Green Hydrogen หรือ ‘ไฮโดรเจน’ ที่ได้จากทรัพยากรหมุนเวียน มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศและธุรกิจบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก
ทิศทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีไฮโดรเจนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเทศต่างๆ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน
อาทิ สหภาพยุโรป ประกาศแผนการลงทุนกว่า 4 แสนล้านยูโร เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายในปี 2030 ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งปรับปรุงแผนงานด้านไฮโดรเจน โดยมุ่งเน้นศักยภาพการผลิตทั้งภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำหรับมูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้าน USD และคาดว่าจะภายในปี 2035 จะเติบโตแตะ 6 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.73% ต่อปี
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าครองส่วนแบ่งสูงสุดของตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาด 36% ในปี 2025 หรือกว่า 1 ใน 3
ขณะที่มูลค่าตลาดไฮโดรเจนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ในปี 2025 อยู่ที่ 1.0 แสนล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2035 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 2.2 แสนล้าน USD หรือมีอัตราโตเฉลี่ย 7.91% ต่อปี
พร้อมตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดไฮโดรเจนทั้งระดับโลก และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
- ปี 2025 มูลค่าตลาดโลก = 2.82 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.01 แสนล้าน USD
- ปี 2026 มูลค่าตลาดโลก = 3.04 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.09 แสนล้าน USD
- ปี 2027 มูลค่าตลาดโลก = 3.28 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.18 แสนล้าน USD
- ปี 2028 มูลค่าตลาดโลก = 3.54 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.27 แสนล้าน USD
- ปี 2029 มูลค่าตลาดโลก = 3.81 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.37 แสนล้าน USD
- ปี 2030 มูลค่าตลาดโลก = 4.11 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.48 แสนล้าน USD
- ปี 2031 มูลค่าตลาดโลก = 4.44 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.59 แสนล้าน USD
- ปี 2032 มูลค่าตลาดโลก = 4.78 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.72 แสนล้าน USD
- ปี 2033 มูลค่าตลาดโลก = 5.16 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 1.85 แสนล้าน USD
- ปี 2034 มูลค่าตลาดโลก = 5.56 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.03 แสนล้าน USD
- ปี 2035 มูลค่าตลาดโลก = 5.94 แสนล้าน USD, ตลาดเอเชียแปซิฟิก = 2.12 แสนล้าน USD
ด้านปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของตลาดไฮโดรเจน ประกอบด้วย
1. กระแสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2. ความต้องการแหล่งพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น
3. การพัฒนารถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน
4. ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม เช่น การผลิคแอมโมเนีย เหล็ก และการกลั่น
5. แรงจูงใจจากภาครัฐทั่วโลก ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยพัฒนา และส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ที่มา : Precedence Research






