เมื่อโครงสร้างประชากรประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ และกำลังจะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Super Aged Society) ภายในปี 2029 ด้วยสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีมากกว่า 20% ของประชากรโดยรวมทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมความท้าทายทั้งจำนวนประชากรโดยรวมในอนาคตที่จะลดลงกว่าครึ่งเหลือที่ราว 33 ล้านคน ภายในปี 2083
โดยเฉพาะการลดลงของประชากรวัยแรงงานที่จะลดลงตามสัดส่วนประชากรและอัตราการเกิด โดยคาดว่าจะลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการมีความรู้ในการดูแลตัวเองที่ดีขึ้นช่วยให้ผู้คนมีชีวิตได้ยืนยาวมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งการมีอายุที่ยืนยาวขึ้นกำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไทย

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งการลดลงของวัยแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินออมที่ไม่เพียงพอหลังเกษียณและค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยพบว่า 30% ของคนไทย ไม่มีเงินออมสำหรับวัยเกษียณ และ 60% มีเงินออมน้อยกว่า 200,000 บาท ท่ามกลางภาระด้านการรักษาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลนั้นมีอัตราเร่งที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อซึ่งปัจจุบันมีการปรับตัวที่กว่า 10% ทั้งจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ต้นทุนการให้บริการทางการแพทย์ที่สูงขึ้น และการป่วยโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น
“การมีชีวิตที่ยืนยาว หรือ Longevity ไม่ใช่เพียงการมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นเท่านั้น แต่จำเป็นต้องสร้างความแข็งแรงและสมดุลในระบบนิเวศทั้งการมีสุขภาพที่ดี และมีความมั่นคงในชีวิต ผ่านการสร้างทั้ง 3 ปัจจัยสำคัญใน Longevity Ecosystem ทั้งอายุที่ยืนยาวขึ้น (Life Span) การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง (Health Span) และมีความมั่นคงทางการเงินโดยไม่สร้างภาระให้ผู้อื่น (Wealth Span) ซึ่งในประเทศไทยยังมีช่องว่างระหว่าง Life Span กับ Health Span และ Wealth Span ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยพบว่า แม้คนไทยจะมีอายุเฉลี่ยยาวขึ้นได้ราว 82 ปี แต่ช่องว่างด้านสุขภาพที่ดี และความมั่นคงในช่วงสุดท้ายนั้นยังห่างกันเป็นหลักสิบปี ทำให้ไม่สามารถรองรับต้นทุนด้านการดูแลสุขภาพ รวมทั้งการเป็นภาระผู้อื่นในวัยหลังเกษียณ โดยพบว่ามีถึง 37% ที่ต้องกลายเป็นภาระครอบครัว ทั้งจากพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพ จนถึงไม่วางแผนการออมโดยเฉพาะในช่วงหลังเกษียณ”

นำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ล่าสุดของเมืองไทยประกันชีวิตอย่าง ‘Muang Thai Flexi Retire Series’ เพื่อเติมเต็ม Longevity Ecosystem ให้ตอบโจทย์เทรนด์การมีชีวิตที่ยืนยาว ที่ไม่ใช่แค่อยู่ยาว แต่ต้องอยู่ยาวแบบสบาย ในรูปแบบ ‘ประกันบำนาญ’ ที่มีความยืดหยุ่นและสามารถออกแบบได้ตามความต้องการโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนอนาคตในการมีชีวิตที่ยืนยาว และสร้างสมดุลให้กับทั้ง Life Span , Health Span และ Wealth Span ได้
สำหรับ Muang Thai Flexi Retire Series ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของแบบประกันบำนาญ ที่ยกระดับให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่าน 4 จุดเด่น ทั้ง 1. การเลือกรูปแบบการจ่ายเบี้นประกัน ทั้งการจ่ายครั้งเดียว จ่ายสั้น 5 ปี หรือจ่ายจนถึงอายุที่กำหนดทั้ง 55 60 หรือ 65 ปี 2. เลือกช่วงระยะเวลาในการรับเงินบำนาญ ตั้งแต่อายุ 55 60 65 หรือ 70 ปี หรือหากเปลี่ยนใจภายหลังก็สามารถปรับเปลี่ยนแผนเกษียณได้ 3. เลือกรูปแบบการรับบำนาญ ทั้งแบบรายปี หรือรายเดือน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อด้วยเงินบำนาญที่สูงขึ้นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ และ 4. เลือกรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30% และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท หมดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเพราะเป็นแบบประกันภัยที่สามารถพิจารณารับประกันภัยแบบการันตีไม่ตรวจสุขภาพ

แบบประกันภัย Muang Thai Flexi Retire Series ประกอบด้วย ‘เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1′ ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) หรือ ‘เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1′ ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) จ่ายเบี้ยครั้งเดียวเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ ‘เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5′ ดี 55, 60, 65 บำนาญปรับได้ตามใจเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ และ ‘เฟล็กซี่ รีไทร์ 9055, 9060, 9065′ (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้าง Longevity Ecosystem ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตร Senior Ecosystem ในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ เข้าถึง และเติมเต็มชีวิตให้มีความอุ่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) จำนวน 44 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงวัย โดยผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญของเมืองไทยประกันชีวิต ในกรณีที่เข้าใช้บริการบ้านพักผู้สูงอายุ สามารถแจ้งความประสงค์ให้จ่ายเงินบำนาญให้กับสถานบริการบ้านผู้สูงอายุที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรได้โดยตรง พร้อมเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์เร็ว ๆ นี้

“การออกแบบที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการวางแผนเกษียณของลูกค้าแต่ละคนเพื่อลดช่องว่างการมีอายุที่ยืนยาว ควบคู่ไปกับสุขภาพที่ดี และความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอการใช้ชีวิตได้ตลอดทั้งชีวิต พร้อมตอกย้ำบทบาทสำคัญของเมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะองค์กรที่เคียงข้างสังคมไทยมาตลอด 75 ปี และมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สู่การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลเพื่อให้การมีอายุที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวางแผนเกษียณที่แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดเป็นหลักประกันอันมั่นคง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกยุคสมัย” คุณสาระ กล่าวทิ้งท้าย






