<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>KResearch &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/kresearch/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 29 Oct 2025 11:01:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.6</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>KResearch &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 3 ปัจจัยท้าทาย &#8216;ประเทศไทย&#8217; พิชิตเป้าหมาย Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/10/3-challenges-thailand-net-zero-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Oct 2025 11:01:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PDP]]></category>
		<category><![CDATA[Stranded Assets]]></category>
		<category><![CDATA[Transition]]></category>
		<category><![CDATA[กฎระเบียบ]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนผ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ความท้าทาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. กฤตย์ สีตะธนี]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ. ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ. อากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แผน​พัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=37660</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนโยบายปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ #NetZero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี 2608 (2065) เป็น 2593 (2050) โดยกำหนดให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าในการประชุม COP30 ที่จะถึงนี้  คาดว่าประเทศต่างๆ จะ ประกาศแผน​ลดการปล่อยคาร์บอนในช่วง 5 ปีถัดไป จนถึงปี 2578 หากนายกรัฐมนตรียืนยันเป้าหมายใหม่ดังกล่าวในการประชุม รูปแบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า ความสำเ​ร็จของนโยบายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กฎระเบียบ การบริหารจัดการสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต และช่องว่างด้านเงินทุน 1. กฎระเบียบจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำคัญของภาคเอกชน  กฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่มีบทบาทสำคัญให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero2050 ประกอบด้วย  พระราชบัญญัติอากาศสะอาด พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปรับปรุง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/3-challenges-thailand-net-zero-2050/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 3 ปัจจัยท้าทาย &#8216;ประเทศไทย&#8217; พิชิตเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนโยบายปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ #NetZero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี 2608 (2065) เป็น 2593 (2050) โดยกำหนดให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)ต่อปี</p>
<p><span id="more-37660"></span></p>
<p>ทั้งนี้ คาดว่าในการประชุม COP30 ที่จะถึงนี้  คาดว่าประเทศต่างๆ จะ ประกาศแผน​ลดการปล่อยคาร์บอนในช่วง 5 ปีถัดไป จนถึงปี 2578 หากนายกรัฐมนตรียืนยันเป้าหมายใหม่ดังกล่าวในการประชุม รูปแบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><b>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย </b>เชื่อว่า ความสำเ​ร็จของนโยบายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กฎระเบียบ การบริหารจัดการสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต และช่องว่างด้านเงินทุน</p>
<p><strong>1. กฎระเบียบจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำคัญของภาคเอกชน </strong></p>
<p>กฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่มีบทบาทสำคัญให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero2050 ประกอบด้วย  พระราชบัญญัติอากาศสะอาด พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปรับปรุง</p>
<p>&#8211;<strong> พ.ร.บ. อากาศสะอาด</strong> ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดมลพิษโดยรวม และได้มีการนำเสนอเข้า ครม. แล้ว โดยกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ทั้งการปรับ จนถึงดำเนินคดีอาญา ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องลงทุนระบบตรวจวัดและควบคุมมลพิษ</p>
<p>&#8211; <strong>พ.ร.บ. ลดโลกร้อน</strong> เป็นกฎหมายสำคัญ ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกำลังจัดทำเพือนำเสนอ ครม. โดยจะกำหนดกลไกทางกฎหมาย รวมถึงบทลงโทษ กองทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อบรรลุ Net Zero โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ การสร้างตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องติดตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ เพื่อลดการปล่อย และเพิ่มการซื้อขายคาร์บอนเครดิต</p>
<p>&#8211; <strong>แผน​พัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP</strong> ซึ่งประเทศไทยได้จัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ในปี 2567 โดยมีเป้าหมายให้ผลิตพลังงานหมุนเวียน 51% ภายในปี 2580</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37663 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Regulation.jpg" alt="" width="1200" height="568" /></p>
<p>ทั้งนี้  ​ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะมีการปรับปรุงแผนดังกล่าวอีกครั้ง โดยมีสาระสำคัญ​ เช่น ทยอยยุติการใช้ถ่านหินให้เร็วกว่าเดิม จากที่กำหนดไว้ในปี 2593 และไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่, การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน เพราะต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ต่ำกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ถึง 21-55% , การยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน และการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ​</p>
<p><strong>2. ทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต (Stranded Assets) อุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน</strong></p>
<p><strong>ทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต</strong> หมายถึง การลงทุนที่สูญเสียมูลค่าก่อนเวลาอันควร ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม</p>
<p>โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่าน​ในภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งถือเป็นแหล่งสร้างคาร์บอนไดออกไซด์หลักของประเทศ โดยมีสัดส่วนถึง 69%  (พลังงาน 49% และการขนส่ง 20%) ขณะที่การขับเคลื่อนไปสู่ Net Zero จะมีการกำหนดให้ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ภายในปี 2593  ซึ่งจะกระทบโดยตรงในทั้งสองภาคส่วน รวมทั้งยังมีสัดส่วนสินทรัพย์อีกจำนวนมากที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล</p>
<p>ทั้งนี้ จากแผน PDP​ คาดว่า ภายในปี 2580 ยังคงมีโรงไฟฟ้าฟอสซิล 48% และยังมีรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซลอยู่ถึง 97% ซึ่งภาคโลจิสติกส์ยังคงต้องพึ่งพาอยู่ โดยตามแผนที่วางไว้ให้ปี 2593 โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดต้องถูกปลดระวางหรืออาจถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น แต่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหลายแห่งทั้งที่ดำเนินการอยู่และอยู่ระหว่างวางแผน อาจยังต้องเดินเครื่องต่อไป หลังจากปี 2593 แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฮโดรเจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเป็นทรัพย์สินสูญค่าในอนาคต</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-37661 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Access.jpg" alt="" width="1200" height="617" /></p>
<p>ส่วนภาคขนส่ง รถบรรทุกดีเซลรุ่นใหม่ มีอายุการใช้งานถึง 30 ปี ซึ่งนานกว่าระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านในปี 2593 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อทยอยยุติการใช้งานหรือจำกัดจำนวนการซื้อ เพราะมูลค่าที่เหลือของรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาดังกล่าว</p>
<p><strong>3. ช่องว่างด้านงบประมาณในระดับสูง </strong></p>
<p>คาดว่าประเทศไทย ต้องใช้งบประมาณในการเปลี่ยนผ่าน 1.28 ล้านล้านบาทต่อปี  (ในช่วง​ปี 2566–2578 คำนวณโดยธนาคารกสิกรไทย  อ้างอิงข้อมูล UN, Swiss Re Institute, World Economic Forum, Trade Map) เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050 แต่ปัจจุบันมีการใช้งบประมาณเพียง 0.24 ล้านบาทต่อปี (เครือข่ายการเงินเพื่อการรับมือโลกรวน 2018 -2023) จึงจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ในสัดส่วนและตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-37662 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-Invest-Gap.jpg" alt="" width="1200" height="857" /></p>
<p>ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมากจากภาครัฐเพื่อขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพิ่มเติม อาทิ ระบบกริด สถานีชาร์จ และระบบส่งไฟฟ้า ขณะที่ภาคเอกชนจะต้องเพิ่มการใช้ไฟฟ้าในภาคการขนส่ง และภาคการผลิต ​เช่น การใช้เตาในโรงงานเหล็กหรือปูนซีเมนต์ เป็นต้น</p>
<p>ข้อมูลโดย : <strong>ดร. กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/10/3-challenges-thailand-net-zero-2050/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 3 ปัจจัยท้าทาย &#8216;ประเทศไทย&#8217; พิชิตเป้าหมาย Net Zero 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 15:06:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[carbon emissions]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Footprint]]></category>
		<category><![CDATA[CO2]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Donald Trump]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikornthai]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Land-Use Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อย CO2]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายทรัมป์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=32398</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ​การปล่อย CO2 ทั่วโลกในปี 204 ​​เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ ​การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO2 โลก เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO2 มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO2 รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO2 แตะระดับสูงสุด การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO2 การปล่อย CO2 จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/">ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไท</strong>ย ระบุว่า ​การปล่อย CO<sub>2</sub> ทั่วโลกในปี 204 ​​เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ ​การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ</p>
<p><span id="more-32398"></span><br />
<strong>ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO<sub>2</sub> โลก</strong></p>
<p>เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO<sub>2</sub> มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO<sub>2</sub> รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> แตะระดับสูงสุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32399 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/1.jpg" alt="" width="1200" height="546" /></p>
<p><strong>การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO<sub>2</sub></strong></p>
<p>การปล่อย CO<sub>2</sub> จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่ 4.2 พันล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.5 พันล้านตัน แต่ถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (-20%) โดยเป็นผลจากการชะลออัตราการตัดไม้ทำลายป่า การปลูกป่าใหม่ และการปลูกป่าทดแทน</p>
<p>บราซิล อินโดนีเซีย และคองโก เป็น 3 ประเทศที่ปล่อย Land-Use Emission มากที่สุด โดยมีสาเหตุจากการตัดไม้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ทำฟาร์มปศุสัตว์ ปลูกถั่วเหลือง และปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ดี การควบคุมการตัดไม้ผิดกฎหมาย นโยบายการอนุรักษ์ป่า และการลดการพึ่งพาการเผาป่าใหม่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> ลดลงแล้วเมื่อเทียบกับอดีต</p>
<p>ปลายปีน่าจะเห็นทิศทางการผลักดันการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> จาก Land-Use มากขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการ EU Deforestation Regulation (EUDR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ปลายปี และผลที่จะเกิดจากการประชุม COP30 ที่จะจัดขึ้นช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการผลักดันการลดการปล่อย CO<sub>2</sub> และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ผ่านการปรับปรุงแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDCs) โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเจ้าภาพบราซิลเป็นหนี่งในประเทศที่ปล่อย CO<sub>2</sub> จากแหล่งดังกล่าวมากที่สุดและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดประเทศหนึ่งเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32400 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/2.jpg" alt="" width="1200" height="577" /></p>
<p><strong>CO<sub>2</sub> ในบรรยากาศเข้มข้นขึ้นมีส่วนจากทั้งการปล่อยมากขึ้น และการดูดกลับที่แย่ลง</strong></p>
<p>การดูดกลับคาร์บอนที่ไม่มากพอ ร่วมกับการปล่อย CO<sub>2</sub> ที่มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ยิ่งทำให้ความเข้มข้นของ CO<sub>2</sub> ในบรรยากาศมากขึ้น โดยอยู่ในระดับ 424.6 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 3.5 ppm จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 52% จากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (280 ppm ในปี 1750)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32401 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/3.jpg" alt="" width="1200" height="758" /></p>
<p>นอกจากนี้ สภาวะเอลนีโญก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ CO<sub>2</sub> คงเหลืออยู่ในบรรยากาศสูงมาก นอกเหนือจากปริมาณป่าไม้ที่ลดลง โดยเอลนีโญเป็นทั้งต้นเหตุของปัญหา ได้แก่ การเกิดไฟป่ารุนแรงในอเมริกาใต้และแคนาดาที่มีสาเหตุมาจากภัยแล้งที่ยาวนานจากสภาวะเอลนีโญ และยังเป็นต้นเหตุของความสามารถในการดูดกลับ CO<sub>2</sub> ออกจากบรรยากาศแย่ลงอีกด้วย จากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของดินและมหาสมุทรโดยเฉลี่ยที่ทำให้การดูดซับ CO<sub>2</sub> เกิดขึ้นได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการปล่อย CO<sub>2</sub> ไม่ลดลง ถึงแม้จะมีการดำเนินมาตรการมากมาย</p>
<p>ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายประเทศในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การปล่อย CO<sub>2</sub> ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมาได้</p>
<p>เพื่อลดโลกร้อน การปล่อย CO<sub>2</sub> ต้องลดลงเฉลี่ย 3.9% ต่อปี จนถึงปี 2050 เพื่อบรรลุ Net Zero โดยมีหลายมาตรการระหว่างประเทศที่พยายามช่วยลดผลกระทบดังกล่าว เช่น กฎหมายปราศจากการทำลายป่า (EUDR) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ (CBAM) ของสหภาพยุโรป เป็นต้น</p>
<p><strong>สหรัฐฯ และปัญหา Geopolitics อาจเป็นอีกตัวการทำให้การปล่อย CO<sub>2</sub> โลกสูงขึ้น</strong></p>
<p>การไม่ให้ความสำคัญต่อการลด CO<sub>2</sub> ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะทำให้การปล่อย CO<sub>2</sub> โลกสูงขึ้นอีก ถึงแม้จะมีความพยายามจากประเทศอื่นๆ มาช่วยอาจจะไม่เพียงพออิทธิพลของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิล การลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การขัดขวางข้อตกลงด้านสภาพอากาศของสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามลด CO<sub>2</sub> ให้หันไปใช้พลังงานฟอสซิลอีกครั้ง</p>
<p>ในปี 2024 ยังเห็นภาพของการลดความสำคัญต่อการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคการเงินในสหรัฐฯ จากการถอนตัวจาก Net Zero Banking Alliance (NZBA)  ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเป็นผลจากอิทธิพลทางการเมืองและนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ</p>
<p>ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ก็มีการปรับกลยุทธ์โดยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แทนที่จะเดินหน้าลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่เช่นกัน เช่น การลดงบประมาณประจำปีสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero จาก 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ BP  รวมถึงการขยายการผลิตน้ำมันของ ExxonMobil และ Chevron ก่อนหน้านี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32402" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/Kresearch-CO2.jpg" alt="" width="720" height="900" /></p>
<p>ในระดับประเทศ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อาจทำให้หลายประเทศยุติการให้ความร่วมมือต่อความสำคัญกับการลด CO<sub>2</sub> ได้ในระยะสั้น โดยอาจเกิดการชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และหันกลับไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานหรือลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ</p>
<p>อย่างไรก็ดี การเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานใหม่ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ เช่น EUDR CBAM รวมถึงเป้าหมายการเป็น Net Zero ระดับองค์กร และระดับประเทศ จะมีส่วนทำให้ CO<sub>2 </sub>จะลดลงได้ในระยะยาว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/03/kresearch-reports-worldwide-carbon-emissions-2024/">ปี 2024 โลก​ปล่อย CO2 แตะระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายทรัมป์ และ​​ Geopolitics ​กระทบแผนลดคาร์บอนโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องนโยบายด้านความยั่งยืนของงานประชุม COP29</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/11/kresearch-point-to-sustainability-issue-in-cop29/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 13:01:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Finance Action Fund]]></category>
		<category><![CDATA[COP29]]></category>
		<category><![CDATA[Global Stocktake]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[NCQG]]></category>
		<category><![CDATA[NDC]]></category>
		<category><![CDATA[NDC3.0]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรี พิศาลพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายด้านความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายทางการเงิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=30122</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุม COP29 จะจัดขึ้นในเมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 โดยมีภาคีสมาชิกจำนวน 198 ภาคีเข้าร่วมประชุม ประเทศต่างๆ จะมีการอัพเดทแผน NDC ฉบับใหม่ พร้อมทั้งพิจารณาเป้าหมายทางการเงินใหม่ (NCQG) และข้อผลักดันอื่น ๆ ของประเทศเจ้าภาพเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานในการช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยจะนำแผน NDC ใหม่ (NDC3.0) สำหรับการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงก่อนปี 2035 และผลการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 รวมถึงกลไกการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศไปเสนอที่ประชุม จาก COP28 มาเป็น COP29 ในการประชุมครั้งนี้ จะมีการผลักดันในประเด็นที่ต่อเนื่องจากการประชุม COP28 และครั้งก่อนๆ เช่น ยกระดับเป้าหมาย Nationally Determined Contributions (NDCs) ให้เป็น NDC 3.0 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/kresearch-point-to-sustainability-issue-in-cop29/">ส่องนโยบายด้านความยั่งยืนของงานประชุม COP29</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประชุม COP29 จะจัดขึ้นในเมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 โดยมีภาคีสมาชิกจำนวน 198 ภาคีเข้าร่วมประชุม</p>
<p><span id="more-30122"></span></p>
<p>ประเทศต่างๆ จะมีการอัพเดทแผน NDC ฉบับใหม่ พร้อมทั้งพิจารณาเป้าหมายทางการเงินใหม่ (NCQG) และข้อผลักดันอื่น ๆ ของประเทศเจ้าภาพเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานในการช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ</p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยจะนำแผน NDC ใหม่ (NDC3.0) สำหรับการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงก่อนปี 2035 และผลการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 รวมถึงกลไกการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศไปเสนอที่ประชุม</p>
<p><strong><u>จาก </u></strong><strong><u>COP28 </u></strong><strong><u>มาเป็น </u></strong><strong><u>COP29</u></strong></p>
<p><strong>ในการประชุมครั้งนี้ จะมีการผลักดันในประเด็นที่ต่อเนื่องจากการประชุม</strong><strong> COP28</strong><strong> และครั้งก่อนๆ</strong> เช่น ยกระดับเป้าหมาย Nationally Determined Contributions (NDCs) ให้เป็น NDC 3.0 เพื่อให้ยังคงอยู่ภายใต้แนวทาง 1.5 องศาเซลเซียส โดยกำหนดแผนงานการดำเนินการของประเทศจนถึงปี 2035 เช่น</p>
<p>&#8211; รายงานผลการประเมินสถานการณ์ดำเนินงานระดับโลก <strong>(</strong><strong>Global Stocktake: GST)</strong></p>
<p>&#8211; เป้าหมายระดับโลกด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง <strong>(</strong><strong>Global Goal on Adaptation: GGA)</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาข้อกำหนดของกลไกคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานตาม Core Carbon Principles ในกรณีการวัดการนับซ้ำ (Double-Counting) ที่กลไกของ Article 6.4 ตามข้อตกลงปารีสที่ยังไม่ครอบคลุม</p>
<p><strong>แต่ที่สำคัญคาดว่าจะ</strong><strong>กำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ (</strong><strong>New Collective Quantified Goal on Climate Finance: NCQG) </strong><strong>ประมาณ 1.1 – 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส และให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศเหล่านั้น จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดเพียงจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี</p>
<p><strong>โดยเ</strong><strong>ริ่มกองทุนใหม่ ได้แก่ </strong><strong>Climate Finance Action Fund (CFAF)</strong> ซึ่งจะพิจารณาจัดสรรเงินทุนจากประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ และ <strong>the Baku Initiative for Climate Finance Investment and Trade (BICFIT)</strong> เพื่อเชื่อมโยงความช่วยเหลือทางการเงินเข้ากับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30125 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/1.jpg" alt="" width="1200" height="632" /></p>
<p><strong><u>ประเด็นผลักดันในการประชุม</u></strong><strong><u> COP29</u></strong></p>
<p><strong>การประชุม</strong><strong> COP29 </strong><strong>ครั้งนี้ ประธานการประชุม</strong><strong> H.E. Mukhtar Babayev </strong><strong>จะผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน การจัดการขยะและของเสีย และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว</strong> ให้มีบทบาทด้านการช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น</p>
<p><strong><u>การดำเนินการของประเทศไทย</u></strong></p>
<p><strong>ขณะที่การดำเนินงานในประเทศไทย จะนำผลการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 3 (</strong><strong>Thailand Climate Action Conference: TCAC </strong><strong>2024) ไปนำเสนอในการประชุม </strong>ในฐานะที่เคยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30124 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/THAI-COP29.jpg" alt="" width="1200" height="848" /></p>
<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผลของการผลักดันการดำเนินด้านสิ่งแวดล้อมคงจะมาจากการปรับตัวของ</strong><strong>บริษัทขนาดใหญ่ที่จะส่งผลไปสู่บริษัทขนาดเล็ก รวมถึง </strong><strong>SMEs </strong><strong>ที่จะเป็นความเสี่ยงให้ต้องเร่งปรับตัวตาม </strong>ทั้งนี้ การประชุม COP29 คงจะส่งผลให้ทิศทางของทุกภาคส่วนเปลี่ยนไปมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดที่จะมีการผลักดันการใช้พลังงานไฮโดรเจน และประเด็นการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการผลักดันในระดับภูมิภาคอาเซียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30126 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/11/K-Research-Cop.jpg" alt="" width="571" height="571" /></p>
<p>ข้อมูล : <strong>จักรี พิศาลพฤกษ์ </strong>เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/11/kresearch-point-to-sustainability-issue-in-cop29/">ส่องนโยบายด้านความยั่งยืนของงานประชุม COP29</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jul 2024 09:23:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Climate]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Solutions Provider]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[ESG Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KOP50]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO CEO]]></category>
		<category><![CDATA[Network]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธนาคารกสิกรไทย ตั้ง Creative Climate Research Center แพลตฟอร์มมอบ​องค์ความรู้ พร้อมสร้าง Community หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านรับ Climate Game พร้อมเติมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเสริมทีม เร่งขยายความสมบูรณ์ Carbon Ecosystem ประเทศไทย คุณพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งเติมเต็ม Carbon Ecosystem ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มาก​ขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน​สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ​ท้ังรูปแบบของการให้สินเชื่อ และเงินลงทุนผ่าน​ Green Finance ​ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถสนับสนุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ​ควบคู่ไปกับ​การพัฒนา Climate Solutions  เพื่อเพิ่มแนวทางและเครื่องมือให้ความ​ช่วยเหลือ​มากกว่าแค่เครื่องมือทางการเงิน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์​ในการเป็น ธนาคารแห่งความยั่งยืน หรือ Bank of Sustainability  &#8220;ธนาคาร​ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันยุค Climate Game ที่มิติ​ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญ​มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัว Creative Climate Research [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/">กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารกสิกรไทย ตั้ง <strong>Creative</strong> <strong>Climate Research Center </strong>แพลตฟอร์มมอบ​องค์ความรู้ พร้อมสร้าง Community หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านรับ Climate Game พร้อมเติมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเสริมทีม เร่งขยายความสมบูรณ์ Carbon Ecosystem ประเทศไทย</p>
<p><span id="more-27718"></span></p>
<p><strong>คุณพิพิธ เอนกนิธิ</strong> ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งเติมเต็ม Carbon Ecosystem ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มาก​ขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน​สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ​ท้ังรูปแบบของการให้สินเชื่อ และเงินลงทุนผ่าน​ Green Finance ​ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถสนับสนุนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ​ควบคู่ไปกับ​การพัฒนา Climate Solutions  เพื่อเพิ่มแนวทางและเครื่องมือให้ความ​ช่วยเหลือ​มากกว่าแค่เครื่องมือทางการเงิน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์​ในการเป็น<strong> ธนาคารแห่งความยั่งยืน</strong> หรือ <strong>Bank of Sustainability </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27720 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBank.jpg" alt="" width="1200" height="678" /></p>
<p><em>&#8220;ธนาคาร​ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันยุค Climate Game ที่มิติ​ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญ​มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัว <strong>Creative Climate Research Center</strong> เพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมองค์ความรู้​ด้าน Climate Solutions เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจและผู้สนใจทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาที่เชื่อมโยงกับเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ​โดยเป็นการทำงานร่วมกันของธนาคาร และศูนย์วิจัยกสิกรไทย​ (KResearch) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภาคธุรกิจต่างๆ <strong>ซึ่งในอนาคตนอกจากผู้เชี่ยวชาญในมิติของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ธนาคารจะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขาเคมี รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มาเข้าร่วมทีม เพื่อสามารถเติมเต็ม Carbon Ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์</strong> รวมไปถึงการ​ทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่มุ่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก​ (TGO)​​ หรือ​เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCCN) เพื่อศึกษาวิจัยองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;​</em></p>
<p><strong>ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์</strong> รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความต้องการของภาคธุรกิจ มีมากกว่าแค่วงเงินสินเชื่อ หรืออัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้องการโซลูชัน ต้องการองค์ความรู้ หรือการมี Community ที่มุ่งขับเคลื่อนในเรื่องเดียวกัน เพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นด้านกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่าน หรือมี Solutions Provider เพื่อ​แนะนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยี​ที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ซึ่งบทบาทของ Creative Climate Research Center ที่เป็นทั้งแพลตฟอร์มให้ความรู้ ยังมุ่งสร้าง Community ที่แข็งแรง ผ่านการเปิดคอร์สอบรมเพื่อขยายเครือข่ายการขับเคลื่อน Climate Soluitons ไปสู่วงกว้างมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27719 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/Dr-Krint3.jpg" alt="" width="1200" height="662" /></p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดตั้ง Creative Climate Research Center  อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุญาตพร้อมขับเคลื่อนอย่างจริงจังได้ภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ ​โดยระหว่างนี้ ทางธนาคารได้นำร่องความร่วมมือศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย (<strong>T-VER</strong>)  ​ร่วมกับทาง TGO และ KResearch พร้อมทั้ง​ภาคธุรกิจที่เป็น Key Playersในการขับเคลื่อนเรื่องคาร์บอนเครดิต​สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อ​ได้ข้อมูลที่เจาะลึก ​น่าเชื่อถือ และเป็นผลการศึกษาที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเตรียมจัดคอร์ส <strong>NET ZERO CEO</strong> ร่วมกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคอร์สระยะสั้นราว 4 เดือน ที่เตรียมเปิดอบรมในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายให้กว้างและแข็งแรงยิ่งขึ้น</p>
<p><em>&#8220;การขับเคลื่อนเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศในมิติต่างๆ ​ตอกย้ำถึงการเป็น Climate Solutions Providers ของธนาคารได้เป็นอย่างดี ​​เนื่องจาก การช่วยเหลือธุรกิจแค่เรื่องเงินอาจยังไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องมาพร้อมโซลูชั่น เหมือนเราให้เงินคนไปซื้อเพชร แต่ถ้าคนซื้อไม่มีความรู้เรื่องเพชร ก็อาจทำให้ได้เพชรด้อยคุณภาพ หรืออาจเป็นของปลอม ดังนั้น องค์ความรู้และเครือข่ายจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางหรือเล็ก ที่ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านต่างๆ อาจไม่มากเท่าผู้ประกอบการรายใหญ่&#8221;​ ​​</em></p>
<p>ทั้งนี้​ ​ <strong>Creative Climate Research Center</strong> จะจัดตั้งขึ้นภายใต้บริษัทลูกของธนาคารที่ชื่อว่า <strong>KOP50</strong> (ค็อปฟิฟตี้)​ ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งของธนาคารที่ดูแลด้าน <strong>ESG Solutions </strong>โดยเฉพาะ ปัจจุบันมี 3 ​บริษัท ประกอบด้วย <strong>K Energy Plus</strong> ดูแลธุรกิจในกลุ่มพลังงานสะอาด เ บริษัท<strong> K Climate1.5</strong> ​ดูแลงานด้าน Carbon Credit Solutions ทั้ง​การให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนผ่าน, การพัฒนาเครื่องมือในการประเมินวัดผล หรือรายงานต่างๆ ​และ <strong>Creative Climate Research Center</strong> เป็นบริษัทที่ 3 ที่เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งการจัดอบรมเพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งในมิติของ Knowledge และ Network รวมทั้งช่วยต่อจิ๊กซอว์ภารกิจของธนาคารในการเติมเต็ม Carbon Ecosystem ด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/kbank-establish-creative-climate-research-center/">กสิกรตั้ง Creative Climate Research Center ดึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เสริมทีมการเงิน เร่งโซลูชั่นปลี่ยนผ่าน ขยา​ย Carbon Ecosystem ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอลิมปิก ปารีส 2024 ​เป็น Carbon Neutral ครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งงบ 11.3 ล้านยูโร ​ชดเชยคาร์บอนเครดิต</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/first-carbon-neutral-olympic-paris-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 03:42:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Neutral Event]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Paris 2024]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โอลิมปิกปารีส 2024]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27614</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ในปีนี้ ได้ตั้งเป้า​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากค่าเฉลี่ยในการแข่งขัน 3 ครั้งที่ผ่านมาราว ​50%  และชดเชยการปลดปล่อยส่วนที่เหลือด้วยคาร์บอนเครดิต ภายใต้งบรวมกว่า 11.3 ล้านยูโร ​เพื่อเป็นการจัดโอลิมปิกที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นครั้งแรกของโลก ทั้งนี้ ​ได้ดำเนินการเพื่อให้การจัดการแข่งขันครั้งนี้​มุ่งสู่การเป็น Carbon Neutral ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) 1.  ลดการปล่อย GHG โดย Paris 2024 จะลดการปล่อย GHG 50% ของปริมาณการปล่อย GHG เฉลี่ยของการจัดงาน London 2012 และ Rio de Janeiro 2016 หรือตั้งเป้าลดการสร้าง Emission ตลอดเกมการแข่งขันให้ไม่เกิน​ 1.75 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq)  และเป็นระดับที่น้อยกว่าการปล่อย GHG จากงาน Tokyo 2021 (1.9 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/first-carbon-neutral-olympic-paris-2024/">โอลิมปิก ปารีส 2024 ​เป็น Carbon Neutral ครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งงบ 11.3 ล้านยูโร ​ชดเชยคาร์บอนเครดิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">การแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ในปีนี้ ได้ตั้งเป้า​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากค่าเฉลี่ยในการแข่งขัน 3 ครั้งที่ผ่านมาราว ​50%  และชดเชยการปลดปล่อยส่วนที่เหลือด้วยคาร์บอนเครดิต ภายใต้งบรวมกว่า 11.3 ล้านยูโร ​เพื่อเป็นการจัดโอลิมปิกที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นครั้งแรกของโลก</span></p>
<p><span id="more-27614"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ​ได้ดำเนินการเพื่อให้การจัดการแข่งขันครั้งนี้​มุ่งสู่การเป็น Carbon Neutral ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>1.  ลดการปล่อย GHG</strong><br />
โดย Paris 2024 จะลดการปล่อย GHG 50% ของปริมาณการปล่อย GHG เฉลี่ยของการจัดงาน London 2012 และ Rio de Janeiro 2016 หรือตั้งเป้าลดการสร้าง Emission ตลอดเกมการแข่งขันให้ไม่เกิน​ 1.75 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq)  และเป็นระดับที่น้อยกว่าการปล่อย GHG จากงาน Tokyo 2021 (1.9 ล้านตัน) ที่เป็นการจัดงานในช่วงล็อคดาวน์ซึ่งไม่เปิดให้ผู้ชมเข้างาน<br />
</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ 1 ใน 3 ของ GHG จะมาจากการเดินทางของผู้ชม และในส่วนที่เหลือจากการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เช่น</span></p>
<p>&#8211; อาคารและสิ่งปลูกสร้าง: เน้นการใช้สิ่งปลูกสร้างเดิม ควบคู่ไปกับวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; ไฟฟ้า: ใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ และลม เป็นหลัก</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; การจัดการขยะอาหาร: ที่เน้นใช้วัตถุดิบประเภท Plant-based และลดการใช้อุปกรณ์ประเภทพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; การขนส่งภายในประเทศ: ผ่านเครือข่ายการขนส่งด้วยรถสาธารณะ เส้นทางรถจักรยาน และรถยนต์พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ ไฟฟ้า และไฮโดรเจนสีเขียว</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><br />
<strong>2. การชดเชยด้วยโครงการคาร์บอนเครดิต</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">นอกจากนี้ Paris 2024 มีแผนชดเชยปริมาณการปล่อย GHG ให้ได้มากที่สุด โดยใช้คาร์บอนเครดิตอย่างน้อยจำนวน 1.46 ล้าน tCO2eq ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการประเภทป่าไม้ในฝรั่งเศส 4 โครงการ จำนวน 14,500 tCO2eq ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 11.3 ล้านยูโร จากการซื้อและพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในมาตรฐาน Gold Standard และ VCS ในหลายประเทศ </span>โดยเฉพาะในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร เนื่องจากจะเป็นกลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง ได้แก่ ไนจีเรีย คองโก เคนยา รวันดา เซเนกัล กัวเตมาลา และเวียดนาม</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย </strong>มองว่า การจัดงาน Event ในรูปแบบ Carbon Neutral ผ่านการลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีแนวโน้มได้รับการปฏิบัติเป็นปกติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในงาน Event ระดับใหญ่ๆ เช่น โอลิมปิกปารีส 2024 ครั้งนี้ รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ที่ลดการปล่อย GHG เหลือเพียง 0.01%  ขณะที่​ภาคเอกชนไทยก็มีการจัด Carbon Neutral Event ในรูปแบบสมัครใจจำนวน 253 งาน คิดเป็นการชดเชยคาร์บอนเครดิตจำนวน 47,589 ตันคาร์บอน</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ ในอนาคตการดำเนินการดังกล่าวอาจมีความเข้มงวดมากขึ้นและมีแนวโน้มเป็นมาตรการภาคบังคับ ซึ่งธุรกิจที่ยังคงปล่อย GHG ในระดับสูง คงต้องพิจารณาหาช่องทางเพื่อลด และชดเชยการปล่อย GHG ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/first-carbon-neutral-olympic-paris-2024/">โอลิมปิก ปารีส 2024 ​เป็น Carbon Neutral ครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งงบ 11.3 ล้านยูโร ​ชดเชยคาร์บอนเครดิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jul 2024 12:11:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[Crediting Mechanism]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[KBank]]></category>
		<category><![CDATA[KBank x TGO]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Premium T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[TCNN]]></category>
		<category><![CDATA[TGO]]></category>
		<category><![CDATA[The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธ เอนกนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อบก]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=27592</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย ร่วมอัพเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market” ​​จากการสำรวจโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม &#8211; มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยได้จัดส่งแบบสำรวจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านตลาดคาร์บอน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาตลาดคาร์บอน พร้อมสำรวจพฤติกรรมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์​ภายใน Carbon Ecosystem ภาคสมัครใจของตลาดคาร์บอนประเทศไทย ทั้งการกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการซื้อ รวมทั้งลักษณะโครงการ T-VER ที่เป็นที่​ต้องการของตลาด และโครงสร้างราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย พร้อมท้ัง​วิเคราะห์และประเมินทิศทาง​ตลาดคาร์บอนประเทศไทยในอนาคต เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม SMEs ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน โดยจะมีการนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ​ประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย ดร. ณัฐริกา วายุภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/">เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (</em><em>TGO) </em><em>เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (</em></strong><em><strong>TCNN)</strong> </em><em><strong>ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> ร่วมอัพเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย</em></p>
<p><span id="more-27592"></span></p>
<p><em> พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “</em><strong><em>The </em><em>2024 </em></strong><em><strong>Thailand’s Voluntary Carbon Market</strong>” </em>​​จากการสำรวจโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม &#8211; มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา</p>
<p>โดยได้จัดส่งแบบสำรวจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านตลาดคาร์บอน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจครั้งนี้ เพื่อศึกษาตลาดคาร์บอน พร้อมสำรวจพฤติกรรมจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์​ภายใน Carbon Ecosystem ภาคสมัครใจของตลาดคาร์บอนประเทศไทย ทั้งการกลุ่มผู้ซื้อ กลุ่มผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการซื้อ รวมทั้งลักษณะโครงการ T-VER ที่เป็นที่​ต้องการของตลาด และโครงสร้างราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย พร้อมท้ัง​วิเคราะห์และประเมินทิศทาง​ตลาดคาร์บอนประเทศไทยในอนาคต เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป</p>
<p><em>โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม </em><em>SMEs </em><em>ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน </em>โดยจะมีการนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ​ประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27595 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/TGO-2.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><em><strong>ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน</strong> รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รักษาการผู้อำนวยการ  </em>TGO กล่าวว่า TGO ได้เริ่มพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER​ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.​ 2557 <strong>จนถึงปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐาน T-VER ได้แล้วกว่า <em> 19.53 </em>ล้านตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า <em>(MtCO</em><em><sub>2</sub></em></strong><em><strong>eq) </strong></em><em><strong>จากโครงการ T-VER ทั้งสิ้น 169 โครงการ และมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิต TVERs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน (ถึงเดือนมิถุนายน 2567) มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นในตลาดแรก และตลาดรอง จำนวนกว่า 3.42 ล้านตัน CO<sub>2</sub>eq​ คิดเป็นมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 299 ล้านบาท</strong></em></p>
<p><em><strong>ทั้งนี้ มีจำนวนผู้ขอขึ้นทะเบียนโครงการรวมทั้งสิ้น 438 โครงการ ซึ่ง 434 โครงการ มาจากโครงการภายใต้มาตรฐาน T-VER และอีก​ 4 โครงการ</strong> <strong>เป็นการขอขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานใหม่ ที่เพิ่งเริ่มทำการปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานการรับรองให้เทียบเท่ากับ Global Standard อย่าง VERRA หรือ Gold Standard ตามความต้องการของฝั่งดีมานด์ หรือกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงได้เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล </strong></em><em><strong>ภายใต้</strong></em><strong><em>โครงการใหม่ที่ชื่อว่า Premium T-VER ซึ่งได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการรับรองเพื่อขึ้นทะเบียนอีกราว 27 โครงการ </em></strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27596 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/T-VER1.jpg" alt="" width="1200" height="448" /></p>
<p><em><strong>ขณะที่มูลค่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยในระยะ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2567 เติบโตขึ้นกว่า 17%</strong> เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงโอกาสที่ตลาดจะขยายตัวจากแรงกระตุ้นของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. &#8230; ที่จะปรับใช้ในอนาคต อีกด้วย </em></p>
<p><em>&#8220;สำหรับการขับเคลื่อนมาตรฐาน T-VER เป็นการขับเคลื่อนตามแนวทาง Crediting Mechanism ซึ่งเปิดกว้างให้กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ในการนำโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ต้องการได้รับการรับรองการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ต้องสามารถพัฒนาโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน T-VER ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นหากสามารถทำการลด GHG ภายใต้โครงการนั้นๆ ได้จึงจะได้รับการรับรองปริมาณที่ลดลงหรือ GHG Reduction จึงจะเรียกว่าได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นการดำเนินการในภาคสมัครใจ ขณะที่<strong>การเพิ่มเติมมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องทำการซื้อขายกับต่างประเทศ โดยได้ทำการยกระดับความเข้มข้นในการรับรองเช่นเดียวกับมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งจะทำให้การรับรองภายใต้มาตรฐาน Premium T-VER ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ในระดับเดียวกับ VERRA หรือ  Gold Standard ​เช่นเดียวกัน</strong>&#8220;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27597 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/T-VER2.jpg" alt="" width="1200" height="447" /></p>
<p>นอกจากนี้ TGO ยังเข้าไปมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตในฝั่งผู้ซื้อ (Demand) ผ่านการจัดตั้ง<strong> เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network : </strong><strong>TCNN)</strong> ในปี พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิก 646 องค์กร ทั้งจากภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม สื่อมวลชน ประชาชน รวทั้งมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทย</p>
<p><em>ด้าน </em><strong><em>คุณพิพิธ เอนกนิธิ </em></strong><em>ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย​ (KBank) </em><em>กล่าวว่า <strong>ในประเทศไทยปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นสัดส่วนเพียง </strong></em><strong><em>0.77%</em></strong><em><strong> ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด</strong> <strong>โดยอุปสรรคสำคัญหนึ่งก็คือต้นทุนในการดำเนินการ ทั้งต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ</strong> </em><em>โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27598 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/01KBank-x-TGO-re.jpg" alt="" width="1200" height="762" /></p>
<p><em>ขณะที่ <strong>การเพิ่มศักยภาพในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จะสามารถช่วยลดต้นทุนการบรรลุเป้าหมายสู่  Carbon Neutrality และ Net zero ของประเทศได้มากกว่า 50% รวมทั้งสามารถเปรียบเทียบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 ดังนั้น การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตสามารถสร้าง GHG Reduction ได้มากกว่า 50% โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Net Zero ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</strong> ​</em><em> ธนาคารจึงเห็นความสำคัญในการศึกษาอุปสงค์ อุปทาย หรือการศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย</em></p>
<p>ทั้งนี้ KBank ได้วางวิสัยทัศน์ในการก้าวเข้าสู่การเป็น <strong>ธนาคารแห่งความยั่งยืน</strong> หรือ <strong>Bank of Sustainability</strong>  เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย (Carbon Neutrality)​ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเฉพะการช่วยให้ภาคธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน <strong><em>ในยุค</em> Climate Game ที่มูลค่าของธุรกิจไม่ได้มองเพียงแค่มิติของผลกำไร แต่ยังต้องดูปัจจัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการดูแลสังคมควบคู่ไปด้วย</strong>  โดยที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางที่จะก้าวไป โดยเฉพาะในบทบาทของภาคการเงินผ่านการสนับสนุน <strong>Sustainable Financing</strong> รวมทั้งขับเคลื่อน Investment Community ซึ่ง<strong>คาดว่ายอดการให้สินเชื่อรวมท้ังการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเรื่องของความยั่งยืนในประเทศไทย ทั้งปีนี้น่าจะมากกว่า​ 1 แสนล้านบาท  </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27608 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon3.jpg" alt="" width="1200" height="408" /></p>
<p>และไม่เพียงการสนับสนุนผ่านเม็ดเงิน แต่ยังมีการพัฒนาโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจมีความต้องการ หรือการพัฒนา<strong> Climate Solutions</strong> ทั้งการศึกษา วิจัย การจัดทำ Carbon Accounting รวมทั้งการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับคาร์บอนเครดิตและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง หรือ Carbon Ecosystem เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน และรับมือต่อความท้าทายจากระเบียบ กติกาการค้าใหม่ๆ จากทั่วโลก เพื่อสร้าง​โอกาสใหม่ให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้มากขึ้น รวมทั้งการจัดตั้งโครงการ <strong>Creative Climate Research Center</strong> เพื่อเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ</p>
<p>พร้อมนำร่องด้วยการนำเสนอผลการ<em>สำรวจสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย เพื่</em><em>อนำเสนอบทวิเคราะห์แบบเจาะลึกตรงประแด็นและเชื่อถือได้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนแนวทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล พร้อมสามารถขยายผล สร้างมูลค่าทางธุรกิจจากตลาดคาร์บอนได้</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27600 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon2.jpg" alt="" width="1200" height="448" /></p>
<p><em>สำหรับผลจากการศึกษาในครั้งนี้ พบหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ เช่น </em></p>
<p><em><strong>&#8211; คาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อขายมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก </strong></em></p>
<p><em><strong>&#8211; อินไซต์จากฝั่งซัพพลาย พบว่า ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต มีแผนจะนำคาร์บอนเครดิตประเภทพลังงานทดแทนออกขายในตลาด ขณะเดียวกันคาร์บอนเครดิตประเภทป่าไม้ที่มีราคาสูงจะมีออกขายในตลาดน้อย เนื่องจากผู้พัฒนามีแนวโน้มจะนำเครดิตไปใช้สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองมากกว่า</strong> </em></p>
<p><strong>&#8211; ส่วนมิติด้านราคา พบว่า ผู้พัฒนาโครงการหรือผู้ขายคาร์บอนเครดิตยินดีที่จะขาย มีแนวโน้มสูงกว่าราคาที่ผู้ซื้อยินดีที่จะซื้อในทุกกลุ่มประเภทโครงการ</strong></p>
<p><strong>&#8211; สำหรับด้าน​​มาตรการสนับสนุน</strong> พบว่า ควรมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วน ผ่านการสนับสนุนผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาด ซึ่งต้องการความรู้เกี่ยวกับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาโครงการ การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต และกระบวนการซื้อขาย และส่วนที่ 2 ผ่านการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตในประเทศให้เทียบเท่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล</p>
<p>&#8211; <strong>ด้านความต้องการของผู้เล่นในตลาดที่เป็นกลุ่ม SMEs</strong> ต้องการให้มีนโยบายสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือทางการเงิน และสร้างแรงจูงใจโดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขอรับรองคาร์บอนเครดิตสำหรับผู้พัฒนาโครงการและมีกลไกอุดหนุนราคาคาร์บอนเครดิตเพื่อให้ธุรกิจ SMEs เข้าร่วมในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27599 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/KBANK-Carbon1.png" alt="" width="1200" height="446" /></p>
<p>ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงาน<strong> <em>“</em><em>The </em><em>2024 </em></strong><em><strong>Thailand’s Voluntary Carbon Market”</strong> </em>ฉบับเต็มได้<a href="https://carbonmarket.tgo.or.th/tools/files.php?mod=ZG93bmxvYWQ=&amp;type=X0ZJTEVT&amp;files=Mzk=" target="_blank" rel="noopener"> ที่นี่​</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/07/the-2024-thailands-voluntary-carbon-market/">เมื่อ &#8216;Carbon = Currency&#8217; KBank ผนึก TGO ​ยกระดับ Carbon Ecosystem ประเทศไทย พร้อมเร่งพัฒนา Climate Solutions ​นำร่องโครงการศึกษา T-VER รอบด้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การมี ​Thailand ESG Fund ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจไทย เปิดเผยข้อมูลและเร่งปรับตัวเพื่อ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/forcast-new-thailand-esg-fund-raise-set-esg-company/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Jun 2024 10:06:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Financial]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Tool]]></category>
		<category><![CDATA[GHG Emission]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[SET]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Finance]]></category>
		<category><![CDATA[Thai ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Thai ESG Fund]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวม]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26997</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังมีการประกาศเตรียมปรับเงื่อนไข &#8216;กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน&#8216; หรือ Thai ESG Fund (TESG Fund) โดยเตรียมนำเสนอ ครม. เพื่อสามารถเปิดโอกาสให้เริ่มลงทุนครั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยเงื่อนไขของ Thai ESG Fund ในรอบใหม่นี้ ได้ขยับทั้งวงเงินให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 1 แสน เป็น 3 แสนบาท และลดระยะเวลาในการถือครองจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ 3-4 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากรอบก่อนหน้าที่เปิดโอกาสให้ลงทุนระยะสั้นๆ เพียงแค่ 1 เดือน แต่มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาราว 6 พันล้านบาท เครื่องมือทางการเงินเร่งธุรกิจปรับตัว นอกจากมิติของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์สำคัญของการปรับเงื่อนไข Thai ESG Fund ครั้งนี้ คือ จะมีภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) เร่งปรับตัวและให้ความสำคัญในการ​รายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน ทั้ง​นโยบายด้านการกำกับกิจการที่ดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/forcast-new-thailand-esg-fund-raise-set-esg-company/">การมี ​Thailand ESG Fund ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจไทย เปิดเผยข้อมูลและเร่งปรับตัวเพื่อ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังมีการประกาศเตรียมปรับเงื่อนไข <strong>&#8216;กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน</strong>&#8216; หรือ <strong>Thai ESG Fund</strong> (TESG Fund) โดยเตรียมนำเสนอ ครม. เพื่อสามารถเปิดโอกาสให้เริ่มลงทุนครั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้</p>
<p><span id="more-26997"></span></p>
<p>โดยเงื่อนไขของ <strong>Thai ESG Fund </strong>ในรอบใหม่นี้ ได้ขยับทั้งวงเงินให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 1 แสน เป็น 3 แสนบาท และลดระยะเวลาในการถือครองจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ 3-4 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากรอบก่อนหน้าที่เปิดโอกาสให้ลงทุนระยะสั้นๆ เพียงแค่ 1 เดือน แต่มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาราว 6 พันล้านบาท</p>
<p><strong>เครื่องมือทางการเงินเร่งธุรกิจปรับตัว</strong></p>
<p>นอกจากมิติของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์สำคัญของการปรับเงื่อนไข <strong>Thai ESG Fund </strong>ครั้งนี้ คือ จะมีภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) เร่งปรับตัวและให้ความสำคัญในการ​รายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน ทั้ง​นโยบายด้านการกำกับกิจการที่ดี และผลการดำเนินธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ ESG ​ได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เนื่องจาก เงื่อนไขสำคัญของกองทุนนี้คือ การนำเงินจากองทุนไปสนับสนุนการลงทุนที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของประเทศไทยให้สามารถบรรลุเป้าหมาย​​ลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามข้อตกลงใน COP 26 เพื่อมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ​​ในปี 2050 และ​ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ใ​นปี 2065 ซึ่งการจะบรรลุ​เป้าหมายดังกล่าว ต้องเพิ่มศักยภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) ในภาพรวม​ช่วงปี 2021 -2030 ต้องลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ถึง 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p>ดังนั้น กองทุน Thai ESG จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการผลักดันและขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย ผ่านเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบการออมระยะยาว โดยจ​ะนำเงิน ไปลงทุนผ่านหุ้นใน​ SET และ mai ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG แผนการจัดการ พร้อมทั้ง​ตั้งเป้าหมายในการลด ​​GHG Emission และผ่านการทวนสอบ หรือได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้ภาคธุรกิจที่อยากได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้เข้าเกณฑ์ในการได้รับการสนับสนุนได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27001 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/GHG-3Scope.jpg" alt="" width="1200" height="754" /></p>
<p>ทั้งนี้ ข้อมูลจาก SET ระบุว่า การเกิดข้ึนของ Thai ESG Fund ส่งสัญญาณความ​เคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะทำให้​กลุ่ม บจ. ที่ยังไม่ได้อยู่ใน SET ESG หรือยังไม่ได้จัดทำรายงานด้านความยั่งยืน มีแรงจูงใจในการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG มากขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 43% ​</p>
<p>โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้ บจ. ต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ 56-1 One Report ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG Scope 1 และ Scope 2 แต่​ยังเป็นแบบ comply or explain คือ มีเกณฑ์ให้ต้องเปิดเผยข้อมูล แต่หากไม่เปิดเผยสามารถชี้แจงเหตุผลได้  เนื่องจาก การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ยังเป็นความท้าทายของ บจ. หลายๆ แห่ง​ เนื่องจากต้องเผชิญกับอุปสรรคและความซับซ้อนหลายประการ เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อย  GHG จากแหล่งต่างๆ ในบริษัทและซัพพลายเชนต้องใช้ทรัพยากรและเวลามาก การติดตามและรวบรวมข้อมูลจากกระบวนการผลิต การขนส่ง และการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทอาจซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีขนาดเล็ก และหลายแห่งขาดความเชี่ยวชาญ รวมทั้ง​ทรัพยากรที่เพียงพอในการดำเนินการเก็บรวบรวม วิเคราะห์  หรือขาดทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้ ​ทำให้การรายงานเป็นเรื่องยาก</p>
<p>อีกทั้งการรายงานการปล่อย GHG ใน Scope 3 ต้องพึ่งพาข้อมูลจากผู้ขาย ผู้ผลิต และผู้ให้บริการในซัพพลายเชน การขาดความโปร่งใสและการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้จากบุคคลภายนอกเป็นอุปสรรคสำคัญในการรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง การทำให้ระบบการจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพและการตรวจสอบข้อมูลโดยบุคคลที่สามอาจมีต้นทุนสูง อีกทั้งข้อมูลที่จัดเก็บไว้อาจพบว่าไม่ตรงหรือไม่ครอบคลุมกับมาตรฐานในประเทศหรือในระดับสากลที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และยังมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26998 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/GAP-GHG-Report.jpg" alt="" width="1200" height="659" /></p>
<p>แต่อย่างไรก็ดี ยังพบว่าบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai  มีการตั้งเป้าหมายระยะสั้นเพื่อ​บรรลุ GHG Emission ​คิดเป็น 24% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ​โดยมีส่วนต่างระหว่าง เป้าหมายที่ตั้งไว้​ กับ​ปริมาณที่มีการปล่อย GHG จริง ในปี 2023 อยู่ที่ 2.1 เท่า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมมีจำนวนบริษัทที่มีการตั้งเป้าควบคุมการปล่อย GHG มากที่สุดได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี คิดเป็น 41% ของจำนวนบริษัทในกลุ่ม อีกทั้งหากพิจารณาส่วนต่างระหว่างเป้าหมายและปริมาณการปล่อย GHG ในปี 2023 ของกลุ่มเทคโนโลยีอยู่ที่ 0.9% เท่านั้น ​โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่​ปล่อย GHG สูง​เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มบริการ มีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นค่อนข้างท้าทาย แสดงให้เห็นว่าบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวตระหนักถึงความสำคัญ และจำเป็นต้องเร่งจัดทำแผนงานการติดตามความคืบหน้าที่ชัดเจนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p>สำหรับปี 2023 มีบริษัทจดทะเบียนไทย​​เปิดเผยข้อมูลการปล่อย Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 อยู่ที่ 56% 57% และ 39% ตามลำดับ ​โดยพบว่า มีกลุ่ม บจ. เปิดเผยข้อมูล GHG Emission เพื่อให้เข้าเกณฑ์ Thai ESG Fund ​เพิ่ม​ขึ้นในภาพรวม 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ใน SET ESG อยู่แล้ว 1% และกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ใน SET ESG มากถึง 43%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26999 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Thai-ESG.jpg" alt="" width="1200" height="669" /></p>
<p>โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ​ เชื่อว่า การเพิ่มความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลการปล่อย GHG ให้มากขึ้น จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์​ รวมท้ังต่อยอดไปถึงธุรกิจใหม่ๆ เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการการปล่อยมลพิษให้เหมาะสมกับแผนและมาตรการที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ดียิ่งขึ้น  เป็นต้น</p>
<p><strong>กสิกรไทยคาด ช่วยหนุนตลาดทุนในระยะยาว </strong></p>
<p>ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการปรับเงื่อนไขใหม่ของกองทุน Thai ESG จะช่วยหนุนตลาดทุนไทยในระยะยาวได้ จากการเติบโตของกองทุนตามหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น หลังการประกาศมาตรการ​ลด GHG Emission ของภาครัฐในอนาคต เช่น มาตรการภาษีคาร์บอน, พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2</p>
<p>รวมทั้งการศึกษากรณีศึกษาต่างๆ จากต่างประเทศ​ เช่น จีน และญี่ปุ่น ที่พบว่า การส่งเสริมงานด้าน ESG จะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนหุ้น หรือตลาดหุ้น</p>
<p>ขณะที่​สินทรัพย์รวม (Total Net Assets) ของกองทุน Thai ESG เมื่อเดือน พ.ค. 2567 อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท  หรือคิดเป็น 0.9% ของมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมด  ขณะที่จำนวนหลักทรัพย์ในตลาดทุนไทย (SET ESG) ปัจจุบันมี 209 บริษัทคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Capitalization) รวมกันกว่า 10.87 ล้านล้านบาท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-27000 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/INFO-Kresearch.jpg" alt="" width="1040" height="1300" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/forcast-new-thailand-esg-fund-raise-set-esg-company/">การมี ​Thailand ESG Fund ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจไทย เปิดเผยข้อมูลและเร่งปรับตัวเพื่อ​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2024 14:10:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Innovative]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit Lamdscape]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Emission Hotspots]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch Center]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[T-VER]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Voluntary Emission Reduction Program]]></category>
		<category><![CDATA[การซื้อคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[การรับรองคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26269</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch Center) ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจว่า คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีอยู่กี่ประเภท นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นำไปซื้อขายได้อย่างไร รวมถึงสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ล่าสุด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและโฟกัสมาที่เรื่องของ &#8216;คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย&#8217; พร้อมให้ความกระจ่างถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงการ​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​ข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย คาร์บอนเครดิตในประเทศไทยการดำเนินการที่ลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก จะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคาร์บอนเครดิต โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ Governmental Crediting Mechanism ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก. กำหนด ดังนี้ 1. Renewable [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลัง <strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</strong> (KResearch Center) ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจว่า คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีอยู่กี่ประเภท นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นำไปซื้อขายได้อย่างไร รวมถึงสามารถทำกำไรได้หรือไม่</p>
<p><span id="more-26269"></span></p>
<p>ล่าสุด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและโฟกัสมาที่เรื่องของ &#8216;คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย&#8217; พร้อมให้ความกระจ่างถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณาถึงการ​ได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต รวมทั้ง​ข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</strong></span><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">การดำเนินการที่ลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก จะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคาร์บอนเครดิต </span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ<strong> Governmental Crediting Mechanism</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ<strong> T-VER</strong> เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก. กำหนด ดังนี้</span></p>
<p>1. Renewable Energy</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. Factory</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">3. Transport</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">4. Waste</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">5. Energy Efficiency</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">6. Land Use</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">7. Carbon Capture Utilization and Storage</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยมีตัวอย่างโครงการคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการแล้ว ตามตารางที่ 1</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26270 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/1-TVER.jpg" alt="" width="1200" height="827" /></p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร?</strong></span></p>
<p>1.  ขั้นตอนแรกก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์ เพื่อทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง โดยสามารถวัดได้ในรูปแบบของคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร (CFO) หรือ คาร์บอนฟุตพรินท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อประเมินหากิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก หรือ <strong>Emission Hotspots</strong></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. จากนั้นจะเป็นการหาแนวทางเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมนั้น ๆ ผ่านการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้ผ่าน อบก. ตามระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องที่ อบก. กำหนด</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">3. ​ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเมื่อดำเนินโครงการสำเร็จจึงสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตจาก อบก.</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/2-1.jpg" alt="" width="1200" height="540" /></p>
<p><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้พัฒนาโครงการต้องพิจารณาในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต ได้แก่</span></p>
<p><strong>1. ต้นทุนการดำเนินโครงการ</strong> เช่น ต้นทุนค่าธรรมเนียมโครงการ T-VER แก่ อบก. ประกอบด้วยค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนโครงการ 5,000 บาทต่อโครงการ และค่าธรรมเนียมขอรับรองคาร์บอนเครดิต 5,000 บาทต่อคำขอ รวมถึงต้นทุนค่าดำเนินงานอื่น ๆ เช่น เงินลงทุนการเปลี่ยนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร เป็นต้น</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>2. ต้นทุนแก่ผู้ประเมินประเมินภายนอก</strong> (Third Party Verification) ได้แก่ ต้นทุนตรวจสอบโครงการ และปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อน และแตกต่างไปตามประเภทของโครงการ ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 65,000 บาทต่อโครงการ (รายชื่อผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย อบก.)</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>3. ข้อจำกัด </strong>เช่น โครงการประเภทป่าไม้จะมีข้อกำหนดขนาดแปลงขั้นต่ำ 10 ไร่ การถือครองเอกสารสิทธิ์ในการใช้ที่ดิน ข้อกำหนดรอบตัดฟันไม้ในพื้นที่โครงการระยะเวลา 10 ปี หรือโครงการประเภทอื่นๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมจากการดำเนินการในรูปแบบปกติ (Additionality) จึงจะสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้</span></p>
<p><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>กรณีต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">อีกกรณีหนึ่ง คือการซื้อคาร์บอนเครดิต หากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตยังไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ โดยผู้ที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สามารถเปิดบัญชี T-VER Credit ในระบบทะเบียน (Registry) ของ อบก. เพื่อใช้สำหรับเก็บบันทึกปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมาแล้ว และตัดออกจากบัญชีเมื่อมีการใช้งานคาร์บอนเครดิต</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">โดยช่องทางการซื้อขายสามารถดำเนินการผ่านการติดต่อกับผู้ขายโดยตรง (Over-the-Counter) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ FTIX ในประเทศไทย หรือสามารถเปิดบัญชีกับ <strong>Platform Trading Carbon Credit</strong> ของต่างประเทศ เช่น CBL Xpansiv, Air Carbon Exchange, Carbon Trade Exchange เป็นต้น เพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตในมาตรฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมได้</span><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><br class="ms-rteThemeForeColor-2-0" /><span class="ms-rteForeColor-6"><strong>ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ ปี 2559 โดยข้อมูลที่ถูกบันจนถึง เมษายน 2567​ อยู่ที่จำนวน 3,258,033 tCO2eq มูลค่าการซื้อขายรวม 292 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ยตันละ 89.6 บาท</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26272 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg" alt="" width="1200" height="725" /></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 3) ตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.77% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด  ซึ่งอาจจะยังห่างไกลจากเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2593</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">เมื่อพิจารณาข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากตารางที่ 2 พบว่า <strong>ประเภทโครงการที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดเป็นโครงการประเภทชีวมวล (41% ของปริมาณการซื้อขายรวม) เนื่องจากสามารถดำเนินการได้ง่าย</strong> แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าโครงการประเภทอื่นที่ 36 บาทต่อตัน</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">แต่ที่น่าสนใจคือ<strong> ราคาคาร์บอนเครดิตในโครงการประเภทป่าไม้มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 290 บาทต่อตัน (และเฉลี่ย 510 บาทต่อตัน ในปี 2567) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมโดยเป็น 23% ของ เครดิตทั้งหมด ในปี 2657</strong> ทำให้การเลือกประเภทโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพราะราคาที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อกระแสเงินสดที่จะได้รับจากโครงการ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26273 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/4-2.jpg" alt="" width="1200" height="663" /></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>ท้ายที่สุด ประเด็นด้านต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงข้อจำกัดในการทำโครงการต่าง ๆ คงเป็นปัจจัยที่ยังคงเหนี่ยวรั้งการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ </strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>โดยเฉพาะจากผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน แต่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะภาคป่าไม้ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาปิดช่องว่างเหล่านี้ ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยน่าจะก้าวทันโลก และมีส่วนช่วยให้ตอบโจทย์การเป็นประเทศปลอดคาร์บอนในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน</strong></span></p>
<div id="ctl00_PlaceHolderMain_ctl02_BottomActionPanel" class="subscription-box">
<div class="tb">
<div id="dFile" class="sc-details tbcell a-center"></div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/kresearch-carbon-credit-landscape-in-thailand/">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาคต่อ &#8216;คาร์บอนเครดิต&#8217; การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​ศูนย์วิจัยกสิกร ตอบข้อสงสัย คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีกี่ประเภท ทำกำไรได้หรือไม่ และถ้าอยากลงทุนต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/05/carbon-credit-series-by-kresearch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 May 2024 13:53:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikornthai Econ Analysis]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25892</guid>

					<description><![CDATA[<p>คาร์บอนเครดิต คือ การนำกลไกตลาดมาใช้เป็นแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Pricing) ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ผู้ทำการปล่อยต้องจ่ายให้กับสังคมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากองค์กรใดมีการดำเนินการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ต่ำกว่ากรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปกติ หรือมีการดำเนินการที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้จากกรณีการดูดซับปกติ ปริมาณที่ปล่อยได้ลดลงหรือปริมาณที่ดูดซับได้เพิ่มขึ้นนี้ จะเรียกว่า คาร์บอนเครดิต      โดย 1 คาร์บอนเครดิต จะเท่ากับการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยหน่วยดังกล่าวเทียบเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมี 7 ชนิด และมีศักยภาพในการเก็บกักความร้อนในชั้นบรรยากาศไม่เท่ากัน จึงต้องแปลงมาเป็นหน่วยมาตรฐานเดียวกันคือเทียบกับ CO2 รูปแบบและประเภทของคาร์บอนเครดิต คาร์บอนเครดิตอาจจำแนกอย่างกว้างได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่มีการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction/Avoidance Projects) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่ากรณีปกติ 2. คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกมากักเก็บไว้ (Carbon Removal Projects) เช่น การปลูก ดูแลรักษา หรือฟื้นฟูป่าไม้, BioEnergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/carbon-credit-series-by-kresearch/">​ศูนย์วิจัยกสิกร ตอบข้อสงสัย คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีกี่ประเภท ทำกำไรได้หรือไม่ และถ้าอยากลงทุนต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>คาร์บอนเครดิต คือ การนำกลไกตลาดมาใช้เป็นแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong> สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Pricing) ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ผู้ทำการปล่อยต้องจ่ายให้กับสังคมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</span></p>
<p><span id="more-25892"></span></p>
<p>หากองค์กรใดมีการดำเนินการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ต่ำกว่ากรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปกติ หรือมีการดำเนินการที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้จากกรณีการดูดซับปกติ ปริมาณที่ปล่อยได้ลดลงหรือปริมาณที่ดูดซับได้เพิ่มขึ้นนี้ จะเรียกว่า คาร์บอนเครดิต<span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">     </span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>โดย 1 คาร์บอนเครดิต จะเท่ากับการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยหน่วยดังกล่าวเทียบเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</strong> เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมี 7 ชนิด และมีศักยภาพในการเก็บกักความร้อนในชั้นบรรยากาศไม่เท่ากัน จึงต้องแปลงมาเป็นหน่วยมาตรฐานเดียวกันคือเทียบกับ CO2<br />
</span></p>
<figure id="attachment_25893" aria-describedby="caption-attachment-25893" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-25893 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/Carboncredit1.jpg" alt="" width="1200" height="610" /><figcaption id="caption-attachment-25893" class="wp-caption-text"><em>Kasikornthai Econ Analysis</em></figcaption></figure>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>รูปแบบและประเภทของคาร์บอนเครดิต</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">คาร์บอนเครดิตอาจจำแนกอย่างกว้างได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">1. คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่มีการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction/Avoidance Projects) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่ากรณีปกติ</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">2. คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกมากักเก็บไว้ (Carbon Removal Projects) เช่น การปลูก ดูแลรักษา หรือฟื้นฟูป่าไม้, BioEnergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), Direct Air Carbon Capture (DAC), Direct Ocean Capture (DOC) เป็นต้น</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>ประโยชน์ของคาร์บอนเครดิต</strong><br />
<span style="text-decoration: underline;"><strong>ระยะสั้น</strong></span></span></p>
<p>&#8211; เร่งให้เกิดการพัฒนาโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; สร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; เป็นตัวช่วยให้ภาคธุรกิจหรือองค์กรที่มีข้อจำกัดด้านการลงทุนหรือการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยสามารถใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้ (Carbon Neutral) </span><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ใช้คาร์บอนเครดิตตามเงื่อนไขการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า และกฎ ระเบียบ</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ระยะกลาง ถึงระยะยาว</span></strong></span></p>
<p>&#8211; ตอบโจทย์เป้าหมาย Net zero จากการใช้คาร์บอนเครดิตประเภท Removal (ป่าไม้/เทคโนโลยี CCUS) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือที่ไม่สามารถดำเนินการลดเองได้</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>สามารถทำกำไรจากคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่?</strong></span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">คาร์บอนเครดิตจะเป็นส่วนช่วยสร้างรายได้เสริมแต่อาจสร้างผลกำไรได้ยาก ณ ตอนนี้ เนื่องจากต้นทุนการประเมิน ตรวจสอบ และรับรอง มีต้นทุนสูง แต่ผลประโยชน์จะอยู่ในรูปของผลพลอยได้ที่เกิดจากการพัฒนาโครงการ จากการประหยัดในการใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ใช้พลังงานน้อยลง ควบคู่ไปกับรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดำเนินโครงการ</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">อย่างไรก็ดี คาร์บอนเครดิตบางประเภทอาจสร้างมูลค่าได้มากกว่าโครงการประเภทอื่น เช่น คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ซึ่งถูกมองว่าช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่เดิมในบรรยากาศได้โดยตรง ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่ม</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมอื่น ๆ ซึ่งมีสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน (Co-Benefit) จึงอาจมีหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจ ซื้อคาร์บอนเครดิตดังกล่าวในรูปแบบกึ่ง CSR และให้ราคาที่สูงจนอาจสร้างกำไรได้มากกว่าปกติ เช่น โครงการประเภทเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ทั้งนี้ <strong>ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต มีดังนี้</strong></span></p>
<p>&#8211; ต้นทุนค่าดำเนินการตรวจประเมินก่อนดำเนินโครงการ และต้นทุนทวนสอบความใช้ได้ และการวัดผลในทุกครั้งที่ต้องการขอรับรองคาร์บอนเครดิตแก่ผู้ประเมินภายนอก ที่นอกเหนือจากต้นทุนการดำเนินการ และค่าบำรุงรักษา ทำให้ประเด็นด้านการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ดำเนินโครงการต้องพิจารณา</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; ราคาคาร์บอนเครดิตไม่มีราคาตายตัว แตกต่างกันไปตามประเภทของโครงการและอุปทาน โดยแม้ว่าในช่วงเวลาที่ได้รับคาร์บอนเครดิตมา จะมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการประเภทอื่นออกสู่ตลาดจำนวนมาก หรือตลาดยังมีอุปทานจากโครงการเดิมสะสมอยู่ อาจไม่ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตถูกลง หากประเภทของโครงการคาร์บอนเครดิตสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอื่นที่นอกเหนือจากการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะได้รับราคาสูงขึ้นได้</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">&#8211; เทคโนโลยีการผลิตที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะได้รับ เนื่องจากคาร์บอนเครดิตจะได้รับก็ต่อเมื่อดำเนินโครงการที่สะอาด ซึ่งในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป สิ่งที่เคยถูกมองว่าสะอาดในอดีต อาจเป็นสิ่งปกติในอนาคต หากไปดำเนินการในอนาคตอาจได้คาร์บอนเครดิตไม่เท่าเดิม</span></p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว ในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต คงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างค่าเสียโอกาสจากกระแสเงินสดที่อาจได้มาอย่างต่อเนื่องหากนำพื้นที่หรือเงินทุนไปดำเนินโครงการอื่น กับดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตซึ่งอาจจะได้กระแสเงินสดกลับมาเป็นรอบๆ รวมถึงผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน จากการทำโครงการคาร์บอนเครดิตประเภทนี้ ซึ่งหากพิจารณาประเด็นทั้งหมดแล้ว พบว่ามีความคุ้มค่าและตอบโจทย์ธุรกิจได้ ภาคธุรกิจคงต้องเร่งดำเนินการ</span></p>
<p><strong>ข้อมูล​: จักรี พิศาลพฤกษ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส Kasikornthai Econ Analysis</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/carbon-credit-series-by-kresearch/">​ศูนย์วิจัยกสิกร ตอบข้อสงสัย คาร์บอนเครดิตคืออะไร มีกี่ประเภท ทำกำไรได้หรือไม่ และถ้าอยากลงทุนต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนไทยสร้าง Food Waste​ อันดับ 77 ของโลก เฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/04/kasikorn-research-food-waste-index-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2024 11:15:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Food Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste Index 2024]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Kasikorn Research Center]]></category>
		<category><![CDATA[KResearch]]></category>
		<category><![CDATA[Solution]]></category>
		<category><![CDATA[UN Environment Program]]></category>
		<category><![CDATA[UNEP]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25289</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนไทยสร้างขยะอาหาร (Food Waste) เฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ตามรายงาน Food Waste Index 2024 ซึ่งเป็นการรายงานครั้งที่ 2 ของ UNEP  (UN Environment Programme) โดยเพิ่มขึ้นจาก 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในการประเมินครั้งล่าสุด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ขยะอาหาร เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะอาหาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมายให้ทุกประเทศต้องลดปริมาณอาหารขยะลงให้ได้ 50% ภายในปี 2030 ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีเป้าหมายต้องลดปริมาณขยะอาหารประมาณ 3 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 43 กิโลกรัม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาคเอกชนควรเร่งปรับตัว ผ่านการ​หาโซลูชันเพื่อลดปริมาณอาหารขยะให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เช่น การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/kasikorn-research-food-waste-index-2024/">คนไทยสร้าง Food Waste​ อันดับ 77 ของโลก เฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คนไทยสร้างขยะอาหาร (Food Waste) เฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ตามรายงาน <strong>Food Waste Index 2024</strong> ซึ่งเป็นการรายงานครั้งที่ 2 ของ UNEP  (UN Environment Programme) โดยเพิ่มขึ้นจาก 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในการประเมินครั้งล่าสุด</p>
<p><span id="more-25289"></span></p>
<p>ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ขยะอาหาร เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะอาหาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก</p>
<p>ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมายให้ทุกประเทศต้องลดปริมาณอาหารขยะลงให้ได้ 50% ภายในปี 2030 ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีเป้าหมายต้องลดปริมาณขยะอาหารประมาณ 3 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 43 กิโลกรัม</p>
<p><strong>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย </strong>มองว่า ภาคเอกชนควรเร่งปรับตัว ผ่านการ​หาโซลูชันเพื่อลดปริมาณอาหารขยะให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เช่น การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) การผลิตปุ๋ยหมัก การต่อยอดสร้างสินค้าใหม่จากขยะอาหาร รวมถึงการขอรับรองคาร์บอนเครดิตหรือใบรับรองเครดิต การผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC) จากวัสดุชีวมวล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และเป็นโอกาสของภาคธุรกิจ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25310 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Food-WASTE-Report1.jpg" alt="" width="1200" height="605" /></p>
<p>สำหรับรายงานดัชนีขยะอาหาร (Food Waste Index 2024) ระบุว่า ข้อมูลจากปี 2022 ครัวเรือนทั่วโลก​สร้างขยะอาหารรวมกันมากกว่า 1 พันล้านมื้อต่อวัน ขณะที่ผู้คน 783 คนทั่วโลกยังต้อ​งเผชิญความหิวโหย หรือกว่า 1 ใน 3 ที่มีความไม่มั่นคงทางอาหาร</p>
<p>โดยในปี 2022 มีขยะอาหารเกิดขึ้น 1.05 พันล้านตัน (รวมถึงส่วนที่กินไม่ได้)  คิดเป็น 132 กิโลกรัมต่อคน หรือราว 1 ใน 5  ปริมาณอาหารทั้งหมดสำหรับการ​บริโภค ซึ่ง​ 60% เกิดขึ้นจากภาคครัวเรือน 28% เกิดจากธุรกิจด้าน Food Service และ 12% จากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก</p>
<p>นอกจากนี้ ปริมาณขยะอาหาร ยังส่งผลต่อการ​เกิดก๊าซเรือนกระจกราว 8-10% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก หรือเกือบ 5 เท่า ของธุรกิจการบิน รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) อย่างมีนัยสำคัญ จากการเข้าไปทดแทนพื้นที่เกษตรกรรมของทั้งโลกราว 1 ใน 3 หรือกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลก​ประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p>เห็นได้ว่า ปัญหา Food Waste และ Food Loss สร้างต้นทุนมหาศาลให้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนติดตาม และประสานงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยปัจจุบันมีเพียง 4 ประเทศในกลุ่ม G20 (ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา) และสหภาพยุโรปเท่านั้น ที่จัดการขยะอาหารลงในระดับที่เหมาะสม เพื่อสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ภายในปี 2030 ได้ แต่ปัญหาขยะอาหารไม่ได้เปิดขึ้นเฉพาะในประเทศที่ร่ำรวยเท่านั้น โดยปริมาณเฉลี่ยของการเกิดขยะอาหารทั้งจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง กลาง และต่ำ มีการสร้างขยะอาหารเฉลี่ย 7 กิโลกรัมต่อคน ขณะที่ประเทศในแถบอากาศร้อนจะมีโอกาสเกิด Food Waste ได้สูงมากกว่า ​ขณะที่ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางจำนวนมากยัง​ขาดระบบที่เพียงพอในการติดตามความคืบหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25311 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/K-Food-Waste.jpg" alt="" width="685" height="685" /></p>
<p>สำหรับ<strong> ขยะอาหาร (Food Waste)</strong> หมายถึง อาหารที่เหลือทิ้งและถูกนำออกไปจากห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ เช่น อาหารที่รับประทานไม่หมด อาหารหมดอายุ เศษผักตกแต่งจาน ซึ่งรวมถึง การไม่นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ​โดย Food Waste จะไม่รวมอาหารที่หลุดออกจากห่วงโซ่การผลิตเพราะไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ในขั้นตอนของการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ผลผลิต การแปรรูป รวมถึงระหว่างการขนส่งไปยังเป้าหมายปลายทาง ซึ่งในส่วนนี้จะถูกเรียก​ว่า <strong>การสูญเสียอาหาร</strong> หรือ<strong> Food Loss</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/04/kasikorn-research-food-waste-index-2024/">คนไทยสร้าง Food Waste​ อันดับ 77 ของโลก เฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
