป็น SMEs มากกว่า 80% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-sustainable-sourcing-report/">กรุงไทยชี้เทรนด์ Sustainable Sourcing มาแรง กระทบมูลค่าส่งออกเกษตรและอาหารกว่า 2 แสนล้านบาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS</strong> ชี้ ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ <strong>Sustainable Sourcing</strong> ที่เข้มงวดขึ้น แนะผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี เร่งดำเนินการเรื่อง Sustainable Sourcing อย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งเป้าหมาย Sustainable Sourcing และจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัล</p>
<p><span id="more-29346"></span></p>
<p><strong>ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 25% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย โดยเฉพาะกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% ของห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดในภาคเกษตรและอาหาร</p>
<p>ทำให้ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรฐานและกฎระเบียบในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทางการค้าสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากสินค้าเกษตรได้หากปรับตัวไม่ทัน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/High-Emission.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p>“Sustainable Sourcing เป็นแนวทางการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมในหลายมิติตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยที่ต้องพึ่งการส่งออกต่อผลผลิตรวมในประเทศมากกว่า 70%  ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคเกษตรและอาหารไทยเป็น SMEs มากกว่า 80% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด จึงอาจไม่พร้อมในการเผชิญมาตรฐานการค้าที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานสากลด้านการจัดหาแหล่งวัตถุดิบอย่างยั่งยืนที่แตกต่างกันไปในแต่ละสินค้า อาทิ มาตรฐานการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมอาหาร (BBFAW) สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป มาตรฐานการผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืน (Bonsucro) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก มาตรฐานการประมงที่ยั่งยืน (MSC) หรือมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน (ASC)  สำหรับกลุ่มอาหารทะแลแปรรูป ”</p>
<p><strong>คุณอภินันทร์ สู่ประเสริฐ</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า การยกระดับการจัดหาวัตถุดิบไปสู่ Sustainable Sourcing โดยเฉพาะในมิติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญจะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้ภาคเกษตรและอาหารไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้และช่วยลดแรงกดดันจากมาตรการของคู่ค้า นอกจากนี้ ยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีการจัดหาแหล่งวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ขณะที่ผู้ประกอบอาหารรายใหญ่ทั้งของโลกและไทยต่างมีการตื่นตัวในเรื่องการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนแล้ว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-29350 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Demand-CU.jpg" alt="" width="1200" height="674" /></p>
<p><em>“ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารกลางน้ำและปลายน้ำที่ควรเร่งปรับตัวสู่ Sustainable Sourcing ก่อน ได้แก่ ผู้ประกอบการสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ขนมหวาน ลูกอม ลูกกวาด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อผลผลิตรวม และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดหาวัตถุดิบอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารกลางน้ำและปลายน้ำอื่นๆ โดยสินค้าในกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น มีมูลค่าการส่งออกรวมกันถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราว 20% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี”</em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-29351 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Demand-Brand-.jpg" alt="" width="1200" height="673" /></p>
<p><strong>คุณปราโมทย์ วัฒนานุสาร</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ธุรกิจเกษตรและอาหารควรเริ่มตั้งเป้าหมายในด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเร่งจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัลเพื่อช่วยให้การตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรและอาหารทำได้ง่ายขึ้น  รวมถึงสร้างความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องเป็นแกนหลักในการยกระดับมาตรฐานและการรับรองด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยสามารถยกระดับไปสู่การผลิตสีเขียวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>“ผู้ประกอบการควรต้องทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐานและการรับรองด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนอย่างจริงจัง  อีกทั้งเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ได้แก่ การใช้ IoT  และ Blockchain ในการเก็บข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบทำได้อย่างโปร่งใส รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบย้อนกลับอาหาร รวมไปถึงหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านมาตรฐานอาหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เช่น สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สถาบันอาหาร เป็นต้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29352 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Key-to-Success.jpg" alt="" width="1200" height="680" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/krungthai-compass-sustainable-sourcing-report/">กรุงไทยชี้เทรนด์ Sustainable Sourcing มาแรง กระทบมูลค่าส่งออกเกษตรและอาหารกว่า 2 แสนล้านบาท   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Krungthai COMPASS  ชี้ 3 Green Technology ​ดันอุตสาหกรรมน้ำตาลสู่ Decarbonization พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม​ 1.7 แสนล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/05/green-technology-key-enabler-to-decarbonization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 May 2024 06:06:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[By Product]]></category>
		<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Harvesting]]></category>
		<category><![CDATA[Green Industry]]></category>
		<category><![CDATA[Green Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Processing]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทย คอมพาส]]></category>
		<category><![CDATA[กฤชนนท์ จินดาวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปราโมทย์ วัฒนานุสาร]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันทร์ สู่ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมน้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25984</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวยกระดับอุตสาหกรรมน้ำตาลไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน จะช่วยรับมือกับปัญหา Climate Change ที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงลดแรงกดดันมาตรการของคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจน้ำตาลในยุค Decarbonization คาดการลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวในแต่ละประเภทจะทำให้มี ROI อยู่ที่ราว 20-30% โดยมีระยะเวลาการคืนทุนอยู่ที่ 3-7 ปี และสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมน้ำตาลได้ราว 1.7 แสนล้านบาท นายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ นักวิเคราะห์อาวุโส  ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ของ GDP ภาคเกษตร แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษค่อนข้างสูง โดยการปล่อย PM 2.5 สูงถึง 11% ของการปล่อย PM 2.5 ทั้งหมดของไทย และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 9% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในภาคเกษตร จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่หลายฝ่ายตื่นตัวในการผลักดันให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นหนึ่งใน Sector สำคัญในภาคเกษตรที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม Nationally Determined Contribution (NDC) ลงไดเ 40% ภายในปี 2030 ​เพื่อเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/green-technology-key-enabler-to-decarbonization/">Krungthai COMPASS  ชี้ 3 Green Technology ​ดันอุตสาหกรรมน้ำตาลสู่ Decarbonization พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม​ 1.7 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS </strong>ชี้การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวยกระดับอุตสาหกรรมน้ำตาลไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน จะช่วยรับมือกับปัญหา Climate Change ที่ทวีความรุนแรงขึ้น</p>
<p><span id="more-25984"></span></p>
<p style="font-weight: 400;">รวมถึงลดแรงกดดันมาตรการของคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจน้ำตาลในยุค Decarbonization คาดการลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวในแต่ละประเภทจะทำให้มี ROI อยู่ที่ราว 20-30% โดยมีระยะเวลาการคืนทุนอยู่ที่ 3-7 ปี และสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมน้ำตาลได้ราว 1.7 แสนล้านบาท</p>
<p><strong>นายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ </strong>นักวิเคราะห์อาวุโส  ศูนย์วิจัย<strong> </strong>Krungthai COMPASS<strong> </strong>ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ของ GDP ภาคเกษตร แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษค่อนข้างสูง โดยการปล่อย PM 2.5 สูงถึง 11% ของการปล่อย PM 2.5 ทั้งหมดของไทย และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 9% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในภาคเกษตร จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่หลายฝ่ายตื่นตัวในการผลักดันให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นหนึ่งใน Sector สำคัญในภาคเกษตรที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม Nationally Determined Contribution (NDC) ลงไดเ <span data-offset-key="63c3v-0-0">40% ภายในปี 2030 ​</span><span data-offset-key="63c3v-2-0">เพื่อเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2065</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><em>“อุตสาหกรรมน้ำตาลเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM 2.5 จากกระบวนการเผาอ้อย การใช้พลังงานความร้อนจำนวนมากในกระบวนการผลิตน้ำตาล <strong>โดยการผลิตน้ำตาลของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยทุกๆ 1 ตัน จะมีการปล่อย Emission ราว 7,150 kgCO<sub>2</sub>eq หรือเทียบได้กับการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกระยะทางราว 1 หมื่นกิโลเมตร รวมถึงมีของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลมีความเสี่ยงจากนโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น</strong> ประกอบกับความเสี่ยงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต อาจส่งผลให้ในปี 2589-2598 ผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มลดลงราว 25-35% กระทบผู้ประกอบการธุรกิจน้ำตาลของไทยให้เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ”</em></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า การปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวจะช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจน้ำตาลลดแรงกดดันจากมาตรการของคู่ค้า และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนจากการใช้พลังงาน อีกทั้งสามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง รวมถึงสามารถเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ต้องการขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว</p>
<p style="font-weight: 400;">โดย​การพัฒนา​เทคโนโลยีเพื่อย​กระดับอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย​ขับเคลื่อนสู่ Green Industry  สามารถนำไปใช้ใน​กระบวนการผลิตน้ำตาล​ ​ทั้งเทคโนโลยีในช่วงกระบวนการเก็บเกี่ยว (Green Harvesting) ในช่วงกระบวนการผลิต (Sustainability Processing) ​และในกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่ม (By Product) ​ดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25989 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/info.jpg" alt="" width="1200" height="676" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>1. เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวสีเขียว : Green Harvesting</strong></p>
<p>ด้วยการประยุกต์​เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อลดผลกระทบได้มากกว่าการเก็บเกี่ยวในรูปแบบเดิม เช่น การใช้รถตัดอ้อยพลังงานไฟฟ้า แทนการเผาอ้อย หรือรถตัดอ้อยเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม คาดว่าใช้เงินลงทุนราว​ 6 ล้านบาทต่อคัน ระยะเวลาคืนทุน​ 4-5 ปี และ #ROI ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 21.0%</p>
<p><strong>2. เทคโนโลยีการนำพลังานที่สูญเสียไป​กลับมาใช้ประโยชน์ในโรงงาน : Sustainability Processing</strong></p>
<p>เช่น การติดตั้ง Economizer Boiler มาประยุกต์เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในระบบผลิตไอน้ำ เพื่อนำความร้อนและพลังงานที่สูญเสียในระบบการผลิตซึ่งมีราว 20% กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ พร้อมทั้งช่วยลดการสร้างก๊าซเรือนกระจกและช่วยประหยัดพลังงานลงได้ราว ​1.2 ล้านบาท ​โดยคาดว่า​ต้องใช้เงินลงทุนในระบบ 7.2 ล้านบาท​ ใช้ระยะคืนทุน 6-7 ปี มีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 16.1%</p>
<p>​<strong>3. เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม : By Product</strong></p>
<p>นอกจากการผลิต  #เอทานอล จากน้ำตาล​ที่ส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่แล้ว การสร้าง​โรง​ไฟฟ้าชีวมวลเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีทางเลือกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม​ให้อุตสาหกรรมน้ำตาลได้ ทั้งจากชานอ้อย แกลบ ทะลายปาล์ม และไม้สับ ​โดยโรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิต 1 MW ใช้เงินลงทุน​ราว 40 ล้านบาท มีระยะเวลาการคืนทุนที่ 3-4 ปี​ และมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 27.1%</p>
<p style="font-weight: 400;">“<em><strong>Green Technology จะเป็น Key enabler ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจน้ำตาลรายกลางที่ยังไม่มีการปรับตัวเรื่องนี้มากนักสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้ง่ายขึ้น</strong></em> เช่น การใช้รถตัดอ้อยแทนการเผาอ้อย การใช้ Economizer Boiler ในโรงงานน้ำตาล หรือการต่อยอดไปสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล โดย <em><strong>มี ROI  21.0% 16.1% และ 27.1% ตามลำดับ และระยะเวลาการคืนทุน​ 3-7 ปี ซึ่ง​หากอุตสาหกรรมน้ำตาลทั้งหมด 63 โรง มีการยกระดับในการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรมจะทำให้ได้ผลประโยชน์ราว 1.7 แสนล้านบาท</strong> </em>จากความคุ้มค่าในแง่สิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดมลพิษทางอากาศและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมถึงสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้แก่ธุรกิจ”</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นายปราโมทย์ วัฒนานุสาร</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า หากอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยต้องการประสบความสำเร็จในการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ควรต้องให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการลงทุนเทคโนโลยี และตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดได้ อีกทั้งมี Commitment ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงควรสร้างความร่วมมือกันใน Ecosystem ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงภาครัฐ เพื่อการพัฒนาไปพร้อมกันทั้งอุตสาหกรรม</p>
<p style="font-weight: 400;"><em> “หน่วยงานภาครัฐ ควรเป็นแกนหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมน้ำตาลไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากลอย่าง Gold Standard หรือ VERRA ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับภาคการเงินก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการลงทุนใน Green Technology รวมทั้งสนับสนุนให้มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ จากการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยทั้งระบบให้สามารถปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างยั่งยืน&#8221;​ </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/green-technology-key-enabler-to-decarbonization/">Krungthai COMPASS  ชี้ 3 Green Technology ​ดันอุตสาหกรรมน้ำตาลสู่ Decarbonization พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม​ 1.7 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรุงไทยชี้เทรนด์ผลิตภัณฑ์จากแมลงพุ่งแรง คาดตลาดทั่วโลกทะลุหมื่นล้าน พร้อมโอกาสต่อยอดมูลค่าได้ 3-10 เท่า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/11/opportunity-of-edible-insect-protien-in-the-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Nov 2022 09:43:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Consumer Trend]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[edible insects]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Food Security]]></category>
		<category><![CDATA[Future Food]]></category>
		<category><![CDATA[Insects]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Trend]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทยคอมพาส]]></category>
		<category><![CDATA[กฤชนนท์ จินดาวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันทร์ สู่ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[แมลง]]></category>
		<category><![CDATA[แมลงกินได้]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีนทางเลือก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=15403</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้แนวโน้มผลิตภัณฑ์จากแมลงเติบโตเร็วและแรง ตามเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางอาหาร สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้า ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ประกอบกับวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ปลุกความกังวลในเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร กลายเป็นปัจจัยเร่งให้อุตสาหกรรมอาหาร สนใจอาหารและสารอาหารทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากแมลงได้รับความสนใจยิ่งขึ้น โดยปัจจัยหนุนและโอกาสที่ผลักให้ตลาดเติบโต​ ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำให้แนวโน้มการบริโภคแมลง ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน แร่ธาตุและวิตามินนานาชนิดมากขึ้น ​ประกอบกับกระบวนการเลี้ยงแมลง ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการเลี้ยงวัว สุกร หรือไก่ โดยคาดว่า ตลาดผลิตภัณฑ์จากแมลงของโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท ในปี 2573 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 26.5% จากมูลค่าตลาด 343 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564  สำหรับประเทศไทยคาดว่า จะมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากแมลง ในปี 2573 สูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท หรือราว 10% จากส่วนแบ่งตลาดโลก โดยมีอัตราการเติบโตได้กว่า 30.5%  ส่วนมูลค่าตลาดในประเทศจะอยู่ที่ 3.9 พันล้านบาท จากเดิมที่มีมูลค่าราว 620 ล้านบาท ในปี 2564​ หรือมีการเติบโตที่ราว 22.6% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/opportunity-of-edible-insect-protien-in-the-future/">กรุงไทยชี้เทรนด์ผลิตภัณฑ์จากแมลงพุ่งแรง คาดตลาดทั่วโลกทะลุหมื่นล้าน พร้อมโอกาสต่อยอดมูลค่าได้ 3-10 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="x_gmail_attr" dir="ltr"><span lang="TH">ศูนย์วิจัย </span><strong>Krungthai COMPASS</strong> <span lang="TH">ชี้แนวโน้มผลิตภัณฑ์จากแมลงเติบโตเร็วและแรง ตามเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางอาหาร</span> <span lang="TH">สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้า ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน</span></div>
<p><span id="more-15403"></span></p>
<div dir="ltr">
<p class="x_MsoNormal"><b><span lang="TH">ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</span></b><span lang="TH"> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ </span>Chief Economist <span lang="TH">ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ประกอบกับวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ปลุกความกังวลในเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร กลายเป็นปัจจัยเร่งให้อุตสาหกรรมอาหาร สนใจอาหารและสารอาหารทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากแมลงได้รับความสนใจยิ่งขึ้น</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">โดยปัจจัยหนุนและโอกาสที่ผลักให้ตลาดเติบโต​ ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำให้แนวโน้มการบริโภคแมลง ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน แร่ธาตุและวิตามินนานาชนิดมากขึ้น ​ประกอบกับกระบวนการเลี้ยงแมลง ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการเลี้ยงวัว สุกร หรือไก่ โดยคาดว่า <strong>ตลาดผลิตภัณฑ์จากแมลงของโลกจะมีมูลค่าสูงถึง </strong></span><strong>2<span lang="TH">.</span>8 <span lang="TH">พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท ในปี </span>2573 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 26.5% <span lang="TH">จากมูลค่าตลาด </span>343 <span lang="TH">ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี </span>2564 </strong></p>
<p class="x_MsoNormal"><strong><span lang="TH">สำหรับประเทศไทยคาดว่า จะมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากแมลง ในปี </span>2573 <span lang="TH">สูงถึง </span>1<span lang="TH">.</span>1 <span lang="TH">หมื่นล้านบาท หรือราว </span>10<span lang="TH">% จากส่วนแบ่งตลาดโลก</span></strong> <span lang="TH">โดยมีอัตราการเติบโตได้กว่า 30.5%  ส่วนมูลค่าตลาดในประเทศจะอยู่ที่ </span>3<span lang="TH">.</span>9 <span lang="TH">พันล้านบาท จากเดิมที่มีมูลค่าราว </span>620 <span lang="TH">ล้านบาท ในปี </span>2564<span lang="TH">​ หรือมีการเติบโตที่ราว 22.6% ต่อปี  </span></p>
<p class="x_MsoNormal"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15417 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/Compass-Insect2.jpg" alt="" width="1200" height="551" /></p>
</div>
<div dir="ltr">
<figure id="attachment_15416" aria-describedby="caption-attachment-15416" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-15416 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/Compass-Insect1-.jpg" alt="" width="1200" height="596" /><figcaption id="caption-attachment-15416" class="wp-caption-text">รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดย Krungthai COMPASS</figcaption></figure>
<p class="x_MsoNormal"><b><span lang="TH">คุณอภินันทร์ สู่ประเสริฐ</span></b><span lang="TH"> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย </span>Krungthai COMPASS <span lang="TH">กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์จากแมลงที่คาดว่าจะเติบโตดี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากแมลงที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ผงโปรตีน โปรตีนบาร์ รวมถึงสารสกัดจากแมลงที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริม ยา และเครื่องสำอาง </span><span lang="TH">หากผู้ประกอบการไทยลงทุนต่อยอดไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผงที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น </span>3<span lang="TH">&#8211;</span>4 <span lang="TH">เท่า เมื่อเทียบกับรูปแบบดั้งเดิมในกลุ่มแมลงสดหรือแมลงอบแห้ง และหากผลิตเป็นสารสกัดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ราว </span>10<span lang="TH">&#8211;</span>11 <span lang="TH">เท่า</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">“ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารหลายราย เริ่มทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่สนใจบริโภคโปรตีนทางเลือกที่มีคุณภาพสูง ทำให้มีการนำแป้งหรือผงโปรตีนจากแมลงไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนโปรตีน ขณะที่สารสกัดจากแมลงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามองในการนำมาต่อยอดเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง หรืออาหารเสริม โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเทรนด์ </span>Biopharmaceutical <span lang="TH">และ </span>Biocosmetics <span lang="TH">ที่จะช่วยผลักดันให้การใช้สารสกัดจากแมลงในอุตสาหกรรมอาหารเสริมและเครื่องสำอางมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น”</span></p>
<figure id="attachment_15418" aria-describedby="caption-attachment-15418" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-15418 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/11/Compass-Insect3.jpg" alt="" width="1200" height="623" /><figcaption id="caption-attachment-15418" class="wp-caption-text">รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดย Krungthai COMPASS</figcaption></figure>
<p class="x_MsoNormal"><b><span lang="TH">นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์</span></b><span lang="TH"> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย </span>Krungthai COMPASS <span lang="TH">กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและสามารถอาศัยโอกาสในการเติบโตของตลาดนี้ได้ ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจเพาะเลี้ยงแมลงสมัยใหม่ อาทิ การเพาะเลี้ยงในรูปแบบ </span>Indoor Farming <span lang="TH">ซึ่งเป็นรูปแบบการเกษตรภายในโรงเรือนที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน   ผู้ประกอบการธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแมลง โดยเฉพาะในรูปแบบผงและสารสกัด ไปจนถึงผู้ประกอบการในธุรกิจต่อเนื่องที่สามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์แมลงเป็นส่วนประกอบในการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น ธุรกิจร้านอาหารที่เน้นตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ธุรกิจอาหารเสริม หรือเวชสำอาง เป็นต้น</span></p>
<p class="x_MsoNormal"><span lang="TH">“ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดนี้ ควรเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหาร อาหารสัตว์ และธุรกิจการแพทย์ที่มีแนวโน้มเติบโต ประกอบกับควรมีแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอ</span>  <span lang="TH">และสร้างการรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นควรศึกษากฎระเบียบและมาตรฐานส่งออกของประเทศคู่ค้า สิ่งสำคัญคือ การสร้างความร่วมมือกันทั้ง </span>Ecosystem <span lang="TH">ตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงแมลง โรงงานแปรรูป รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่ให้การรับรองมาตรฐานและให้คำปรึกษาด้านมาตรฐานอาหาร หน่วยงานวิจัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตอย่างยั่งยืน”</span></p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/11/opportunity-of-edible-insect-protien-in-the-future/">กรุงไทยชี้เทรนด์ผลิตภัณฑ์จากแมลงพุ่งแรง คาดตลาดทั่วโลกทะลุหมื่นล้าน พร้อมโอกาสต่อยอดมูลค่าได้ 3-10 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาสินค้าเกษตรต้อง &#8216;น้อยแต่มาก&#8217; กรุงไทยหนุนรุกตลาด Biochemical เพิ่มมูลค่าได้ 18-188 เท่า​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2022/07/biochemical-the-most-value-added-for-agriculture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2022 08:45:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biochemical]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[Mega trend]]></category>
		<category><![CDATA[Value Added]]></category>
		<category><![CDATA[กฤชนนท์ จินดาวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันทร์ สู่ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://sdthailand.com/?p=12796</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบด้านแหล่งวัตถุดิบสินค้าเกษตร ในฐานะผู้ผลิตปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง อันดับที่  3  5 และ 7 ของโลก ตามลำดับ แต่กลับต่อยอดสินค้าให้มีมูลค่าสูงได้ ไม่หลากหลาย​ เข้าข่าย &#8216;ทำมากได้น้อย&#8217; ส่งผลให้ทั้งประเทศและเกษตรกรไทยจึงมีรายได้น้อยมาเป็นเวลานาน ขณะที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพใน กลุ่ม Biochemical มีแนวโน้มเติบโต และจะกลายเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มในระดับสูงให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ BCG Economy ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตลาด Biochemical ของโลก คาดว่าจะมีมูลค่า 78,830 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2028  เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 9.1% ส่วนมูลค่าตลาด Biochemical ในไทย คาดว่าจะมีมูลค่า 3,769 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 120,000 ล้านบาท ในปี 2028 คิดเป็นอัตราเติบโตที่ปีละ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/biochemical-the-most-value-added-for-agriculture/">ถึงเวลาสินค้าเกษตรต้อง &#8216;น้อยแต่มาก&#8217; กรุงไทยหนุนรุกตลาด Biochemical เพิ่มมูลค่าได้ 18-188 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบด้านแหล่งวัตถุดิบสินค้าเกษตร ในฐานะผู้ผลิตปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง อันดับที่  3  5 และ 7 ของโลก ตามลำดับ แต่กลับต่อยอดสินค้าให้มีมูลค่าสูงได้ ไม่หลากหลาย​ เข้าข่าย &#8216;ทำมากได้น้อย&#8217; ส่งผลให้ทั้งประเทศและเกษตรกรไทยจึงมีรายได้น้อยมาเป็นเวลานาน</p>
<p><span id="more-12796"></span></p>
<p>ขณะที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพใน กลุ่ม Biochemical มีแนวโน้มเติบโต และจะกลายเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มในระดับสูงให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ BCG Economy</p>
<p><strong>ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</strong> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตลาด Biochemical ของโลก คาดว่าจะมีมูลค่า 78,830 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2028  เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 9.1% ส่วนมูลค่าตลาด Biochemical ในไทย คาดว่าจะมีมูลค่า 3,769 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 120,000 ล้านบาท ในปี 2028 คิดเป็นอัตราเติบโตที่ปีละ 14.2% ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตมากกว่าตลาดโลก ​โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคสินค้าที่ใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ Biochemical Technology คือ การพัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ในการผลิตสารเคมีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยนำวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาให้เป็นสารเคมี และผลิตภัณฑ์เคมี ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;กลุ่ม Biochemical เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรมากที่สุด แทนการขายเป็นสินค้าเกษตรทั่วไป (Commodity) แต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม และยังมีราคาผันผวน เมื่อเทียบกับปริมาณซัพพลายที่ต้องบริโภค​ แม้หลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ​ หรือบรรจุภัณฑ์ชีวภาพมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีพลังงานทางเลือกอื่นมากขึ้นเช่นกัน​​ ส่วนของบรรจุภัณฑ์ชีวภาพก็สามารถใช้วัตถุดิบอื่นที่มีราคาต่ำกว่าได้ อาทิ ขยะอินทรีย์ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร​​​ ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปเป็นสินค้า Biochemical น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และเมื่อเทียบกับปริมาณวัตถุดิบที่ใช้กับมูลค่าเพิ่มที่ได้ ถือว่าเป็นการใช้ปริมาณน้อยกว่าแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าได้อย่างสูงสุด โดยประเมินว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยได้ราว 18-188 เท่า มากกว่าการนำไปแปรรูปแบบเดิมๆ อย่างที่ผ่านมา&#8221;   ​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12798 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/Compass-Biochem1.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p>ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนอาหารในอนาคต จะส่งผลต่อ Supply ในการนำวัตถุดิบทางการเกษตรไปรองรับกลุ่ม Biochemical หรือมไม่นั้น หากประเมินจากมูลค่าตลาด Biochemical ในปี 2028 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 125,523 ล้านบาท แต่ใช้วัตถุดิบสินค้าเกษตรในสัดส่วนไม่เกิน 5% ของผลผลิตรวมของสินค้าแต่ละชนิด ดังนั้น จึงไม่น่ากังวลว่าวัตถุดิบจะไม่เพียงพอต่อการผลิต ​ประกอบกับผู้ประกอบการด้าน Biochemical ยังน้อยอยู่มาก โดยที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเพียง 1.7% ของผู้ประกอบการในกลุ่มโรงงาน​น้ำตาล มันสำปะหลัง​ และโรงงานน้ามันปาล์ม หรือเท่ากับมีผู้ประกอบการเฉลี่ยอยู่ราวอุตสาหกรรมละ 1 รายเท่านั้น</p>
<p><strong>นายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS  กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ Biochemical ที่คาดว่าจะเติบโตดี ได้แก่ สารที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น สารให้ความหวาน สารที่เพิ่มโภชนาการในอาหารหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รวมถึงสารที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยาและเครื่องสำอาง รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์  โดยหากไทยมีการลงทุนต่อยอดไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มากขึ้น นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ไทยต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สูงกว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือกว่า 47,000 ล้านบาท</p>
<p>“ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรที่น่าจะมองหาโอกาสในการเข้าสู่ตลาดนี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง และโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถต่อยอดได้จากธุรกิจเดิม โดยมีประสบการณ์และวัตถุดิบรองรับอยู่แล้ว การต่อยอดไปสู่ตลาด Biochemical จึงไม่ใช่เรื่องยาก จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับเอสเอ็มอีไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12799 size-full" src="https://sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/07/BioChem2.jpg" alt="" width="1200" height="680" /></p>
<p><strong>นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์</strong> นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS แนะนำว่า จากการที่ผลิตภัณฑ์ Biochemical ส่วนใหญ่ยังเป็นการผลิตที่ต้องมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเข้มข้น ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต Biochemical ได้ คือภาครัฐจะต้องมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุน อีกทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญเรื่องแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอ เพราะต้นทุนหลักของธุรกิจนี้มาจากวัตถุดิบเป็นหลัก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem ไม่ว่าจะด้านหน่วยงานวิจัยและให้คำปรึกษาของภาครัฐหรือสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพถูกนำไปใช้ให้หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2022/07/biochemical-the-most-value-added-for-agriculture/">ถึงเวลาสินค้าเกษตรต้อง &#8216;น้อยแต่มาก&#8217; กรุงไทยหนุนรุกตลาด Biochemical เพิ่มมูลค่าได้ 18-188 เท่า​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
