‘มหาสมุทร’ ทำหน้าที่เสมือนแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (natural carbon sink) คอยควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศสู่มหาสมุทร นับเป็นส่วนหนึ่งในกลไกของวัฏจักรคาร์บอน (carbon cycle) โดยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศมากถึงประมาณ 30%
เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจบทบาทของแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในมหาสมุทรได้ดียิ่งขึ้น ทีมนักวิทยาศาสตร์วิจัยของ สำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation: CSIRO) ได้ส่งเรือเล็กไร้คนขับออกสำรวจมหาสมุทรใต้อันกว้างใหญ่ระยะทางกว่า 22,000 กิโลเมตร รอบทวีปแอนตาร์กติกา ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคาร์บอนไดออกไซด์ในมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยใช้ระยะเวลาเดินทางกว่า 7 – 9 เดือนเลยทีเดียว

Cr : The Guardian อ้างอิง CSIRO
เรือเล็กสีส้มจาก ‘Saildrone’ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และลม
สำหรับเจ้าเรือสำรวจไร้คนขับสีส้ม ขนาด 7 เมตร รูปทรงคล้ายเรือคายัคลำนี้ ถูกผลิตโดยบริษัทเดินเรือของสหรัฐฯ ‘เซลโดรน’ (Saildrone) มันถูกออกแบบมาให้ทนต่อการเผชิญหน้ากับความท้าทายกลางมหาสมุทร ไม่ว่าจะคลื่นสูง อุณหภูมิเยือกแข็ง ลมแรง ด้วยกระดูกงูที่แข็งแรงช่วยในการทรงตัว มีหางเสือสำหรับบังคับทิศทาง ขับเคลื่อนโดยอาศัยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีบริษัทคอยตรวจสอบจากระยะไกลผ่านดาวเทียม และปรับทิศทางให้ถูกต้องหากถึงคราวจำเป็น
Dr Elizabeth Shadwick, a principal research scientist at the CSIRO เผยว่า หน้าที่สำคัญของมหาสมุทร คือ การดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะ ‘มหาสมุทรใต้’ รอบทวีปแอนตาร์กติกา ถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น หากต้องพึ่งพามหาสมุทรในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อไป จำเป็นต้องเข้าใจว่ามันอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต
ดังนั้น การวัดค่าต่างๆ ตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วลม ความดันบรรยากาศ รังสีจากดวงอาทิตย์ อุณหภูมิของมหาสมุทร ความเค็ม และคลอโรฟิลล์ รวมถึงระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำและอากาศ คาดว่าจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจบทบาทของมหาสมุทรที่มีต่อภาวะโลกร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยเรือไร้คนขับลำนี้ สามารถสำรวจได้พื้นที่กว้าง รวมถึงวัดค่าที่สำคัญในช่วงฤดูหนาวของขั้วโลกอีกด้วย
เข้าใจมหาสมุทร เข้าใจการเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต
สำหรับเจ้าเรือนักสำรวจสีส้มลำนี้ นับเป็นลำแรกในกองเรือทั้งหมด 4 ลำ ตามแผนปฏิบัติการในโครงการ COCO2 (Constraining Ocean Carbon with Optimized Observing ) เพื่อตรวจวัดความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Carbon Sink) ของมหาสมุทรใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผลต่อระบบภูมิอากาศโลกมากที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ดูดซับคาร์บอนส่วนใหญ่ของพื้นที่ดูดซับที่เป็นมหาสมุทร แต่กลับมีข้อมูลน้อยที่สุด เนื่องจากเดินทางเข้าถึงได้ยาก จากสภาพพื้นที่แวดล้อมอันตรายที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก
โดยมีแผนที่จะปล่อยเรือลำอื่นๆ ออกสู่ทะเลทุก 3 เดือน กระจายภารกิจสำรวจไปยัง มหาสมุทรใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาว
นักวิทยาศาสตร์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เกือบจะเรียลไทม์ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ข้อมูลการสำรวจทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบคุณภาพก่อนที่จะนำไปใช้ในการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

ประมาณการณ์เส้นทางเดินเรือ รอบทวีปแอนตาร์กติกา
Cr : The Guardian อ้างอิง CSIRO
ด้าน Dr Pep Canadell, a chief research scientist at the CSIRO เผยว่า สำหรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทุกตันที่ปล่อยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประมาณ 500 กิโลกรัม จะถูกดูดซับโดยมหาสมุทรและผืนป่า แต่ปริมาณที่มหาสมุทรดูดซับอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เนื่องจากหลายปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น ลมตะวันตก การละลายของน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทะเลกรด และรูโหว่ในชั้นโอโซน
“การสังเกตการณ์จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างแบบจำลองกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และเข้าใจว่ากระบวนการเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต”
ทั้งนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้น การติดตามการวัดปริมาณการดูดซับของมหาสมุทรจึงมีความสำคัญ หากปริมาณการดูดซับเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นแสดงว่าเราอาจเริ่มมีอุปสรรคในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม มหาสมุทรใต้ถือว่าเป็นพื้นที่ Natural Carbon Sink สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จากสัดส่วนการดูดซับคาร์บอนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องติดตามผลกระทบทั้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือการละลายของน้ำแข็ง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่อันตรายและยากที่มนุษย์จะเข้าไปสำรวจด้วยตัวเอง ท่ามกลางมหาสมุทรใต้ ที่เต็มไปด้วยคลื่นขนาดใหญ่ ลมพายุ และน้ำแข็งในทะเล การส่งเรือสำรวจไร้คนขับ จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง สามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เราเข้าใจธรรมชาติ และเข้าใกล้เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ที่มา : The Guardian , SDG move






