<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>green &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/green/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Sep 2025 04:43:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>green &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ส่องเทรนด์ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ปี 2025</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/sustainability-trends-in-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 04:50:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ClimateAction]]></category>
		<category><![CDATA[ClimateResilience]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[MegaTrends]]></category>
		<category><![CDATA[Plant-based]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability Trends]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable]]></category>
		<category><![CDATA[Trend]]></category>
		<category><![CDATA[Trend2025]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์2025]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36249</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2025 การตื่นตัวและปรับตัวสู่ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วน​ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่อง ​จากวิกฤต สภาพอากาศ ในปี 2024 ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และอุณหภูมิของโลกพุ่งขึ้นทะลุเกินเส้น 1.5 องศา ที่ทั่วโลกพยายามรักษาระดับไว้ และเข้าสู่ภาวะ โลกเดือด เป็นที่เรียบร้อย ประกอบกับ ผลกระทบ​วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว นำมาสู่ภัยธรรมชาติทั้งในประเทศไทยรวมทั้ง​ต่างประเทศที่เกิด​บ่อยและรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง การเกิดพายุ ​​น้ำท่วมในหลายพื้นที่ และหลายรอบตลอดทั้ง​ปีที่ผ่านมา ​รวมทั้งไฟป่า แผ่นดินไหว ไปจนถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจและปากท้อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาเชื้อเพลิง และพลังงานต่างๆความสำคัญเรื่อง Climate Literacy หรือการมีความตระหนักรู้ และความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาสภาพอากาศ เพื่อร่วม Action ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน เพื่อมีส่วนบรรเทา หรือช่วยลดผลกระทบ​ที่เกิดขึ้น ​​ทั้งจากการขับเคลื่อนในฟากธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเทรนด์ความยั่งยืน หรือ Sustainability Trend ที่น่าสนใจในปี 2025 ต่อไปนี้1. พลังงานสะอาด-การเดินหน้าปฏิรูปพลังงานสะอาดทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นใน​ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ครองอันดับ 1 พลังงานสะอาด และมีการลงทุนในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์มีการลงทุนอย่างหนัก และถือเป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตมากที่สุดติดต่อกันกว่า 20 ปี&#8211; ปัจจุบัน จีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/sustainability-trends-in-2025/">ส่องเทรนด์ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ปี 2025</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2025 การตื่นตัวและปรับตัวสู่ <strong>&#8216;<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความยั่งยืน&#8217;</span></strong> ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วน​ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่อง ​จากวิกฤต <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สภาพอากาศ</span> ในปี 2024 ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และอุณหภูมิของโลกพุ่งขึ้นทะลุเกินเส้น 1.5 องศา ที่ทั่วโลกพยายามรักษาระดับไว้ และเข้าสู่ภาวะ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">โลกเดือด</span> เป็นที่เรียบร้อย</p>
<p><span id="more-36249"></span></p>
<p>ประกอบกับ ผลกระทบ​วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว นำมาสู่ภัยธรรมชาติทั้งในประเทศไทยรวมทั้ง​ต่างประเทศที่เกิด​บ่อยและรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง การเกิดพายุ ​​น้ำท่วมในหลายพื้นที่ และหลายรอบตลอดทั้ง​ปีที่ผ่านมา ​รวมทั้งไฟป่า แผ่นดินไหว ไปจนถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจและปากท้อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาเชื้อเพลิง และพลังงานต่างๆ<br class="html-br" /><br class="html-br" />ความสำคัญเรื่อง <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Climate Literacy</span> หรือการมีความตระหนักรู้ และความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาสภาพอากาศ เพื่อร่วม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Action</span> ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน เพื่อมีส่วนบรรเทา หรือช่วยลดผลกระทบ​ที่เกิดขึ้น ​​ทั้งจากการขับเคลื่อนในฟากธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเทรนด์ความยั่งยืน หรือ Sustainability Trend ที่น่าสนใจในปี 2025 ต่อไปนี้<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>1. <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">พลังงานสะอาด</span></strong><br class="html-br" />-การเดินหน้าปฏิรูปพลังงานสะอาดทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นใน​ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ครองอันดับ 1 พลังงานสะอาด และมีการลงทุนในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์มีการลงทุนอย่างหนัก และถือเป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตมากที่สุดติดต่อกันกว่า 20 ปี<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; ปัจจุบัน จีน ครองอันดับ 1 ประเทศที่ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดของโลก รองลงมาเป็นสหรัฐอเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น และเยอรมนีตามลำดับ โดยเฉพาะในปี 2023 จีนมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพิ่มขึ้น 55.2% แซงหน้ายุโรปที่ทำไว้ 14%<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของ Solar Power ทั่วโล​ก ดังนี้<br class="html-br" />• ปี 2026 กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แซงหน้าพลังงานโรงงานนิวเคลียร์<br class="html-br" />• ปี 2028 อาจมากกว่าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อน<br class="html-br" />• ปี 2032 มีโอกาสแซงพลังงานจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน<br class="html-br" />• ปี 2040 อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ มุ่งผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>2. การ<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ปรับตัว</span> ของภาคธุรกิจ</strong><br class="html-br" />&#8211; ผู้บริโภคกว่า 68% ทั่วโลก คาดหวังให้ภาคธุรกิจและแบรนด์ เป็นผู้นำขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นโมเดลธุรกิจใหม่ ที่ให้โลกและธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง (Planet-Centric Model) เพิ่มความเห็นอกเห็นใจต่อโลก เป็นแนวคิดที่ช่วยให้ธุรกิจเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ควบคู่การเพิ่มความสามารถในการดึงดูดลูกค้าและสร้างผลกำไรระยะยาว ผ่านนวัตกรรมที่นำไปสู่ทางออกใหม่ๆ ได้มากขึ้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; มีการคำนึงถึงบทบาทของภาคธุรกิจและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งทรัพยากรต่างๆ มากขึ้น เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพอากาศ ขณะที่ผู้บริโภคคาดหวังการแสดงความรับผิดชอบของภาคธุรกิจมากขึ้น ทำให้ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ใช้ มาเป็นผู้ช่วยฟื้นฟู และการเป็นผู้นำในการ Action เพื่อทำให้คนมี Planet Empathy มากขึ้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; การออกแบบสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้บริโภคอยู่รอดและทนต่อสภาพภูมิอากาศ เนื่องจาก คนรุ่นใหม่อายุ 16-24 ปี กว่า 84% มีภาวะวิตกกังวลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม (Eco-Anxiety) รวมทั้งคนเจนซีและอัลฟ่า 71% ก็รู้สึกกังวลต่อโลกใบนี้ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ความอยู่รอด</span> จึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต่างๆ<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>3. การออกแบบอาคาร /เมือง (<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green Building)</span></strong><br class="html-br" />-เมืองต่างๆ ทั่วโลกต้องเตรียมรับมือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากการเติบโตของเมืองทำให้มีการปล่อย CO2 มากขึ้น ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาความแห้งแล้งและวิกฤตต่างๆ ทำให้เมืองต้องพัฒนานวัตกรรมและวางแผนระยะยาว เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; การออกแบบเชิงชีวภูมิภาค เพื่อศึกษาทั้งลักษณะของพื้นที่และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจผสมผสานระบบห่วงโซ่การผลิตหมุนเวียนและการฟื้นฟูเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเข้ากับระบบธรรมชาติ และสร้างเมืองที่ใช้ทรัยากรหมุนเวียนครบวงจรและฟื้นฟูตัวเองได้<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; การสร้างเมืองใหม่ จะต้องคำนึงถึงหลักเมืองสีเขียว เมืองอัจฉริยะ หรือเมืองเพื่อความยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาจากความแตกต่างระหว่างระบบธรรมชาติกับวิธีคิดของผู้คน<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>4. เทรนด์<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">อาหารยั่งยืน</span></strong><br class="html-br" />&#8211; ตลาดผลิตภัณฑ์จากพืช <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Plant based</span> เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง​ 23% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ​ขณะที่เทรนด์​การพัฒนารสชาติและเนื้อสัมผัสของ Plant-based มุ่งเน้นให้มีความใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์จากสัตว์​ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย</p>
<p><strong>&#8211; ผลิตภัณฑ์จากพืช </strong><br class="html-br" />• เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 23% ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา<br class="html-br" />• การพัฒนารสชาติ เนื้อสัมผัสให้ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์จากสัตว์<br class="html-br" />• ให้ความสำคัญกับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>&#8211; <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Food Security</span> </strong>เพิ่มความ​สามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Climate Resilience</span> เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง​ราคาอาหารและความไม่แน่นอนของผลผลิต ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลก​มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหา Food Security<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือ การพัฒนาทางเลือกที่ยืดหยุ่นและทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น, การค้นหาวัตถุดิบทางเลือกสำหรับพืชผลที่ไวต่อสภาพอากาศ เช่น โกโก้ กาแฟ และน้ำมันมะกอก , การเร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน เพื่อรับมือต่อความท้าทายด้านสภาพอากาศที่เกิดขึ้น เป็นต้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/sustainability-trends-in-2025/">ส่องเทรนด์ &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ปี 2025</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะสำคัญ แรงงานยุคใหม่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/green-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Sep 2025 23:47:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[#ClimateChange]]></category>
		<category><![CDATA[Agronomy]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Environmen]]></category>
		<category><![CDATA[Erosion]]></category>
		<category><![CDATA[Future]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[LinkedinEconomyGraph]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[RenewableEnergy]]></category>
		<category><![CDATA[Skills]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[SustainableDesign]]></category>
		<category><![CDATA[Talent]]></category>
		<category><![CDATA[workforce]]></category>
		<category><![CDATA[งาน]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36147</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ข้อมูล Linkedin Economy Graph รายงานผลสำรวจ Global Green Skills Report 2023 จากการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาตลาดงานและแรงงานจากผู้ใช้ 48 ประเทศทั่วโลก พบว่ากลุ่ม ‘Green Talent’ หรือผู้ที่มีทักษะในงานที่เกี่ยวข้องกับการรับมือต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังมีความขาดแคลนในระดับสูง โดยข้อมูลจากตลาดงานในปี 2022 – 2023 เกี่ยวกับ Green Talent พบว่า&#8211; แรงงานทั่วโลกเพียง 1 ใน 8 ที่มี Green Skills หรือใน 8 คน จะพบเพียง 1 คน&#8211; ความต้องการ &#8216;Green Skills&#8217; เพิ่มขึ้น 22.4% (โตเฉลี่ย 15.2%)&#8211; ผู้ที่มี Green Talent เพิ่มขึ้น 12.3%&#8211; กลุ่ม Green Talent [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/green-skills/">&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะสำคัญ แรงงานยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อมูล <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Linkedin</span> Economy Graph รายงานผลสำรวจ Global Green Skills Report 2023 จากการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาตลาดงานและแรงงานจากผู้ใช้ 48 ประเทศทั่วโลก พบว่า<br class="html-br" /><br class="html-br" />กลุ่ม ‘Green Talent’ หรือผู้ที่มีทักษะในงานที่เกี่ยวข้องกับการรับมือต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังมีความขาดแคลนในระดับสูง โดยข้อมูลจากตลาดงานในปี 2022 – 2023 เกี่ยวกับ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Green Talent</span> พบว่า<br class="html-br" /><br class="html-br" />&#8211; แรงงานทั่วโลกเพียง 1 ใน 8 ที่มี Green Skills หรือใน 8 คน จะพบเพียง 1 คน<br class="html-br" />&#8211; ความต้องการ &#8216;<strong>Green Skills&#8217;</strong> เพิ่มขึ้น 22.4% (โตเฉลี่ย 15.2%)<br class="html-br" />&#8211; ผู้ที่มี Green Talent เพิ่มขึ้น 12.3%<br class="html-br" />&#8211; กลุ่ม Green Talent มีโอกาสได้รับการจ้างงานสูงกว่าแรงงานทั่วไป 29%<br class="html-br" />&#8211; 3 อุตสาหกรรม​สำคัญ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ได้แก่ ภาคการผลิตพลังงาน และภาคการขนส่ง ซึ่งจัดเป็นกลุ่ม High Emission ที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนในระดับสูง และ​ภาคการเงิน ในฐานะผู้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><strong>7 ทักษะ ​Green Skills​ น่าจับตา</strong> <br class="html-br" />นอกจากนี้ ยังมี 7 ทักษะ ​Green Skills​ น่าจับตา และเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานระดับสูง ได้แก่<br class="html-br" />&#8211; ทักษะความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)<br class="html-br" />&#8211; ทักษะด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable Design)<br class="html-br" />&#8211; ทักษะด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br class="html-br" />&#8211; ทักษะด้านการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency)<br class="html-br" />&#8211; ทักษะด้านการบริหารจัดการพืชไร่ (Agronomy)<br class="html-br" />&#8211; ทักษะการควบคุมการกัดเซาะ (Erosion Control)<br class="html-br" />&#8211; ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Awareness)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/green-skills/">&#8216;Green Skills&#8217; ทักษะสำคัญ แรงงานยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศุภาลัย สานต่อ​ Green Mission ชวนพนักงาน ​​รวมพลัง​ปลูก &#8216;ป่าสร้างสุข&#8217; ตั้งเป้าลดคาร์บอนฯ ทะลุ 665 ตัน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/06/supalai-planting-happiness-forest-drives-green-mission/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2025 08:16:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mission]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[SUPALAI]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าสร้างสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=34341</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่​ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (Supalai) ผ่านความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน Green Mission มิติต่างๆ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในกระบวนการทำงาน ให้สามารถลดคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น รวมท้ังการผนึกความร่วมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ล่าสุด ในโอกาสครบรอบ 36 ปี ศุภาลัยยังคงสานต่อเจตนารมณ์ในการมีส่วนช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการชวนพนักงานภายในองค์กรเดินหน้าจัดกิจกรรม &#8216;ป่าสร้างสุข&#8217; ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยปีนี้ พนักงานศุภาลัยได้ร่วมกันปลูกต้นไม้กว่า 2,250 ต้น บนพื้นที่ 10 ไร่ ณ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บนที่ดินของบริษัทฯ เช่นเดียวกับปีก่อนหน้า ภายใต้เป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  โครงการ &#8216;ป่าสร้างสุข&#8216; ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักด้านความยั่งยืนของศุภาลัย ที่มีเป้าหมายในการ​ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ควบคู่กับการมีส่วน​ร่วมสร้างสังคมที่ดี พร้อมการดูแลสิ่งแวดล้อมให้​ยั่งยืนในระยะยาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/supalai-planting-happiness-forest-drives-green-mission/">ศุภาลัย สานต่อ​ Green Mission ชวนพนักงาน ​​รวมพลัง​ปลูก &#8216;ป่าสร้างสุข&#8217; ตั้งเป้าลดคาร์บอนฯ ทะลุ 665 ตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่​ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง สำหรับ <strong>บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (Supalai)</strong> ผ่านความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน <strong>Green Mission</strong> มิติต่างๆ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในกระบวนการทำงาน ให้สามารถลดคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น รวมท้ังการผนึกความร่วมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด</p>
<p><span id="more-34341"></span></p>
<p>ล่าสุด ในโอกาสครบรอบ 36 ปี ศุภาลัยยังคงสานต่อเจตนารมณ์ในการมีส่วนช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการชวนพนักงานภายในองค์กรเดินหน้าจัดกิจกรรม &#8216;<strong>ป่าสร้างสุข&#8217;</strong> ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34346 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Green-Mission-ต่อเนื่อง-ศุภาลัยยกก๊วนพนักงานปลูกป่าหัวหิน_08.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยปีนี้ <em><strong>พนักงานศุภาลัยได้ร่วมกันปลูกต้นไม้กว่า</strong><strong> 2,250 </strong><strong>ต้น บนพื้นที่</strong><strong> 10 </strong><strong>ไร่ ณ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บนที่ดินของบริษัทฯ เช่นเดียวกับปีก่อนหน้า ภายใต้เป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ และ</strong><strong>สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก</strong><strong>อย่างเป็นรูปธรรม</strong></em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-34344 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Green-Mission-ต่อเนื่อง-ศุภาลัยยกก๊วนพนักงานปลูกป่าหัวหิน_07.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม </strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  โครงการ &#8216;<strong>ป่าสร้างสุข</strong>&#8216; ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักด้านความยั่งยืนของศุภาลัย ที่มีเป้าหมายในการ​ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ควบคู่กับการมีส่วน​ร่วมสร้างสังคมที่ดี พร้อมการดูแลสิ่งแวดล้อมให้​ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย <strong>ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานลง 40% ภายในปี 2573 </strong></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-34348 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Green-Mission-ต่อเนื่อง-ศุภาลัยยกก๊วนพนักงานปลูกป่าหัวหิน_04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ศุภาลัยเชื่อว่าการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยสามารถเดินเคียงคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ขณะที่การปลูกป่าคือการลงทุนระยะยาว ที่ไม่เพียงสร้างคุณค่าให้กับสังคม แต่ยังส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย ศุภาลัยจึงมุ่งมั่นที่จะสานต่อโคงการ ผ่านความร่วมมือร่วมใจกันทั้งของผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่เห็นความสำคัญและร่วมกันขับเคลื่อนพลังสีเขียวอย่างต่อเนื่องในทุกปี เพื่อให้ต้นไม้ทุกต้นที่เราปลูกด้วยกันในวันนี้ ​กลายเป็น ป่าที่สามารถสร้างความสุขให้แก่ทุกคนได้ตามแนวคิดที่วางไว้ และกลายเป็นอีกหนึ่งต้นทุนสำคัญของโลกที่ยั่งยืนในวันข้างหน้าอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34349 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Green-Mission-ต่อเนื่อง-ศุภาลัยยกก๊วนพนักงานปลูกป่าหัวหิน_06.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มโครงการ <strong>&#8216;ป่าสร้างสุข</strong>&#8216;  ศุภาลัยได้ปลูกต้นไม้ผ่านโครงการตลอด 3 ปี แล้วกว่า <strong>6,650 </strong><strong>ต้น</strong> บนพื้นที่รวม <strong>55 </strong><strong>ไร่</strong> ในที่ดินของบริษัททั้งจังหวัดปทุมธานี และประจวบคีรีขันธ์ โดยพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกในโครงการนี้ จะเน้น​เลือกปลูกไม้เศรษฐกิจไทยและให้ร่มเงาได้ เพื่อสร้างประโยชน์ได้ในระยะยาว ได้แก่ <strong>ยางนา พะยูง พยอม</strong> และ <strong>มะฮอกกานี</strong> ซึ่งล้วนเป็นไม้โตเร็วและมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34345 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Green-Mission-ต่อเนื่อง-ศุภาลัยยกก๊วนพนักงานปลูกป่าหัวหิน_03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้ มีการประเมินความสามารถในการดูดซับคาร์บอน จากการดำเนินโครงการ &#8216;ป่าสร้างสุข&#8217;  ได้ถึง <strong>665 </strong><strong>ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</strong>  ภายในระยะเวลา 10 ปี ตลอดระยะเวลา​ขับเคลื่อนโครงการ เป็นอีกหนึ่ง​ส่วนที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศให้แก่โลก ขณะเดียวกันยังมีส่วนสร้างประโยชน์ให้ชุมชนโดยรอบ ทั้งจากการให้ร่มเงาช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและมีส่วนช่วยฟื้นฟูสภาพอากาศให้บริสุทธิ์ ​รวมทั้งยังสามารถ​นำไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ไปใช้​ประโยชน์ได้ต่อเนื่องในอนาคตได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34343 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/Green-Mission-ต่อเนื่อง-ศุภาลัยยกก๊วนพนักงานปลูกป่าหัวหิน_09.jpg" alt="" width="1200" height="730" /></p>
<p>การขับเคลื่อนโครงการ &#8216;<strong>ป่าสร้างสุข</strong>&#8216; จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อตอกย้ำพันธกิจหลักในการขับเคลื่อน Green  Mission ของศุภาลัยได้อย่างชัดเจน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/06/supalai-planting-happiness-forest-drives-green-mission/">ศุภาลัย สานต่อ​ Green Mission ชวนพนักงาน ​​รวมพลัง​ปลูก &#8216;ป่าสร้างสุข&#8217; ตั้งเป้าลดคาร์บอนฯ ทะลุ 665 ตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก้าวสำคัญ! ไทย-สิงคโปร์ ลงนาม MRA  สร้างมาตรฐานวัสดุก่อสร้างสีเขียว ปูทางสู่ตลาดอาเซียน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/05/thai-and-singapore-mra-to-green-construction-standard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 May 2025 14:10:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Eco Label]]></category>
		<category><![CDATA[GEN]]></category>
		<category><![CDATA[Global Ecolabelling Network]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[Green Economy]]></category>
		<category><![CDATA[MRA]]></category>
		<category><![CDATA[Mutual Recognition Agreement]]></category>
		<category><![CDATA[SEC]]></category>
		<category><![CDATA[SGLS]]></category>
		<category><![CDATA[Singapore Green Labelling Scheme]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฉัตรตรี ภูรัต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้างสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=33740</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยงานฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้ดำเนินงานฉลากเขียวประเทศไทย จับมือ สภาสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ (SEC) ผู้ดำเนินงานโครงการ Singapore Green Labelling Scheme (SGLS) เดินหน้ายกระดับคุณภาพวัสดุก่อสร้างสีเขียวจัดพิธีลงนามข้อตกลงยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement: MRA) มุ่งหวัง ยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพวัสดุก่อสร้างให้เป็นต้นแบบของภูมิภาคเอเชียของฉลากสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นนำร่องในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า  ประเทศสิงค์โปร์ ถือเป็นประเทศที่มีความแข็งแรงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีภาครัฐและเอกชนในประเทศมีแผนการสร้างและขยายโครงการต่างๆ มากมาย ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ไทยและสิงคโปร์เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ด้าน ดร.ฉัตรตรี ภูรัต ผู้อำนวยการฝ่ายฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “บทบาทของฉลากเขียว คือฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 14024 โดยเป็นสมาชิกของเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network &#8211; GEN) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GENICES และผ่านการรับรอง ISO/IEC 17065 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/thai-and-singapore-mra-to-green-construction-standard/">ก้าวสำคัญ! ไทย-สิงคโปร์ ลงนาม MRA  สร้างมาตรฐานวัสดุก่อสร้างสีเขียว ปูทางสู่ตลาดอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)</strong> โดยงานฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้ดำเนินงานฉลากเขียวประเทศไทย จับมือ <strong>สภาสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ (SEC)</strong> ผู้ดำเนินงานโครงการ Singapore Green Labelling Scheme (SGLS) เดินหน้ายกระดับคุณภาพวัสดุก่อสร้างสีเขียวจัดพิธีลงนามข้อตกลงยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement: MRA) มุ่งหวัง ยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพวัสดุก่อสร้างให้เป็นต้นแบบของภูมิภาคเอเชียของฉลากสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นนำร่องในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</p>
<p><span id="more-33740"></span></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> กล่าวว่า  ประเทศสิงค์โปร์ ถือเป็นประเทศที่มีความแข็งแรงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีภาครัฐและเอกชนในประเทศมีแผนการสร้างและขยายโครงการต่างๆ มากมาย ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ไทยและสิงคโปร์เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง</p>
<p>ด้าน <strong>ดร.ฉัตรตรี ภูรัต ผู้อำนวยการฝ่ายฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวว่า “บทบาทของฉลากเขียว คือฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 14024 โดยเป็นสมาชิกของเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network &#8211; GEN) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GENICES และผ่านการรับรอง ISO/IEC 17065 ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างได้มีการขอการรับรองฉลากเขียวเป็นจำนวน 570 รุ่น ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ดีที่ทั้ง 2 ประเทศจะได้ร่วมกันพัฒนาเกณฑ์รับรองสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเกิดการยอมรับร่วมกันสำหรับภูมิภาคอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-33741 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/ภาพประกอบ-2.jpg" alt="" width="727" height="800" /></p>
<p>สำหรับพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก <strong>ท่านอุรีรัชต์ เจริญโต</strong> เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ และ<strong> Ms. Isabella Huang-Loh</strong>, Board Member of the Global Ecolabelling Network Chairman และ<strong> Mr. Lim Teck Kiat</strong>, Deputy Secretary (Resillience), Minitry of Sustainability and the Environment พร้อมด้วยทีมวิชาการจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและ <strong>Mr. Cheang Kok Chung</strong>, Executive Director, <strong>Mr. Bay Meng Yi,</strong> Director of Sustainability, SEC ร่วมงาน</p>
<p>สำหรับการขับเคลื่อนงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ในระบบมาตรฐานของทั้งสองฝ่าย การยอมรับคุณสมบัติเกณฑ์และกระบวนการรับรองที่เทียบเท่ากันจะช่วยลดอุปสรรคด้านการค้า เพิ่มความคล่องตัว และลดต้นทุนของผู้ประกอบการในกระบวนการขอการรับรองซ้ำซ้อน รวมถึงความมุ่งมั่นร่วมกันต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนการใช้ปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้</p>
<p>การจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการร่วมมือของ 2 ประเทศและเป็นต้นแบบความร่วมมือในการสร้างมาตรฐานระหว่างประเทศที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในระดับภูมิภาค ทั้งในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมั่นคงร่วมกันของประเทศในกลุ่มเอเชีย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/05/thai-and-singapore-mra-to-green-construction-standard/">ก้าวสำคัญ! ไทย-สิงคโปร์ ลงนาม MRA  สร้างมาตรฐานวัสดุก่อสร้างสีเขียว ปูทางสู่ตลาดอาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TOA โชว์รายได้ปี 67 รวม 21,357 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผล 0.27 บ. เดินหน้ารุกตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแบบ Total Solution ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/toa-performance-and-business-direction-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Feb 2025 13:37:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[7 GREEN]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[CFR]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emissions]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Construction]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[TOA]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโอเอ เพ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมสี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้างรักษ์โลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32117</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ประกาศผลประกอบการปี 2567 ด้วยรายได้รวม 21,357 ล้านบาท และรายได้ไตรมาส 4/2567 ที่ 5,292 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ TOA ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมวางกลยุทธ์ปี 68 ขยายตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแบบ Total Solution เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาที่ชะลอตัวลงจากภาระหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพสูงขึ้น และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลงตามด้วย ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 21,357 ล้านบาท ในขณะที่รายได้ในไตรมาส 4/2567 เป็นเงิน 5,292 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลัก (ไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากการบริหารเงินสด) ในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/toa-performance-and-business-direction-2025/">TOA โชว์รายได้ปี 67 รวม 21,357 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผล 0.27 บ. เดินหน้ารุกตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแบบ Total Solution ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>TOA</strong> ประกาศผลประกอบการปี 2567 ด้วยรายได้รวม 21,357 ล้านบาท และรายได้ไตรมาส 4/2567 ที่ 5,292 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ TOA ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมวางกลยุทธ์ปี 68 ขยายตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแบบ Total Solution เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-32117"></span></p>
<p><strong>นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาที่ชะลอตัวลงจากภาระหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพสูงขึ้น และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลงตามด้วย ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 21,357 ล้านบาท ในขณะที่รายได้ในไตรมาส 4/2567 เป็นเงิน 5,292 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลัก (ไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากการบริหารเงินสด) ในปี 2567 เป็นเงิน 2,268 บาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 4/2567 เป็นเงิน 470 ล้านบาท</p>
<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลัง หุ้นละ 0.27 บาท รวมกับปันผลครึ่งปีแรก หุ้นละ 0.33 บาท คิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งปี หุ้นละ 0.60 บาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาในวันที่ 25 เมษายน 2568 ต่อไป</p>
<p><strong>กลยุทธ์ปี </strong><strong>68 &#8211; </strong><strong>มุ่งขยายตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแบบ </strong><strong>Total Solution</strong></p>
<p>แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนในช่วงต้นปี 2568 แต่เราเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ในปี 2568 จึงวางแผนรุกตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้กลยุทธ์ Total Solution โดยเน้นการขยายตลาดสีทาอาคารที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย การเพิ่มไลน์สินค้า Non-Decorative อาทิ เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ยิปซั่มบอร์ด กระเบื้อง และวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมสีใหม่ สูตร 2-in-1 ไม่ต้องทารองพื้น ช่วยลดต้นทุนผู้บริโภค ทั้งค่าแรง ค่าสี และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น เพื่อสร้างมิติใหม่ของวงการสีทาอาคารที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมและเป็น     เทรนด์ใหม่ในอนาคต</p>
<p><strong>TOA </strong><strong>กับภารกิจ “</strong><strong>7-Green” </strong><strong>สู่ </strong><strong>Net-Zero </strong></p>
<p>การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ด้วยเป้าหมายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลง 50% ภายในปี 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050 โดยดำเนินการผ่านกลยุทธ์ 7-Green อย่างเป็นรูปธรรมที่ครอบคลุมการพัฒนาและผลิตสินค้าให้มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน ไปจนถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทาน อาทิ ผลิตภัณฑ์สี TOA Organic Care, SuperShield, Duraclean A Plus, TOA 7in1, TOA Shield-1 Nano, 4SEASONS, SUPERMATEX หรือ TOA กลุ่ม Expert 2 in 1 รวมทั้งแผ่นยิปซัม ที่ได้รับฉลากลดโลกร้อน หรือ Carbon Footprint Reduction จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) มากที่สุดในตลาดสีทาอาคารและวัสดุก่อสร้าง รวม 133 ผลิตภัณฑ์</p>
<p>“เรามุ่งมั่นเป็นผู้นำนวัตกรรมสีและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ “Change” เพื่อปรับกระบวนการภายใน การจัดการข้อมูลดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สู่การเป็นแบรนด์สีอันดับ 1 ในอาเซียน&#8221; นายจตุภัทร์กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/toa-performance-and-business-direction-2025/">TOA โชว์รายได้ปี 67 รวม 21,357 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผล 0.27 บ. เดินหน้ารุกตลาดวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแบบ Total Solution ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHA Group เล็ง ปี 68 สร้าง New high ครั้งใหม่ พร้อมเปิดแผน 5 ปี อัดงบลงทุนเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ดันรายได้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/wha-group-business-direction-in-5-years/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Feb 2025 14:00:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Logistic Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Green Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Mobilix]]></category>
		<category><![CDATA[We Shape The Future]]></category>
		<category><![CDATA[WGCL]]></category>
		<category><![CDATA[WHA]]></category>
		<category><![CDATA[WHA Group]]></category>
		<category><![CDATA[จรีพร จารุกรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[ดับบลิวเอชเอ จีซี โลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจโมบิลิตี้]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจโลจิสติกส์]]></category>
		<category><![CDATA[นิคมอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณูปโภค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31668</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ตั้งเป้าสร้าง New high ครั้งใหม่ในปี 2568 ​พร้อมเพิ่มกลุ่มธุรกิจ​ Green Mobility ​ครอบคลุมซัพพลายเชนครบวงจร ย้ำทิศทาง​เติบโตอย่างยั่งยืน ​หวังดันรายได้และส่วนแบ่งกำไรกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 พร้อม​เร่งขับเคลื่อน​แผน 5 ปี (2568-2572) รองรับการขยายธุรกิจและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านงบลงทุนเกือบ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต  2.9 เท่า จากปี 2567 ​หรือมีรายได้แตะ 1.5 แสนล้านบาท บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) คาดการณ์ผลประกอบการปี 2567 ยังคงทำกำไรในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรของกลุ่มบริษัทฯ 14,400 ล้านบาท อัตรากำไร EBITDA มากกว่า 55% และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนน้อยกว่า 1.2 เท่า พร้อม​เผยแผน​ดำเนินงานในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/wha-group-business-direction-in-5-years/">WHA Group เล็ง ปี 68 สร้าง New high ครั้งใหม่ พร้อมเปิดแผน 5 ปี อัดงบลงทุนเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ดันรายได้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b> ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ตั้งเป้าสร้าง New high ครั้งใหม่ในปี 2568 ​พร้อมเพิ่มกลุ่ม<strong>ธุรกิจ​ </strong><strong>Green Mobility ​</strong>ครอบคลุมซัพพลายเชนครบวงจร ย้ำทิศทาง<strong>​เติบโตอย่างยั่งยืน ​หวัง</strong></b><b>ดันรายได้และส่วนแบ่งกำไรกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 พร้อม​เร่งขับเคลื่อน​แผน 5 ปี (2568-2572) รองรับการขยายธุรกิจและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านงบลงทุนเกือบ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต  2.9 เท่า จากปี 2567 ​หรือมีรายได้แตะ 1.5 แสนล้านบาท <span id="more-31668"></span></b></p>
<p><strong>บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)</strong> (WHA Group) คาดการณ์ผลประกอบการปี 2567 ยังคงทำกำไรในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรของกลุ่มบริษัทฯ 14,400 ล้านบาท อัตรากำไร EBITDA มากกว่า 55% และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนน้อยกว่า 1.2 เท่า พร้อม​เผยแผน​ดำเนินงานในปี 2568 ​โดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้และส่วนแบ่งกำไรกว่า 2 หมื่นล้านบาท และคงอัตรากำไร EBITDA Margin มากกว่า 45%  รวมทั้งวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน​ 5 ปี (2568-2572) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านงบลงทุนเกือบ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต  2.9 เท่า จากปี 2567 ​ หรือมีรายได้แตะ 1.5 แสนล้านบาท</p>
<p><strong>คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า  ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจที่สำคัญของ WHA Group​ แม้​จะยังมีปัจจัยที่น่าจับตาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical)ที่​​จะยิ่งทวีความเข้มข้น จาก​การกลับมาของประธานาธิปดีทรัมป์ แต่อาจจะช่วย​สร้างโอกาสการลงทุน​​ในภูมิภาคอาเซียน​เพิ่มขึ้น ​โดยเฉพาะประเทศไทย​ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์​​ Supply Chain ที่ครบวงจร มีความพร้อม​ระบบสาธารณูปโภค ความมั่นคงทางด้านพลังงาน รวมถึงพลังงานหมุนเวียน แรงงานที่มีคุณภาพ ​และนโยบายการส่งเสริมจากภาครัฐ ที่เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ คลาวด์เซอร์วิส ขณะที่​ WHA Group มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความพร้อม​​รองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นเป็นโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31670 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/8ba502c3-fe69-4e96-a75f-e5a895de3415.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;ในปีนี้ธุรกิจ​กลุ่ม Mobility ภายใต้แบรนด์ Mobilix  ซึ่งโดดเด่นในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรรายแรกในประเทศไทย จะเข้ามาเติมเต็มในอีโคซิสเต็มของ WHA ในฐานะ 1 ใน 5 Business Unit อย่างสมบูรณ์ ด้วยบริการที่สอดคล้องกับเทรนด์และดีมานด์ของอุตสาหกรรม เพื่อ​เสริมธุรกิจหลักที่ยังคงแข็งแกร่​งและตอบโจทย์​ทิศทางธุรกิจในอนาคต ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจร นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัลโซลูชัน ด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ครบวงจร ก้าวสู่การเป็นการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-Driven Organization)  ตลอดจนการนำศักยภาพขององค์กรไปสร้างการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน และเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงทุกมิติ (High Performance Organization) สอดคล้องกับพันธกิจ <strong>“WHA: We Shape the Future</strong>”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31672 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/889d460f-b274-4b1c-b1fe-a682c0a3856b.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ทั้งนี้  WHA Group ยังขับเคลื่อนการเติบโต​ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ประกอบด้วย</p>
<p><strong>&#8211; Extend Leadership</strong> เร่งขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและตลาดภูมิภาค</p>
<p><strong>&#8211; Embrace Innovation and Technology</strong> นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น New S-Curve ให้กับองค์กร</p>
<p><strong>&#8211; Enhance the Prominence on Green and Sustainability</strong> มุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>&#8211; Build High Performance Organization</strong> ด้วยการพัฒนา ยกระดับองค์กรในทุกด้านให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง</p>
<p>สำหรับแผนลงทุนและ​ขับเคลื่อนการเติบโตในแต่ละกลุ่มธุรกิจ มีดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. ธุรกิจโลจิสติกส์ </strong>:  ปี 2567 มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ด้วยพื้นที่รวม 3,109,000 ตารางเมตร เป็นโครงการใหม่  167,000 ตารางเมตร ส่วนในปี​ 2568 ​ตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์​เป็น ​3,309,000 ตารางเมตร จากโครงการให้เช่าพื้นที่ใหม่​ 200,000 ตารางเมตร และมีแผนการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART รวมทั้งสิ้นประมาณ 70,000 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท</p>
<p>ส่วน​กลยุทธ์เติบโต สำหรับประเทศไทยมุ่งขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทำเลยุทธศาสตร์ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ EEC และเมืองรอง โดยปี 2568 มีแผนขยายโครงการสำคัญในทำเลศักยภาพ ได้แก่ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจิตร กม.4 โครงการ 2, WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม. 21 เฟส 3 และ WHA Mega Logistics Center บางนาตราด กม. 23 Inbound รวมพื้นที่กว่า 380,000 ตารางเมตร ส่วน​เวียดนาม เน้นรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง เช่น อีคอมเมิร์ซ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก</p>
<p><em>&#8220;​​โครงการคลังสินค้าโลจิสติกส์แห่งแรกในเวียดนามขนาด 37,000 ตารางเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมเปิดให้บริการต้นปีนี้ รวมทั้งยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพิ่มเติมกับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เพื่อศึกษาการพัฒนาโครงการโลจิสติกส์ในพื้นที่ 300 ไร่ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับตัวเมืองหลักของจังหวัดและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอีกด้วย&#8221;</em></p>
<p>สำหรับ<strong> บริษัท ดับบลิวเอชเอ จีซี โลจิสติกส์ จำกัด (WGCL)</strong> มุ่งเป้าสู่การยกระดับจาก 3PL เป็น 4PL (Fourth-Party Logistics Provider) โดยอาศัยจุดแข็ง และความเชี่ยวชาญร่วมของ WHA และ GC เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจโลจิสติกส์ โดยการเปลี่ยนผ่านสู่ 4PL เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยขยายขอบเขตการให้บริการจากการจัดการขนส่งและคลังสินค้า (3PL) ไปสู่การวางแผน ออกแบบ และบูรณาการระบบโลจิสติกส์อย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับบริษัทและลูกค้า</p>
<p>ส่วน Office Solutions ​​เดินหน้าขยายโครงการอาคารสำนักงานบนทำเลที่ดีเยี่ยมของกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมี​ 6 โครงการ พื้นที่รวม​กว่า 120,000 ตารางเมตร โครงการล่าสุดที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้วในปี 2567 ได้แก่ โครงการ Qube ไลฟ์สไตล์ รีเทลสเปซ บนพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร อยู่ติดสถานี BTS สุรศักดิ์ ​ส่วนปี 2568 มีโครงการใหม่ที่พร้อมให้บริการ ได้แก่ โครงการศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ย่านสาทร พื้นที่กว่า 6,900 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2568</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31671 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/d8f629dd-9787-49c2-9b8d-dc41915e23bf.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>2. ธุรกิจโมบิลิตี้ </strong><strong>(</strong><strong>Mobility) :</strong> เปิดตัวในปี 2567 ผู้พัฒนาโซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรรายแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์<strong> Mobilix</strong>  ผ่าน 3 บริการหลัก คือ <strong>บริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า</strong> (EV Rental Service) ​<strong>สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า</strong> (On Premise &amp; Public EV Charging Solution) บริการเครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์ และ<strong>โมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน</strong> (Mobilix Software Solution) แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะอันทันสมัยสำหรับจัดการรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่</p>
<p><em>&#8220;ปี 2567 ได้ให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าอีก 318 คัน พร้อมผนึกกำลังกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้​ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ของธุรกิจอย่าง Voltality EVMe Grab และเริ่มความร่วมมือการให้บริการเชิงพาณิชย์กับ SHARGE ผู้นำด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem และมีการก่อสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าด้วยกำลังการผลิต 5,400 กิโลวัตต์ โดยตั้งเป้าเติบโตเพิ่มรถ EV ให้เช่าถึง 1,700 คัน ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 20,000 คันภายใน 5 ปี ​จากความ​ร่วมมือกับพันธมิตรใน EV Ecosystem​ รวมทั้งการจัดการยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นเลิศในการให้บริการอย่างครบวงจรพร้อมความยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า&#8221;</em></p>
<p><strong>3. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม : </strong>ปี 2567 มียอดขายที่ดินรวม 2,565 ไร่ แบ่งเป็น ในประเทศไทย 2,453 ไร่ และ​เวียดนาม 112 ไร่ ​และยอดโอนที่ดินรวม 2,070 ไร่  อยู่ในประเทศไทย 1,727 ไร่ และเวียดนาม 343 ไร่ โดยลูกค้ารายสำคัญคือ Google ได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินเพื่อสร้าง Data Center แห่งแรกในประเทศไทย และ Haier เพื่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศครบวงจรแห่งใหม่ โดยในสิ้นปี 2567 มีนิคมในการดูแล 15 แห่ง อยู่ในประเทศไทย 14 แห่ง และในเวียดนาม 1 แห่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31673 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/3e551c70-c011-4bd5-8ba0-d9534d1d9de8.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>&#8220;พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย อยู่ระหว่างก่อสร้างและรอการพัฒนารวม 7 โครงการ ​พื้นที่ 8,810 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการที่ดินจากนักลงทุนที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วน​เวียดนาม​มี 2 โครงการ ขนาดพื้นที่รวม 2,297 ไร่ ​ได้รับการอนุมัติใบอนุญาตลงทุน (Investment Registration Certificate, IRC) แล้ว และ 1 โครงการ ขนาด 1,094 ไร่ อยู่ระหว่างการขออนุมัติใบอนุญาตลงทุน นอกจากนี้​ในเดือนมกราคม 2568 ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) กับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม 2 แห่ง พื้นที่รวมประมาณ 4,000 ไร่ โดยตั้งเป้าเติบโตในปี 2568 เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในประเทศไทย และมุ่งขยายธุรกิจใน​เวียดนาม รวมทั้งมองหาโอกาสขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม โดย​ตั้งเป้ายอดขายที่ดินทั้งในไทยและเวียดนามรวม 2,350 ไร่ ​​เน้น​ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (Smart Industrial Estates) ​เพื่อการพันธมิตรที่ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร ตอกย้ำจุดแข็งการให้บริการแบบ Built ti Suit ที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม&#8221;</p>
<p><strong>4.ธุรกิจสาธารณูปโภค (ธุรกิจน้ำ) :  </strong>ตั้งเป้ายอดขายและบริหารจัดการน้ำรวม 173 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น ในประเทศ​ 132 ล้านลูกบาศก์เมตร ​ในเวียดนาม​ 41 ล้านลูกบาศก์เมตร และเป้าหมายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม 10 ล้านลูกบาศก์เมตร  จากปี 2567 มี​ยอดขายน้ำและบำบัดน้ำเสีย 166 ล้านลูกบาศก์เมตร ​และผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม 8 ล้านลูกบาศก์เมตร เติบโต​ 25% โดยโครงการที่ประสบความสำเร็จคือ โครงการซื้อ-ขายน้ำอุตสาหกรรมคุณภาพสูงกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)(GC) ปริมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ส่วนในปี 2568 การเติบโตในประเทศไทยมุ่งขยายตัวตาม​​นิคมอุตสาหกรรม โดยการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในการหาแหล่งน้ำดิบอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>พร้อมขยายการผลิตน้ำที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Water) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจในพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรม WHA รวม​ถึงการเข้าร่วมโครงการสาธารณูปโภคน้ำประปาและน้ำเสียในพื้นที่ใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะทำสัญญาซื้อ-ขายน้ำกับการประปาส่วนภูมิภาค ปริมาณสูงสุด 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี  และเดินหน้า Smart Water Solutions  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ ลดต้นทุน และลดน้ำสูญเสีย ส่วนในเวียดนาม ​วางแผนขยายธุรกิจน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม และใช้ความเชี่ยวชาญ​การพัฒนาประสิทธิภาพโครงการสาธารณูปโภคด้านน้ำที่ได้เข้าไปลงทุน</p>
<p><strong>(ธุรกิจไฟฟ้า) </strong><strong>:</strong>  ปี 2567 มีกำลังผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้ว 965 เมกะวัตต์ ​จากพลังงานสะอาดทั้งหมด 437 เมกะวัตต์ ส่วน​ปี 2568 ​จะเดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนทั้งในไทยและนอกประเทศ โดยในไทย​เน้น​ลงทุน​โครงการโซลาร์รูฟท็อป โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in-Tariff และโครงการ Direct PPA เป็นต้น  ส่วนประเทศเวียดนาม ​เริ่มดำเนินการศึกษาและพัฒนาโครงการไมโครกริด ที่นิคมเขตอุตสาหกรรม WHA Smart Technology Zone 1 ในจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เฟส 1 ซึ่งคาดว่าจะพร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 และมุ่งเน้นต่อยอดการขยายธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปอีกด้วย</p>
<p><em>&#8220;​ยัง​มีการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันพลังงานอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แพลตฟอร์มการซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Peer-to-Peer Energy Trading) และการซื้อขายใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-REC) รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจ New S-Curve เช่น เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) เป็นต้น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,185 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาจากพลังงานหมุนเวียน 657 เมกะวัตต์&#8221;​</em></p>
<p><strong>5. ธุรกิจดิจิทัล : </strong>ในปี 2568 WHA Digital ยังคงเพิ่มความแข็งแกร่งให้​กลุ่มธุรกิจต่างๆ ใน WHA Group  ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น Artificial Intelligence, Internet-of-Thing โดยในปัจจุบันมีโครงการ AI Transformation ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 12 โครงการ ได้แก่ Drone Inspection Solution และ IoX Platform for Solar อีกทั้ง WHA Digital พร้อมหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม ได้แก่ โมบิลิกส์ แพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดการยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ โดยได้ตั้งเป้าหมายสำหรับยอดการใช้งานโมบิลิกส์ แพลตฟอร์มที่ประมาณ 900 คัน ภายในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6,000 คัน ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า รวมทั้ง​ตั้งเป้าหมายในการพัฒนา 5 แอปพลิเคชันใหม่ พร้อมให้บริการภายใน WHA Group ภายในปี 2568</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31669 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/d7267421-2a48-460d-b710-46049b8150c1.jpeg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>มุ่งขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>บทพิสูจน์ความสำเร็จของ WHA Group ในปี 2567 ที่ผ่านมา เห็นได้จากรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัล  Best Sustainability Awards ในกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence  จากงาน SET Awards 2024 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ที่ระดับสูงสุด “AAA” รางวัลนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Estate) จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ รางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2024 และรางวัล HR Asia: Sustainable Workplace Awards จาก HR Asia เป็นต้น</p>
<p><em>&#8220;WHA Group ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2572 อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าให้บริการประมาณ 20,000 คัน  การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 683,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี การลดการใช้น้ำจากธรรมชาติลงประมาณ 25,000,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของภาคครัวเรือนกว่า 685,000 คน และการจัดการขยะแบบ Zero Waste ที่จะไม่มีการฝังกลบหรือเผาทำลาย เพื่อขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง&#8221; คุณจรีพร กล่าวทิ้งท้าย</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/wha-group-business-direction-in-5-years/">WHA Group เล็ง ปี 68 สร้าง New high ครั้งใหม่ พร้อมเปิดแผน 5 ปี อัดงบลงทุนเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ดันรายได้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรม SCG 3D Printing เติบโตทั่วโลก พลิกโฉมวงการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยี</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/scg-3d-printing-green-innovation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jan 2025 13:35:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[3D Printing]]></category>
		<category><![CDATA[construction]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Green Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusive Green Growth]]></category>
		<category><![CDATA[innovation]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[SCG 3D Printing]]></category>
		<category><![CDATA[SCG the Possibilites]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อสร้าง3มิติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นไปได้ ไปด้วยกัน]]></category>
		<category><![CDATA[โตด้วยกรีน โตด้วยกัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31368</guid>

					<description><![CDATA[<p>🤝 พันธมิตรมั่นใจ!!!! นวัตกรรม SCG 3D Printing เติบโตทั่วโลก พลิกโฉมวงการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยี เดินหน้ารุกตลาดก่อสร้างบ้านในประเทศญี่ปุ่น ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์และSerendix สตาร์ทอัพสัญชาติญี่ปุ่น 🌎ทำไม SCG 3D Printing Mortar ถึงโตไกล ระดับโลก 🌍 🔺ออกแบบรูปทรงตามใช้งานที่หลากหลาย 🔺คุณภาพก่อสร้างแข็งแรง ทนทาน รวดเร็ว ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน 🔺คุมต้นทุนก่อสร้างได้ 🔺ลดใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 🔺มีทีม Technical consultant พร้อมช่วยแนะนำด้านการก่อสร้างให้เหมาะสมในแต่ละประเทศ สนใจข้อมูลเพิ่มเติม : natchamc@scg.com #SCG #3DPrinting #ก่อสร้าง3มิติ #InclusiveGreenGrowth #GreenInnovation #SCGthePossibilites #เป็นไปได้ไปด้วยกัน #โตด้วยกรีนโตด้วยกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/scg-3d-printing-green-innovation/">นวัตกรรม SCG 3D Printing เติบโตทั่วโลก พลิกโฉมวงการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>🤝 พันธมิตรมั่นใจ!!!! นวัตกรรม SCG 3D Printing เติบโตทั่วโลก พลิกโฉมวงการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยี เดินหน้ารุกตลาดก่อสร้างบ้านในประเทศญี่ปุ่น ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์และSerendix สตาร์ทอัพสัญชาติญี่ปุ่น</p>
<p><span id="more-31368"></span></p>
<p>🌎ทำไม SCG 3D Printing Mortar ถึงโตไกล ระดับโลก 🌍</p>
<p>🔺ออกแบบรูปทรงตามใช้งานที่หลากหลาย<br />
🔺คุณภาพก่อสร้างแข็งแรง ทนทาน รวดเร็ว ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน<br />
🔺คุมต้นทุนก่อสร้างได้<br />
🔺ลดใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<br />
🔺มีทีม Technical consultant พร้อมช่วยแนะนำด้านการก่อสร้างให้เหมาะสมในแต่ละประเทศ</p>
<p>สนใจข้อมูลเพิ่มเติม : natchamc@scg.com</p>
<p>#SCG #3DPrinting #ก่อสร้าง3มิติ #InclusiveGreenGrowth #GreenInnovation #SCGthePossibilites #เป็นไปได้ไปด้วยกัน #โตด้วยกรีนโตด้วยกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/scg-3d-printing-green-innovation/">นวัตกรรม SCG 3D Printing เติบโตทั่วโลก พลิกโฉมวงการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ลงทุน &#8216;โซลาร์ฟาร์ม&#8217; แห่งแรกในนิคมบางพลี ​ใหญ่สุดของฐานผลิตทั่วโลก เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/beiersdorf-1st-solar-farm-in-pc-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 14:48:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Beiersdorf]]></category>
		<category><![CDATA[Beiersdorf Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Care Beyond Skin]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Eucerin]]></category>
		<category><![CDATA[Factory]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NEVIA]]></category>
		<category><![CDATA[PC Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[solar power]]></category>
		<category><![CDATA[นีเวีย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเซริน]]></category>
		<category><![CDATA[วราพร ลิขิตจรรยากุล]]></category>
		<category><![CDATA[สุเรขา วันเพ็ญ]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์ฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<category><![CDATA[ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29416</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฐานการผลิตไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตหลัก​​ 1 ใน 5 โรงงานขนาดใหญ่ของไบเออร์สด๊อร์ฟทั่วโลก​ และยังเป็น Hub ใน​การ​ส่งออกไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก ภายใต้การบริหาร 15 ไลน์ผลิต 12 ถังผสมวัตถุดิบ และการบริหารจัดการวัตถุดิบและส่วนผสมกว่า 4,000 ประเภท ซึ่งต้องมีความสามาถในการบริหารจัดการในระดับสูง เพื่อสามารถรักษามาตรฐานการผลิตได้ตาม Global Standard ​เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้การยอมรับ นอกจากภารกิจในการผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อรักษาความแข็งแกร่งในมิติ Business Performance แล้ว บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ยังขับเคลื่อนแนวทางด้าน​ Sustainability ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ &#8216;Care Beyond Skin&#8217; เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม คุณวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่ไบเออร์สด๊อร์ฟต้องการบรรลุ เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน​ในปี 2030 รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/beiersdorf-1st-solar-farm-in-pc-thailand/">ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ลงทุน &#8216;โซลาร์ฟาร์ม&#8217; แห่งแรกในนิคมบางพลี ​ใหญ่สุดของฐานผลิตทั่วโลก เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ฐานการผลิตไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตหลัก​​ 1 ใน 5 โรงงานขนาดใหญ่ของไบเออร์สด๊อร์ฟทั่วโลก​ และยังเป็น Hub ใน​การ​ส่งออกไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก ภายใต้การบริหาร 15 ไลน์ผลิต 12 ถังผสมวัตถุดิบ และการบริหารจัดการวัตถุดิบและส่วนผสมกว่า 4,000 ประเภท ซึ่งต้องมีความสามาถในการบริหารจัดการในระดับสูง เพื่อสามารถรักษามาตรฐานการผลิตได้ตาม Global Standard ​เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้การยอมรับ</p>
<p><span id="more-29416"></span></p>
<p>นอกจากภารกิจในการผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อรักษาความแข็งแกร่งในมิติ Business Performance แล้ว บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ยังขับเคลื่อนแนวทางด้าน​ Sustainability ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ &#8216;<strong>Care Beyond Skin&#8217;</strong> เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>คุณวราพร ลิขิตจรรยากุล</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่ไบเออร์สด๊อร์ฟต้องการบรรลุ เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน​ในปี 2030 รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Scope 1-3 ) ลงได้ 90% ในปี 2045 โดยวางเข็มไมล์แรกไว้ที่ 30% ภายในปี 2025</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29417 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Beiersdorf-Thailand-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ขณะเดียวกันต้องการสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ โดยมุ่งที่การลดใช้พลาสติกใหม่ในการผลิตลงมากกว่า 50% ในปี 2026 การผลิตบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิลให้มากกว่า 30% รวมทั้งผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้ง 100% ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท้ังในรูปแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์รีฟิลแบบถุงเติม การนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งผลิตจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ทั้งหมดภายในปี 2025 รวมทั้งการลดการใช้พลังงานภายในกระบวนการผลิตลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ ส่วนมิติทางสังคม จะมุ่งส่งเสริมศักยภาพให้ผู้หญิงผ่านโครงกาาร Empowering Girls Program ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนทั่วโลก​ ภายในปี 2025 เช่นเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริมการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนความยั่งยืนของไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ถือว่าเป็นไปตามแผน ทั้งในมิติของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมท้ัง​มิติสิ่งแวดล้อมที่เห็น​พัฒนาการได้อย่างชัดเจนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเรื่อง​ โดยผลิตภัณฑ์ของนีเวียทั้ง 100% ปลอดไมโครพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2021 และยังไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อปะการัง รวมท้ังแบรนด์เวชสำอางอย่างยูเซรินที่ปลอดไมโครพลาสติกได้ 100% ในปี 2023 เช่นกัน พร้อมพัฒนาการอื่นๆ เช่น ​​เป้าหมายลดใช้ทรัพยากรใหม่ลง 50% เพื่อลดการใช้ Fossil Based ก็สามารถทำได้แล้ว 16% , การเพิ่มวัสดุรีไซเคิลในการผลิตบรรจุภัณฑ์​ได้แล้ว 12%, หรือการทำให้​บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด​เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ​รวมทั้งการ​ลดขยะในกระบวนการผลิตให้เป็น Zero Waste to Landfill ​ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไบเออร์สด๊อร์ฟสามารถ​บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างรวดเร็ว มาจากนโยบายในการ​แยกเป้าหมายด้านการเติบโตทางธุรกิจ และด้านความยั่งยืนแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้สามารถขับเคลื่อนด้าน Sustainability ได้อย่างอิสระ และไม่กระทบต่อความเสี่ยงหรือความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีอยู่รอบด้าน หากเชื่อมโยงการขับเคลื่อนไว้ด้วยกัน อาจทำให้แผนการขับเคลื่อนความยั่งยืนกระทบได้ หากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่ต้องระมัดระวัง&#8221; </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29418 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/23-Achieve-VS-22.jpg" alt="" width="1200" height="658" /></p>
<p>​ทั้งนี้ ไบเออร์สด๊อร์ฟทั่วโลก ได้วางงบประมาณในฟากของการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนในเฟสแรกไว้ราว 300 ล้านยูโร และจะสิ้นสุดในปี 2025 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อพิจารณางบประมาณในเฟสที่ 2 เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืน รวมทั้งการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ภายในปี 2030 และเร่งแผน Decarbonization เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในลำดับต่อไป</p>
<p><strong>คุณสุเรขา วันเพ็ญ</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การผลิต บริษัท ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ผ่านการลงทุนสร้างโซลาร์ฟาร์ม พื้นที่ 14 ไร่ ​เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาด ทั้งในกระบวนการผลิตและในส่วนของ Operation ต่าง ในโ​รงงานไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย (PC Thailand) โดยสามารถผลิตไฟได้​ 999 กิโลวัตต์  ​ซึ่งถือเป็นโซลาร์ฟาร์มแห่งแรก ภายในโรงงานของนิคมอุตสาหกรรมบางพลี รวมทั้งยังเป็นโซลาร์ฟาร์มที่ใหญ่และมีกำลังไฟสูงสุดของไบเออร์สดอร์ฟทั่วโลกด้วย</p>
<p><em>&#8220;หลังการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มแล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ PC Thailand สามารถผลิต​ไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์มาใช้ได้เพิ่มเป็น ​25% โดย  15% หรือราว 1,434 กิโลวัตต์ มาจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในช่วง​การขยายกำลังผลิตของโรงงานเมื่อราว 2 ปีก่อน และ 10% เพิ่มเติมจากการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มเพิ่มเติมครั้งล่าสุดนี้ โดยสัดส่วน 25% ของปริมาณไฟฟ้าที่ลดได้ คิดเป็นกำลังไฟกว่า 3.8 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง สามารถนำไปชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้วิ่งได้เป็นระยะทางมากกว่า 10 ล้านกิโลเมตร เทียบเป็นปริมาณคาร์บอนที่ลดลงได้กว่า 1,900 ตัน​&#8221;</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29422 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/PC-Acheive.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p>กระบวนการผลิตของ PC Thailand ยังลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในมิติอื่นๆ ทั้งสามารถลดปริมาณขยะในกระบวนการผลิตลงได้มากกว่า 445 ตัน ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 57% หรือเกือบ 8 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมทั้ง​การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งจากระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ หรือหม้อต้ม Boiler ทำให้สามารถลดการใช้พลังงาน​โดยภาพรวมลงได้ 26% ​​</p>
<p>นอกจาก​นี้ ในส่วนของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ให้มีความเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ทั้งการใช้วัสุดรีไซเคิลในการผลิต​บรรจุภัณฑ์หรือการลดปริมาณลง โดยมีปริมาณการใช้แก้วรีไซเคิลกว่า 1 หมื่นตันต่อปี และ​สามารถลดปริมาณการใช้ลงได้ 2.3 พันตันจากการออกแบบให้มีน้ำหนักเบาขึ้น หรือการ​ใช้พลาสติกรีไซเคิลเพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกใหม่ในการผลิตกว่า 500 ตัน รวมทั้งใช้กระดาษรีไซเคิล​กว่า 1.5 พันตัน ​ซึ่งช่วยลดปริมาณกระดาษลงได้​ 23 ตัน ในส่วนของแหล่งผลิตกระดาษทั้ง 100% ยัง​ผลิตมาจากป่าปลูกทดแทนโดยไม่มีการทำลายป่าไม้ ซึ่งในส่วนของการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์มีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนลงได้กว่า 0.5 ตันคาร์บอนเทียบเท่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29421 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Re-Beiersdorf-Solar-Farm-2-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;การจะเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระยะยาวนั้น จะต้องทำงานร่วมกันกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันอย่างเครือข่ายซัพพลายเออร์ รวมถึงการทำให้​ผลิตภัณฑ์ของเรามีความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งจากการเลือกใช้วัตถุดิบ และปรับปรุงขั้นตอนการผลิตให้มีการปลดปล่อยคาร์บอน​น้อยลง เช่น การใช้เส้นทางการจัดส่งที่ใกล้ขึ้นหรือสั้นลง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลแทนพลาสติกใหม่ (Virgin plastic) ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยลดการปล่อยมลพิษทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบัน PC Thailand ​ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการลดคาร์บอนได้มากขึ้น และเชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยในการบรรลุเป้าหมายลดคาร์บอนลงได้ 30% ภายในปี 2025 รวมทั้งมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างแน่นอน&#8221; </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/beiersdorf-1st-solar-farm-in-pc-thailand/">ไบเออร์สด๊อร์ฟ ประเทศไทย ลงทุน &#8216;โซลาร์ฟาร์ม&#8217; แห่งแรกในนิคมบางพลี ​ใหญ่สุดของฐานผลิตทั่วโลก เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โบลท์ (Bolt) เผยสถิติ คนไทยมีแนวโน้มหันมาเลือกการเดินทางแบบปลอดมลพิษมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/bolt-world-car-free-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Sep 2024 07:32:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BOLT]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Great Wall Motor]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[World Car Free Day]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทางแบบปลอดมลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฮบริด]]></category>
		<category><![CDATA[วันปลอดรถโลก]]></category>
		<category><![CDATA[โบลท์ ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29113</guid>

					<description><![CDATA[<p>โบลท์เผยตัวเลขจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในหมวด Green ที่ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 257.5% โดยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของโบลท์ มีระยะทางสะสมรวมกว่า 4.51 ล้านกิโลเมตร เทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลกที่เส้นศูนย์สูตรถึง 112 รอบ เนื่องในโอกาสวันปลอดรถโลก (World Car Free Day) เดือนกันยายนนี้ โบลท์ภูมิใจนำเสนอการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งเสริมการเดินทางแบบปลอดมลพิษในเมือง ความสำเร็จนี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ส่งเสริมการลดการพึ่งพายานพาหนะที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิมและสนับสนุนการเดินทางที่สะอาดยิ่งขึ้น ในเดือนสิงหาคม 2567 โบลท์ได้เห็นการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจในหมวด Green ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 257.5% การเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานสะท้อนถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของผู้ใช้บริการโบลท์ในการเลือกใช้การเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ รถยนต์ไฟฟ้าของโบลท์เดินทางรวมแล้วกว่า 4.51 ล้านกิโลเมตร เทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลกที่เส้นศูนย์สูตรถึง 112 รอบ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและทำให้อากาศในเมืองบริสุทธิ์ขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเหล่านี้สอดคล้องกับผลการวิจัยล่าสุดจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) ซึ่งเผยรายงานให้เห็นว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่าของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากการสำรวจพบว่า 34.1% ของผู้ที่เปลี่ยนมาใช้รถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/bolt-world-car-free-day/">โบลท์ (Bolt) เผยสถิติ คนไทยมีแนวโน้มหันมาเลือกการเดินทางแบบปลอดมลพิษมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โบลท์เผยตัวเลขจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในหมวด Green ที่ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 257.5% โดยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของโบลท์ มีระยะทางสะสมรวมกว่า 4.51 ล้านกิโลเมตร เทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลกที่เส้นศูนย์สูตรถึง 112 รอบ</p>
<p><span id="more-29113"></span></p>
<p>เนื่องในโอกาสวันปลอดรถโลก (World Car Free Day) เดือนกันยายนนี้ โบลท์ภูมิใจนำเสนอการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งเสริมการเดินทางแบบปลอดมลพิษในเมือง ความสำเร็จนี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ส่งเสริมการลดการพึ่งพายานพาหนะที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิมและสนับสนุนการเดินทางที่สะอาดยิ่งขึ้น</p>
<p>ในเดือนสิงหาคม 2567 โบลท์ได้เห็นการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจในหมวด Green ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 257.5% การเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานสะท้อนถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของผู้ใช้บริการโบลท์ในการเลือกใช้การเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ <em><strong>รถยนต์ไฟฟ้าของโบลท์เดินทางรวมแล้วกว่า 4.51 ล้านกิโลเมตร เทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลกที่เส้นศูนย์สูตรถึง 112 รอบ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและทำให้อากาศในเมืองบริสุทธิ์ขึ้น </strong></em></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเหล่านี้สอดคล้องกับผลการวิจัยล่าสุดจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) ซึ่งเผย<a href="https://www.gwm.co.th/338-release.html" target="_blank" rel="noopener">รายงาน</a>ให้เห็นว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่าของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากการสำรวจพบว่า 34.1% ของผู้ที่เปลี่ยนมาใช้รถ EV ระบุว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่าเป็นเหตุผลหลัก ในขณะเดียวกัน 81.3% ของผู้ใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแสดงความสนใจที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และ 89.4% ระบุว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่าคือแรงจูงใจหลัก</p>
<p><strong>ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประจำโบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า</strong> “ในโอกาสวันปลอดรถโลก เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นการเติบโตอย่างมากในหมวด Green ของโบลท์ แม้ว่าการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวทั้งหมดจะถือเป็นเป้าหมายระยะยาว แต่ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษมากขึ้น ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักรู้ของผู้ใช้บริการที่หันมาเลือกการเดินทางแบบใช้พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด อีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความพร้อมของคนไทยที่ไม่เพียงแต่เลือกใช้ทางเลือกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ แต่ยังสนับสนุนการใช้บริการเดินทางแบบร่วมกัน (Shared Mobility) มากขึ้นอย่างชัดเจน แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพในการเติบโตของบริการเดินทางแบบร่วมกัน และตอกย้ำความต้องการทางเลือกการเดินทางที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย เรายังคงมุ่งมั่นในการขยายโครงการปลอดมลพิษอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนต่ำรวมถึงทางเลือกไฮบริดสำหรับการขนส่งในเมือง และยังคงสื่อสารกับผู้ขับขี่เพื่อทำความเข้าใจถึงความท้าทายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนของรถยนต์ไฟฟ้า&#8221;</p>
<p><a href="https://www.adb.org/news/videos/thailand-times-thailand-race-ev-mass-adoption" target="_blank" rel="noopener">ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจนที่จะลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและการขนส่งลง 7-20% จากระดับปกติ โดยตั้งเป้าหมายลดลงให้ได้ 20-25% ภายในปี 2573</a></p>
<p>ข้อมูลในปี 2566 ระบุว่ามีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนมากกว่า 75,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 18.4% เมื่อเทียบกับปี 2548 และในช่วงต้นปี 2567 มีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก 11.6% เมื่อเทียบกับปี 2566</p>
<p><a href="https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-using-ev-2024" target="_blank" rel="noopener">ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (TTB Analytics) ระบุว่าอัตราการใช้งานรถ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาจากค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงที่ถูกกว่ารถสันดาปภายในหรือไฮบริดถึง 59-67% สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้ใช้ชาวไทยที่หันมาเลือกใช้ยานพาหนะไฟฟ้ามากขึ้น</a></p>
<p>หมวด Green ของโบลท์ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งในเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโบลท์ในการสร้างเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น ด้วยทางเลือกการเดินทางที่ประหยัดและใช้พลังงานสะอาด</p>
<p>โบลท์ยังคงมุ่งมั่นในการขยายหมวดรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการขนส่งในเมืองที่ปลอดมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ปลอดการปล่อยมลพิษ สร้างเมืองที่สะอาดยิ่งขึ้น พร้อมกับส่งเสริมการขนส่งอย่างยั่งยืน</p>
<div></div>
<div>นอกจากนี้ โบลท์ยังมี โปรโมชั่นพิเศษสำหรับหมวดรถยนต์<wbr />ไฟฟ้า (Electric Vehicle Category) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานหั<wbr />นมาเลือกการเดินทางที่รักษ์สิ่<wbr />งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น</div>
<div>
รายละเอียดโปรโมชั่น:</p>
<ul>
<li>ลด 30% สำหรับผู้ใช้บริการทุกคน สูงสุด 100 บาท ต่อครั้ง (ใช้ได้ 3 ครั้ง)</li>
<li>โปรโมชั่นนี้ใช้ได้สำหรับการเดิ<wbr />นทางในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น</li>
<li>ระยะเวลาโปรโมชั่น: วันที่ 18 &#8211; 23 กันยายน</li>
</ul>
<p>โปรโมชั่นนี้เป็นการสนับสนุนให้<wbr />ผู้คนเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้<wbr />าในการเดินทางมากขึ้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่<wbr />งในการลดมลพิษในเมืองและรักษาสิ่<wbr />งแวดล้อม  และให้การเปลี่<wbr />ยนแปลงเล็ก​ๆ เหล่านี้​ช่วยสร้างผลกระทบที่<wbr />ดีในระยะยาว</div>
<div></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/bolt-world-car-free-day/">โบลท์ (Bolt) เผยสถิติ คนไทยมีแนวโน้มหันมาเลือกการเดินทางแบบปลอดมลพิษมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดอะ ปาร์ค ร่วมกับ SWOOP BUDDY และ Go Green Girls ต่อยอดไลฟ์สไตล์ แบบหมุนเวียน จัดงาน SWAP UP FESTIVAL Vol.2 จุดประกายความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/swap-up-festival-vol2-drive-circular-community-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 15 Sep 2024 06:21:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[circular]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[Go Green Girls ​]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[Reuse]]></category>
		<category><![CDATA[​SWAP for ALL]]></category>
		<category><![CDATA[SWAP UP FESTIVAL​ Vol.2]]></category>
		<category><![CDATA[Swoop Buddy]]></category>
		<category><![CDATA[The PARQ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐนี วิโรจน์โภคา]]></category>
		<category><![CDATA[ดีแคทลอน ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย)]]></category>
		<category><![CDATA[พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[สวู๊ปบัดดี้]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะ ปาร์ค]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนเพื่อโลก หมุนเวียนเพื่อเรา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28913</guid>

					<description><![CDATA[<p>เริ่มแล้ว ​SWAP UP FESTIVAL​ Vol.2  อีกหนึ่ง Circular Community ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนนำเสื้อผ้า ของสะสม หนังสือ และของใช้สัตว์เลี้ยงชิ้น (เคย) โปรดมาแลกเปลี่ยนกัน พร้อมร่วมกิจกรรมรักษ์โลก​ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ใน การส่งเสริมไลฟ์สไตล์แบบยั่งยืน ระหว่างวันที่ 12 – 15 กันยายน 2567 ภายใต้ความร่วมมือ ของพันธมิตรสายกรีนอย่าง  เดอะ ปาร์ค (The PARQ) โครงการไลฟ์สไตล์มิกซ์ยูสแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED GOLD® และ WELL CERTIFIED™ CORE GOLD มุ่งพัฒนาออฟฟิศและรีเทลอัจฉริยะภายใต้แนวคิด “Life Well Balanced” ร่วมกับ Swoop Buddy และ Go Green Girls  ​ ทั้งนี้ งาน SWAP UP FESTIVAL VOL.2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/swap-up-festival-vol2-drive-circular-community-in-thailand/">เดอะ ปาร์ค ร่วมกับ SWOOP BUDDY และ Go Green Girls ต่อยอดไลฟ์สไตล์ แบบหมุนเวียน จัดงาน SWAP UP FESTIVAL Vol.2 จุดประกายความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เริ่มแล้ว ​SWAP UP FESTIVAL​ Vol.2  </strong>อีกหนึ่ง Circular Community ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนนำเสื้อผ้า ของสะสม หนังสือ และของใช้สัตว์เลี้ยงชิ้น (เคย) โปรดมาแลกเปลี่ยนกัน พร้อมร่วมกิจกรรมรักษ์โลก​ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ใน<br />
การส่งเสริมไลฟ์สไตล์แบบยั่งยืน ระหว่างวันที่ 12 – 15 กันยายน 2567</p>
<p><span id="more-28913"></span></p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือ ของพันธมิตรสายกรีนอย่าง  <strong>เดอะ ปาร์ค </strong><strong>(The PARQ)</strong> โครงการไลฟ์สไตล์มิกซ์ยูสแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED GOLD® และ WELL CERTIFIED™ CORE GOLD มุ่งพัฒนาออฟฟิศและรีเทลอัจฉริยะภายใต้แนวคิด “Life Well Balanced” ร่วมกับ <strong>Swoop Buddy</strong> และ <strong>Go Green Girls</strong>  ​</p>
<p>ทั้งนี้ งาน SWAP UP FESTIVAL VOL.2 ​ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของเดอะ ปาร์ค ในการขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ต่อยอดสังคมไลฟ์สไตล์แบบหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงและเป็นศูนย์กลางผลักดันคอมมูนิตี้คนรักสิ่งแวดล้อมให้กับสังคมไทย โดยมีกิจกรรมในงาน <strong> ​SWAP UP FESTIVAL​ Vol.2 </strong>​มุ่งเน้นส่งเสริมไลฟ์สไตล์แบบยั่งยืนมากมาย ที่ไม่เพียงสร้างความสนุกสนาน แต่ยังช่วยลดปริมาณขยะจากสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน อย่างโซน <strong>Conscious Market</strong> รวบรวมร้านค้ารักษ์โลกกว่า 50 ร้าน ซึ่งเป็นสินค้าจากการรีไซเคิล การอัพไซเคิล ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และงานคราฟต์ที่ไม่เหมือนใคร อาทิ <strong>Circular, One More Thing</strong>, <strong>Zayan</strong>, <strong>Hako and Co</strong>, <strong>Ira Natural</strong> และ <strong>Good Cha</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28915 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/1.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_01.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>พร้อม​โซน Workshop เพิ่มสกิลงานคราฟต์จาก <strong>หยิบดินสตูดิโอ</strong>, <strong>Wamp Co. &amp; Reviv</strong> และ <strong>Eventide and lilac</strong> ดื่มด่ำกับผลงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ จาก<strong>คุณเอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์</strong> ศิลปินผู้ใช้ผลงานศิลปะปลูกจิตสํานึกให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะ และสร้างแรงบันดาลใจด้านหมุนเวียนใช้ซ้ำ (Upcycle) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Community Talk แบ่งปันความรู้ และทัศนคติดีๆ ในหัวข้อ ​<strong>SWAP for ALL </strong><strong>เปลี่ยนเพื่อโลก หมุนเวียนเพื่อเรา</strong> จากตัวจริงเรื่องรักษ์โลกโดยองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมด้วยกรุงเทพมหานคร, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เมเนจเมนท์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด, สวู๊ปบัดดี้, บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด และดีแคทลอน ประเทศไทย</p>
<p>​<strong>SWAP for ALL </strong><strong>เปลี่ยนเพื่อโลก หมุนเวียนเพื่อเรา</strong></p>
<p><strong>คุณพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์</strong><strong> </strong><strong>ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</strong> <strong>ผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร </strong>กล่าวว่า ​จากสถิติปี 2566 คนไทยสร้างขยะกว่า 26.95 ล้านตัน แต่ปริมาณที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้มีเพียง 30% เท่านั้น เนื่องจากวิธีการทิ้งขยะที่ไม่ถูกต้อง กรุงเทพมหานครจึงพยายามลดปัญหาขยะล้นเมือง เพิ่มปริมาณการนำกลับมาใช้ซ้ำ ผ่านแคมเปญรณรงค์แยกขยะจากต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับโครงการเดอะ ปาร์ค ที่มีระบบการจัดการขยะภายในโครงการที่ยอดเยี่ยม รวมถึงมั่นสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ และทันสมัย เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าของสิ่งของยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28916 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/5.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_02.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>&#8220;​​กิจกรรม Swap up ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ ถือเป็นการช่วยลดวงจรการสร้างขยะเสื้อผ้าได้เป็นอย่างดี และเป็น<br />
การสร้างคอมมูนิตี้ในการช่วยส่งเสริมไลฟ์สไตล์หมุนเวียน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่ทางกรุงเทพมหานครกำลังผลักดันอยู่”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28921 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/10.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_04.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>คุณณัฐนี วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาที่ยังยืน บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เมเนจเมนท์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด </strong>เผยว่า เดอะ ปาร์ค ​ตั้งใจส่งต่อแนวคิดความยั่งยืนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะอย่างถูกต้อง ส่งเสริมให้ภายในโครงการมีจุดแยกประเภทขยะอย่างถูกต้อง ช่วยลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ด้วยการติดตั้งเครื่องย่อยขยะเศษอาหาร และหมุนเวียนเป็นปุ๋ยใช้ดูแลต้นไม้ในโครงการ รวมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันลดขยะอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>“​​งาน SWAP UP FESTIVAL VOL.2 ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาขยะในชีวิตประจำวันที่รุนแรง​ขึ้นทุกปี รวมทั้งกิจกรรมภายในงาน​ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการลดการผลิตขยะ สร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถสนุกกับการช่วยลดขยะผ่านกิจกรรมของเรา เปลี่ยนมุมมองต่อไลฟ์สไตล์แบบยั่งยืน ตามแนวคิด Life Well Balanced”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28920 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/12.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_16.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>คุณ</strong><strong>ทินา สุดเจียดี ผู้ร่วมก่อตั้ง สวู๊ปบัดดี้</strong> กล่าวว่า ​Swoop Buddy เกิดขึ้นจากความสนใจในแฟชั่นสิ่งทอ ผสานกับจิตสำนึกที่ดีต่อโลก ทำให้เห็นถึงผลกระทบจากวิถีของวงการแฟชั่นที่ผลัดเปลี่ยนไวขึ้น เทคโนโลยีทันสมัยช่วยลดต้นทุนผลิตและราคาสินค้าที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋า แต่กลับเป็นภัยกับโลก เส้นใยกว่า 53 ล้านตัน ถูกนำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าให้ทุกคนทั่วโลก แต่ระยะเวลาการใช้งานเสื้อผ้ากลับสั้นลงเรื่อยๆ พวกเราจึงตั้งใจอย่างมากที่จะสร้างชุมชนเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดในการสนับสนุนการใช้สินค้าแฟชั่นมือสอง (Circular Fashion Ecosystem) เพื่อยืดวงจรชีวิตให้เสื้อผ้าด้วยการนำมาแลกเปลี่ยนกัน  ซึ่งเราอยากจะขอขอบคุณพันธมิตรใจดีอย่าง เดอะ ปาร์ค ที่สนับสนุนสถานที่เพื่อเป็นสื่อกลางให้ได้ใกล้ชิดผู้บริโภค เพิ่มความเข้าใจให้ทุกคนได้ดียิ่งขึ้นเพราะเราเชื่อว่า ใคร ๆ ก็เป็นสายแฟแบบไม่ทำร้ายโลกได้ แค่มาแลกกันวนไป​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28919 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/8.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_05.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p><strong>คุณอรวรรณ กิตติธนนิรันดร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด</strong> ในฐานะครีเอเตอร์สายกรีนอย่าง Go Green Girls  กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือและสื่อต่างๆ ที่ให้ข้อมูลเพื่อตอบโจทย์​ผู้มีไลฟ์สไตล์รักษ์โลก เพื่อมีแนวทางการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม​ รวมทั้งมี​​พื้นที่ หรือคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้คน มีการนำเสนอทางเลือกที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละช่วงวัยมากขึ้น ทำห้ผู้คนในปัจจุบัน​มีไลฟ์สไตล์รักษ์โลกได้มากขึ้น ขณะที่​ Go Green Girls ตั้งใจที่จะ​เชื่อมโยงเรื่องราว​สิ่งแวดล้อมเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่​ผ่านการนำเสนอคอนเทนต์ที่บอกเล่าออกมาในแบบฉบับที่เข้าใจง่าย และสามารถทำได้จากเรื่องใกล้ตัว เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงได้ในชีวิตประจำวัน จนนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28918 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/15.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_20.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมครั้งนี้ถูกนำไปสมทบทุนบริจาคให้กับ<strong>มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์</strong> และสิ่งของที่ไม่ได้นำไปแลกเปลี่ยนจะถูกนำไปส่งต่อให้กับ <strong>มูลนิธิกระจกเง</strong>า และ<strong>ร้านปันกัน โดยมูลนิธิยุวพัฒน์</strong> โดยมีตัวแทนจากทั้ง 3 มูลนิธิรับมอบเพื่อไปพัฒนากิจกรรมเสริมสร้างรายได้ ตลอดจนเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28917 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/9.ภาพประชาสัมพันธ์งาน-SWAP-UP-Festival-Vol.2_03.jpg" alt="" width="1200" height="798" /></p>
<p>สามารถร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้โลกใบนี้ไปด้วยกัน ในงาน <strong>SWAP UP FESTIVAL</strong>​ <strong>Vol.2 </strong>ตั้งแต่วันที่ 12 – 15 กันยายนนี้ ที่ <strong>The PARQ Life, </strong><strong>ชั้น </strong><strong>2, Q Rate Hall (MRT </strong><strong>ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออก </strong><strong>2)</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/swap-up-festival-vol2-drive-circular-community-in-thailand/">เดอะ ปาร์ค ร่วมกับ SWOOP BUDDY และ Go Green Girls ต่อยอดไลฟ์สไตล์ แบบหมุนเวียน จัดงาน SWAP UP FESTIVAL Vol.2 จุดประกายความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
