<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Regenerative &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/regenerative/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Feb 2026 12:03:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.5</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Regenerative &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;​ยกระดับกลยุทธ์ &#8216;Holistic Shared Value Ecosystem&#8217; ​วางระบบพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ต่อยอด​ &#8216;พื้นที่คาร์บอนต่ำ&#8217; สร้างคุณค่าทั้งห่วงโซ่ นำร่อง &#8216;ชัยภูมิ&#8217; โมเดลต้นแบบแห่งแรก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2026 11:13:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Central Tham]]></category>
		<category><![CDATA[Circular Economy]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[CSV]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Holistic Shared Value Ecosystem​]]></category>
		<category><![CDATA[Inclusion ​]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Shared Value]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Waste Management]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาองค์รวม]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัย จิราธิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่คาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งท่องเที่ยวชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=40257</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการ &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ก้าวสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินงาน พร้อมยกระดับทิศทาง มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) ด้วยการบูรณาการมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมที่ ยั่งยืนในระยะยาว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;  ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทาง CSV (Creating Shared Value) เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ มาช่วย​แก้ไขและตอบโจทย์ความต้องการทางสังคม โดยมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก ประกอบด้วย  Community : การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้และต่อยอดสู่ท่องเที่ยวยั่งยืน,  Inclusion : ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม, Talent : การดูแลและพัฒนาศักยภาพให้บุคลากร, Circularity : ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน, Climate : ฟื้นฟูสภาพอากาศ ร่วมแก้วิกฤตโลกร้อน และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/">&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;​ยกระดับกลยุทธ์ &#8216;Holistic Shared Value Ecosystem&#8217; ​วางระบบพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ต่อยอด​ &#8216;พื้นที่คาร์บอนต่ำ&#8217; สร้างคุณค่าทั้งห่วงโซ่ นำร่อง &#8216;ชัยภูมิ&#8217; โมเดลต้นแบบแห่งแรก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โครงการ &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ก้าวสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินงาน พร้อมยกระดับทิศทาง มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (</strong><strong>Holistic Shared Value Ecosystem)</strong><strong> ด้วยการบูรณาการมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมที่ ยั่งยืนในระยะยาว</strong></p>
<p><span id="more-40257"></span></p>
<p>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา &#8216;<strong>เซ็นทรัล ทำ&#8217; </strong> ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทาง <strong>CSV</strong> (Creating Shared Value) เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ มาช่วย​แก้ไขและตอบโจทย์ความต้องการทางสังคม โดยมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก ประกอบด้วย <strong> Community :</strong> การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้และต่อยอดสู่ท่องเที่ยวยั่งยืน, <strong> Inclusion :</strong> ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม,<strong> Talent</strong> : การดูแลและพัฒนาศักยภาพให้บุคลากร,<strong> Circularity</strong> : ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน,<strong> Climate :</strong> ฟื้นฟูสภาพอากาศ ร่วมแก้วิกฤตโลกร้อน และ <strong>Nature :</strong>  ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ดูแลระบบนิเวศและความหลากหลายทางธรรมชาติ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40260 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/22.พัฒนาการศึกษา-เด็กและเยาวชน-และการดูแลคนพิการ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ยกระดับการขับเคลื่อน สู่การพัฒนาแบบองค์รวมในระดับพื้นที่ </strong></p>
<p><strong>คุณพิชัย  จิราธิวัฒน์  </strong>กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ให้ข้อมูล Positive Impact หรือผลกระทบเชิงบวก จากการขับเคลื่อน &#8216;<strong>เซ็นทรัล ทำ</strong>&#8216; มาอย่างต่อเนื่องว่า สามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าร่วมทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นในทุกปี โดยสามารถสรุปผลการขับเคลื่อนโครงการจนถึงสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา แต่ละมิติ ได้ต่อไปนี้</p>
<p>&#8211; <strong>Community &amp; Social Contribution (</strong><strong>ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย)</strong> สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า <strong>2,240</strong> ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<p>&#8211; <strong>Inclusion (</strong><strong>ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม)</strong> <strong>สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม </strong><strong>203 </strong><strong>แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง</strong> สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า <strong>1,395</strong> คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า <strong>150,000</strong> ราย ขณะเดียวกัน มิติ <b> </b></p>
<p><strong>&#8211; Talent &amp; Human Capital Development </strong><strong>(พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์)</strong> กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40261 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/24.การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; Circular Economy &amp; Waste Management </strong><strong>(ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ)</strong> และ <strong>Food Loss &amp; Food Waste Reduction (</strong><strong>ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) </strong>สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า <strong>27,300</strong> ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า <strong>93,490</strong> ตัน</p>
<p>&#8211; <strong>Climate Action</strong> <strong>(ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน)</strong> ได้มีการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน <strong>1,487</strong> สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา <strong>259</strong> แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง <strong>252,176</strong> เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน</p>
<p><strong>&#8211; Nature</strong> ได้ขับเคลื่อนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า <strong>15,000</strong> ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><em>&#8220;สำหรับ <strong>การขับเคลื่อน &#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217; ในปี 2569 นี้ ได้ยกระดับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนมาสู่ &#8216;การพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม&#8217;  หรือ Holistic Shared Value Ecosystem​ </strong> เพื่อต่อยอดการทำงานระหว่างเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ และสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่าง​บูรณาการเพื่อการพัฒนาที่รอบด้านและครอบคลุมได้มากขึ้น <strong>นำไปสู่การขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ </strong>โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก 13 ชุมชนต้นแบบ ​ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคท่ัวประเทศ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ชัยภูมิ สกลนคร  สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี  ตรัง สมุทรปราการ และอยุธยา​ ในการต่อยอดโมเดลการพัฒนาที่เป็น Best Practice ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต&#8221; </em></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-40259 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Re2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>สร้างคุณค่าร่วมผ่าน 8 มิติ เชื่อมโยงการพัฒนา​ทั้งระบบนิเวศ</strong></p>
<p>แนวทางการพัฒนาชุมชนตามหลัก <strong>Holistic Shared Value Ecosystem​</strong> จะเป็นการบูรณาการทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ​ซึ่งจะมีแกนในการขับเคลื่อนครอบคลุมใน 8 ด้าน ต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ</strong> : บูรณาการการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งหลักสูตร STEM ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน อาชีวศึกษา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการพัฒนา <strong>&#8216;โค้ชครู&#8217;</strong> และการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตให้เด็กและเยาวชนพร้อมขยายโอกาสการมีงานทำและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมเพื่อบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร สร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><strong>2. พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน</strong> : ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนในการแข่งขันทางการตลาด สนับสนุนการเข้าถึงช่องทาง Modern Trade และการขยายตลาดใหม่ โดยมุ่งพัฒนาอาคารและสถานที่ผลิตที่ตอบโจทย์คุณภาพ ความปลอดภัย และความต้องการของตลาดในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40262 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/19.พัฒนาการศึกษา-เด็กและเยาวชน-และการดูแลคนพิการ-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>3. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ</strong> : ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในเชิงองค์รวม ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพด้านอาชีพ รายได้ และการบริหารจัดการชุมชน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ลดการพึ่งพิง และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><strong>4. เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแบรนด์สู่สากล</strong> : พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีอัตลักษณ์ โดดเด่น และได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับใน ระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชุมชน</p>
<p><strong>5. ศูนย์การเรียนรู้ และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค</strong> : ผลักดันให้ชุมชนต้นแบบสามารถเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน รองรับการอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อขยายผลการพัฒนาไปยังทุกภูมิภาคอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
<p><strong>6. ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน</strong> : ต่อยอดศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไทย ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40263 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/06.สวนเทพพนา-อ.เทพสถิต-จ.ชัยภูมิ.jpg" alt="" width="800" height="800" /></p>
<p><strong>7. มุ่งสู่ชุมชนยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</strong> : ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนจากทุกกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่การเกษตรคาร์บอนต่ำด้วยแนวคิดไบโอชาร์ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p><strong>8. การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่ </strong><strong>ZERO WASTE</strong> : พัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อลดปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มธุรกิจ พนักงาน และชุมชน ในการคัดแยก ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล มุ่งสู่เป้าหมาย ZERO WASTE อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>นำร่อง บ้านเทพพนา ชัยภูมิ &#8216;แหล่งปลูกอะโวคาโดคาร์บอนต่ำ&#8217;  </strong></p>
<p>สำหรับการ​​ขับเคลื่อนตามกลยุทธ์ <strong>Holistic Shared Value Ecosystem​</strong> ได้ยกโครงการพัฒนาพื้นที่นำร่องของ <strong>วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สู่การเกษตรคาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40264 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/01.คุณพิชัย-จิราธิวัฒน์-และคุณวิเชียร-พรมทุ่งค้อ.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8216;วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา&#8217;</strong> เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ <strong>เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี</strong> มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ</p>
<p>แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล</p>
<p><em><strong>นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยื</strong><strong>น</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40265 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/13.ใช้ไบโอชาร์-ฝังรอบโคนต้น.jpg" alt="" width="1000" height="750" /></p>
<p><strong>ไบโอชาร์ หรือ ถ่านชีวภาพ</strong> มีโครงสร้างรูพรุนเพื่อ<strong>ช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น</strong> รวมทั้งฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี<strong> และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong> ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยัง<strong>ตอบโจทย์การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ </strong></p>
<p>ส่วน <strong>การจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน </strong>ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต</p>
<p><strong>ปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน </strong><strong>Organic Thailand : </strong><strong>ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ </strong><strong>100%</strong><strong> ไม่ใช้พืช </strong><strong>GMO </strong><strong>และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40266" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/08.อะโวคาโดพันธุ์แฮส-Hass-จากสวนเทพพนา-1.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p><b> <strong>ต่อยอดพื้นที่เกษตร สู่ศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน</strong></b></p>
<p>การพัฒนาพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ <strong>ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตร </strong>เท่านั้น แต่ยังขยายผล <strong>ยกระดับสู่การท่องเที่ยวและการเรียนรู้</strong> อย่างเป็นระบบ</p>
<p>โดย เซ็นทรัล ทำ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน พร้อมพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ <strong>โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ </strong><strong>Dark Sky Park </strong><strong>ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (</strong><strong>NARIT)</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40267 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/Re3.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>&#8220;เซ็นทรัล ทำ ร่วมพัฒนาพื้นที่สวนเทพพนา สู่การเป็นทั้งศูนย์เรียนรู้การปลูกอะโวคาโด และการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ พร้อมจุดขายสำคัญของพื้นที่ จากการมีธรรมชาติสวยงาม ทั้งกิจกรรมดูดาว และเดินป่า รวมทั้งการมีส่วนเข้ามาช่วยฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ตามแนวทาง <strong>Green Restoration &amp; Low-carbon Model </strong>จากป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล โดยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน สามารถฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวได้แล้ว 6,500 ไร่ ทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม การอนุรรักษ์ป่า และฟื้นฟูปัญหาดินเสื่อมโทรม มลภาวะจากการเผา และปัญหา PM 2.5 พร้อมส่งเสริมการเพิ่มรายได้ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า  ผ่านการดำเนินงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อการพัฒนา &#8216;ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา&#8217; เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน จนสามารถพัฒนาพื้นที่เป็น <strong>ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา </strong>เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้เกษตรกรในเครือข่าย พร้อมสร้าง <strong>เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ</strong> เป็นกลไกสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้ชุมชน &#8220;</em></p>
<p>ทั้งนี้ ชุมชนบ้านเทพนา มีแผนขยาย​พื้นที่ฟื้นฟูเพิ่มเติมอีก​ <strong>5,000 </strong><strong>ไร่ ภายในปี </strong><strong>2030</strong> รวมถึง​​จัดทำ &#8216;<strong>แผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ&#8217;</strong> และยกระดับแนวทางพัฒนาป่าชุมชนสู่การขึ้นทะเบียนและพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ต่อไป พร้อมทั้งมิติทางสังคม ที่ได้เข้าไปพัฒนาด้านการศึกษา ดูและเด็ก เยาวชน รวมทั้งการจ้างงานคนพิการในพื้นที่ในการดูแลสวน โดยได้ยกระดับโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ <strong>โดยปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง</strong> เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรม</p>
<p><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40269 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/26.เด็กๆ-ร่วมทำกิจกรรมดูดาว.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p><strong>ในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p>“กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง ‘คุณค่าร่วม’ ให้ทุกภาคส่วน ผ่านการยกระดับศักยภาพของชุมชน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ ด้วยความเชื่อว่า <em><strong>หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน</strong>&#8220;</em></p>
<p><strong>การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่</strong> ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน และ <strong>Holistic Shared Value Ecosystem</strong> คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน ​ที่สำคัญยังสามารถขยายผลได้ทั้งระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40271 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/27.กิจกรรมดูดาว.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>โมเดล </strong><strong>Holistic Shared Value Ecosystem </strong><strong>ที่เน้นการขับเคลื่อนการพัฒนา </strong><strong>8 </strong><strong>มิติในระดับพื้นที่ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดผลลัพธ์ที่แข็งแรงในระยะยาว เติบโตเคียงข้างชุมชนในทุกช่วงเวลา พร้อมวางรากฐานการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ขยายผลได้ และสนับสนุนให้ชุมชนไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/">&#8216;เซ็นทรัล ทำ&#8217;​ยกระดับกลยุทธ์ &#8216;Holistic Shared Value Ecosystem&#8217; ​วางระบบพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ต่อยอด​ &#8216;พื้นที่คาร์บอนต่ำ&#8217; สร้างคุณค่าทั้งห่วงโซ่ นำร่อง &#8216;ชัยภูมิ&#8217; โมเดลต้นแบบแห่งแรก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Dec 2025 10:30:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BioBlitz]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[DoiTung]]></category>
		<category><![CDATA[Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[eDNA]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental DNA]]></category>
		<category><![CDATA[National University of Singapore]]></category>
		<category><![CDATA[NUS]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบการพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกป่า ปลูกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชมุชน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาดอยตุง]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอบลิทซ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39089</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า &#8216;การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ&#8217; โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด &#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217; ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่า 90% และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ &#8216;ชีวิต&#8217; ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน ย้ำบทบาท​ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ  ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของ แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (National Biodiversity Strategy [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า &#8216;การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ&#8217; โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน</p>
<p><span id="more-39089"></span></p>
<p><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ <strong>โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย</strong> จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด <strong>&#8216;ปลูกป่า ปลูกคน&#8217;</strong> ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่า 90% และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ <strong>&#8216;ชีวิต&#8217;</strong> ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน</p>
<p>และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง <em><strong>โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค</strong></em> จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ใน<strong><em>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า</em><em>เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </em></strong>ในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39091 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/4-Re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p><strong>ย้ำบทบาท​ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ </strong></p>
<p>ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ</p>
<p>เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของ <strong>แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ</strong> (National Biodiversity Strategy and Action Plan – NBSAP 2566–2570) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ<strong> เพื่อบูรณาการบทเรียนจากพื้นที่จริงเข้าสู่การวางนโยบาย</strong> ทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ การบริหารฐานข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน รวมถึงการต่อยอดสู่พื้นที่อนุรักษ์อื่นและ<em>โครงการจัดการคาร์บอนเครดิต</em>ในป่า<em>เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </em>ในป่าชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39092 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/1-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในปีเดียวกันคือ การทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อ <strong>สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนในจังหวัดตรัง</strong> พื้นที่ที่ทางมูลนิธิฯ ร่วมดูแลอยู่กับชุมชนในพื้นที่ และภาคเอกชนซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทสำคัญต่อ <strong>ยุทธศาสตร์คาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) ของโลก</strong> การสร้างฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศจึงเป็นก้าวสำคัญที่<em><strong> สะท้อนบทบาทของมูลนิธิฯ ในฐานะผู้ทำงานภาคสนามที่เชื่อมโยงนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน</strong></em></p>
<p>และ ล่าสุดคือ <strong>ความร่วมมือระดับนานาชาติ ระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS)</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลกด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเขตร้อน ความสนใจของ NUS ที่เลือกโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เพราะพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างการฟื้นฟูป่าที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่เกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนตลอด 36 ปี คือเหตุผลที่ทำให้ NUS นำเทคโนโลยีวิจัยล้ำสมัยเข้ามาสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39096 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/Bioblitz2.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ความร่วมมือนี้นำไปสู่การสำรวจภายใต้ชื่อโปรแกรม ​<strong>&#8216;ไบโอบลิทซ์&#8217; (BioBlitz)</strong> ครั้งแรกในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีบันทึกเสียงชีวภาพตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง (Bioacoustics) ผสานกับการวิเคราะห์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่สามารถจำแนกเสียงนกและค้างคาวได้มากกว่า 30 ชนิด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA – eDNA) เพื่อตรวจหาร่องรอยพันธุกรรมของสัตว์หายากที่ไม่ปรากฏให้เห็นด้วยตา ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ฟื้นฟู และเป็นหลักฐานสำคัญของการอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งหาได้ไม่มากในภูมิภาคนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39095 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/BioBlitz1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>โดยการสำรวจในครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง <strong>&#8216;คนกับป่า&#8217;</strong> สามารถหล่อเลี้ยงระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร ผลการสำรวจไม่เพียงบันทึกความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า <em><strong>การดูแลรักษาป่าของชุมชนมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ</strong></em></p>
<p>ทีมนักวิจัยค้นพบปูน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งบางชนิดอาจยังไม่เคยถูกบันทึกทางวิทยาศาสตร์มาก่อน โดยแต่ละชนิดพบในลำธารที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าทุกลำน้ำต่างมีระบบนิเวศเฉพาะของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของนาก ซึ่งเป็นสัญญาณของแหล่งน้ำสะอาดและอุดมสมบูรณ์ รวมถึงนกนานาชนิดที่บินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างไม่หวาดกลัว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและความไว้วางใจระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นใจคือการพบลูกนก &#8216;ชะมดแสมขาว&#8217; (White-rumped Shama) ซึ่งเป็นนกเสียงไพเราะที่ใกล้สูญพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพบลูกนกแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39097 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/12.นกกางเขนดง-white-rumped-shama.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน บทบาทของชุมชนท้องถิ่นถือว่าสำคัญกับการสำรวจในครั้งนี้ ด้วยความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพื้นที่และพฤติกรรมของสัตว์ป่าจึงช่วยให้นักวิจัยเข้าใจระบบนิเวศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจำแนกพันธุ์สัตว์น้ำและการติดตามร่องรอยต่างๆ อีกทั้งชาวบ้านยังได้ถ่ายทอดเทคนิคการจับปลาและปูแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงความกลมกลืนระหว่างผู้คนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของ &#8216;ดอยตุง&#8217; อย่างแท้จริง</p>
<p>แม้ผลการสำรวจครั้งแรกจะสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์อย่างชัดเจน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว <em><strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) จะเดินหน้าต่อยอดเพื่อผลักดันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการศึกษาระบบนิเวศภูเขาเขตร้อน</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39098 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/15.แมลงสาบ-blattidae.jpg" alt="" width="450" height="600" /></p>
<p>ปี 2568 จึงเป็นปีที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก้าวข้ามจากบทบาทผู้ฟื้นฟูพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาสู่การเป็น &#8216;<strong>ผู้ร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ</strong>&#8216; บทบาทที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าการอนุรักษ์จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และการทำงานร่วมกับชุมชนคนด่านหน้าเพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือทุนทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทุกวัน และการดูแลทุนนี้คือหน้าที่ร่วมกันของทุกคน เพื่อกำหนดอนาคตของโลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/mflf-take-mission-to-biodiversity-supporter/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน &#8216;ความหลากหลายทางชีวภาพ&#8217; เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Thailand Rice Fest 2025 เผยศักยภาพข้าวไทยช่วยลดโลกเดือด ชูแนวทาง Carbon Farming สร้างโอกาสใหม่ให้ชาวนาไทย</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-rice-fest-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Dec 2025 07:13:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Carbon Farming]]></category>
		<category><![CDATA[MRV]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Rice Fest 2025]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนติดลบ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวนาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหามลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรฟื้นฟู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=38798</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปลายปีนี้เทศกาลข้าวสุดยิ่งใหญ่ Thailand Rice Fest 2025 กลับมายกระดับวงการข้าวไทยอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปได้มาพบกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตของข้าวไทยอย่างรอบด้าน ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย โดยปีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการข้าวมากมายมาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บนเวทีเสวนา ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจในงานคือเสวนาหัวข้อ &#8216;Carbon Farming ในการผลิตข้าว: โอกาสและแนวทางสำหรับชาวนา&#8216; โดย ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชาวนาไทยเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ผ่านการทำนาในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Carbon Farming และเกษตรฟื้นฟู ข้าว ดิน และเกษตกร พลังสำคัญในการลดโลกเดือด ศ.ดร.พูนพิภพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากมาย เนื่องจากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาสูงขึ้นจนทำลายสถิติในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีข่าวดีจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ชี้ตรงกันว่า พืชและดินจะเป็นกลไกสำคัญในการดูดซับคาร์บอนกลับคืนสู่ผืนโลก ส่วนในประเทศไทยเองก็มีจุดแข็งอยู่ที่การทำการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ โดยงานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ภาคเกษตรไทยแม้จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่บ้าง แต่กลับสามารถดูดซับกลับได้มากกว่า ทำให้ภาพรวมของภาคเกษตรเป็น &#8216;คาร์บอนติดลบ&#8217; หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ชาวนาไทยช่วยลดคาร์บอนมากกว่าที่ปล่อยออกมา เกษตรฟื้นฟูและ Carbon Farming [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-rice-fest-2025/">Thailand Rice Fest 2025 เผยศักยภาพข้าวไทยช่วยลดโลกเดือด ชูแนวทาง Carbon Farming สร้างโอกาสใหม่ให้ชาวนาไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปลายปีนี้เทศกาลข้าวสุดยิ่งใหญ่ <strong>Thailand Rice Fest </strong><strong>2025</strong> กลับมายกระดับวงการข้าวไทยอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปได้มาพบกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตของข้าวไทยอย่างรอบด้าน</p>
<p><span id="more-38798"></span></p>
<p>ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย โดยปีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการข้าวมากมายมาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บนเวทีเสวนา ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจในงานคือเสวนาหัวข้อ &#8216;<strong>Carbon Farming ในการผลิตข้าว: โอกาสและแนวทางสำหรับชาวนา</strong>&#8216; <strong>โดย ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชาวนาไทยเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ผ่านการทำนาในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Carbon Farming และเกษตรฟื้นฟู</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38800 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/re-3-landuse.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ข้าว ดิน และเกษตกร พลังสำคัญในการลดโลกเดือด</strong></p>
<p><strong>ศ.ดร.พูนพิภพ</strong> เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากมาย เนื่องจากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาสูงขึ้นจนทำลายสถิติในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีข่าวดีจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ชี้ตรงกันว่า พืชและดินจะเป็นกลไกสำคัญในการดูดซับคาร์บอนกลับคืนสู่ผืนโลก ส่วนในประเทศไทยเองก็มีจุดแข็งอยู่ที่การทำการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ</p>
<p>โดยงานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ภาคเกษตรไทยแม้จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่บ้าง แต่กลับสามารถดูดซับกลับได้มากกว่า ทำให้ภาพรวมของภาคเกษตรเป็น &#8216;<strong>คาร์บอนติดลบ&#8217;</strong> หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ชาวนาไทยช่วยลดคาร์บอนมากกว่าที่ปล่อยออกมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38801 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/บรรยากาศงานเสวนา_03-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>เกษตรฟื้นฟูและ </strong><strong>Carbon Farming </strong><strong>แนวทางใหม่ชาวนาไทย</strong></p>
<p>หากประเทศไทยต้องการใช้ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติให้เกิดผลสูงสุด แนวทางการทำ เกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) และ Carbon Farming จะเป็นหัวใจสำคัญของการปรับตัวของภาคการเกษตรในอนาคต โดย  &#8216;<strong>เกษตรฟื้นฟู</strong>&#8216; คือการทำเกษตรที่มุ่งฟื้นฟูดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ส่วน <strong>&#8216;Carbon Farming&#8217;</strong> แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่เป็นแนวทางที่เรียบง่ายช่วยให้ชาวนาทำงานง่ายขึ้น ต้นทุนลดลง และได้ผลผลิตที่ดีขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดี ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและลดปัญหาดินเสื่อมโทรม การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว รวมทั้งยังใช้น้ำน้อยลงและลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ</p>
<p>นอกจากนี้ถ้าใช้เทคโนโลยีหรือภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดอย่างเป็นระบบ ก็จะเปิดทางให้ชาวนาสามารถสร้าง &#8216;<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>&#8216; ที่ขายให้ภาคธุรกิจได้ ถือเป็นการรักษาคุณภาพผลผลิตและสร้างความยั่งยืนให้โลกไปพร้อมกัน</p>
<p><strong>การวัดผลที่โปร่งใส หัวใจสู่ </strong><strong>Net Zero </strong><strong>และคำตอบของปัญหา </strong><strong>PM</strong><strong>2.5</strong></p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือบทบาทของระบบ MRV หรือการวัดผล รายงาน และตรวจสอบ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้การทำ Carbon Farming เกิดผลจริงและช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อสามารถพิสูจน์ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้จากแปลงเกษตร ก็จะเปิดทางสู่การลงทุนและตลาดคาร์บอนอย่างโปร่งใส นอกจากนี้แนวคิดเดียวกันยังช่วยลดปัญหา ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการเผาซากฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยว หากนำเศษวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้เป็นอินทรียวัตถุในดินแทนการเผา ก็จะช่วยกักเก็บคาร์บอนเพิ่ม ลดควันพิษ และปรับปรุงคุณภาพดินไปพร้อมกัน ทำให้ภาคเกษตรกลายเป็นกำลังสำคัญในการแก้ทั้งปัญหาโลกร้อนและฝุ่นพิษที่กระทบคนไทยทั่วประเทศในทุกปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38802 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/12/บรรยากาศงานเสวนา_06-Re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ภายในงาน </strong><strong>Thailand Rice Fest </strong><strong>2025</strong> ที่ผ่านมา ยังเต็มไปด้วยร้านค้าและกิจกรรมที่เปิดประสบการณ์ใหม่ ทั้งการชิมข้าวพิเศษกว่า 50 สายพันธุ์ เวิร์กชอปจากผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงเวทีเสวนาที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้สังคมได้เห็นศักยภาพของข้าวไทยในบริบทของโลกยุคใหม่ โดยได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม ตอกย้ำคุณค่าของข้าวในฐานะวัฒนธรรมและอาหารหลักของคนไทย พร้อมผลักดันให้เกิดมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/12/thailand-rice-fest-2025/">Thailand Rice Fest 2025 เผยศักยภาพข้าวไทยช่วยลดโลกเดือด ชูแนวทาง Carbon Farming สร้างโอกาสใหม่ให้ชาวนาไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เนสท์เล่ เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพาร์ทเนอร์ ​MOU 3 สหกรณ์โคนม นำร่อง Regenerative ยกระดับเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู เดินหน้าขับเคลื่อนฟาร์มโคนมยั่งยืน​</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/nestle-mou-dairy-farm-to-regenerative-agriculture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2024 14:12:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Dairy Farm]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[Nestlé]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[NET ZERO 2050]]></category>
		<category><![CDATA[Reduction]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำนมดิบ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[พาร์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มโคนม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มโคนมยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สลิลลา สีหพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[สหกรณ์โคนม]]></category>
		<category><![CDATA[สหกรณ์โคนมครบุรี จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[สหกรณ์โคนมชุมพวง จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เนสท์เล่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29640</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านฟาร์มโคนม ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ 3 สหกรณ์โคนม ยกระดับเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู พัฒนาฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นำโดย คุณสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการพัฒนาฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืน กับตัวแทนสหกรณ์โคนม 3 แห่งในจังหวัดนครราขสีมา ได้แก่ สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด สหกรณ์โคนมชุมพวง จำกัด และสหกรณ์โคนมครบุรี จำกัด โดยสหกรณ์โคนมทั้ง 3 แห่งนี้เป็นพันธมิตรรายสำคัญของเนสท์เล่ ตลอดเวลามากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา การลงนามในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างเนสท์เล่และสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ยกระดับจากการซื้อขายสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ การลงนามในบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มโคนม รวมทั้งการยกระดับปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/nestle-mou-dairy-farm-to-regenerative-agriculture/">เนสท์เล่ เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพาร์ทเนอร์ ​MOU 3 สหกรณ์โคนม นำร่อง Regenerative ยกระดับเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู เดินหน้าขับเคลื่อนฟาร์มโคนมยั่งยืน​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด </strong>เดินหน้าขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านฟาร์มโคนม ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ 3 สหกรณ์โคนม ยกระดับเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู พัฒนาฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-29640"></span></p>
<p><strong>บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด</strong> นำโดย <strong>คุณสลิลลา สีหพันธุ์</strong> ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการพัฒนาฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืน กับตัวแทนสหกรณ์โคนม 3 แห่งในจังหวัดนครราขสีมา ได้แก่ สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด สหกรณ์โคนมชุมพวง จำกัด และสหกรณ์โคนมครบุรี จำกัด</p>
<p>โดยสหกรณ์โคนมทั้ง 3 แห่งนี้เป็นพันธมิตรรายสำคัญของเนสท์เล่ ตลอดเวลามากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา การลงนามในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างเนสท์เล่และสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ยกระดับจากการซื้อขายสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก <strong>คุณวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์</strong> อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29641 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/1-9.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>การลงนามในบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มโคนม รวมทั้งการยกระดับปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ เพื่อเสริมสร้างรายได้ที่ดีให้แก่เกษตรกร และเพื่อผลผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพสูงสำหรับผู้บริโภค</p>
<p>โดยเนสท์เล่จะเป็นผู้ที่ริเริ่มการประยุกต์ใช้หลักเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture)ในการพัฒนาฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ด้วยการให้ความรู้ในหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อาทิ การจัดการของเสียในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาหญ้าอาหารวัวที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพและปริมาณของน้ำนมดิบ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำนมวัว ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเนสท์เล่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29643 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/2-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ในโอกาสเดียวกันนี้ เนสท์เล่ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการรับซื้อน้ำนมโคดิบ พ.ศ. 2567-2568 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในการมีตลาดรองรับผลผลิตน้ำนมดิบและได้รับราคาที่เป็นธรรมตามเกณฑ์มาตรฐานการรับซื้อที่กำหนดไว้  ทั้งนี้ เนสท์เล่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจในการซื้อน้ำนมโคดิบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดี และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/nestle-mou-dairy-farm-to-regenerative-agriculture/">เนสท์เล่ เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพาร์ทเนอร์ ​MOU 3 สหกรณ์โคนม นำร่อง Regenerative ยกระดับเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู เดินหน้าขับเคลื่อนฟาร์มโคนมยั่งยืน​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jun 2024 10:15:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Branding]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[How to]]></category>
		<category><![CDATA[Net Positive]]></category>
		<category><![CDATA[Positive Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Brands]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศิริกุล เลากัยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างแบรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26746</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน อาจเป็นเพียงโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คงอยู่ได้นานที่สุด แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ หรือสูญเสียไปเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ประกอบกับ​การขับเคลื่อน​มิติของความยั่งยืนในแบบที่ผ่านมา ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็น Positive Impact ที่แท้จริงได้ นำมาสู่แนวคิดเรื่อง ​​Regenerative เพื่อ​ขับเคลื่อนแบบลงลึกมากขึ้น ผ่านการเยียวยา ฟื้นฟู และกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศต่างๆ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ได้อีกคร้ัง ​รวมถึงมุ่งสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเองในการเป็นผู้มีส่วนช่วยกอบกู้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ของโลกให้กลับคืนมา โดยเฉพาะ​ภาคธุรกิจ​ที่มีการนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต จึง​ถูกคาดหวังให้ต้องแสดงความรับผิดชอบ​ รวมทั้งชดเชยทรัพยากรคืนกลับให้​ธรรมชาติได้มากกว่าที่ถูกใช้ไป หรือการขับเคลื่อนสู่​ Net Positive เพื่อชดเชยให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแค่ Net zero ​ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประเทศไทย กล่าวถึง​แนวทางที่ภาคธุรกิจจะสามารถ Transform เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Regenerative Brand ผ่าน 2 มิติสำคัญ ​ทั้งในแง่​ของการสร้าง Mindset ผ่าน​การปรับทัศนคติบนพื้นฐานของความพอดี และการประมาณตน หรือ Moderation ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนในการเติบโตอย่างเหมาะสมและพอดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/">&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน อาจเป็นเพียงโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คงอยู่ได้นานที่สุด แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ หรือสูญเสียไปเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-26746"></span></p>
<p>ประกอบกับ​การขับเคลื่อน​มิติของความยั่งยืนในแบบที่ผ่านมา ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็น Positive Impact ที่แท้จริงได้</p>
<p>นำมาสู่แนวคิดเรื่อง <strong>​​Regenerative</strong> เพื่อ​ขับเคลื่อนแบบลงลึกมากขึ้น ผ่านการเยียวยา ฟื้นฟู และกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศต่างๆ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ได้อีกคร้ัง ​รวมถึงมุ่งสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเองในการเป็นผู้มีส่วนช่วยกอบกู้ และคืนความอุดมสมบูรณ์ของโลกให้กลับคืนมา โดยเฉพาะ​ภาคธุรกิจ​ที่มีการนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต จึง​ถูกคาดหวังให้ต้องแสดงความรับผิดชอบ​ รวมทั้งชดเชยทรัพยากรคืนกลับให้​ธรรมชาติได้มากกว่าที่ถูกใช้ไป หรือการขับเคลื่อนสู่​ Net Positive เพื่อชดเชยให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแค่ Net zero ​</p>
<p><strong>ดร.ศิริกุล เลากัยกุล</strong> ผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประเทศไทย กล่าวถึง​แนวทางที่ภาคธุรกิจจะสามารถ Transform เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Regenerative Brand ผ่าน 2 มิติสำคัญ ​ทั้งในแง่​ของการสร้าง Mindset ผ่าน​การปรับทัศนคติบนพื้นฐานของความพอดี และการประมาณตน หรือ <strong>Moderation</strong> ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนในการเติบโตอย่างเหมาะสมและพอดี และเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยควบคุมการ​ใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างสมดุล (Balance and Contral) ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, การดูแลความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ,​ การทำเกษตรหรือป่าไม้แบบยั่งยืน, การลดผลกระทบต่อสภาพอากาศ, การอนุรักษ์และจัดการน้ำและพลังงาน หรือขับเคลื่อนโครงการที่ช่วยฟื้นฟูดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​​ โดยจะนำมาซึ่งการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และอ​งค์ประกอบต่างๆ อยู่ได้ด้วยการเกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน​ (The Symbiosis of Living)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26751 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-PNUI2.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p>และอีกหนึ่งมิติเป็น​การวางแนวทางในการขับเคลื่อนของแบรนด์ หรือ Methodology เพื่อสร้างให้เกิดทั้งความตระหนักรู้ (Aware) การปรับตัว (Additive) และการอยู่ร่วมกัน (Alive)</p>
<p><strong>Aware :</strong> แบรนด์ต้องมีความตระหนักรู้ถึงหน้าที่สำคัญที่มากกว่าแค่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและโลก​ได้ด้วย รวมทั้งมีเป้าหมายที่มากกว่าแค่การสร้าง Market Share แต่ต้องสร้าง Purpose เพื่อทราบถึงความหมายและความสำคัญในการดำรงอยู่ของแบรนด์ มากกว่าแค่การมีวิสัยทัศน์ในระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำองค์กรที่เข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ความยั่งยืนที่แท้จริง ดังนั้น นอกจากตระหนักรู้แล้ว แบรนด์ต้องเปลี่ยนบทบาทในการขับเคลื่อน จากที่เคยโฟกัสการฟัง หรือทำโฟกัสกรุ้ปเพื่อหาความต้องการผู้บริโภคมาเป็นทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและหา Painpoint ในการใช้ชีวิต รวมทั้งสามารถสะท้อนความต้องการนั้นๆ ออกมา หรือนำไปครีเอทเป็นสินค้าหรือบริการที่สามารถส่งมอบความหมายในชีวิตให้ผู้บริโภคได้</p>
<p><strong>Additive :</strong> แบรนด์ต้องทำหน้าที่​เป็นผู้ให้ มากกว่าการได้รับ ทั้ง​การเติมเต็มให้กับทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและมีความเข้าใจถึงประโยชน์ที่มากกว่าแค่การใช้แล้วหมดไป รวมทั้งคำนึงถึงการสร้าง Empower ให้ผู้คนมากกว่าแค่การมองเพียงความแข็งแกร่งของแบรนด์เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้ง​ส่งเสริมให้ผู้คนสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้มากขึ้น</p>
<p><strong>Alive</strong> : บทบาทของแบรนด์ที่มีส่วนช่วยให้ผู้บริโภครู้จักคุณค่าในตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น หรือมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ของตัวเองได้ รวมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคในการพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน มากกว่าการโฟกัสที่ความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากแบรนด์สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนก็จะมีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนและเติมเต็มและดูแลสังคมได้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><em>&#8220;<strong>การขับเคลื่อนสู่ Regenerative Brand เป็นการใช้พลังและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ ทั้งในมิติของ Product Development การทำการตลาด หรือการขับเคลื่อนผ่าน Operation เพื่อมีส่วนช่วยสร้าง Positive Impace ให้โลกและสังคม</strong> <strong>รวมทั้งการได้ธรรมชาติที่แข็งแรงกลับคืนมา แบรนด์ที่ขยับมาสู่ Regenerative Brand จึงต้องให้ความสำคัญมากกว่าแค่การขายของ หรือการทำ CSR เพื่อให้คนรักแบรนด์ แต่ต้องมีความสามารถในการกอบกู้โลกและฟื้นฟูได้ท้ัง Ecosystem และก้าวข้ามจากการโฟกัสได้มากกว่าแค่ Customer Centric หรือ People Centric มาเป็น Life Centric</strong> เพื่อยกระดับให้การขับเคลื่อนธุรกิจตอบโจทย์ได้มากกว่าแค่คน แต่ดูแลไปถึงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจาก คนไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวที่อยู่ในระบบนิเวศ แต่ทุกชีวิตมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&#8221;​​</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/RE-Pnui1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>5 บุคลิก บ่งชี้ความเป็น Regenerative Brand </strong></p>
<p>ดร.ศิริกุล ยังชี้ให้เห็น 5 บุคลิกเด่นๆ เพื่อบ่งชี้ให้เห็นความเป็น Regenerative Brand ได้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>1. Positive Social or Environment Purpose</strong> : การมี Purpose หรือความมุ่งหมายของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์มีเป้าหมายและทิศทางในการขับเคลื่อน และยั่งยืนกว่า Short Term Vison องค์กรจำเป็นต้องกลับมามองว่า​เรามี Positive Purpose ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตามกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) หรือไม่  รวมทั้งทุกคนในองค์กรมีความเข้าใจและมีทิศทางไปในทางเดียวกันหรือไม่</p>
<p><strong>2. Transparent &amp; Proactive Governance</strong> : ให้ความสำคัญมากกว่าแค่การเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างให้เกิดความโปร่งใสภายในองค์กร แต่ต้องสามารถลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งการกำกับกิจการที่ดี และนำมาซึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นต่อองค์กร</p>
<p><strong>3. Net Positive Products &amp; Services</strong> : การมีสินค้าและบริการสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ และสอดคล้องไปกับ Purpose ขององค์กร เพื่อสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน​</p>
<p><strong>4. Regenerative Operations and Supply Chain</strong> : การพัฒนาการที่มากกว่าแค่การขับเคลื่อนภายในองค์กร แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ</p>
<p><strong>5. System-Wide Brand Influence</strong> : ความแข็งแกร่งหรืออิทธิพลของแบรนด์ ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ทั้งระบบ เพราะหากเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากในองค์กรก็จะไม่มีศักยภาพมากพอในการสร้าง​อิมแพ็คได้</p>
<p>เพราะการรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน รวมทั้งแบรนด์ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการนำจุดแข็งที่มีเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา โดยมีจุดหมายที่มากกว่าแค่ความแข็งแกร่งและยั่งยืนของธุรกิจ แต่สามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาให้โลกและสังคม โดยใช้ความสามารถและจุดแข็งที่มีมาช่วยสร้างประโยชน์ เพราะหากยังไม่เริ่มทำทรัพยากรก็จะหมดลง สิ่งแวดล้อมก็จะแย่ขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในสังคมก็ยิ่งมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็จับตามองความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมของแบรนด์ต่างๆ เช่นกัน รวมไปถึงการเสียโอกาสที่จะได้คนเก่งรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในองค์กร เพราะคนกลุ่มนี้จะมองหาการเติมเต็มในชีวิตมากกว่าแค่เรื่องของเงินเดือน หากไม่ปรับเปลี่ยนจะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจในอนาคต หรือหากไม่เริ่มลุกขึ้นมาเกือกูลคนอื่นให้เติบโตร่วมกันไปได้ทั้งระบบ สุดท้ายแล้วเราเองก็จะไม่เหลืออะไรด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/how-to-transform-to-regenerative-brand/">&#8216;ยั่งยืน&#8217; ยังน้อยไป เมื่อ &#8216;แบรนด์&#8217; ต้องไป​ไกลกว่าแค่ &#8216;Sustainability&#8217; พร้อม How to และ 5 ลักษณะบ่งชี้ ความเป็น &#8216;Regenerative Brand&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SB ประเทศไทย ชูแนวคิด Regenerative ต่อยอดพัฒนาการ ‘ขั้นกว่า’ เรื่องความยั่งยืน ​เดินหน้าจัดงาน SB’23 BANGKOK CHANTHABURI Regenerative Food, Regenerative Future ร่วมฟื้นคืนสมดุลโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/09/sb23-bangkok-chanthaburi-regenerative-food-regenerative-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Sep 2023 05:08:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Jenny Andersson]]></category>
		<category><![CDATA[Marc Buckley]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Food]]></category>
		<category><![CDATA[Regenerative Future]]></category>
		<category><![CDATA[SB THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[SB ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[SB’23 BANGKOK CHANTHABURI]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Brand THAILAND]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศิริกุล เลากัยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[มาร์ค บัคลีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=20796</guid>

					<description><![CDATA[<p>Sustainable Brand (SB) THAILAND ก่อตั้งมากว่า 8 ปี ​เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการมีส่วนร่วม ในฐานะชุมชนนักคิด นักสร้างสรรค์ ที่ตั้งใจสร้างโลกของธุรกิจให้สามารถสร้างความยั่งยืนสำหรับอนาคตที่เป็นไปได้จริงๆ โดยให้บริการความรู้ การสนทนา การประชุม การจัดการแบรนด์ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับโลก ผ่านการทำงานร่วมกับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และ เพื่อให้เกิดพัฒนาการเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน จึงได้ต่อยอดแนวคิด Regenerative Brand มาใช้ ขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนให้มีความสมบูรณ์ และลงลึกได้มากยิ่งขึ้น เพื่อ​สร้างความความต่อเนื่องเชื่อมโยงสถานการณ์ในปัจจุบันส่งต่อไปยังอนาคต ผ่านความพยายามฟื้นคืน สร้างมูลค่าให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อส่งมอบคุณค่าที่มากขึ้น และสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท้าทาย สามารถต้านทานและพลิกฟื้นสภาพที่เป็นอยู่ของโลก สังคม ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างดีขึ้น ​ซึ่งหากมีแบรนด์ใช้แนวทาง  Regenerative มากขึ้น จะช่วย​ฟื้นคืนสมดุลโลก สร้างอนาคตที่ทุกชีวิตทั้งคนและธรรมชาติมีความยั่งยืนร่วมกันได้อย่างแท้จริง และในปี 2566 นี้ ทาง Sustainable Brand (SB) THAILAND จัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ SB’23 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/09/sb23-bangkok-chanthaburi-regenerative-food-regenerative-future/">SB ประเทศไทย ชูแนวคิด Regenerative ต่อยอดพัฒนาการ ‘ขั้นกว่า’ เรื่องความยั่งยืน ​เดินหน้าจัดงาน SB’23 BANGKOK CHANTHABURI Regenerative Food, Regenerative Future ร่วมฟื้นคืนสมดุลโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Sustainable Brand (SB) THAILAND</strong> ก่อตั้งมากว่า 8 ปี ​เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการมีส่วนร่วม ในฐานะชุมชนนักคิด นักสร้างสรรค์ ที่ตั้งใจสร้างโลกของธุรกิจให้สามารถสร้างความยั่งยืนสำหรับอนาคตที่เป็นไปได้จริงๆ โดยให้บริการความรู้ การสนทนา การประชุม การจัดการแบรนด์ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับโลก ผ่านการทำงานร่วมกับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span id="more-20796"></span></p>
<p>และ <strong>เพื่อให้เกิดพัฒนาการเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน จึงได้ต่อยอดแนวคิด Regenerative Brand มาใช้ ขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนให้มีความสมบูรณ์ และลงลึกได้มากยิ่งขึ้น</strong> เพื่อ​สร้างความความต่อเนื่องเชื่อมโยงสถานการณ์ในปัจจุบันส่งต่อไปยังอนาคต ผ่านความพยายามฟื้นคืน สร้างมูลค่าให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อส่งมอบคุณค่าที่มากขึ้น และสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท้าทาย สามารถต้านทานและพลิกฟื้นสภาพที่เป็นอยู่ของโลก สังคม ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างดีขึ้น ​ซึ่งหากมีแบรนด์ใช้แนวทาง  Regenerative มากขึ้น จะช่วย​ฟื้นคืนสมดุลโลก สร้างอนาคตที่ทุกชีวิตทั้งคนและธรรมชาติมีความยั่งยืนร่วมกันได้อย่างแท้จริง</p>
<p>และในปี 2566 นี้ ทาง<strong> Sustainable Brand (</strong><strong>SB</strong><strong>)</strong><strong> THAILAND</strong> จัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ<strong> SB’23 BANGKOK CHANTHABURI: Regenerative Food, Regenerative Future ภายใต้ความร่วมมือกันของ</strong> <strong>SB ประเทศไทย</strong> <strong>และ</strong> <strong>SB ประเทศสเปน </strong>ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เป็นความร่วมมือระหว่าง SB ทั้ง 2 ประเทศ โดยในงานประชุมจะเต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะทำให้ทุกคนรู้จักกับแนวคิด <strong>Regenerative</strong> ผ่านหัวข้อใหญ่ 2 เรื่องที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาธุรกิจและศักยภาพของประเทศ นั่นคือเรื่อง <strong>Food System</strong> และ <strong>Placemaking </strong>ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเช่นเดียวกันที่มีการเจาะประเด็นทั้ง 2 เรื่องนี้อย่างลงลึก</p>
<p>ภายในงานจะจัดการเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ และลงมือทำการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (workshop) จริงที่ จ.จันทบุรี และจะนำกรณีศึกษาต่างๆ ระดับนานาชาติมาร่วมส่งต่อให้กับคนสร้างแบรนด์ นักธุรกิจ นักคิดและคนทั่วไปที่มีความใส่ใจให้ชวนกันลุกขึ้นมาเปลี่ยนสังคมด้วยการใช้วิธีการต่างๆ และการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เกิด regenerative future ได้เป็นจริงในประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20804 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/09/11.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>ดร. ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ</strong><strong> SB ประเทศไทย</strong> กล่าวถึงรายละเอียดว่า “งานประชุม SB’23 BANGKOK CHANTHABURI จะนำเสนองานประชุมที่ผสานการเรียนรู้ และ การปฏิบัติจริงบนพื้นที่จริง ที่.จันทบุรี โดยกิจกรรมในงานประชุมจะช่วยนำพาให้ทุกคนรู้จักกับแนวคิด Regenerative ผ่านระบบการเกษตร ระบบอาหาร (food system) และการฟื้นฟูและสร้างพื้นที่สร้างสถานที่ให้กลับมาสมบูรณ์ (placemaking) เพื่อให้เป็นระบบเชื่อมต่อที่จะผสานการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา (resilience) นำสิ่งที่หายไปกลับมา (restore) และสร้างอนาคตที่ทุกชีวิตทั้งคนและธรรมชาติมีความยั่งยืนร่วมกันได้อย่างจริงแท้ (regenerate) ทั้งในประเทศไทย และในโลกใบนี้</p>
<p>และเพราะประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นครัวและคลังอาหารของโลก และ<strong>จันทบุรีก็เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ หลากหลายทั้งในเรื่อง อาหาร วัตถุดิบการเกษตร และ สถานที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดกันอยู่</strong> ​จึงได้ทำการจัดงานครั้งนี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และจันทบุรี  เพื่อชวนทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยถึงความเป็นไปได้ และสิ่งที่ควรจะทำให้เกิดขึ้น ภายใต้วิถีแนวทางของ Regenerative ผ่านกิจกรรมที่คัดสรร โดยมีนักคิดระดับโลก 2 ท่าน คือ <strong>Marc Buckley</strong> และ<strong> Jenny Andersson</strong> มาร่วมแบ่งปันความรู้ พร้อมนำการทำเวิร์คช็อปด้วยตนเอง ในช่วงระหว่างวันที่ 3 &#8211; 5 พฤศจิกายน 2566</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20806 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/09/1.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับแนวคิด <strong>Regenerative คือ แนวคิดใหม่ที่ต่อยอดขึ้นไปจากความยั่งยืน (sustainability)</strong> เมื่อก่อนเราจะรู้ว่าหลักของความยั่งยืนหรือ sustainability เน้นไปที่หลัก <strong>3 Rs</strong> ได้แก่ <strong>Reuse</strong> นำกลับมาใช้ซ้ำ<strong> Reduce</strong> ลดการใช้สิ่งที่ย่อยสลายยากซึ่งอาจกลายเป็นภาระของโลกในระยะยาวนับพันปี เช่น พลาสติก และ <strong>Recycle</strong> การเปลี่ยนรูปแบบของที่เคยใช้แล้วผ่านกรรมวิธีให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประโยชน์ <strong>แต่สำหรับ</strong><strong> Regenerative จะให้คุณค่า ใส่ใจทั้งระบบที่เกื้อกูลกันให้กลับมา (Restore) ไม่ใช่แค่ยืดเวลาจากสิ่งที่มีอยู่ให้นานที่สุด แต่มองอย่างสัมพันธ์ และมองไปไกลถึงโลกอนาคต นำความอุดมสมบูรณ์กลับมา ไม่ใช่แค่ลดการใช้ แต่สร้างสิ่งที่เสียไปหรือหายไปให้กลับมาขยายตัวเพิ่ม เป็นโอกาสและทางออกที่สังคมและสิ่งแวดล้อมกำลังต้องการในตอนนี้</strong></p>
<p><em><strong>&#8220;</strong>เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเกิดขึ้นมาและหายไป เมื่อไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่เรื่องที่มีคุณค่าที่โดนมองข้าม บางครั้งเพียงแค่หันกลับไปมองและหยิบขึ้นมาเพื่อค้นหาว่าคุณค่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน อาจสร้างความมหัศจรรย์ให้กับคนในยุคนี้และยุคต่อไปได้ เฉกเช่นคุณอาจคิดว่าแพลงตอน เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญจนพบว่าแพลงตอนเหล่านี้มีคุณค่ากับโลกใต้น้ำมากแค่ไหน ถ้าคุณไม่เห็นระบบที่เอื้อและเกื้อกูลต่อกัน คุณจะไม่สามารถฟื้นอะไรขึ้นมาได้จากฐานรากได้เลย เพียงเพราะสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในระบบชีวิตของเรา ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่สำคัญในระบบของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และโลกด้วย เพราะสุดท้ายแล้วแบรนด์ของคุณจะไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ให้ผู้บริโภคนึกถึง แต่การค้นพบถึงคุณค่าของแบรนด์จากแก่นข้างในสามารถเปลี่ยนโลกของคนทำแบรนด์และผู้คนที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด รวมทั้งต่อให้เจออีกกี่วิกฤต เราก็จะกลับมาเข้มแข็ง (resilience) และพร้อมจะฟื้นฟูคุณค่าของทุกสิ่งที่สำคัญ ที่สัมพันธ์กับทุกชีวิตและธรรมชาติให้เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างงดงามเสมอและตลอดไป”</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20805 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/09/14.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>ด้าน <strong>คุณมาร์ค บัคลีย์</strong><strong> (Marc Buckley)</strong> นักคิดและนักปฏิบัติการด้านอาหารและตัวแทนความยั่งยืนจาก UN SDG กล่าวเสริมว่า หากเราไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของเรา เราจะไม่สามารถย้ายข้ามผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ เพราะมนุษย์เราได้เดินทางผ่านไปหลายยุคของอารยธรรมแล้ว บางสิ่งบางอย่างก็สูญพันธ์ไปตามกาลเวลา และกาลเวลาก็คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่นำไปสู่ความล่มสลายของอีกหลายอารยธรรมด้วย และเมื่อการปฏิวัติทางดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงมนุษย์และโลก มันทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปด้วย ย้อนกลับไป 7 ปีที่แล้ว มนุษย์ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืน และเราพบว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงต่อชีววิทยามากเกินกว่าที่เราจะคิดออก คิดได้ ดังนั้นเมื่อเราประสานการใช้เทคโนโลยีกับระบบชีวิต และธรรมชาติอย่างเคารพในวิถีของทุกสิ่งภายใต้แนวคิด regenerative ผลลัพธ์ที่เราได้รับจะเป็นผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบที่สุดยอด (super exponential)</p>
<p>สำหรับรายละเอียดกิจกรรมในงาน <strong> SB’23 BANGKOK CHANTHABURI: Regenerative Food, Regenerative Future </strong>จะเริ่มต้นในวั​นที่ 3 พ.ย. 2566 ที่โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ เพลินจิต ตั้งแต่ 8.30 &#8211; 17.30 น. เพื่อร่วมเรียนรู้ พูดคุย และแลกเปลี่ยน กับนักคิดและนักปฏิบัติกาและทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิดและการสร้าง Regenerative ระดับโลก อาทิ Marc Buckley, Jenny Andersson, Sandra Pina และ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ที่จะนำเสนอ ส่งตรงแนวคิดแนวปฏิบัติจากตัวอย่างจริง เพื่อให้ทุกท่านที่ข้าร่วมงานได้ร่วมกันค้นพบคำตอบว่า ทำไมความยั่งยืนจึงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว พร้อมตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องความยั่งยืน มาร่วมตั้งคำถามและหาคำตอบ รวมทั้งเรียนรู้​กรณีศึกษาจริงในเรื่อง regenerative ของโลก เพื่อค้นหาวิธีการดำเนินการสร้าง Regenerative เกิดขึ้นเป็นจริงได้ในการสร้างแบรนด์ สร้างธุรกิจ และ ดำเนินชีวิต</p>
<p>ส่วนในวันที่ 4 &#8211; 5 พ.ย. 2566 จะเป็นการลงพื้นที่เพื่อไปศึกษาวิธีปฏิบัติงานจริงใน​ จ.จันทบุรี ทั้งที่ <strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี</strong>: The Regenerative Dinner – The Lost Recipe ผ่านบรรยากาศมื้ออาหารค่ำของรสจันท์ที่จางหายภายใต้แนวคิดการกู้คืนสูตรตำหรับอาหารเมืองจันทน์ที่แท้จริงให้ฟื้นกลับคืนมา <strong>“Herb &#8211; Heritage &#8211; Hope”</strong> ​ พร้อมด้วย​ <strong>สุธีร์ ออร์แกนิกฟาร์ม จันทบุรี</strong>: The Regenerative Food &amp; The Regenerative Placemaking ร่วมทำกิจกรรม workshop จาก 2 หัวข้อ ได้แก่ The Regenerative Food และ The Regenerative Placemaking  เรียนรู้แนวคิด Regenerative ไปใช้จริงในระบบเกษตร และ อาหาร และระบบการฟื้นฟูเมืองที่ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการกอบกู้ชีวิตและเสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองจันท์ให้กลับมาอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวของวัตถุดิบหลักของจันทบุรี คือ พริกไทย และกระวาน พืชสำคัญของประเทศไทย ที่อุดมคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และแง่มุมประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันพืชสำคัญสองชนิดนี้กำลังจางหายไป มาร่วมตั้งคำถามและหาคำตอบกับคนจันทบุรีว่าจะฟื้นคืนคุณค่าให้กลับมาได้อย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20807 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2023/09/8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>สำหรับผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าร่วมงานได้ที่ <a href="http://www.sbthailand.com" target="_blank" rel="noopener">www.sbthailand.com</a> หรือติดต่อคุณดรุณี โทร. 081-817-0453 เวลา 09.00 &#8211; 18.00 น. ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2566 ราคาบัตรเข้าร่วมทุกกิจกรรม เริ่มต้นที่ 30,000 บาท (EARLY BIRD สำหรับทุกกิจกรรม เพียง 27,000 บาท)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/09/sb23-bangkok-chanthaburi-regenerative-food-regenerative-future/">SB ประเทศไทย ชูแนวคิด Regenerative ต่อยอดพัฒนาการ ‘ขั้นกว่า’ เรื่องความยั่งยืน ​เดินหน้าจัดงาน SB’23 BANGKOK CHANTHABURI Regenerative Food, Regenerative Future ร่วมฟื้นคืนสมดุลโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
