โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ก้าวสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินงาน พร้อมยกระดับทิศทาง มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) ด้วยการบูรณาการมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมที่ ยั่งยืนในระยะยาว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ‘เซ็นทรัล ทำ’ ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทาง CSV (Creating Shared Value) เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ มาช่วยแก้ไขและตอบโจทย์ความต้องการทางสังคม โดยมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก ประกอบด้วย Community : การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้และต่อยอดสู่ท่องเที่ยวยั่งยืน, Inclusion : ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม, Talent : การดูแลและพัฒนาศักยภาพให้บุคลากร, Circularity : ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน, Climate : ฟื้นฟูสภาพอากาศ ร่วมแก้วิกฤตโลกร้อน และ Nature : ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ดูแลระบบนิเวศและความหลากหลายทางธรรมชาติ

ยกระดับการขับเคลื่อน สู่การพัฒนาแบบองค์รวมในระดับพื้นที่
คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ให้ข้อมูล Positive Impact หรือผลกระทบเชิงบวก จากการขับเคลื่อน ‘เซ็นทรัล ทำ‘ มาอย่างต่อเนื่องว่า สามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าร่วมทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นในทุกปี โดยสามารถสรุปผลการขับเคลื่อนโครงการจนถึงสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา แต่ละมิติ ได้ต่อไปนี้
– Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
– Inclusion (ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม) สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ
– Talent & Human Capital Development (พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์) กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

– Circular Economy & Waste Management (ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ) และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน
– Climate Action (ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน) ได้มีการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน
– Nature ได้ขับเคลื่อนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“สำหรับ การขับเคลื่อน ‘เซ็นทรัล ทำ’ ในปี 2569 นี้ ได้ยกระดับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนมาสู่ ‘การพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม’ หรือ Holistic Shared Value Ecosystem เพื่อต่อยอดการทำงานระหว่างเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ และสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างบูรณาการเพื่อการพัฒนาที่รอบด้านและครอบคลุมได้มากขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก 13 ชุมชนต้นแบบ ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคท่ัวประเทศ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ชัยภูมิ สกลนคร สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี ตรัง สมุทรปราการ และอยุธยา ในการต่อยอดโมเดลการพัฒนาที่เป็น Best Practice ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต”

สร้างคุณค่าร่วมผ่าน 8 มิติ เชื่อมโยงการพัฒนาทั้งระบบนิเวศ
แนวทางการพัฒนาชุมชนตามหลัก Holistic Shared Value Ecosystem จะเป็นการบูรณาการทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะมีแกนในการขับเคลื่อนครอบคลุมใน 8 ด้าน ต่อไปนี้
1. พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ : บูรณาการการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งหลักสูตร STEM ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน อาชีวศึกษา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการพัฒนา ‘โค้ชครู’ และการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตให้เด็กและเยาวชนพร้อมขยายโอกาสการมีงานทำและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมเพื่อบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร สร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาว
2. พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน : ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนในการแข่งขันทางการตลาด สนับสนุนการเข้าถึงช่องทาง Modern Trade และการขยายตลาดใหม่ โดยมุ่งพัฒนาอาคารและสถานที่ผลิตที่ตอบโจทย์คุณภาพ ความปลอดภัย และความต้องการของตลาดในระยะยาว

3. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ : ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในเชิงองค์รวม ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพด้านอาชีพ รายได้ และการบริหารจัดการชุมชน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ลดการพึ่งพิง และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว
4. เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแบรนด์สู่สากล : พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีอัตลักษณ์ โดดเด่น และได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับใน ระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชุมชน
5. ศูนย์การเรียนรู้ และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค : ผลักดันให้ชุมชนต้นแบบสามารถเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน รองรับการอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อขยายผลการพัฒนาไปยังทุกภูมิภาคอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
6. ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน : ต่อยอดศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไทย ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว

7. มุ่งสู่ชุมชนยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ : ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนจากทุกกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่การเกษตรคาร์บอนต่ำด้วยแนวคิดไบโอชาร์ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
8. การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่ ZERO WASTE : พัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อลดปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มธุรกิจ พนักงาน และชุมชน ในการคัดแยก ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล มุ่งสู่เป้าหมาย ZERO WASTE อย่างเป็นรูปธรรม
นำร่อง บ้านเทพพนา ชัยภูมิ ‘แหล่งปลูกอะโวคาโดคาร์บอนต่ำ’
สำหรับการขับเคลื่อนตามกลยุทธ์ Holistic Shared Value Ecosystem ได้ยกโครงการพัฒนาพื้นที่นำร่องของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สู่การเกษตรคาร์บอนต่ำ

‘วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา’ เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล
นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน

ไบโอชาร์ หรือ ถ่านชีวภาพ มีโครงสร้างรูพรุนเพื่อช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น รวมทั้งฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยังตอบโจทย์การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
ส่วน การจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต
ปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ

ต่อยอดพื้นที่เกษตร สู่ศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน
การพัฒนาพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตร เท่านั้น แต่ยังขยายผล ยกระดับสู่การท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ
โดย เซ็นทรัล ทำ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน พร้อมพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

“เซ็นทรัล ทำ ร่วมพัฒนาพื้นที่สวนเทพพนา สู่การเป็นทั้งศูนย์เรียนรู้การปลูกอะโวคาโด และการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ พร้อมจุดขายสำคัญของพื้นที่ จากการมีธรรมชาติสวยงาม ทั้งกิจกรรมดูดาว และเดินป่า รวมทั้งการมีส่วนเข้ามาช่วยฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ตามแนวทาง Green Restoration & Low-carbon Model จากป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล โดยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน สามารถฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวได้แล้ว 6,500 ไร่ ทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม การอนุรรักษ์ป่า และฟื้นฟูปัญหาดินเสื่อมโทรม มลภาวะจากการเผา และปัญหา PM 2.5 พร้อมส่งเสริมการเพิ่มรายได้ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ผ่านการดำเนินงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อการพัฒนา ‘ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา’ เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน จนสามารถพัฒนาพื้นที่เป็น ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้เกษตรกรในเครือข่าย พร้อมสร้าง เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เป็นกลไกสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้ชุมชน “
ทั้งนี้ ชุมชนบ้านเทพนา มีแผนขยายพื้นที่ฟื้นฟูเพิ่มเติมอีก 5,000 ไร่ ภายในปี 2030 รวมถึงจัดทำ ‘แผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ’ และยกระดับแนวทางพัฒนาป่าชุมชนสู่การขึ้นทะเบียนและพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ต่อไป พร้อมทั้งมิติทางสังคม ที่ได้เข้าไปพัฒนาด้านการศึกษา ดูและเด็ก เยาวชน รวมทั้งการจ้างงานคนพิการในพื้นที่ในการดูแลสวน โดยได้ยกระดับโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ โดยปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรม

ในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
“กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง ‘คุณค่าร่วม’ ให้ทุกภาคส่วน ผ่านการยกระดับศักยภาพของชุมชน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ ด้วยความเชื่อว่า หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน“
การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน และ Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน ที่สำคัญยังสามารถขยายผลได้ทั้งระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

โมเดล Holistic Shared Value Ecosystem ที่เน้นการขับเคลื่อนการพัฒนา 8 มิติในระดับพื้นที่ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดผลลัพธ์ที่แข็งแรงในระยะยาว เติบโตเคียงข้างชุมชนในทุกช่วงเวลา พร้อมวางรากฐานการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ขยายผลได้ และสนับสนุนให้ชุมชนไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน






