ปัจจุบัน ประเทศไทยมี ‘ขยะอาหาร’ โดยรวมกว่า 12 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็น ‘อาหารส่วนเกิน’ กว่า 4 ล้านตัน
โดยปัจจุบันสามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินกลับมาสร้างประโยชน์ได้เพียง 2,000 ตัน หรือราว 0.05% เท่านั้น
ทำความรู้จัก ‘อาหารส่วนเกิน’ (Surplus Food)
– อาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ไม่ใช่ ขยะอาหาร (Food Waste) แต่หากจัดการไม่ดี จะกลายเป็น ‘ขยะอาหาร’ ในที่สุด
– อาหารส่วนเกินยังกินได้ ปลอดภัย มีคุณค่าโภชนาการ นำไปบริโภคหรือปรุงเป็นเมนูใหม่ได้ แต่ขายไม่ได้ เพราะหน้าตาไม่สวย ใกล้หมดอายุ หรือหมดเวลาขาย
– อาหารส่วนเกิน มักอยู่ในกระบวนการผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พบได้ทั้งในโรงแรม โรงงาน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า ตลาดสด หรือฟาร์มเกษตรกร
ทำไมต้องกอบกู้อาหารส่วนเกิน
1. ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก : ขยะอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจก สัดส่วน 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และนับเป็นสาเหตุอันดับ 3 ของปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ซึ่งทำให้โลกร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้หลายเท่า
2. ลดการสูญเสียทรัพยากร : ในกระบวนการผลิตอาหาร จำเป็นต้องใช้ทั้งน้ำ พลังงาน พื้นที่การเกษตร และแรงงาน แต่หากทิ้งให้กลายเป็นขยะอาหาร ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะสูญเปล่าในที่สุด
3. ลดปริมาณขยะในหลุมฝังกลบ : ขยะอาหารเพิ่มปัญหาขยะล้นในหลุมฝังกลบ เพิ่มต้นทุนการจัดการขยะให้กับท้องถิ่นในอนาคต
4. ความไม่มั่นคงทางอาหาร : ลดความไม่เท่าเทียมการเข้าถึงอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร
5. ค่าใช้จ่าย + ภาพลักษณ์แบรนด์ : ปัญหาขยะอาหาร ทำให้ภาคธุรกิจต้องเสียเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการ รวมทั้งอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ จึงควรให้ความสำคัญในการป้องกัน และบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทาง ‘ลดช่องว่าง’ อาหารส่วนเกินในประเทศไทย
1. สนับสนุนความร่วมมือ เครือข่าย และเครื่องมือ ‘บริจาคอาหารส่วนเกิน’ ภายในระบบนิเวศ
2. ส่งเสริมมุมมองและทัศนคติเพื่อเห็นคุณค่าแทนภาระ เปลี่ยนจากการกำจัด เป็นการส่งต่อ
3. การเดินหน้าเพื่อลดกำแพง หรือเพิ่มแรงจูงใจ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการบริจาคอาหารให้มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ
การบริจาคอาหารส่วนเกิน องค์กรได้อะไร ?
1. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ : ด้วยการลดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ช่วยลดภาระและต้นทุนในกระบวนการจัดการขยะ
2. สนับสนุนการรายงานด้าน ESG : โดยปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูล ประกอบการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ SCOPE 3
3. ต่อยอดกิจกรรม CSR : ด้วยการนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วมาสร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม
4. เสริมสร้างภาพลักษณ์ความยั่งยืน : สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสําคัญ
5. ได้รับ Carbon Credit : จากการลดขยะอาหารภายใต้ระเบียบวิธีของโครงการ TVER
6. สร้างความภาคภูมิใจให้แก่พนักงาน : เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการส่งต่อทรัพยากร
ที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม






