ExperienceTop StoriesTrending

SCGC ผนึกภาคีเครือข่ายสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’ ระดับชุมชน ต่อยอดโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ ขยายผลต้นแบบการจัดการน้ำยั่งยืนทั่วประเทศ

SCGC สานพลังชุมชนและภาคีเครือข่าย เปิดมุมมองการสร้าง 'ภูมิคุ้มกันน้ำ' ระดับชุมชน เพื่อสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เกือบ 2 ทศวรรษ ที่ ‘เอสซีจี เคมิคอลส์’ (SCGC) ผนึกกำลังร่วมกับชุมชนตำบลแกลง จ.ระยอง  รวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมขับเคลื่อน ‘โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาและการบริหารจัดการน้ำชุมชน’ ผ่านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2550

ความร่วมมือดังกล่าวช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดาที่เคยอยู่ในภาวะ วิกฤต ทั้งจากปัญหาความแห้งแล้งและไฟป่า ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น เพียงพอสำหรับการนำไปใช้ในด้านการเกษตร รวมทั้งต่อยอดไปสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้จากการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชนบ้านมาบจันทร์อย่างต่อเนื่อง มาพัฒนาเป็น ‘โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้’ ซึ่งได้แก่ สร้างคน สร้างกติกา เก็บน้ำ และเก็บข้อมูล ก่อนต่อยอด ความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำ และส่งต่อ ความอุดมสมบูรณ์​จากพื้นที่ป่าต้นน้ำ มายังพื้นที่ราบที่อยู่ปลายน้ำอย่างบ้านหัวทุ่ง ขยายผลโมเดลความสำเร็จ ในการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’ (Water Resilience) ให้ชุมชนใกล้เคียงสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน และเป็นแนวทางสำหรับขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ  ใน จ.ระยอง และพื้นที่อื่น ๆ ​ทั่วประเทศได้ในอนาคต

ใช้​ ‘ธรรมชาติ’ ฟื้นฟู ‘ธรรมชาติ’ 

ปัจจุบันพื้นที่ป่าต้นน้ำ​เขายายดา​กลับมามีระบบนิเวศที่สมบูรณ์อีกครั้งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าโครงการ โดยช่วงปี 2530 พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่สัมปทานป่าไม้ จัดได้ว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และการเกิดไฟป่าบ่อยครั้งทำให้พื้นที่ป่าเสียหายและมีสภาพ ไม่แตกต่างจากเขาหัวโล้น สูญเสียความสามารถในการดูดซับน้ำตามธรรมชาติ เวลาฝนตกก็มีเกิดปัญหาน้ำหลาก น้ำท่วม หน้าแล้งก็ขาดแคลนน้ำ กระทบการเพาะปลูกและรายได้ครัวเรือนของเกษตรกร รวมทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ​ เนื่องจาก จ.ระยอง ถือเป็น​พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ​ของประเทศ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งปลูกทุเรียน ผลไม้ส่งออก​มูลค่าสูงของประเทศอีกแห่งหนึ่งด้วยเช่นกัน

ความสำเร็จในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดาเริ่มจากการดำเนิน โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการสร้างฝายชะลอน้ำ ตั้งแต่ปี 2550 โดย SCGC ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและชุมชนในพื้นที่

สำหรับกระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติด้วยฝายชะลอน้ำนั้นทำ​ผ่านการนำหินที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรืออยู่ในแหล่งน้ำอยู่แล้ว นำมาทำเป็นฝายตามหลักวิชาการทั้งขนาด ความสูง หรือความลาดเอียง ไปจนถึงการไล่ระดับของฝายในแต่ละชั้น เพื่อสามารถชะลอความเร็วและความแรงในการไหลของน้ำลงได้อย่างน้อย 40% ประกอบกับช่วยสร้างให้เกิดแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ในบริเวณฝายได้เพิ่มเติม ​ทำให้ช่วยเติมน้ำต้นทุนใต้ดิน ควบคู่กับการปลูกพืชคลุมดินเพิ่มเติมเพื่อดูดซับน้ำได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อดินในป่าจากการสะสมกันของตะกอนน้ำในฝาย และเศษใบไม้ที่ทับถมกันจนกลาย เป็นดิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำไว้ในดินได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ในช่วงหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ก็จะมีน้ำต้นทุน ใต้ดินมา​ชดเชย จึงทำให้ในพื้นที่มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี

เปลี่ยนป่าเสื่อมโทรม เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ​​

สำหรับการ​​ฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา SCGC ได้ดำเนินโครงการร่วมกับชุมชน หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และจิตอาสา​ ผ่านการซ่อมและสร้างฝายชะลอน้ำอย่างต่อเนื่องมากว่า 19 ปี ปัจจุบันสร้างฝายไปแล้วรวมกว่า 7,600 ฝาย ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของป่าในพื้นที่ ซึ่งผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนนี้ ทำให้ป่าต้นน้ำเขายายดา เปลี่ยนจากพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและแห้งแล้งกลายเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาการเกิดไฟป่า กลายเป็นป่าต้นน้ำสำคัญที่ช่วยสร้าง​ผลผลิตน้ำท่าในลำธารได้กว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี​

รวมทั้งจากการติดตามและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องพบว่า ​พื้นที่มีพรรณไม้ 120 ชนิด และสัตว์ป่า 123 ชนิด​ นอกจากนี้ยังช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนการฟื้นตัวของระบบนิเวศควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

นอกจากนี้  การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบยังสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าการมีน้ำใช้ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรรอบเขายายดา โดยมี ผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี​ พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สะท้อนการ​เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน และผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นในทุกมิติรอบด้าน ที่ต่อยอด​​ความสำเร็จจากการบิหารจัดการน้ำในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขับเคลื่อนโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’

คุณน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์น้ำในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุจึงค่อยหาทางแก้ไขเป็นวาระ ๆ ไป แต่ การจัดการวิกฤตการณ์ด้านน้ำอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันน้ำระดับชุมชน โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างให้ชุมชน ในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา

การขับเคลื่อน ‘โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา’ จึงนับเป็นการสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สามารถต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ที่เผชิญวิกฤตด้านน้ำ เพื่อให้ชุมชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง พร้อมเสริมสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้สามารถวางแผน รับมือ และปรับตัวต่อความเสี่ยง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วทวีความรุนแรงขึ้น

โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา เน้นการ​สร้างภูมิคุ้มกันน้ำในระดับชุมชน โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างให้ชุมชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคาดการณ์​​ก่อนที่ปัญหาจะเกิด ซึ่ง SCGC ได้ถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย  เกิดเป็นโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้และแนวทาง​ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ ประกอบด้วย สร้างคน เพื่อให้คนในชุมชนมีความรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งสร้างแนวร่วมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นได้แบบรุ่นสู่รุ่น สร้างกติกา ผ่านการสร้างข้อตกลงในการใช้น้ำร่วมกันอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องทั้งในเวลาปกติ หรือในช่วงเกิดวิกฤต

ส่วน 2 เก็บ เริ่มจาก เก็บน้ำ การพัฒนาระบบให้สามารถ​จัดเก็บน้ำต้นทุนได้เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้มีทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน รวมทั้งสามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือ เก็บข้อมูล เพื่อให้รู้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ และปริมาณความต้องการใช้น้ำ เพื่อนำไปประเมินและวางแผนการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันรวมทั้งคาดการณ์ปัญหาในอนาคตได้ โดยข้อมูลที่ได้จากแต่ละพื้นที่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต้องทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง การวางระบบการจัดการน้ำให้เกิดการเชื่อมโยงเชื่อมต่อในระดับบ้าน ชุมชน ตำบล และเมือง จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โดยทาง สสน. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบทางน้ำเพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งสายจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถ รู้สถานการณ์ วางแผน และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นได้ในอนาคต” 

ขยายผลสร้าง ‘​ภูมิคุ้มกันน้ำ’ อย่างบูรณาการ  

เป้าหมายการพัฒนา​​​โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาให้กลายเป็น พื้นที่ต้นแบบ’ เพื่อสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ  เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อสามารถ​นำร่องการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้กับ​พื้นที่เกษตรชุมชนบ้านหัวทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบที่อยู่ปลายน้ำของ จ.ระยอง รวมทั้งการพัฒนาทั้งองค์ความรู้ และเครื่องมือในการช่วยเก็บข้อมูล และวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ต่อยอดการบริหารจัดการได้เพิ่มมากขึ้น

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญสถานการณ์น้ำที่ผันผวนมากขึ้น ทั้งภาวะน้ำมากเกินไปและน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจาก การรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย (Reactive) ไปสู่การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า (Proactive) โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง ซึ่งสิ่งสำคัญคือ การเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นตามบริบทในแต่ละพื้นที่อย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถนำองค์ความรู้ และเครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ไปช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ​

สสน. เชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ​เพื่อ​พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์มไทยวอเตอร์ (ThaiWater) รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อสนับสนุนให้แต่ละจังหวัดนำข้อมูลไปใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ โดยหัวใจสำคัญคือ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตั้งแต่การรู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการน้ำของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับมือในระยะยาว สะท้อนความสำเร็จจากความร่วมมือในการทำด้วยกัน และทำให้ทุกคนสามารถชนะไปด้วยกันได้ในที่สุด”

กำนันวันดี อินทรพรม ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง กล่าวว่า​ หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน ตามโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ ทำให้ปัจจุบันชุมชนมีทั้งความรู้ มีข้อมูล มีกติกา และความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำภายในชุมชน ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาภายในชุมชนเท่านั้น แต่ยังต่อยอดให้บ้านมาบจันทร์กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อสามารถเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้​ด้านการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ให้แก่เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ ​รวมทั้ง​ชุมชนอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ต่อไป​

หลังจากมีน้ำ ทำให้ชุมชนสามารถต่อยอดการพัฒนามาสู่มิติอื่นๆ ได้มากขึ้น ทั้งการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่หลากหลาย จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สร้างทั้งอัตลักษณ์และรายได้ให้ชุมชนได้มากขึ้น รวมทั้งการมีทักษะในการพัฒนาต่อยอด​​การสร้างตลาดผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะการช่วยดึงดูดให้กลุ่มเยาวนและคนรุ่นใหม่ ​สามารถอยู่ในพื้นที่เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดูแลพัฒนาท้องถิ่น และสานต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง” 

ด้าน​ คุณบุญเลิศ อนันตภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง จ.ระยอง ตัวแทนชุมชนบ้านหัวทุ่ง กล่าวว่า บ้านหัวทุ่ง ได้ต่อยอดองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำตามโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ มาปรับใช้ โดยมี SCGC สสน. และชุมชนบ้านมาบจันทร์ ​ร่วม​เป็นพี่เลี้ยง ​​ ซึ่งจากเดิม​บ้านหัวทุ่งเคยทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำฝน จากธรรมชาติเป็นหลัก แต่จากการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ รวมทั้งการที่ SCGC เข้าไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำในพื้นที่ ผ่านการซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำ ร่วมกัน ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บและกระจายน้ำได้ดีขึ้น

ปัจจุบันเกษตรกรบ้านหัวทุ่งมีปริมาณน้ำ​มากเพียงพอ สำหรับการวางแผนเพาะปลูกในพื้นที่​​​ โดยเป็นการทำนาปรังประมาณ 60 ไร่ และ​พื้นที่การเกษตรอื่น ๆ ​อีกราว 300 ไร่ ​​มีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน รวมทั้งเกษตรกร​ยังสร้างตลาด​เอง จากการ​เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ได้โดยตรง ​​ไม่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้มีรายได้​​และคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยขณะนี้กำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ พัฒนาแผนน้ำตำบล 3 ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต” 

ทั้งหมดนี้ สะท้อนความสำเร็จแนวทางการสร้าง ภูมิคุ้มกันน้ำ’ ภายใต้ความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่าง SCGC ชุมชน หน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสามารถวางแผน รับมือ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงการมีน้ำเพียงพอ แต่คือการสร้าง คน ความรู้ ข้อมูล และระบบบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนสามารถวางแผนและจัดการทรัพยากรน้ำได้ด้วยตนเอง และพร้อมส่งต่อองค์ความรู้จากชุมชนสู่ชุมชน สร้างเยาวชนรุ่นใหม่ สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่กับการฟื้นฟูธรรมชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน