จากจุดเริ่มต้นในปี 2567 เมื่อ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ริเริ่มโครงการ ‘EGAT Green i’ เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมสีเขียว ที่มีส่วนช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการสร้างสรรค์จนเติบโตเข้าสู่ปีที่ 3 พร้อมยกระดับโครงการจากการนำเสนอไอเดียบนแผ่นกระดาษสู่การพัฒนาเป็นโครงการต้นแบบเพื่อสามารถนำไอเดียเหล่านี้ ไปสู่การดำเนินงานจริงและสามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการขับเคลื่อน โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 : Green Innovation for ESG & Circular Future ได้ขยายกรอบการนำเสนอไอเดียผ่าน 2 กลุ่มนวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ Circular Innovation และ Sustainable Concrete เพื่อยกระดับไอเดียผลงาน พัฒนาเป็นโครงการต้นแบบ เพื่อเชื่อมโยงสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ธุรกิจสีเขียว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ
คุณนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 จึงให้ความสำคัญในการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“จุดประสงค์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อมุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์เป้าหมาย ESG และการขับเคลื่อนองค์กรสู่ Carbon Neuttral ของ กฟผ. เพื่อสามารถต่อยอดการใช้งานจริงทั้งมิติ Process, Prodict & Service และ Business Innovation ผ่านการเพิ่มมูลค่าทรัพยาการตามแนวทาง Circularity ด้วยการนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้า (By-product) มาบูรณาการร่วมกับวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการพัฒนามาตรฐานและการตลาด และขยายความร่วมมือเพื่อมุ่งสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมสีเขียวที่เข้มแข็งและยั่งยืน รวมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ Green Innovation ของ กฟผ. ผ่านการบูรณาการภายในห่วงโซ่นวัตกรรม ตั้งแต่การสร้างแนวคิด การพัฒนาและทดสอบต้นแบบ ไปจนถึงการต่อยอดทั้งในเชิงปฏิบัติการและในระดับอุตสาหกรรม”
นอกจากนี้ โครงการในปีนี้ยัง ได้เพิ่มความท้าทายมากขึ้น ทั้งจากโจทย์สำคัญที่มุ่งพัฒนามาตลอดทั้ง 2 ปี อย่างการเฟ้นหานวัตกรรมด้าน Circular Innovation Challenge โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้
รวมทั้งกลุ่ม Sustainable Concrete ที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้ เพื่อเน้นการพัฒนานวัตกรรมลดคาร์บอนในกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตและซีเมนต์ จากการนำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. หรือ By-product มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ ผ่านเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ AAM (Alkali-Activated Materials) เพื่อลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ หรือการก่อสร้างอาคารตามมาตรฐาน Leed หรือ Green Bulding รวมทั้งการเพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นทางเลือกให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ตามมาตรฐาน Green Procurement เป็นต้น

คุณปิยะนันท์ ชูฤทธิ์ หัวหน้ากองธุรกิจนวัตกรรมวัตถุพลอยได้ ฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. มีวัตถุพลอยได้ (By-product) ที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ ยิปซัมสังเคราะห์ รวมทั้งฮิวมิค (Humic) โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้มีการขับเคลื่อนโครงการภายใน เพื่อนำ By-porduct ต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ อาทิ การนำเถ้าลอย และเถ้าหนักมาทำเป็นถนนคอนกรีตทดแทนการใช้ซิเมนต์ หรือการนำสารอินทรีย์อย่างฮิวมิค ไปทำเป็นสารปรับปรุงดิน เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าฟ้าแม่เมาะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมระหว่าง กฟผ. และชุมชนโดยรอบได้อีกทางหนึ่ง โดยตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้
“กฟผ. ยังมีแผนต่อยอดการสร้างคุณค่าจาก By-procucts ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนต่อเนื่อง โดยได้ลงนาม MOU ความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศญี่ปุ่น ในโครงการใช้ประโยชน์จากยิปซัมสังเคราะห์เพื่อดักจับคาร์บอนและนำไปใช้ประโยชน์ (CCUS) สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเป็น Negative Carbon โดยอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาร่วมกันโดยคาดว่าภายในปีหน้าจะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น”
ด้าน คุณนิลภา แพมณี หัวหน้ากองส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อม กฟผ. กล่าวถึงเป้าหมายการขับเคลื่อนดด้านความยั่งยืนของ กฟผ. ผ่านการดำเนินงานตามกรอบ ESG และ SDGs เพื่อสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ครบทุกมิติอย่างรอบด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า (INtensity) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าลดลงจากฐานในปี 2021 ลงอีก 30% ภายในปี 2030 พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางและแผนแม่บทด้านการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP (Power Development Plan) ของประเทศที่จะมีออกมาในอนาตค

ขณะที่การขับเคลื่อน โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 : Green Innovation for ESG & Circular Future ของ กฟผ. ร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์
โดยมี คุณศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และ คุณทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG
ภายในงานยังมีการเสวนา GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่ถอสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป






