<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Carbon Reduction &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/carbon-reduction/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Feb 2026 14:19:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Carbon Reduction &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:19:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SD-ers]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Carbonfootprint]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonReduction]]></category>
		<category><![CDATA[CarbonRemoval]]></category>
		<category><![CDATA[CIMB THAI]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Green Transition]]></category>
		<category><![CDATA[Gren Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Low Emission]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[NetZero]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Transitions]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ซีไอเอ็มบี ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เจสัน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[เติบโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39302</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Green Transition ของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ธุรกิจคาร์บอนต่ำ คือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน ขณะที่หนึ่งนโยบายสำคัญของภาคการเงินประเทศไทย คือ​การสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอน Decarbonization เพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนิน​​ธุรกิจจาก Less Brown ไปสู่​ Green Economy สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) มีแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อน ความยั่งยืน ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Sustainability360 ที่มีเป้าหมายช่วยลูกค้าธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน แบบ One Stop Solutionsโดยเฉพาะด้านการลดคาร์บอนเพื่อสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในยุคที่โลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพอากาศ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 คุณเจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวถึงเป้าหมายธนาคารที่นำร่องโฟกัส​สนับสนุนการลดคาร์บอนใน 3 กลุ่มสำคัญที่มี​การปล่อยคาร์บอนในระดับสูง หรือจัดเป็นกลุ่ม High Emissions ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ ขณะที่​ในปีใหม่นี้มีแผนแผนขยายเซ็กเตอร์เพิ่มเติมอีก1 กลุ่ม ​ซึ่งยังเน้นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/">การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div dir="auto"></div>
<div class="xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs x126k92a">
<div dir="auto">ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน <strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green Transition</span></strong> ของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น <strong>ธุรกิจคาร์บอนต่ำ</strong> คือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน</div>
</div>
<p><span id="more-39302"></span></p>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">ขณะที่หนึ่งนโยบายสำคัญของภาคการเงินประเทศไทย คือ​การสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Decarbonization</span> เพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนิน​​ธุรกิจจาก Less Brown ไปสู่​ Green Economy</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto">สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) มีแนวทางสนับสนุนการขับเคลื่อน <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน</span> ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Sustainability360 ที่มีเป้าหมายช่วยลูกค้าธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน แบบ One Stop Solutionsโดยเฉพาะด้านการลดคาร์บอนเพื่อสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในยุคที่โลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพอากาศ และมุ่งสู่เป้าหมาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Net Zero 2050</span></div>
<div dir="auto"></div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"><strong>คุณเจสัน ลี</strong> ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวถึงเป้าหมายธนาคารที่นำร่องโฟกัส​สนับสนุนการลดคาร์บอนใน 3 กลุ่มสำคัญที่มี​การปล่อยคาร์บอนในระดับสูง หรือจัดเป็นกลุ่ม High Emissions ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ ขณะที่​ในปีใหม่นี้มีแผนแผนขยายเซ็กเตอร์เพิ่มเติมอีก1 กลุ่ม ​ซึ่งยังเน้นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่ม High Emissions เช่นเดิม</div>
<div dir="auto">​</div>
<div dir="auto">การช่วยภาคธุรกิจลดคาร์บอนของ <strong>CIMB Thai</strong> จะเน้นที่ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก เพื่อโฟกัสการลดคาร์บอนในขอบเขตที่เป็นสโคป 1 และ 2 เป็นสำคัญ แม้ว่าความเข้าใจในเรื่องของปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่ธุรกิจ สัดส่วนการสร้างปริมาณคาร์บอนส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสโคปที่ 3 หรือเกิดขึ้นภายในซัพพลายเชนของธุรกิจ โดยมีสัดส่วนเกินครึ่ง โดยในบางอุตสาหกรรมคาร์บอนในสโคป 3​ อาจสูงไปจนถึง 80-90% เลยทีเดียว</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ขณะที่มุมมองของ <strong>คุณเจสัน ลี</strong> มองว่า ในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนนั้น ธุรกิจทุกรายจะเริ่มจากการลดคาร์บอนภายในธุรกิจของตัวเองก่อน หรือเริ่มจากการลดในสโคป 1 และ 2 ขณะที่สโคป 3 จะเป็นตัวเลขที่นำมาบันทึกเพื่อจัดทำบัญชีคาร์บอนของภาคธุรกิจ แต่ในการขับเคลื่อนเพื่อลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในภาพรวมของประเทศ จะนับจากสโคป 1 และ 2 เท่านั้น แต่ไม่ได้นำสโคป 3 มาคำนวณด้วย เพราะจะเกิดการนับซ้ำในระบบ (Double Counting) และทำให้ปริมาณไม่ตรงกับความเป็นจริง</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">ทั้งนี้ เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในช่วงสโคป 1 และ 2 เท่านั้น จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีคาร์บอนฟุตพรินท์จากการใช้พลังงานและไฟฟ้าในปริมาณสูง หากสามารถลดการปลดปล่อย โดยเฉพาะการลด​แบบ Removal ที่สามารถลดปริมาณการ​ปล่อยได้​ตั้งแต่ต้นทาง​ จะทำให้สามารถสร้างผลกระทบในการช่วยแก้ไขวิกฤตสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ​</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto">&#8220;การคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์สโคป 3 จะมีบทบาทในการวิเคราะห์พอร์ตโฟลิโอองค์กรของภาคธุรกิจเป็นหลัก แต่ปริมาณในสโคป 1 และ 2 คือปริมาณคาร์บอนที่มีการปลดปล่อยออกมาจริงๆ และเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตสภาพอากาศ ​ดังนั้น การโฟกัสให้ธุรกิจขนาดใหญ่เปลี่ยนผ่านได้ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญหากทุกธุรกิจให้ความสำคัญที่จะ​ขับเคลื่อนแผนการลดคาร์บอนของตนเองอย่างจริงจัง ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในสโคป 3 ก็จะลดน้อยลงได้อย่างอัตโนมัติ&#8221;</div>
</div>
<div class="x14z9mp xat24cr x1lziwak x1vvkbs xtlvy1s x126k92a">
<div dir="auto"></div>
<div dir="auto"><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">CIMB Thai</span> </strong>มองว่า แนวทางการขับเคลื่อนที่ธนาคารวางนโยบายไว้นั้น นอกจากการช่วยภาคธุรกิจไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านเพื่อแข่งขันได้ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพและเร่งสปีดประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net zero 2050 ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย จากช่วงที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการลดคาร์บอนโดยภาพรวมของประเทศยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/green-transition-to-low-carbon-business/">การเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน &#8216;Green Transition&#8217; เปลี่ยนผ่านสู่ &#8216;ธุรกิจคาร์บอนต่ำ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Nov 2025 12:12:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Offset]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Community Forest]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Mae Fah Luang Fonudation]]></category>
		<category><![CDATA[Nature-based Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[TCP]]></category>
		<category><![CDATA[TCP Spirit]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มธุรกิจ TCP]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เพชร มโนปวิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ทีซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมขน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รอยเท้าคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[สุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อาสา อา Guard]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38213</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิด &#8216;ห้องเรียนธรรมชาติ&#8217; ​อีกครั้ง สำหรับ  &#8216;TCP Spirit&#8217; โครงการอาสาภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายร่วมดูแลอากาศและสิ่งแวดล้อม ​โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม &#8216;ค่ายอาสา TCP Spirit อาสา อา Guard&#8217; แคมป์ปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเมืองแหง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าใจ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 5 ภารกิจ  ​เรียนรู้ การดูแลป่าชุมชน  กิจกรรมในปีนี้ ได้พาไปสำรวจ &#8216;ป่าชุมชน&#8217; 2 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่​ ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่​  อ. เวียงแหง และ ชุมชนบ้านผาลาย​ อ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/">TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิด <strong>&#8216;ห้องเรียนธรรมชาติ&#8217;</strong> ​อีกครั้ง สำหรับ  <strong>&#8216;TCP Spirit&#8217;</strong> โครงการอาสาภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายร่วมดูแลอากาศและสิ่งแวดล้อม ​โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม<strong> &#8216;ค่ายอาสา TCP Spirit อาสา อา Guard&#8217; แคมป์ปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน </strong>ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเมืองแหง จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p><span id="more-38213"></span></p>
<p>เพื่อเข้าใจ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียนรู้เรื่องการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าและการดูแลป่าของชุมชน เจาะลึกบริบทการทำการเกษตรของชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการปัญหา ร่วมกันสร้าง Guard ในการปกป้องโลกใบนี้ไปด้วยกัน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38216 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Ambience_005.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5 ภารกิจ  ​เรียนรู้ การดูแลป่าชุมชน </strong></p>
<p>กิจกรรมในปีนี้ ได้พาไปสำรวจ &#8216;ป่าชุมชน&#8217; 2 พื้นที่ ใน จ.เชียงใหม่ ได้แก่​ <strong>ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่​</strong>  อ. เวียงแหง และ <strong>ชุมชนบ้านผาลาย</strong>​ อ. เชียงดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าไปดูแลร่วมกับ<strong> มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูป่าและชุมชน รวมถึงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่คน ชุมชน และธรรมชาติเติบโตไปด้วยกัน</p>
<p>พื้นที่เหล่านี้ กลุ่มเยาวชนอาสาทุกคนจะได้เข้าใจถึงปัญหาสภาพอากาศรอบตัว ทั้งฝุ่น PM2.5 ​ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้งที่รุนแรงขึ้น และแนวทางการฟื้นฟูผ่านแนวคิด <strong>Nature-based Solutions</strong> ที่ใช้พลังของธรรมชาติมาช่วยเยียวยาโลก ตามแนวคิด &#8216;อาสา อา Guard&#8217; เพื่อแสดงถึงความร่วมมือของเหล่า &#8216;อาสา&#8217; เพื่อการดูแล​ &#8216;อากาศ&#8217; หรือการเป็น Guard​ ​ในฐานะผู้พิทักษ์อากาศ ที่พร้อมร่วมมือกันปกป้องโลกให้ปลอดภัยและยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38215 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Group-Shot_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>เหล่าอาสาจะได้เรียนรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์ชาวบ้าน อาทิ <strong>ดร. เพชร มโนปวิตร </strong>นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักอนุรักษ์แนวหน้าของประเทศไทย และ<strong> คุณสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม</strong> ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ​​ผ่านห้องเรียนธรรมชาติและการลงปฏิบัติจริงในพื้นที่ ผ่าน 5 ภารกิจหลัก ได้แก่</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจวิกฤตโลกรวน </strong><strong>101</strong> เรียนรู้ปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อชีวิตและโลก พร้อมหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจพลังธรรมชาติ</strong> การทำความเข้าใจถึงแนวทางแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ และการใช้ระบบนิเวศลดภัยพิบัติ พร้อมสัมผัสพลังของธรรมชาติ</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจ </strong><strong>Climate Triforces </strong>การเรียนรู้ 3 กลไกรับมือวิกฤตและลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวางแปลงตัวอย่าง (Carbon Credit)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38224 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_016.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจอาสาป้องกันไฟ</strong> การลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนเพื่อจัดการพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ทั้งการกำจัดวัชพืช และการสร้างแนวกันไฟ</p>
<p><strong>&#8211; ภารกิจนักสืบคาร์บอนในดิน</strong> การสำรวจผลกระทบทรัพยากรและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเกษตร ร่วมกับการแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง &#8216;รอยเท้าคาร์บอน&#8217; (Carbon Footprint) และวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตโลกเดือด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38217 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_022.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจ TCP ผนึกแม่ฟ้าหลวงฯ ลดคาร์บอนด้วย Nature-based </strong></p>
<p><strong>คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา</strong> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กิจกรรม TCP Spirit ‘อาสา อา Guard’ ครั้งนี้ ไม่ใช่​เพียงค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ แต่เป็​นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจสิ่งแวดล้อม เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการลงมือคิด ลงมือทำจริง และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมดูแลโลกไปด้วยกัน เพราะเชื่อว่า <strong>‘พลังของคนรุ่นใหม่’</strong> คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมเติบโตอย่างสมดุล และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคนได้จริง สอดคล้องเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2จถจ​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38218 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/คุณสราวุฒิ-อยู่วิทยา_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การบริหารจัดการป่าชุมชน ทำให้​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในโซลูชั่นลดก๊าซเรือนกระจก​ของกลุ่ม TCP ในฟากของการชดเชย (Offset) ปริมาณคาร์บอน​​ ควบคู่ไปกับการลดปริมาณคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ (Carbon Reduction) ซึ่ง TCP จะขับเคลื่อนทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการขับเคลื่อนผ่าน Nature-based Solutions ด้วยการส่งเสริมการดูแลป่าชุมชนจำนวน 6,000 ไร่ ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้งบประมาณเบื้องต้นในช่วง 3 ปีแรก จำนวน 17 ล้านบาท ​ซึ่งนอกจากจะได้รับคาร์บอนเครดิตจากโครงการแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการช่วยกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมทั้งการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ชุมชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38219 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_031.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>คุณสุดารัตน์ โรจน์พงศ์เกษม</strong> ผู้อำนวยการฝ่าย Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ​โครงการป่าชุมชนของแม่ฟ้าหลวงฯ จะเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลบริหารจัดการป่าชมุชน ผ่านการจัดต้ัง 2 กองทุนหลักในชุมชน ​ทั้งเพื่อการดูแลรักษาป่าชุนชน และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพของคนในชุมชน โดยจะพิจารณาจากแผนของทั้งสองกองทุนเพื่อพิจารณาอนุมัติงบให้ทางชุมชนนำไปบริหารจัดการ จึงทำให้ทิศทางในการขับเคลื่อนจะมีความสอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่เกิดจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38220 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/คุณสุดารัตน์-โรจน์พงศ์เกษม-_002.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;โครงการนี้จึงถือว่าเป็น Win Win WIn Solutions ทั้งภาคเอกชนที่ได้คาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปชดเชยในธุรกิจ ภาคชุมชนที่ได้รับทุนในการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่และความเป็นอยู่ รวมทั้งยังช่วยลดงบประมาณภาครัฐในการพัฒนาท้องถิ่น โดย​ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการเบื้องต้นได้กำหนดไว้อย่างน้อย 0.3 ตันต่อไร่ แต่หากสามารถบริหารจัดการป่าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจสามารถส่งมอบให้ทางภาคเอกชนได้มากกว่าที่กำหนดไว้ ขณะที่การส่งเสริมอาชีพในชุมชน จะสอดคล้องไปกับทักษะ หรือทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ เพื่อสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยขน์ได้สูงสุด&#8221;​</em></p>
<p>ทั้งนี้ <em><strong>กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ขยับเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสู่ Net Zero ​ได้เร็วขึ้น ภายในปี 2050​ จากเดิมตั้งเป้าหมายไว้ที่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) พร้อม​ตั้งเป้า​ลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 สโคป ให้ได้ 26% ภายในปี 2030</strong> </em>จากปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ในปีฐาน​ 2022 โดยการลดในสโคป 1 และ 2 ผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งการใช้รถขนส่ง HEV/EV 26% ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน (Renewable) 68%, เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน 30% พร้อมพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย โดย​จะทยอยเพิ่มสัดส่วนรถ EV และไฮโดรเจน รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียนในธุรกิจให้ได้ทั้ง 100% ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38221 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_012.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วนการลดในสโคป 3 ​จะเน้น​การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ทั้งการพัฒนาให้สามารถรีไซเคิลได้ทั้ง 100% การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติก PCR  รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของพันธมิตร โดยเฉพาะในพันธมิตรรายหลัก​ราว 50% ภายในปี 2033 และสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ทั้งหมด เพื่อช่วยให้พันธมิตรบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือบรรลุ Net Zero ร่วมกันได้ภายในปี 2050</p>
<p><em>&#8220;<strong>คาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนจะเป็นหนึ่งกลไกในการช่วยชดเชยได้ราว 10%  ขณะที่ทางกลุ่ม TCP ยังมองหาการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต รวมทั้งการส่งเสริมความยั่งยืนในมิติอื่นๆ เพิ่มเติม</strong> ทั้งการดูแลรักษาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพอากาศ และขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจเพื่อสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อสานต่อ​แนวคิด <strong>&#8216;การเติบโตอย่างยั่งยืน&#8217; </strong>ผ่าน​พลังของคนรุ่นใหม่ จากการเรียนรู้และลงมือทำ เพื่อสร้างให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ​โดยมี<strong>พลังของอาสา ​TCP Spirit​ เป็นหนึ่งการตอกย้ำเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการ &#8216;ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า&#8217; ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม</strong>&#8220;</em> คุณสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38222 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/Activities_001.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/11/tcp-spirit-arsar-ar-guard/">TCP Spirit เปิดห้องเรียนธรรมชาติ &#8216;อาสา อา Guard&#8217; พาเยาวชนเรียนรู้​ &#8216;คาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน&#8217; กลไกช่วยดูดซับ​คาร์บอน พร้อมเติมความหลากหลายให้ธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกร็บ เพิ่ม EV ทั่วอาเซียน 5 หมื่นคัน เผยคนไทย 90% ร่วมลดพลาสติก วางกลยุทธ์ S.M.A.R.T เติบโตต่อเนื่อง เล็งต่อยอด Data ขยายผล Sustainability ​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/grab-thailand-business-direction-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Mar 2025 12:51:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Affordability]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Delivery]]></category>
		<category><![CDATA[FOOD DELIVERY]]></category>
		<category><![CDATA[GRAB]]></category>
		<category><![CDATA[Grab Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Market Expansion]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Retention]]></category>
		<category><![CDATA[Ride-hailing]]></category>
		<category><![CDATA[S.M.A.R.T]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Tech & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[สั่งอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพลตฟอร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเรียกรถ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32466</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;แกร็บ&#8217; (Grab)ในฐานะแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ Food Delivery และ Ride- Hailing หรือแอปสั่งอาหารและเรียกรถ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้บริการครอบคลุมกว่า 800 เมือง ใน 8 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม  ผ่านผู้ใช้บริการรวมกว่า 41 ล้านคนต่อเดือน &#8216;แกร็บ&#8217; วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2025 นี้ ภายใต้แนวคิด S.M.A.R.T เพื่อตอกย้ำความแข็งแรงและจุดแข็งทั้งในมิติการสร้างความยั่งยืน การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ Stakeholders ทุกภาคส่วนภายในอีโคซิสเต็ม ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ คนขับ​​​กลุ่ม Mobility และ Delivery รวมทั้งผู้ใช้บริการ และการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ดี ผลักดันการเติบโตของแพลตฟอร์ม รวมทั้งการเก็บ Data เพื่อต่อยอดในการแก้ Painpoint รวมถึงยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน พร้อมทั้งนำไปวิเคราะห์เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มมากขึ้น คุณจันต์สุดา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/grab-thailand-business-direction-2025/">แกร็บ เพิ่ม EV ทั่วอาเซียน 5 หมื่นคัน เผยคนไทย 90% ร่วมลดพลาสติก วางกลยุทธ์ S.M.A.R.T เติบโตต่อเนื่อง เล็งต่อยอด Data ขยายผล Sustainability ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;แกร็บ&#8217; (Grab)</strong>ในฐานะแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ Food Delivery และ Ride- Hailing หรือแอปสั่งอาหารและเรียกรถ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้บริการครอบคลุมกว่า 800 เมือง ใน 8 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม  ผ่านผู้ใช้บริการรวมกว่า 41 ล้านคนต่อเดือน</p>
<p><span id="more-32466"></span></p>
<p>&#8216;แกร็บ&#8217; วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2025 นี้ ภายใต้แนวคิด <strong>S.M.A.R.T</strong> เพื่อตอกย้ำความแข็งแรงและจุดแข็งทั้งในมิติการสร้างความยั่งยืน การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ Stakeholders ทุกภาคส่วนภายในอีโคซิสเต็ม ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ คนขับ​​​กลุ่ม Mobility และ Delivery รวมทั้งผู้ใช้บริการ และการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ดี ผลักดันการเติบโตของแพลตฟอร์ม รวมทั้งการเก็บ Data เพื่อต่อยอดในการแก้ Painpoint รวมถึงยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน พร้อมทั้งนำไปวิเคราะห์เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32471 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/03-Grab-Business-Update-2025.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม </strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย  เปิดเผยว่าความสำเร็จของแกร็บ ประเทศไทยในปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ยังครองความเป็นแพลตฟอร์มผู้นำ ทั้งการมีบทบาทในการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทย ด้วยการขายพื้นที่ให้บริการจุดรับ-ส่ง ใน 4 สนามบินหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต พร้อมทั้งมีส่วนช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวร่วมกับ​การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง และการขยายพื้นที่ให้บริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการใช้บริการในเมืองรองเพิ่มขึ้นถึง 90% ​โดยยอดใช้บริการ​ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตขึ้นถึง 138%​​</p>
<p>ขณะเดียวกันยังปรับปรุงบริการใหม่ๆ เพื่อแก้ Painpoint ผู้ใช้งาน ซึ่งล้วนได้รับการตอบรับและมีการเติบโตที่ดีจากผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารแบบกลุ่ม​ที่ช่วยเพิ่มยอดสั่งอาหารให้เติบโตได้ถึง 2 เท่า , บริการจองรถล่วงหน้าที่ทำให้เพิ่มการใช้งานได้กว่า 60%  รวมทั้งบริการจองโต๊ะภายในร้าน​​ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่าตัว  รวมทั้งการคำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้นทั้ง <strong>GrabCar SAVER</strong> และ <strong>GrabBike SAVER</strong> ที่ช่วยเพิ่มยอดการใช้งานได้มากขึ้น 4 เท่า ขณะที่ตัวเลือก <strong>Delivery SAVER</strong> ก็มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 3 เท่า รวมทั้งบริการ Hot Deals ผ่านโปรสุดคุ้มจากร้านดัง ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถประหยัดไปได้กว่า 2 พันล้านบาท</p>
<p>ส่วนบริการกลุ่ม B2B ผ่านบริการหลักอยาง GrabADS มีการปรับรูปแบบให้บริการจากการขยายโฆษณา มาเป็นบริการโซลูชันการทำตลาดร่วมกันกับแบรนด์อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ลูกค้าพันธมิตรสามารถสร้างแบรนด์และยอดขายจากออนไลน์ไปสู่ออฟไลน์ รวมถึงบริการ Grab For Business ที่มีการขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จนมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 80%</p>
<p>ขณะที่เป้าหมายในการ​​เติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับปีนี้ จะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์  <strong>S.M.A.R.T</strong>  สะท้อนการตอกย้ำจุดแข็งและจุดมุ่งหมายสำคัญในการทำธุรกิจของแกร็บ ประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32469 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/02-Grab-Business-Update-2025.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>S : Sustainability </strong>มุ่งสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านแนวคิด 3P ​ซึ่งด้าน<strong> Planet</strong> ​ที่ตั้งเป้าลดคาร์บอนภายในอีโคซิสเต็ม โดยตั้งเป้า <strong>Carbon Neutrality </strong>ในปี 2040 ผ่านการขับเคลื่อนเช่น การเพิ่มปริมาณรถ EV ทั้ง Cars และ Bikes ซึ่งปัจจุบันมี EV ในแพลตฟอร์มรวมแล้วกว่า 1 หมื่นคัน พร้อมเป้าหมายระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มการใช้ EV ในแพลตฟอร์มอีก 5 หมื่นคัน โดยใช้​กลยุทธ์ Affordable มาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน เพื่อให้คนขับสามารถเข้าถึง EV ได้ง่ายขึ้น ผ่านบริการทางการเงินที่มีให้บริการอยู่ในแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญใน <strong>การลด​ขยะและมลพิษ</strong> ผ่านการเพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้งาน ทั้งการไม่รับช้อนส้อมพลาสติกจากทางร้านค้า ซึ่งได้ริเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2019 ​และ​ปัจจุบัน มีผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มถึง 90% ที่เลือกไม่รับช้อมส้อมพลาสติกจากร้านค้า รวมทั้งมีผู้สนใจร่วมโครงการชดเชยคาร์บอน ที่สามารถส่วนร่วมได้ผ่านการสั่งอาหารในแต่ละออเดอร์ ด้วยการ​​สนับสนุนกิจกรรม​เพิ่มพื้นที่สีเขียวและนำไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอนฟุตพรินท์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32475 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Sustainability.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p><em>&#8220;แกร็บยังได้ริเริ่ม &#8216;<strong>โครงการ Grab Go Green อิ่มคุ้มช่วยโลกกับ GrabFood</strong>&#8216; เพื่อส่งเสริมการสั่งอาหารในราคาพิเศษช่วงใกล้ปิดร้าน หรือหลัง 1-2 ทุ่ม เพื่อลดโอกาสการเกิดขยะอาหารจากร้านค้า ที่เริ่มทดลองในปีที่ผ่านมา และจะขยายผลเพิ่มเติมในปีนี้ ด้วยการนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดโครงการให้มีศักยภาพและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวก​ได้เพิ่มมากขึ้น และยังสอดคคล้องกับการขับเคลื่อนกลยทุธ์ในการต่อยอดด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่แกร็บจะขับเคลื่อนในปีนี้&#8221;</em></p>
<p>ส่วนมิติ <strong>People</strong> ​​จะมุ่งสร้างโอกาสให้​กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ผ่าน <strong>โครงการ GrabSpark​ </strong>ที่เปิดเวทีให้นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย​แสดงศักยภาพผ่านการประกวดแผนธุรกิจ พร้อมโอกาสฝึกงานกับแกร็บ รวมถึง​<strong>​ โครงการ GrabScholar </strong>​ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้​นักเรียนนักศึกษาที่มีศักยภาพ ที่เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้</p>
<p><strong>M : Market Expansion </strong>ขยายบริการให้เข้าถึงคนทุกเจเนอเรชัน</p>
<p>การพัฒนาบริการและขับเคลื่อนแคมเปญการตลาด เพื่อเพิ่มการใช้งานสู่กลุ่มเป้าหมายทุกเจนเนอเรชั่น ทั้งการเปิดต้ว <strong>Friends of Grab​ </strong>ได้แก่<strong> เ</strong>จมีไนน์-โฟร์ท และ สกาย-นานิ เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z และ Millennials หรือเปิดตัว เบลล่า-ราณี ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์  เพื่อสื่อสารกับกลุ่ม GenY  พร้อมฟีเจอร์บัญชีครอบครัว เพื่อเข้าถึง BAby Boomer และ Alpha ผ่านกลุ่มผู้ใช้งานหลัก รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านการสนับสนุนอีเวนท์หลักทางด้านการท่องเที่ยว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32467 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/06-Grab-Business-Update-2025.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>A : Affordability </strong>นำเสนอทางเลือกของบริการในราคาที่เข้าถึงได้</p>
<p>ขยายบริการ<strong> GrabCar SAVER </strong>และ<strong> GrabBike SAVER </strong>ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จากเดิมที่ทดลองให้บริการเฉพาะหัวเมืองหลัก รวมทั้งบริการ <strong>Hot Deals</strong> ในกลุ่มเดลิเวอรี่ ที่จะขยายร้านที่เข้าร่วมโครงการและระยะเวลาพิเศษเพื่อจัดโปรโมชั่นได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong>R : Retention </strong>รักษาฐานลูกค้าและมัดใจคนขับ-พาร์ทเนอร์ร้านค้า</p>
<p>การยกระดับกลุ่มลูกค้าประจำ และใช้จ่ายสูงผ่านโปรแรกมสมาชิกอย่าง <strong>GrabUnlimited </strong>และ <strong>GrabVIP </strong>เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์พิเศษมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มคนขับ ที่จัดกลุ่มตามประวัติการให้บริการ พร้อมข้อเสนอด้านสิทธิประโยชน์ เช่น ฟรีประกันอุบัติเหตุหรือประกันสุขภาพ , การลดดอกเบี้ยสำหรับบริการทางการเงินต่างๆ  เช่นเดียวกับกลุ่มร้านค้าพันธมิตรที่จะเพิ่มข้อเสนอพิเศษ​ด้านการเงิน หรือการประกั​นทางธุรกิจ เป็นต้น</p>
<p><strong>T : Tech &amp; Innovation </strong>พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน</p>
<p>มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่าง​ต่อเนื่อง เพื่อ​ช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการทที่เกิดขึ้นภายใน​อีโคซิสเต็ม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32468 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/05-Grab-Business-Update-2025.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;กลยุทธ์ S.M.A.R.T ​ตอกย้ำเป้าหมายสำคัญที่แกร็บต้องการบรรลุ ​ทั้งการขยายผลกระทบเชิงบวกจากธุรกิจทั้ง​ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ควบคู่ไปกับการสานต่อบริการ​ และแคมเปญการตลาดต่างๆ ให้ขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ๆ  รวมทั้งการบาลานซ์ทั้งคุณภาพและความคุ้มค่า (Quality &amp; Affordability) เพื่อรักษาความแข็งแรงในอีโคซิสเต็ม ไม่ว่าจะเป็นฐานกลุ่มพันธมิตรแบรนด์ ร้านค้า คนขับ และผู้ใช้งาน รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือการตลาดใหม่ๆ  ที่ประสิทธิภาพ​มากขึ้น ซึ่งแกร็บให้ความสำคัญมาตลอดการขับเคลื่อนธุรกิจตลอดกว่า 12 ปี สะท้อนผ่านการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ระบุ​ถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในอีโคซิสเต็มของแกร็บภายในปี 2023 ซึ่งมีสัดส่วนราว 1% ของ GDP ประเทศไทย หรือมีมูลค่าสูงถึง 1.79 แสนล้านบาท&#8221;​</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/grab-thailand-business-direction-2025/">แกร็บ เพิ่ม EV ทั่วอาเซียน 5 หมื่นคัน เผยคนไทย 90% ร่วมลดพลาสติก วางกลยุทธ์ S.M.A.R.T เติบโตต่อเนื่อง เล็งต่อยอด Data ขยายผล Sustainability ​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​Milestones &#038; Next Step &#8216;เนสท์เล่ ประเทศไทย&#8217;  ขับเคลื่อน 4 Keys บรรลุแผน​ Net zero 2050 ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/nestle-thailand-annouced-net-zero-2050-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 13:45:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Every Little Act Matters เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Milestones]]></category>
		<category><![CDATA[Nestlé]]></category>
		<category><![CDATA[Nestle Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Next Step]]></category>
		<category><![CDATA[Packaging Sustainability)]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Responsible Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Sourcing]]></category>
		<category><![CDATA[water stewardship]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุดิบยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[เนสท์เล่]]></category>
		<category><![CDATA[เนสท์เล่ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32354</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;เนสท์เล่ ประเทศไทย&#8217; ประกาศ Milestones สำคัญในปี 2025 พร้อมอัพเดทความคืบหน้า การขับเคลื่อนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (GHG Reduction) ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ และภายใน Operation ไปจนถึงการดึงผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม โดยปักหมุดแรกในปีนี้ที่ 20% ก่อนจะขยับสู่ 50% ในปี 2030 และก้าวสู่ Net Zero ได้ทั้ง 3 สโคป ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันของเนสท์เล่ทั่วโลก ทีมผู้บริหารผู้ขับเคลื่อนการทำงานจาก เนสท์เล่ ประเทศไทย ได้แก่  คุณศิรวัจน์ ปิณฑะดิษ นักวิชาการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด , ​คุณศุภวัฒน์ คามีเยาน์ ผู้จัดการด้านความยั่งยืนธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, คุณเจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/nestle-thailand-annouced-net-zero-2050-roadmap/">​Milestones &#038; Next Step &#8216;เนสท์เล่ ประเทศไทย&#8217;  ขับเคลื่อน 4 Keys บรรลุแผน​ Net zero 2050 ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8216;เนสท์เล่ ประเทศไทย&#8217;</strong> ประกาศ Milestones สำคัญในปี 2025 พร้อมอัพเดทความคืบหน้า การขับเคลื่อนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ (GHG Reduction) ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ และภายใน Operation ไปจนถึงการดึงผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม โดยปักหมุดแรกในปีนี้ที่ 20% ก่อนจะขยับสู่ 50% ในปี 2030 และก้าวสู่ Net Zero ได้ทั้ง 3 สโคป ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันของเนสท์เล่ทั่วโลก</p>
<p><span id="more-32354"></span></p>
<p>ทีมผู้บริหารผู้ขับเคลื่อนการทำงานจาก เนสท์เล่ ประเทศไทย ได้แก่ <strong> คุณศิรวัจน์ ปิณฑะดิษ</strong> นักวิชาการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด , ​<strong>คุณศุภวัฒน์ คามีเยาน์</strong> ผู้จัดการด้านความยั่งยืนธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, <strong>คุณเจนิกา คอนเด ครูซ</strong> หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, <strong>คุณ​วิคเตอร์ เซียห์</strong> ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า , <strong>คุณนิภาวรรณ โดดเสนา</strong> นักวิชาการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด,  <strong>คุณวันฉัตร ผลทวี</strong> ผู้จัดการฝ่ายบรรจุภัณฑ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และ <strong>คุณกันต์ เขมาชีวะกุล</strong> ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด (เรียงลำดับภาพ จากซ้ายไปขวา​) เปิดเผยแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนของ เนสท์เล่ ประเทศไทย ผ่าน 2 มิติ ด้วยแนวคิด <strong>Good For You </strong>และ <strong>Good For Planet </strong>เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อทั้งสุขภาพของผู้คน และดีต่อโลก</p>
<p>โดย <strong>Good For You</strong>​ จะมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพให้​ผู้บริโภค ในฐานะผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มมากที่สุดในไทย ภายใต้ผลิตภัณฑ์หลากหลายแบรนด์มากกว่า 4,600 ล้านหน่วย ซึ่งมากกว่า 3,400 ล้านหน่วย ที่มีการเสริมวิตามิน และแร่ธาตุ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เด็กทารก เด็กเล็ก และวัยผู้ใหญ่ รวมทั้งมี 115 รายการที่ได้รับรองสินค้า &#8216;ทางเลือกสุขภาพ&#8217;  (Healthier Choice) รวมท้ังมุ่งส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยมาต่อเนื่องกว่า 16 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้เพื่อการกินอยู่อย่างสมดุลโดยสามารถเข้าถึงคนไทยได้มากกว่า 5.48 ล้านคน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32361 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Road-Map.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ส่วน <strong>Good For Planet</strong> ที่มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจ โดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีการขับเคลื่อนอย่างบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำ จากการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบสำคัญของธุรกิจอย่างกาแฟ และน้ำนม การดูแลจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์ และการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งภายใน Operation ของเนสท์เล่เอง รวมทั้งขยายความร่วมมือไปยังผู้บริโภ​ค เพื่อสามารถลด Carbon Emission ได้จากทั้ง 3 สโคป ​โดยวางเป้าหมายทั้งระยะสั้นลดคาร์บอนในสิ้นปี 2025 นี้ ให้ได้ 20%  พร้อมขยับเป็น 50% ภายในปี 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ภายในปี 2050</p>
<p><strong>4 Keys ขับเคลื่อน Net Zero Roadmap </strong></p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ในแต่ละมิติ ทีมผู้บริหารเนสท์เล่ ประเทศไทย  กล่าวถึง Milestone และNext Step ของการ​ขับเคลื่อนโรดแม็พสู่ Net Zero ในแต่ละแนวทางไว้ดังต่อไปนี้</p>
<figure id="attachment_32362" aria-describedby="caption-attachment-32362" style="width: 1200px" class="wp-caption alignleft"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32362 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Sourcing-Coffee.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-32362" class="wp-caption-text"><em>คุณนิภาวรรณ โดดเสนา นักวิชาการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</em></figcaption></figure>
<p><strong>1. จัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน (Sustainable Sourcing) </strong></p>
<p><strong>Milestones 2025 :</strong>  ในส่วนของวัตถุดิบ โดยเฉพาะจากภาคการเกษตรและปศุสัตว์ เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สร้าง Carbonfootprint ถึงกว่า 60% ของเนสท์เล่ ประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัตถุดิบสำคัญอย่างกาแฟ และน้ำนมดิบ ที่มีแผน Decarbonizations ผ่าน​นโนบาย​การจัดหา​อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) ให้ได้ท้ัง 100% รวมทั้งผลผลิตที่ได้ ต้องมาจากการทำเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) 20%  ซึ่งปัจจุบันในส่วนของกาแฟ สามารถทำได้ตามเป้าหมายแล้ว</p>
<p><strong>Next steps :  ​</strong>​มุ่งส่งเสริมการปลูกกาแฟและการเลี้ยงโคนมตามหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายพื้นที่การเพาะปลูกกาแฟสู่จังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดตาก และจังหวัดเลย ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายผู้ปลูกกาแฟกว่า 2,900 รายทั่วประเทศ  ส่วนกลุ่ม​เกษตรกรโคนม ​มุ่ง​พัฒนาคุณภาพน้ำนมและลดต้นทุน ทั้งการพัฒนาระบบอาหารโค ด้วยการจัดหาแหล่งหญ้าอาหารสัตว์มาป้อนฟาร์มโคนม พร้อมสร้าง By Product จากมูลโค ​ด้วยการขยายพื้นที่สำหรับตากมูลโค และส่งเสริมการนำมูลโคบางส่วนไปเลี้ยงไส้เดือนเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง สร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้เกษตรกร</p>
<figure id="attachment_32363" aria-describedby="caption-attachment-32363" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32363 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Sourcing-Milk1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-32363" class="wp-caption-text"><em>คุณศิรวัจน์ ปิณฑะดิษ นักวิชาการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</em></figcaption></figure>
<p><strong>2. ดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน (Water Stewardship)</strong></p>
<p><strong>Milestones 2025 :</strong> น้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญของ เนสท์เล่ ประเทศไทย การฟื้นฟูและดูแลแหล่งน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ ​พร้อมวางเป้าหมายการคืนน้ำ ผ่านตัวชี้วัดจากปริมาณน้ำที่ใช้ในโรงงานผลิตน้ำดื่มทั้ง 2 แห่งของเนสท์เล่ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และสุราษฎร์ธานี​ เพื่อชดเชยน้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน ในปริมาณเท่ากับที่​ใช้ในการดำเนินธุรกิจน้ำดื่มทั้งหมด 100% หรือ​​คิดเป็นปริมาณ​กว่า 1ล้านลูกบาศก์เมตร (1,000 ล้านลิตร) ซึ่งปีนี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้แล้ว ผ่านการขับเคลื่อนโครงกา​รเนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ  ขณะที่มาตรฐานของโรงงานผลิตน้ำดื่ม​เนสท์เล่ ได้รับรองมาตรฐานการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจาก Alliance for Water Stewardship (AWS) ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรด้านการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำระดับโลก  6 ปีต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรายแรกของธุรกิจน้ำดื่มในประเทศไทย</p>
<p><strong>Next steps : </strong>​ผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ให้​​พื้นที่​รอบโรงงาน ทั้ง 2 แห่ง คือ คลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหนองทุ่งทอง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี​ พร้อม​ยกระดับการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการพิทักษ์สายน้ำให้คงอยู่กับเราอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 แนวทางคือ ​เรียนรู้ ปกป้อง และฟื้นฟู</p>
<figure id="attachment_32364" aria-describedby="caption-attachment-32364" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32364 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Water-Stewardship_01.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-32364" class="wp-caption-text"><em>คุณศุภวัฒน์ คามีเยาน์ ผู้จัดการด้านความยั่งยืนธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</em></figcaption></figure>
<p><strong>3. ความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging Sustainability) </strong></p>
<p><strong>Milestones 2025 :</strong>  เนสท์เล่ วางเป้าหมาย ไม่ต้องการให้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นทั้งหมดหลุดรอดสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นขยะในหลุมฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) จึงวางนโนบาย เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผ่านการออกแบบ เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำไปรีไซเคิลได้ (Recyclable) ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น การใช้กระป๋องอลูมิเนียม การใช้พลาสติกรีไซเคิล (rPET) ในการผลิตน้ำแร่​ รายแรกของประเทศ และขยายมาสู่การผลิตน้ำดื่ม และฟิล์มฟุ้ทบรรจุภัณฑ์ (rPE)​ การพัฒนาวัสดุทางเลือกสำหรับซองผลิตภัณฑ์แทนการใช้พลาสติก รวมทั้งพัฒนา Monostructure หรือการใช้วัสดุโครงสร้างเดี่ยวเพื่อรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น  ​โดยวางเป้าหมาย​ลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ในการ​ผลิตลง 1 ใน 3</p>
<p><strong>Next steps :  </strong>การขับเคลื่อนและขยายผลและสานต่อนโยบายด้านบรรจุภัณฑ์​ยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและครบวงจร (Closed Loop) ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่ส่วนของการผลิต ทั้ง <strong>ลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่</strong> (Virgin Plastic Reduction)  และ <strong>ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้</strong> (Designed for Recycling)  รวมทั้ง <strong>ส่งเสริมระบบการจัดการขยะเพื่อการรีไซเคิล</strong> (System for Recycling)  ด้วยการสนับสนุนแนวทางในการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์  เพื่อขยาย​วามรับผิดชอบในฐานะผู้ผลิต (EPR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์และทุกประเภทของบรรจุภัณฑ์  รวมทั้งความร่วมมือกับภาคชุมชน เพื่อส่งเสริมการลด และคัดแยกขยะจากภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นต้นทางในการนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการในการรีไซเคิล</p>
<figure id="attachment_32365" aria-describedby="caption-attachment-32365" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32365 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Packaging-Sustainability_01.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-32365" class="wp-caption-text"><em>คุณวันฉัตร ผลทวี ผู้จัดการฝ่ายบรรจุภัณฑ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</em></figcaption></figure>
<p><strong>4.  </strong><strong>การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction)</strong><br />
<strong>Milestones 2025 :  </strong>เนสท์เล่ ประเทศไทย วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีนี้ให้ลดลง ​20% จากฐานปี 2018 พร้อมส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าภายในโรงงาน​ของเนสท์เล่รวมทั้ง 8 แห่ง มาจากพลังงานหมุนเวียน 100% รวมถึงศูนย์กระจายสินค้า</p>
<p>​<strong>Next steps :  </strong>ส่งเสริมการขับเคลื่อนแผนลดคาร์บอนในการดำเนินงานทั้ง 3 สโคป เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งระยะกลางในปี 2030 ให้ลดลง 50% และลดการปล่อย​ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งการลด Emission ทั้งหมดจะมาจากการดำเนินงานของเนสท์เล่ ประเทศไทยเองทั้งหมด ทั้งการ Reduction จากการพัฒนาเทคโนโลยี และประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ในส่วนของสโคป 1,2 ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม รวมทั้งอยู่ระหว่างการลงทุนขยายคลังสินค้ากลุ่มไอศกรีม และคิทแคท ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ราว 30% รวมทั้งการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และพาร์ทเนอร์ภายในซัพพลายเชนต่างๆ ในส่วนของสโคป 3 รวมไปถึงการชดเชยคาร์บอน ( Offset) ผ่านโครงการปลูกป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติ โดยไม่มีการซื้อคาร์บอนเครดิตเข้ามาช่วย</p>
<figure id="attachment_32357" aria-describedby="caption-attachment-32357" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32357 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/GHG-Reduction.jpg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-32357" class="wp-caption-text"><em>คุณกันต์ เขมาชีวะกุล ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</em></figcaption></figure>
<p><strong>ดึงผู้บริโภคมีส่วนร่วม สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน </strong></p>
<p>สำหรับการเพิ่มความร่วมมือจากผู้บริโภค ทาง <strong>เนสท์เล่ ประเทศไทย</strong> จะขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ &#8216;<strong>Every Little Act Matters เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้</strong>&#8216; ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว  โดย <strong>คุณ</strong>​<strong>เจนิกา</strong><strong> </strong><strong>คอนเด ครูซ </strong>หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพิ่มเติมข้อมูลโดยอ้างผลสำรวจ <strong>Kantar’s Sustainability Sector Index 2023</strong> ที่พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ตามด้วยการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ โดยผู้บริโภคไทย 76% ให้ความสนใจกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นอย่างมาก</p>
<p>แต่ยังมีช่องว่างระหว่างค่านิยมและการกระทำจริง แม้ผู้บริโภค 91% อยากใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน แต่มีเพียง 42% ที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงจัง เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการ หรือไม่สามารถประนีประนอมเรื่องเวลา งบประมาณ รสชาติ คุณภาพ และความเพลิดเพลินจากผลิตภัณฑ์ ให้กับความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวได้ นำมาสู่การสานต่อแคมเปญการสื่อสารครบวงจร <strong>“</strong><strong> Every Little Act Matters </strong><strong>เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้” </strong>เ​พื่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทำสิ่งเล็กน้อย ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อการมีส่วนร่วมในการดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อโลก ​ผ่านการทำสิ่งเล็กน้อย ง่าย ๆ ในทุกวัน เพื่อ​นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้ เมื่อทุกคนร่วมมือกัน โดยเนสท์เล่ จะลงทุนในการสื่อสารครบวงจรเพื่อให้เข้าถึงคนไทยมากกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ​​</p>
<figure id="attachment_32360" aria-describedby="caption-attachment-32360" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-32360 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Little-Act.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /><figcaption id="caption-attachment-32360" class="wp-caption-text"><em>คุณเจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</em></figcaption></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/nestle-thailand-annouced-net-zero-2050-roadmap/">​Milestones &#038; Next Step &#8216;เนสท์เล่ ประเทศไทย&#8217;  ขับเคลื่อน 4 Keys บรรลุแผน​ Net zero 2050 ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำความเข้าใจ &#8216;Carbon Ecosystem&#8217; เร่งวางโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy ก่อนตลาดขยับสู่ภาคบังคับ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/set-carbon-ecosystem-to-low-carbon-economy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 09:20:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN CARBON COMMON FRAMEWORK]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practice]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Capture]]></category>
		<category><![CDATA[carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Ecosystem : โครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Data Platfom​]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[SET ESG Academy]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บวร วรรณศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[อโณทัย สังข์ทอง]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงปูน ลำปาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31955</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ Carbon Ecosystem เป็นหนึ่ง​ปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้ พร้อมเร่งปรับตัวเพื่อรับมือต่อกฏเกณฑ์ใหม่ของโลกธุรกิจ และนโยบายในการ​ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ภายใต้เป้าหมายในการลลดการปลดปล่อยคาร์บอนพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนและเติมเต็มโครงสร้าง Carbon Ecosystem ของประเทศมาอย่างต่อเนื่องและทุกมิติ เพื่อมีส่วนช่วยดูแลบริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจของประเทศไทย ให้สามารถปรับตั​วและขับเคลื่อนสู่ Low-carbon Economy​ ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ​คาร์บอนและตลาดคาร์บอน การพัฒนาเครื่องมือช่วย​วัดการปลดปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญขอ​งกลยุทธ์ Decarbonization ​การเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อช่วยสนับสนุน​ภาคธุรกิจ ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ช่วงรอยต่อ​สู่ภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้​างหน้า​ ร่วมวางโครงสร้าง Carbon Ecosystem  ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) ​และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด  (SCG ลำปาง) ​ร่วมฉายภาพการพัฒนา Carbon [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/set-carbon-ecosystem-to-low-carbon-economy/">ทำความเข้าใจ &#8216;Carbon Ecosystem&#8217; เร่งวางโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy ก่อนตลาดขยับสู่ภาคบังคับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div>เมื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ<strong> Carbon Ecosystem</strong> เป็นหนึ่ง​ปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้ พร้อมเร่งปรับตัวเพื่อรับมือต่อกฏเกณฑ์ใหม่ของโลกธุรกิจ และนโยบายในการ​ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ภายใต้เป้าหมายในการลลดการปลดปล่อยคาร์บอนพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065</div>
<p><span id="more-31955"></span></p>
<p><strong>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนและเติมเต็มโครงสร้าง Carbon Ecosystem ของประเทศมาอย่างต่อเนื่องและทุกมิติ เพื่อมีส่วนช่วยดูแลบริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจของประเทศไทย ให้สามารถปรับตั​วและขับเคลื่อนสู่ Low-carbon Economy​ ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ​คาร์บอนและตลาดคาร์บอน การพัฒนาเครื่องมือช่วย​วัดการปลดปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญขอ​งกลยุทธ์ Decarbonization ​การเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อช่วยสนับสนุน​ภาคธุรกิจ ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ช่วงรอยต่อ​สู่ภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้​างหน้า​</p>
<p><strong>ร่วมวางโครงสร้าง Carbon Ecosystem </strong></p>
<p>ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ <strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO)</strong> ​และ <strong>บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด  (SCG ลำปาง) ​</strong>ร่วมฉายภาพการพัฒนา Carbon Ecosystem​ พร้อมแชร์  Best Practice ความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการคาร์บอนเครดิตในรูปแบบการปลูกป่า​ ที่​การได้คาร์บอนเครดิตเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่ผลลผัพธ์สำคัญคือการมีเครื่องมือในการดูดซับคาร์บอนออกจากอากาศได้โดยตรง รวมทั้งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางธรรมชาติ (Biodiversity) ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เชื่อมโยงมา​ถึงการเพิ่มแหล่งอาหารทางธรรมชาติ และยกระดับ​คุณภาพชีวิตให้ชุมชนในพื้นที่ได้ด้วย</p>
<p><strong>ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร </strong>รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย <strong>คุณอโณทัย สังข์ทอง </strong>ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ <strong>คุณบวร วรรณศรี  </strong>ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ  บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ให้ข้อมูลร่วมกันผ่านฟอรั่ม <em><strong>&#8216;Carbon Ecosystem: โครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy&#8217;  </strong></em></p>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31958 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/SET-CAERBON-STAT.jpg" alt="" width="1200" height="683" /></div>
<div>ทั้งนี้ ​<strong>ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร ​</strong>ได้เปิดเผยข้อมูลพัฒนาการของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีสัดส่วนราว 50% หรือ 445 แห่ง จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดกว่า 880 แห่ง สามารถจัดทำรายงานด้านความยั่งยืน และการจัดทำการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร (Carbon Footprint) ได้แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 30% รวมทั้งจำนวนบริษัทที่จัดทำรายงาน พร้อม​การทวนสอบความถูกต้องของข้อมูลแล้วในสัดส่วน 30% หรือ 267 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าในช่วงนำร่องโครงการถึง 47%  จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม ESG Data Platform ที่มีเครื่องมือช่วยคำนวณการปลดปล่อนคาร์บอน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ</div>
<div>
<div><em>&#8220;ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุน บจ. ในการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้ เพื่อเร่งให้เกิดการปรับตัว ​รวมทั้งการแชร์องค์ความรู้ หรือ Best Practice ผ่าน <strong>SET ESG Academy</strong> การพัฒนาระบบฐานข้อมูล และเครื่องมือในการจัดทำรายงานและคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร ​ การเชื่อมโยงข้อมูลจาก <strong>ESG Data Platfom​</strong> ไปยังสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ​ไปจนถึงการเชื่อมโยง​สู่การยกระดับและพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศไทย ทั้งการให้ข้อมูลทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายคาร์บอนเครดิต ไปจนถึงการศึกษาแพลตฟอร์ม​ในหลากหลายรูปแบบทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับ และข้อมูลโครงการคาร์บอนเครดิตต่างๆ เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น&#8221;</em></div>
<div></div>
</div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31960 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Seminar4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></div>
<div></div>
<div>ด้าน  <strong>คุณอโณทัย สังข์ทอง </strong>กล่าวถึงภาพรวมระบบนิเวศคาร์บอนในประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็นการดำเนินการในรูปแบบของภาคสมัครใจ และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคบังคับ ทำให้ในอนาคตผู้ประกอบธุรกิจต้องสามารถรายงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของภาษีคาร์บอนที่ต้องทำความเข้าใจ และกลไกในการขับเคลื่อนเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินท์ในการดำเนินธุรกิจ หากมีการประกาศใช้ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต ซึ่งขณะนี้​ได้นำส่งร่างกฏหมายให้สำนักนายกพิจารณาแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนต่างๆ ​คาดว่าจะสามารถประกาศบังคับใช้ได้ราวอีก 2-3 ปีข้างหน้า</div>
<div></div>
<div><em>&#8220;ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2065 ขณะที่ตามโรดแม็พ​​​จะเพิ่มความสามารถในการลดคาร์บอนให้ได้ 30-40% ภายในปี 2030 การมีเพียงนโยบายในภาคสมัครใจ อาจทำให้ไม่สามารถไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีหลากหลายกลไกมาใช้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนของภาคบังคับ ประกอบกับเงื่อนไขจากต่างประเทศ เช่น มาตรการ CBAM ของทางสหภาพยุโรป ทำให้ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัว​เพื่อจำกัดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ให้ได้ตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับและส่งผลให้มีต้นทุนที่เพิ่มสูงมากขึ้น โดยไม่สามารถใช้คาร์บอนเครดิตมาชดเชยได้ ​ มีเพียงภาษีคาร์บอน และสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้จัดสรรจากภาครัฐ  (Allowances) ซึ่งเป็นกลไกที่จะอยู่ในมาตรการภาคบังคับ &#8220;​</em></div>
<div></div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31968 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TGO-Carbon-Credit.jpg" alt="" width="1200" height="636" /></div>
<div></div>
<div><strong>โครงการ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; ที่ช่วยพัฒนาผู้คนและชุมชน </strong></div>
<div><strong>คุณบวร วรรณศรี  </strong>ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กับการแชร์ Best Practice ในโครงการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ภายในธุรกิจ <strong>&#8216;โรงปูน ลำปาง&#8217;</strong> ผ่านแนวทาง NCF (Natural Clilmlate Solutions) หรือการกำจัดคาร์บอนตามแนวทางธรรมชาติ ​ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่ SCG ใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ ทั้งการใช้พลังงาน​ความร้อน การใช้ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ​การลดการใช้วัตถุดิบ เนื่องจาก กระบวนการผลตซิเมนต์จะมีการปล่อยคาร์บอนตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ Reduction เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050</div>
<div>ทั้งนี้ โรงปูน ลำปาง ได้รับสัมปทานพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม และสามารถฟื้นฟูจนกลายเป็นป่าที่กลับมาอุดมสมบูรณ์ ด้วยการมุ่งพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ทั้งการปลูกป่า ฟื้นฟูป่า สร้างฝายชะลอน้ำ รวมทั้งสร้างแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า โดยให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคชุมชน และสร้างเครือข่ายจากคนในพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนพัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะการมีส่วนเฝ้าระวังไฟป่า​</div>
<div><em>&#8220;คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการถือว่าเป็นผลพลอยได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การฟื้นคืนธรรมชาติ ฟื้นฟูพื้นที่ป่า ที่ทำให้ได้ทั้งความหลากหลายทางธรรมชาติกลับคืนมา รวมทั้งเพิ่มแหล่งอาหารให้คนในชุมชน รวมทั้งยังเป็นแหล่งรายได้ ขณะที่การทำคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ ยังเป็นรูปแบบเดียวที่เป็นเครื่องมือในการดูดซับคาร์บอนออกจากอากาศได้โดยตรง และถือเป็นหนึ่งโอกาสของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ง่าย จึงควรส่งเสริมโครงการในรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับคาร์บอนเครดิตจากโครงการยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้ชุมชนนำไปขายหรือใช้เพื่อชดเชยเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย&#8221;</em></div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31966 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/SCG-LUMPANG.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p>เห็นได้ว่า การพัฒนา Carbon Ecosystem ไม่ใช่แค่การสร้างตลาดเพื่อรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเท่านั้น แต่หากสามารถต่อยอดในการนำไปพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ จะทำให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาคน การดูแลคนในพื้นที่รอบโครงการไปพร้อมกันได้ด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาในระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนา ASEAN CARBON COMMON FRAMEWORK  หรือกรอบดำเนินงานตลาดคาร์บอนร่วมของอาเซียน เพื่อสร้างมาตรฐานและพัฒนา​คาร์บอนเครดิตภายในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และโปร่งใสในระยะยาวในฐานะ​ภูมิภาคผู้นำด้านสภาพอาดาศ  รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจระดับโลกได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/set-carbon-ecosystem-to-low-carbon-economy/">ทำความเข้าใจ &#8216;Carbon Ecosystem&#8217; เร่งวางโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Low-carbon Economy ก่อนตลาดขยับสู่ภาคบังคับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>finbiz by ttb แนะวิธีลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ มุ่งสู่การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หนุนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/finbiz-by-ttb-advice-to-decarbonization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 04:45:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ttb]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28670</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันแต่ละองค์กรกำลังให้ความสำคัญและตื่นตัวกับแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ตามกรอบ ESG โดยสิ่งหนึ่งที่สำคัญในมิติของสิ่งแวดล้อม คือการจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ เป็นอันดับแรก ด้วยการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก เพื่อคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร finbiz by ttb ขอนำเสนอแนวทางที่อาจทำให้ SME สามารถเริ่มต้นและจัดลำดับการจัดการได้ไม่ยาก โดยแบ่งเป็น 3 Scope ดังนี้ เริ่มจาก Scope 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง จากกิจกรรมของธุรกิจเอง และมักมีผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด โดยสามารถแยกการวัดใน Scope นี้ออกเป็น &#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ที่อยู่กับที่ เช่น การผลิตไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำที่ใช้เองภายในองค์กร การเผาไหม้ของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่องค์กรเป็นเจ้าของ เช่น การเผาไหม้ของ Generator การเผาไหม้ LPG เพื่อปรุงอาหาร การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ โดยเก็บข้อมูลปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในแต่ละเครื่องจักรและอุปกรณ์ ใช้หน่วยเป็นลิตรหรือกิโลกรัม &#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ที่มีการเคลื่อนที่ เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากยานพาหนะที่องค์กรเป็นเจ้าของ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก รถโฟล์คลิฟท์ รถตัดหญ้า หรือยานพาหนะที่องค์กรมีอำนาจในการควบคุมปริมาณการใช้เชื้อเพลิง เช่น รถเช่า เรือ เครื่องบิน รถไฟ เฮลิคอปเตอร์ นำมารวมทั้งหมด การเก็บข้อมูลส่วนนี้ค่อนข้างง่าย เพราะปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีระบบจัดเก็บอยู่แล้วว่าแต่ละเดือนใช้เชื้อเพลิงไปกี่ลิตร &#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกระบวนการผลิต ไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้โดยตรงจากเชื้อเพลิง แต่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการผลิต เช่น กระบวนการ Calcinations ของการผลิตปูนซีเมนต์ &#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการรั่วไหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/finbiz-by-ttb-advice-to-decarbonization/">finbiz by ttb แนะวิธีลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ มุ่งสู่การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หนุนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">ปัจจุบันแต่ละองค์กรกำลังให้ความสำคัญและตื่นตัวกับแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ตามกรอบ ESG โดยสิ่งหนึ่งที่สำคัญในมิติของสิ่งแวดล้อม คือการจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ เป็นอันดับแรก ด้วยการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก เพื่อคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร</p>
<p><span id="more-28670"></span></p>
<p><strong>finbiz by ttb</strong> ขอนำเสนอแนวทางที่อาจทำให้ SME สามารถเริ่มต้นและจัดลำดับการจัดการได้ไม่ยาก โดยแบ่งเป็น 3 Scope ดังนี้</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>เริ่มจาก </strong><strong>Scope </strong><strong>1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง </strong>จากกิจกรรมของธุรกิจเอง และมักมีผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด โดยสามารถแยกการวัดใน Scope นี้ออกเป็น</p>
<p><strong>&#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ที่อยู่กับที่ </strong>เช่น การผลิตไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำที่ใช้เองภายในองค์กร การเผาไหม้ของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่องค์กรเป็นเจ้าของ เช่น การเผาไหม้ของ Generator การเผาไหม้ LPG เพื่อปรุงอาหาร การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ โดยเก็บข้อมูลปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในแต่ละเครื่องจักรและอุปกรณ์ ใช้หน่วยเป็นลิตรหรือกิโลกรัม</p>
<p><strong>&#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ที่มีการเคลื่อนที่ </strong>เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากยานพาหนะที่องค์กรเป็นเจ้าของ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก รถโฟล์คลิฟท์ รถตัดหญ้า หรือยานพาหนะที่องค์กรมีอำนาจในการควบคุมปริมาณการใช้เชื้อเพลิง เช่น รถเช่า เรือ เครื่องบิน รถไฟ เฮลิคอปเตอร์ นำมารวมทั้งหมด การเก็บข้อมูลส่วนนี้ค่อนข้างง่าย เพราะปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีระบบจัดเก็บอยู่แล้วว่าแต่ละเดือนใช้เชื้อเพลิงไปกี่ลิตร</p>
<p><strong>&#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกระบวนการผลิต </strong>ไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้โดยตรงจากเชื้อเพลิง แต่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการผลิต เช่น กระบวนการ Calcinations ของการผลิตปูนซีเมนต์</p>
<p><strong>&#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการรั่วไหล และอื่นๆ</strong>เช่น การบำบัดน้ำเสีย หรือการรั่วไหลของสารทำความเย็น โดยสามารถดูได้จากการซ่อมบำรุง</p>
<p><strong>&#8211; การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากของชีวมวล (ดินและป่าไม้)</strong>เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เช่น เอทานอล หรือไบโอดีเซล</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>โดย </strong><strong>Scope 1 </strong><strong>ธุรกิจสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong><strong>ได้เอง</strong> เช่น การเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรที่ลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  อาทิ การเปลี่ยนระบบ Heat recovery system, Cooling system การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบ Automation การเปลี่ยนหลอดไฟ LED เพื่อประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนยานพาหนะในองค์กรที่ใช้น้ำมันเป็นรถ EV เพื่อลดมลภาวะและประหยัดพลังงาน เป็นต้น</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>Scope 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม </strong>จากการใช้พลังงานที่องค์กรซื้อหรือนำเข้ามา โดยที่องค์กรไม่ได้ผลิตเอง มีทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่ ไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน ความเย็น อากาศอัด สำหรับวิธีการเก็บข้อมูลสามารถดูได้จากใบเสร็จ เช่น บิลจากการไฟฟ้า ซึ่งใน Scope 2 มีทางเลือกหลากหลายที่ธุรกิจสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ดังนี้</p>
<p><strong>1. การใช้พลังงานหมุนเวียน</strong>ด้วยการติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือซื้อพลังงานหมุนเวียน</p>
<p><strong>2. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน</strong>เช่น เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน หรือปรับปรุงระบบจัดการพลังงาน</p>
<p><strong>3. การเพิ่มความรับรู้และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม</strong>การประหยัดพลังงานภายในองค์กร<strong> </strong>เช่น การฝึกอบรมและการสื่อสารเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน หรือทำโปรแกรมลดการใช้พลังงานให้พนักงานมีส่วนร่วม</p>
<p><strong>4. คอยตรวจสอบติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงาน</strong>พร้อมทั้งรายงานผลและตั้งเป้าหมาย</p>
<p><strong>5. ร่วมมือกับผู้ให้บริการพลังงาน</strong>เพื่อพัฒนาทางเลือกพลังงานที่สะอาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29182 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/info-TTB-3-Scope.jpg" alt="" width="539" height="789" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>Scope 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ </strong>โดยองค์กรภายนอกที่เกิดขึ้นในซัพพลายเชน ทั้งทางต้นน้ำและปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ การวัดและการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าการวัดใน Scope อื่น ๆ เพราะครอบคลุมการปล่อยก๊าซที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่ไม่อยู่ในความควบคุมโดยตรงขององค์กร โดยจำแนกออกเป็น</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ต้นน้ำ (</strong><strong>Upstream) ประกอบด้วย </strong>การผลิตสินค้าหรือบริการที่องค์กรซื้อมาใช้ การผลิตและการขนส่งสินค้าทุน กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน การขนส่งและการจัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบต้นน้ำมาถึงองค์กร การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมขององค์กร  การเดินทางเพื่อธุรกิจ การเดินทางไป-กลับของพนักงาน และสินทรัพย์ที่องค์กรเช่า</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ปลายน้ำ (</strong><strong>Downstream) ประกอบด้วย  </strong>การขนส่งและการจัดจำหน่ายสินค้าออกจากองค์กร การแปรรูปสินค้าที่องค์กรจำหน่าย การใช้ผลิตภัณฑ์โดยลูกค้า  การจัดการของเสียของสินค้าหลังการใช้งานหรือหมดอายุ การปล่อยเช่าสินทรัพย์ที่องค์กรเป็นเจ้าของ  กิจกรรมของแฟรนไชส์ที่องค์กรเป็นเจ้าของ และการลงทุนในกิจการหรือโครงการต่าง ๆ ซึ่งการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใน Scope 3 มีวิธีการหลัก ๆ ดังนี้</p>
<p><strong>1. การวางแผนและการประเมินผล</strong>ทำการวางแผนระยะยาว เพื่อลดการปล่อยก๊าซในซัพพลายเชน และการติดตามประเมินผล</p>
<p><strong>2. การให้ข้อมูลและการรายงาน</strong>การเก็บรวบรวมข้อมูลและการรายงานการปล่อยก๊าซใน Scope 3 อย่างโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการเผยแพร่ความสำเร็จและความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><strong>3. การมีส่วนร่วมของซัพพลายเชน</strong>ซึ่งต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้เช่าสินทรัพย์ เพื่อช่วยกันสนับสนุนให้หันมาปรับปรุงกระบวนการผลิต เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงการขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดทำโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ซึ่งปัจจุบันทาง</strong><strong>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก </strong><strong>บังคับให้มีการรายงาน </strong><strong>Scope 3 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">ในการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร สามารถนำไปขึ้นทะเบียนที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยจะได้รับ Certificate เพื่อรับรองว่าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ในแต่ละ Scope เป็นการแสดงถึงการตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และเพื่อหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงสามารถนำไปขึ้นทะเบียนเพื่อซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอน หรือทำการชดเชยคาร์บอนกับองค์กรอื่น ๆ ได้</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>กิจกรรมในการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ </strong>ทุกองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นวาระของโลก และเป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งซัพพลายเชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม รวมถึงเป็นโอกาสในการเข้าถึง<a href="https://www.ttbbank.com/th/sustainability/environmental-sustainability/climate-finance" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.ttbbank.com/th/sustainability/environmental-sustainability/climate-finance&amp;source=gmail&amp;ust=1725940977105000&amp;usg=AOvVaw3_wcDonmmcBnLG6PMPOM0V" target="_blank" rel="noopener">สินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</a> และสินเชื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น <a href="https://www.ttbbank.com/th/sme/sme-sustainable-and-sufficient-funding/sme-long-term-loan-fwb/sme-ttb-solar-rooftop-solution" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.ttbbank.com/th/sme/sme-sustainable-and-sufficient-funding/sme-long-term-loan-fwb/sme-ttb-solar-rooftop-solution&amp;source=gmail&amp;ust=1725940977105000&amp;usg=AOvVaw0STKkewk7hrCgwWP17J5L_" target="_blank" rel="noopener">สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</a> ได้อีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/finbiz-by-ttb-advice-to-decarbonization/">finbiz by ttb แนะวิธีลดการปล่อยคาร์บอนในธุรกิจ มุ่งสู่การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หนุนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCB ปักธง​ Net Zero 2050 ตามหลัก SBTi แบงก์แรกในไทย​ ตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อ 2.3 ล้านล้านบาท เป็นสีเขียวทั้งหมด นำร่องงบหนุนเปลี่ยนผ่าน 3 ปีแรก 1.5 แสนล้านบาท</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/scb-live-sustainably-annouced-net-zero-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Sep 2024 13:56:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[​ SBTI]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Equator Principles Association]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Implied Temperature Rise]]></category>
		<category><![CDATA[ITR]]></category>
		<category><![CDATA[Live Sustainably]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[Science Based Target Initiatives]]></category>
		<category><![CDATA[SDA]]></category>
		<category><![CDATA[Sectoral Decarbonization Approach]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Banking]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์ จันทโนทก]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ยรรยง  ไทยเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่ อย่าง ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพาณิชย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28571</guid>

					<description><![CDATA[<p>ออกมาประกาศขับเคลื่อนแผนในการมุ่งสู่ &#8216;ธนาคารชั้นนำแห่งความยั่งยืน&#8217; (The Leading Sustainable Bank ) ภายใต้เนวคิด Live Sustainably &#8216;อยู่ อย่าง ยั่งยืน&#8217; พร้อมประกาศ 3 แนวทางในการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในฐานะพันธมิตรผูสนับสนุนลูกค้า การเปลี่ยนผ่านภายในองค์กร และการมีส่วน​พัฒนาสังคมขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน​​ โดย​ Milestones สุดท้ายตาม Journey ที่วางไว้​​ คือการบรรลุ Net Zero 2050 ​ตามหลัก SBTi​ ในฐานะสถาบันการเงินไทยเพียงรายเดียวที่ใช้มาตรฐานนี้ในการชี้วัด พร้อมเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อของธนาคารกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ให้กลายเป็นพอร์ตสินเชื่อสีเขียวทั้งหมด From Brown to Totally Green Portfolio คุณกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำ นำมาซึ่งโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งเม็ดเงินจากทั่วโลก ที่จะไหลมาในช่วงการเปลี่ยนผ่านเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไม่ต่ำกว่า 39 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/scb-live-sustainably-annouced-net-zero-2050/">SCB ปักธง​ Net Zero 2050 ตามหลัก SBTi แบงก์แรกในไทย​ ตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อ 2.3 ล้านล้านบาท เป็นสีเขียวทั้งหมด นำร่องงบหนุนเปลี่ยนผ่าน 3 ปีแรก 1.5 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ออกมาประกาศขับเคลื่อนแผนในการมุ่งสู่ &#8216;<strong>ธนาคารชั้นนำแห่งความยั่งยืน&#8217;</strong> (The Leading Sustainable Bank ) ภายใต้เนวคิด<strong> Live Sustainably &#8216;อยู่ อย่าง ยั่งยืน&#8217; </strong>พร้อมประกาศ 3 แนวทางในการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งความยั่งยืนในทุกมิติ</p>
<p><span id="more-28571"></span></p>
<p>ทั้งในฐานะพันธมิตรผูสนับสนุนลูกค้า การเปลี่ยนผ่านภายในองค์กร และการมีส่วน​พัฒนาสังคมขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน​​ โดย​ Milestones สุดท้ายตาม Journey ที่วางไว้​​ คือการบรรลุ Net Zero 2050 ​ตามหลัก SBTi​ ในฐานะสถาบันการเงินไทยเพียงรายเดียวที่ใช้มาตรฐานนี้ในการชี้วัด พร้อมเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อของธนาคารกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ให้กลายเป็นพอร์ตสินเชื่อสีเขียวทั้งหมด</p>
<p><strong>From Brown to Totally Green Portfolio</strong></p>
<p><strong>คุณกฤษณ์ จันทโนทก </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำ นำมาซึ่งโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งเม็ดเงินจากทั่วโลก ที่จะไหลมาในช่วงการเปลี่ยนผ่านเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไม่ต่ำกว่า 39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดย 40% จะเป็นเม็ดเงินที่มาจากภาคการเงินการธนาคาร รวมทั้งยังนำมาสู่การเกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ ทั่วโลกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมอีกกว่า 27 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ประเทศไทยเองก็จะมีเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามเป้าหมายในปี 2030 รวมทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอีกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28574 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/INFO1.jpg" alt="" width="1200" height="670" /></p>
<p>ขณะที่ SCB จะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ <strong>Digital Bank with Human Touch</strong> หรือการผสมผสานพลังคนและเทคโนโลยี​มาเป็นแกนหลักในการร่วมขับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยปักหมุดในการบรรลุเป้าหมายสำคัญคือ การเป็น Net Zero​ ​ตามหลัก SBTi​ (Science Based Target Initiatives)​​ พร้อมเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อที่มีกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ไปสู่ Totally Green Loan ภายในปี 2050 ​ โดยวาง Journey ระหว่างทางในการขับเคลื่อน เป็นเป้าหมายระยะสั้น เพื่อการปรับตัวภายในองค์กร ด้วยการลดคาร์บอน (Carbon Reduction) 50% ในปี 2027 และบรรลุ Net zero (Scope 1-2) ภายในปี 2030</p>
<p>ทั้งนี้ ​ SCB ถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ตั้งเป้า Net Zero 2050 จากการให้สินเชื่อและการลงทุนตาม <em><strong>หลักการทางวิทยาศาสตร์ (SBTi) ซึ่งจะมีการใช้ 2 มาตรวัด ในการตั้งเป้าหมาย ทั้ง SDA​ (Sectoral Decarbonization Approach) จากการ​พิจารณาผ่านค่าความเข้มข้นของ GHG Emission ในการดำเนินธุรกิจของลูกค้า  และ ITR (Implied Temperature Rise) จากความมุ่งมั่นในการลด GHG Emission ที่สอดคล้องไปกับเส้นทางที่อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น </strong></em>และยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมอีเควเตอร์ <strong>Equator Principles (EP) Association</strong> ที่พิจารณาสินเชื่อโครงการของธนาคาร (Project Finance) จากการกำหนดนโยบายและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม​ ​พร้อมให้การสนับสนุน​มากกว่าแค่การเงิน แต่มาพร้อมโซลูชั่นที่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจ​ลูกค้า รวมถึง​เป็นที่ปรึกษาและจัดหาพาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยีอื่นๆ ในอนาคตเพื่อช่วยบริหารการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนระยะยาวให้กับลูกค้าด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28577 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณกฤษณ์-_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;SCB วาง 3 แนวทางในการขับเคลื่อนตาม Journey ทั้ง​มิติของลูกค้า จากภายในองค์กร รวมทั้งการสนับสนุนภาคสังคม ทั้งบทบาทของ <strong>Sustainable Banking</strong> ด้วยการเป็นพันธมิตรเพื่อสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านและบรรลุ Net Zero ที่แต่ละแห่งตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยการ​จัดสรร Sustainable finance ​​โดยเบื้องต้น​ตั้งงบประมาณ​สินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนไว้​ 1.5 แสนล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนช่วง 3 ปีแรก (2023 -2025) โดย​สิ้นไตรมาส 2 ​ปีนี้ สามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วกว่า 1.11 แสนล้านบาท ​ขณะเดียวกันจะขับเคลื่อนความเป็น <strong>Corporate Practice Excellence</strong>​ เพื่อ​สร้างวัฒนธรรมภายในเพื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน ​​ตามกรอบ ESG และพัฒนา AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานต่างๆ ตอกย้ำความเป็น AI-First Bank มุ่งสู่ Net Zero สโคป 1-2 ภายในปี 2030 และการสร้าง <strong>Better Society </strong> เพื่อมีส่วนส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในสังคม ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาแบบองค์รวม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง และได้ร่วมช่วยบรรเทาทุกข์ บำรุงสุขแก่เยาวชน ชุมชน และสังคมไทย&#8221;​​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28572 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/SD-Journey-.jpg" alt="" width="1200" height="604" /></p>
<p><strong>Pathway to  Net Zero 2050</strong></p>
<p>ด้าน <strong>ดร. ยรรยง ไทยเจริญ </strong>รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงกลยุทธ์เป้าหมาย Net Zero ของธนาคารเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของลูกค้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ว่า SCB ตั้งเป้าหมาย<strong>บรรลุ </strong><strong>Net Zero </strong><strong>สำหรับพอร์ตสินเชื่อและการลงทุน (</strong><strong>Scope 3 Category 15 Investment) </strong><strong>ภายในปี </strong><strong>2050</strong><strong> ตามมาตรฐาน </strong><strong>SBTi</strong> ซึ่งถือเป็นมาตรฐานในการขับเคลื่อนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction)​ ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เพราะขับเคลื่อน​บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่ง <em><strong>ได้รับการยอมรับจาก 8,800 องค์กรธุรกิจชั้นนำของโลก​ ในการใช้กรอบ SBTi เพื่อขับเคลื่อน GHG Reduction ขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 33 องค์กร และ SCB เป็นสถาบันการเงินเพียงแห่งเดียวของไทย ที่ใช้มาตรฐาน SBTi นี้</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28573 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Emission-Decarbon.jpg" alt="" width="1200" height="672" /></p>
<p><em>&#8220;​ปัจจุบันธนาคารมีภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) ผ่านการให้สินเชื่อ​จากฐานปี 2023 รวมทั้งสิ้น​  6.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ซึ่ง​การไปสู่ Net Zero และ Totally Green Loan Portfolio ในปี 2050​ จะเน้นการลด Emission แบบรายอุตสาหกรรม โดยให้​สอดคล้องกับพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคาร <strong> (Net Zero Financed Portfolio Management) </strong>โดยเฉพาะ​ กลุ่มพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 51% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคาร ซึ่ง SCB ยังเป็นผู้นำด้านการปล่อยสินเชื่อโรงงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของไทยมายาวนาน ด้วยวงเงินอนุมัติสินเชื่อกว่า 1.98 แสนล้านบาท (61% ของพอร์ตโรงไฟฟ้าของธนาคาร) มากว่า 14 ปี ​(2011 -2023) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ TOP 3 ธนาคารระดับโลก ที่มีสัดส่วน 53% ทำให้ค่า SDA ในพอร์ตโรงไฟฟ้าของธนาคารลดลง และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าทั่วโลกรวมทั้งต่ำกว่าเส้นทางการบรรลุ Net Zero ตาม Paris Agreement ด้วย  รวมทั้งในอนาคต​ จะมีมาตรการลดการให้สินเชื่อใหม่ในกลุ่ม Fossil Base ซึ่งจัดเป็น​ Brown Loan และเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้กลุ่ม Renewable ทั้ง​ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ รวมทั้งทยอยลดสินเชื่อคงค้าง (Coal Phasing Out) ตามแนวทาง LessBrown จนทั้งพอร์ตกลายเป็นสินเชื่อสีเขียวได้ทั้งหมด&#8221;  </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28576 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณ.-ยรรยง-_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ​​ได้นำวิธี <strong>Implied Temperature Rise (ITR) </strong>โดยระดับอุณหภูมิในพอร์ต​สินเชื่อของลูกค้าแต่ละรายจะขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น (Commitment) ในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก​ที่​เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งการขับเคลื่อนจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นฐานขนาดใหญ่ถึง 84% ของสินเชื่อในกลุ่ม ITR ทั้งหมด (ยอดสินเชื่อทั้งหมด 4.99 แสนล้านบาท) ​รวมทั้ง​​การสนับสนุนลูกค้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินยั่งยืนที่ครบถ้วน และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกขนาดในแต่ละอุตสาหกรรมได้ทั้งธุรกิจรายใหญ่,  ธุรกิจ SME รวมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมผลักดัน ‘การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ’ สู่ ‘การยกระดับการเงินที่ยั่งยืน’ เพื่อช่วยลูกค้าลดความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ และเพื่อผลักดันการสนับสนุนแก่ลูกค้าและสังคมไปสู่เป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักการ <strong>Equator Principles (EP) </strong>และถือ​เป็นธนาคารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวที่ริเริ่มการนำหลักการ EP มาเป็นกรอบในการบริหารความเสี่ยงสำหรับสถาบันการเงิน ที่นำมาตรฐานสากล Best Practices มาใช้ โดยตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ได้​​ประเมินโครงการตามหลักการ EP ​รวม 53 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 75,500 ล้านบาท</p>
<p><em> &#8220;ระดับการตั้งเป้าหมายของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่มีความหลากหลาย โดยลูกค้า​​ 77 ราย หรือ 47% ของยอดสินเชื่อ มีการกำหนดและประกาศเป้าหมายที่ครบถ้วน แต่อย่างไรก็ดี ยังมีลูกค้าจำนวน 100 ราย หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อ 35% ​ที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูล GHG และไม่มีการตั้งเป้าหมายแต่อย่างใด ซึ่งทางธนาคาร จะพยายามช่วยทำความเข้าใจ หรือช่วยแก้ไขปัญหาที่ทำให้ภาคธุรกิจยังไม่พร้อมในการเปลี่ยนผ่าน  โดยเน้นความเหมะสมกับบริบทของลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมในการตั้งเป้าหมายและเพิ่มยอดการให้สินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันระดับอุณหภูมิในพอร์ตของลูกค้าขนาดใหญ่ได้ปรับลดลงจาก 2.84 องศาเซลเซียส จากปีฐาน 2021 มาอยู่ที่ 2.65 องศาเซลเซียส ในปี 2023 หรือลดลงได้กว่า 0.19 องศาเซลเซียส ซึ่งธนาคารมีเป้าหมาย​ให้​อุณหภูมิพอร์ตสินเชื่อลดลงสู่ระดับ 2.35 องศาเซลเซียส ภายในปี 2028 และ 1.50 องศาเซลเซียสในปี 2040  ซึ่งจะช่วยให้ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบรรลุ Net Zero ได้ในปี 2050 ในที่สุด&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28575 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/คุณกฤษณ์-และ-คุณ.-ยรรยง-_2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณกฤษณ์ </strong>กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า  <em>“ความยั่งยืนของไทยพาณิชย์เราเริ่มมาแล้วร้อยกว่าปี และสิ่งที่เราทำในวันนี้ คือการส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานได้อยู่ต่อไปอีกร้อยปี เพื่อที่จะเดินไปข้างหน้า ผู้คนจะต้องดำเนินชีวิตด้วยคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม ธุรกิจจะต้องเติบโตต่อไปได้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไทยพาณิชย์มุ่งมั่นเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับพันธมิตรส่งต่อความยั่งยืนให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชั่นทางการเงิน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมได้อยู่ อย่าง ยั่งยืน”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/scb-live-sustainably-annouced-net-zero-2050/">SCB ปักธง​ Net Zero 2050 ตามหลัก SBTi แบงก์แรกในไทย​ ตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อ 2.3 ล้านล้านบาท เป็นสีเขียวทั้งหมด นำร่องงบหนุนเปลี่ยนผ่าน 3 ปีแรก 1.5 แสนล้านบาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCB EIC แนะภาครัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ก่อนหลุดวงจรการค้าโลก พร้อมเร่งขับเคลื่อน Decarbonization ภาคอุตสาหกรรม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/scb-eic-point-to-move-faster-thailand-net-zero-goal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Sep 2024 11:38:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Net zero tracker]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[SCB]]></category>
		<category><![CDATA[SCB EIC]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28562</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป้าหมายที่จะจำกัด​อุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีสในปี 2015 ส่อเค้า​​ล้มเหลว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อน ทั้ง​ความเชื่อมั่นต่อการออกนโยบายที่เหมาะสม เพียงพอและตอบโจทย์ของภาครัฐ ต่อความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาของผู้ดำเนินนโยบาย หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จตามความตกลงปารีส การเร่งฟื้นความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน โดย SCB EIC วิเคราะห์จาก​การประชุม COP28 และการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกปี 2024 พบ  3 แนวทาง เพื่อช่วยเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปิดช่องว่างในการแก้ปัญหาโลกร้อน ได้แก่ 1.  Move faster : เร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนให้เร็วและแรงขึ้น เช่น การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนโลกขึ้น 3 เท่าภายในปี 2030 หรือภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี 2. More inclusive : ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เช่น การผลักดันการลงทุนไปยังประเทศ ภูมิภาคหรือชุมชน ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด 3. Beyond net zero : ต้องคำนึงถึงการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย เช่น  การเร่งผลักดันการเกษตรรูปแบบใหม่ที่จะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่กว่า 1,000 ล้านไร่ภายในปี 2030 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/scb-eic-point-to-move-faster-thailand-net-zero-goal/">SCB EIC แนะภาครัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ก่อนหลุดวงจรการค้าโลก พร้อมเร่งขับเคลื่อน Decarbonization ภาคอุตสาหกรรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป้าหมายที่จะจำกัด​อุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีสในปี 2015 ส่อเค้า​​ล้มเหลว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อน ทั้ง​ความเชื่อมั่นต่อการออกนโยบายที่เหมาะสม เพียงพอและตอบโจทย์ของภาครัฐ ต่อความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาของผู้ดำเนินนโยบาย หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จตามความตกลงปารีส</p>
<p><span id="more-28562"></span></p>
<p>การเร่งฟื้นความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน โดย <strong>SCB EIC</strong> วิเคราะห์จาก​การประชุม COP28 และการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกปี 2024 พบ  3 แนวทาง เพื่อช่วยเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปิดช่องว่างในการแก้ปัญหาโลกร้อน ได้แก่</p>
<p><strong>1.  Move faster : เร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนให้เร็วและแรงขึ้น</strong> เช่น การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนโลกขึ้น 3 เท่าภายในปี 2030 หรือภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี</p>
<p><strong>2. More inclusive : ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</strong> เช่น การผลักดันการลงทุนไปยังประเทศ ภูมิภาคหรือชุมชน ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด</p>
<p><strong>3. Beyond net zero : ต้องคำนึงถึงการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย</strong> เช่น  การเร่งผลักดันการเกษตรรูปแบบใหม่ที่จะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่กว่า 1,000 ล้านไร่ภายในปี 2030</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28565 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Scope-SupplyChain.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่น​ จะส่งผลกระทบต่อ​อุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งกลุ่มที่อาจได้รับอานิสสงส์ให้เติบโตได้มากขึ้น เช่น ​​6 กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้  1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียน 2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 3. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า 4. กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย 5. กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ และ 6. กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ</p>
<p><strong>ขณะที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับแรงกดดันที่มากขึ้น ​</strong>ได้แก่ <strong>1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง</strong> เช่น น้ำมันและก๊าซ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เหล็ก ซีเมนต์  <strong>2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพสูง</strong> อาทิ เกษตร เหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ และ<strong> 3. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก</strong> เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์สันดาปภายในและชิ้นส่วน</p>
<p><strong>เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Decarbonization</strong></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ จึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต</strong> ทั้งจากการที่บริษัทหรือประเทศต่างๆ ​มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์  (Net zero) ทำให้​ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ของคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ จะเข้ามาเป็นปัจจัยในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการมากขึ้น โดยข้อมูลของกลุ่มความร่วมมือด้านการติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก (Net zero tracker) ​​พบว่า <em><strong>ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ก.ค. 2024) มีประเทศที่ต้ังเป้าหมาย Net Zero แล้ว 149 ประเทศ ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้ มีสัดส่วน GDP สูงถึง 92% ของ GDP โลก นอกจากนี้ ยังพบว่า จากบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่มีรายได้มากที่สุดของโลก จำนวน 1,978 แห่งนั้น มีสัดส่วนเกินครึ่ง หรือ 59% ที่มีการตั้งเป้าหมาย Net Zero แล้ว</strong></em> ​​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28564 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/NET-ZERO-GOAL-.jpg" alt="" width="1200" height="663" /></p>
<p>จึงเป็นหนึ่ง​เรื่องเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการ จำเป็นต้องมุ่งขับเคลื่อนเรื่อง Decarbonization ​ในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง ตั้งแต่การเริ่มประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (GHG Emission) ​ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction)​ วางกลยุทธ์หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยลด GHG Emission  และขับเคลื่อนตามกระบวนการที่วางไว้ รวมทั้งมีการติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ  รวมทั้งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในซัพพลายเชน​​กลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสสงส์ในการเปลี่ยนผ่าน เพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งทุ​นกลุ่ม Green Finance ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ​</p>
<p><strong>ขณะที่การสนับสนุนของภาครัฐ ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของเอกชน</strong> อาจทำได้ใน 2 แนวทาง คือ <strong>1. ​ปรับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็น 2050</strong> เพื่อให้สอดคล้องเป็นเป้าหมายเดียวกับแนวทางโลก เพราะหากไม่​ปรับจะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ช้ากว่า 123 ประเทศ ถึง 15 ปี และมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากวงจรการค้าโลก เพราะประเทศหรือบริษัทต่างๆ ที่มีเป้าหมายจะบรรลุ Net Zero เร็วกว่าปี 2050 ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าหรือบริการจากประเทศที่ตั้งเป้าหมายไม่ช้าไปกว่าเป้าหมายที่ประเทศหรือบริษัทของตนประกาศไว้</p>
<p><strong>2. เร่งออกมาตรการสนับสนุน </strong>ให้ธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายที่วางไว้ <strong>ทั้งมาตรการจูงใจ</strong> สำหรับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมแต่ขาดแรงจูงใจ เช่น กฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ​การมอบเครดิตภาษีให้ผู้หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทน​เชื้อเพลิงฟอสซิล  รวมท้ัง <strong>การออกมาตรการช่วยเหลือ </strong>สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ขาดทรัพยากรเพื่อปรับตัว เช่น สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่ง​นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมของไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กให้สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างทันท่วงที</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/scb-eic-point-to-move-faster-thailand-net-zero-goal/">SCB EIC แนะภาครัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ก่อนหลุดวงจรการค้าโลก พร้อมเร่งขับเคลื่อน Decarbonization ภาคอุตสาหกรรม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ ผนึกพาร์ทเนอร์ รุกอสังหาฯ สีเขียว ชูนวัตกรรมปูนซีเมนต์-คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อธุรกิจ-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/insee-sustainability-ambition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 14:32:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[green energy]]></category>
		<category><![CDATA[Green Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[green product]]></category>
		<category><![CDATA[Insee]]></category>
		<category><![CDATA[INSEE Sustainability Ambition 2030]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Living]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนซีเมนต์นครหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนซีเมนต์และคอนกรีตคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนอินทรี]]></category>
		<category><![CDATA[พฤกษา โฮลดิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[มนตรี นิธิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[อุเทน โลหชิตพิทักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28161</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ ปูทางสู่อนาคต “สิ่งแวดล้อมที่ดี ธุรกิจเติบโตยั่งยืน” ดันนวัตกรรมปูนซีเมนต์-คอนกรีตคาร์บอนต่ำ สู่การใช้งานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างของไทย ผ่านโมเดลความร่วมมือกับพันธมิตร ร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มุ่งมั่นสร้างการมีส่วนร่วมกับพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2573 นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย ภายใต้ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันกับชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี พ.ศ. 2573 (INSEE Sustainability Ambition 2030) ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่ดำเนินการก็คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีตคาร์บอนต่ำ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในการนำปูนซีเมนต์ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมนำไปสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กลยุทธ์ประกอบด้วย Green Product การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” รวม 11 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการรับรองคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยฉลาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/insee-sustainability-ambition/">‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ ผนึกพาร์ทเนอร์ รุกอสังหาฯ สีเขียว ชูนวัตกรรมปูนซีเมนต์-คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อธุรกิจ-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>‘</em><em>ปูนซีเมนต์นครหลวง</em></strong><em><strong>’</strong> </em><em>ปูทางสู่อนาคต</em><em> “</em><em>สิ่งแวดล้อมที่ดี ธุรกิจเติบโตยั่งยืน</em><em>” </em><em>ดันนวัตกรรมปูนซีเมนต์-คอนกรีตคาร์บอนต่ำ สู่การใช้งานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างของไทย ผ่านโมเดลความร่วมมือกับพันธมิตร ร่วมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มุ่งมั่นสร้างการมีส่วนร่วมกับพันธมิตร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (</em><em>Net Zero) </em><em>ในปี </em><em>2573</em></p>
<p><span id="more-28161"></span></p>
<p><strong>นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย ภายใต้ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี </strong>เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันกับชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี พ.ศ. 2573 (INSEE Sustainability Ambition 2030) ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่ดำเนินการก็คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีตคาร์บอนต่ำ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในการนำปูนซีเมนต์ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมนำไปสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ได้มากที่สุด</p>
<p>ทั้งนี้ กลยุทธ์ประกอบด้วย <strong>Green Product</strong> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” รวม 11 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการรับรองคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยฉลาก EPD (Environment Product Declaration) ซึ่งเป็นการรับรองด้วยมาตรฐานระดับสากลจาก The International EPD<sup>®</sup> System ภายใต้มาตรฐานของ Global Cement and Concrete Association (GCCA) นอกจากนั้น ยังชูเรื่อง <strong>Green Energy</strong> การใช้พลังงานทดแทนฟอสซิลด้วยพลังงานจากกระบวนการเผาร่วมกับขั้นตอนการผลิตปูนซีเมนต์อย่าง พลังงานจากขยะ หรือ พลังงานชีวมวล ตลอดจนการนำ <strong>Green Innovation</strong> มาใช้ เช่น เทคโนโลยีที่สามารถลดการใช้ปริมาณปูนเม็ดที่ในการผลิตปูนซีเมนต์ การผลิตปูนซีเมนต์เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงการนำรถ EV มาใช้งานในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>ปูนซีเมนต์นครหลวง</strong> ได้ร่วมกับ<strong> บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)</strong> ผู้นำในวงการอสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง ในการใช้ปูนซีเมนต์และคอนกรีตคาร์บอนต่ำในการสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบในรูปแบบ Sustainable Living กว่า 327 โครงการ โดยสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้เกือบ 5 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) เทียบเคียงกับการปลูกต้นไม้ทดแทนถึงกว่า 524,483 ต้น</p>
<p>“นอกจากกระตุ้นให้เกิดการใช้งานปูนซีเมนต์และคอนกรีตคาร์บอนต่ำผ่านการสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่ชุมชน และสังคมแล้ว ปูนซีเมนต์นครหลวง ยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้งานผลิตภัณฑ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไปใช้ในโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยการควบคุมการผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อทำให้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำมีราคาเท่ากับปูนแบบดังเดิมทั่วไป เพื่อผู้ใช้งานและผู้บริโภคได้ตระหนักถึงวัตถุประสงค์ในการลดคาร์บอน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยตอกย้ำความสำเร็จในการไปสู่เป้าหมายการทำงานด้านความอย่างยั่งยืนของกลุ่มปูนซีเมนต์นครหลวง” นายมนตรี กล่าว</p>
<p><strong>นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า “พฤกษาเดินหน้าตามแนวการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของ ESG (Environment, Social, Governance) และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการของเราเลือกใช้ปูนอินทรีที่เป็นปูนซีเมนต์และคอนกรีตคาร์บอนต่ำ ซึ่งทางพฤกษาได้นำเอาเทคโนโลยี CarbonCure มาใช้กับปูนซีเมนต์ของปูนอินทรีที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานของพฤกษาและได้เพิ่มความสามารถของการลดคาร์บอนมากกว่าเดิม โดยเป็นความพยายามจากทั้งสองฝ่าย เพื่อพัฒนาสินค้าที่มีคาร์บอนต่ำให้กับผู้บริโภค เพื่อทุกคนจะได้ช่วยกันดูแลและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม นับเป็นก้าวสำคัญที่ทางพฤกษากับปูนอินทรีได้จับมือและส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้กับผู้บริโภคและสังคม”</p>
<p>สำหรับ ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำของปูนอินทรี เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและมีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัยตามมาตรฐาน มอก. 2594-2556 ที่ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมุ่งเป้าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ชูเรื่องค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทั่วไปมากกว่า 50 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหนึ่งตันซีเมนต์ และสามารถนำไปคำนวณเรตติ้งสำหรับการจัดอันดับอาคารสีเขียวได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังเป็นปูนซีเมนต์ที่ได้รับฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ หรือ ฉลากลดโลกร้อน ที่แสดงถึงความสามารถในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่งผลดีต่อสภาพอากาศที่ดีในระยะยาว เป็นการสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตามปณิธานของไทยและนานาประเทศ</p>
<p>ตลอด 55 ปีที่กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ผลิตและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Green product) โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาธุรกิจและสิ่งแวดล้อมสามารถก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันตามเป้าหมายการทำงานด้านความอย่างยั่งยืน ที่มุ่งเป้าชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/insee-sustainability-ambition/">‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ ผนึกพาร์ทเนอร์ รุกอสังหาฯ สีเขียว ชูนวัตกรรมปูนซีเมนต์-คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อธุรกิจ-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวอีโคแพ็คเกจจิ้งสำหรับเนื้อสัตว์รายแรกของไทย ชูบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกย่อยสลายได้ 100% เดินหน้าตามโรดแมป Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/05/tpos-1st-supermarket-launch-eco-packaging/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 May 2024 09:21:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[Green & Sustainable]]></category>
		<category><![CDATA[Green & Sustainable Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Tops]]></category>
		<category><![CDATA[Tops Food Hall]]></category>
		<category><![CDATA[Tops Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์]]></category>
		<category><![CDATA[ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<category><![CDATA[สเตฟาน คูม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรค้าปลีกสีเขียวที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[อีโคแพ็คเกจจิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล รีเทล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25958</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งเดินหน้าภารกิจสร้างโลกยั่งยืน เปิดตัวบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกสำหรับเนื้อสัตว์ นำร่องใช้สำหรับโซนเนื้อสัตว์แช่เย็น ชูจุดเด่นคงรสชาติ ความสด และ ปลอดภัย โดยเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าแรกในไทย ที่ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ ย่อยสลายไว ทดแทนการใช้พลาสติก ซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ตามเจตนารมย์ Green &#38; Sustainable ของเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งอุตสาหกรรมค้าปลีกด้านอาหารด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ที่ดำเนินธุรกิจโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเชื่อว่าลูกค้าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพลังแห่งความยั่งยืนร่วมกัน วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ท็อปส์ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เข้าร่วมรายการ นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ท็อปส์ มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเราคือการปรับใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก โดยล่าสุดได้เปิดตัวนวัตกรรมโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มสินค้าเนื้อหมูและไก่ ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ 100% สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน 45 วัน เพื่อทดแทนการใช้พลาสติก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมความยั่งยืน เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการการดำเนินธุรกิจเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต พร้อมส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ ตามเจตนารมณ์ของเซ็นทรัล รีเทล ในการเป็นต้นแบบองค์กรค้าปลีกสีเขียวที่ยั่งยืน หรือ Green &#38; Sustainable Retail พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/tpos-1st-supermarket-launch-eco-packaging/">ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวอีโคแพ็คเกจจิ้งสำหรับเนื้อสัตว์รายแรกของไทย ชูบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกย่อยสลายได้ 100% เดินหน้าตามโรดแมป Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="x_MsoNormal" style="text-align: left;" align="center"><span lang="TH">ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งเดินหน้าภารกิจสร้างโลกยั่งยืน เปิดตัวบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกสำหรับเนื้อสัตว์ นำร่องใช้สำหรับโซนเนื้อสัตว์แช่เย็น ชูจุดเด่นคงรสชาติ ความสด และ ปลอดภัย </span></p>
<p align="center"><span id="more-25958"></span></p>
<p class="x_MsoNormal" style="text-align: left;" align="center"><span lang="TH">โดยเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าแรกในไทย ที่ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ ย่อยสลายไว ทดแทนการใช้พลาสติก ซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อย</span><span lang="TH">ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (</span>Net Zero) <span lang="TH">ภายในปี 2050 ตามเจตนารมย์<strong> </strong></span><strong>Green &amp; Sustainable </strong><span lang="TH">ของเซ็นทรัล รีเทล </span><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งอุตสาหกรรมค้าปลีกด้านอาหารด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ที่ดำเนินธุรกิจโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเชื่อว่าลูกค้าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพลังแห่งความยั่งยืนร่วมกัน วางจำหน่ายแล้ววันนี้ </span></span><span lang="TH">ที่ท็อปส์ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เข้าร่วมรายการ</span></p>
<p align="center"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25963 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/4.นายสเตฟาน-คูม-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-กลุ่มฟู้ด-เซ็นทรัล-รีเทล_.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><b><span lang="TH">นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล</span></b><b><span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">กล่าวว่า</span><span lang="TH"> </span><span lang="TH">“</span><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">ท็อปส์ มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเราคือการปรับใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก โดยล่าสุดได้เปิดตัว</span></span><span lang="TH">นวัตกรรมโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มสินค้าเนื้อหมูและไก่ ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ </span>100<span lang="TH">% สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน </span>45 <span lang="TH">วัน เพื่อทดแทนการใช้พลาสติก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมความยั่งยืน เข้ามาปรับใช้</span><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">ในกระบวนการการดำเนินธุรกิจเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต </span></span><span lang="TH">พร้อมส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ ตามเจตนารมณ์ของเซ็นทรัล รีเทล ในการเป็นต้นแบบองค์กรค้าปลีกสีเขียวที่ยั่งยืน หรือ </span><strong>Green &amp; Sustainable Retail</strong><span lang="TH"> พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (</span>Net Zero) <span lang="TH">ภายในปี </span>2050<span lang="TH">”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25964 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/6.ท็อปส์-ในเครือเซ็นทรัล-รีเทล-เปิดตัวอีโคแพ็คเกจจิ้ง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span lang="TH">สำหรับการเปิดตัวบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่นี้ นับเป็นครั้งแรกของซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย</span><span lang="TH">ที่ได้นำบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมาใช้บรรจุสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งสามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสัตว์ป่าจากขยะพลาสติก <em><strong>โดยบรรจุภัณฑ์ </strong></em></span><em><strong>1 <span lang="TH">ชิ้น สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 6</span>4<span lang="TH"> กรัม ปัจจุบัน</span><span lang="TH">ท็อปส์ ได้ริเริ่มการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าเนื้อหมูและไก่รวมจำนวน </span>14 <span lang="TH">รายการ ที่ท็อปส์ และ </span></strong></em><span lang="TH"><em><strong>ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เข้าร่วมรายการ</strong></em> ก่อนเตรียมขยายการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ไปยังกลุ่มสินค้าเนื้อวัวและเนื้อแกะ รวมถึงการวางจำหน่ายในท็อปส์ เดลี่ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า </span>3<span lang="TH"> ตัน </span><span lang="TH">คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า </span><span lang="TH">ภายในปี </span>2024</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25962 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/7.บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกบรรจุสินค้าเชอร์รี่สด.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">ทั้งนี้ ท็อปส์ ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมจากต้นทางสู่ปลายทาง โดยได้ริเริ่มการนำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมาใช้บรรจุสินค้าเชอร์รี่สด ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ภายใน </span></span><span class="x_gmail-normaltextrun">45 <span lang="TH">วัน ทำจากของเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย และผักตบชวา เป็นต้น ฝากล่องทำมาจากพลาสติกใส </span>PET<span lang="TH"> รีไซเคิลได้ </span>100<span lang="TH">% การันตีความปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปแล้วมากกว่า </span>11 <span lang="TH">ตัน </span></span><span lang="TH">คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า </span><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">นับตั้งแต่การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก</span></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25965 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/1.ท็อปส์-ในเครือเซ็นทรัล-รีเทล-เปิดตัวอีโคแพ็คเกจจิ้ง.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">ท็อปส์ จะยังคงเดินหน้าขยายแผนการปรับใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ อีกในอนาคต โดยในเบื้องต้น ตั้งเป้าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกสำหรับเชอร์รี่สด รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อสัตว์ รวมทั้งสิ้นประมาณ </span></span><span class="x_gmail-normaltextrun">45 <span lang="TH">ตัน </span></span><span lang="TH">คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า </span><span class="x_gmail-normaltextrun"><span lang="TH">ตลอดปี </span></span><span class="x_gmail-normaltextrun">2024<span lang="TH"> นี้</span></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/tpos-1st-supermarket-launch-eco-packaging/">ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวอีโคแพ็คเกจจิ้งสำหรับเนื้อสัตว์รายแรกของไทย ชูบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกย่อยสลายได้ 100% เดินหน้าตามโรดแมป Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
