ข้อมูลที่น่าสนใจจากงาน SOS Thailand Awards 2026 บนเวีทีสัมมนา ‘Thailand’s Food System Leader ผู้นำการขับเคลื่อนเพื่ออนาคตความยั่งยืนของระบบอาหารไทย’ จาก 6 ภาคเอกชนขนาดใหญ่ ท่ีต่างมีส่วนขับเคลื่อนอยู่ในหลากหลายบทบาท และต่างเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศธุรกิจอาหารประเทศไทย
ทั้งนี้ ทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่า การส่งต่ออาหารส่วนเกินให้ผู้มีความต้องการ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยลดขยะอาหารในการดำเนินธุรกิจ ที่สามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าเพิ่ม ช่วยเพิ่มการเข้าถึงอาหารให้กลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันก็ยังอาจมีข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งนโยบาย หรือกลไกส่งเสริมที่ต้องการจากภาครัฐ เพื่อสามารถสร้าง ‘ระบบอาหารที่ยั่งยืน’ ให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย
บนเวทีครั้งนี้ มีภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดการเกิดขยะอาหารภายในห่วงโซ่ธุรกิจของตัวเอง ทั้งกลุ่มธุรกิจค้าปลีกอย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโคร-โลตัส, กลุ่มธุรกิจอาหารอย่าง เคเอฟซี และ เอสแอนด์พี กลุ่มผู้ผลิตอาหารจาก ซีพีแรม รวมทั้งส่วนงานด้านการขนส่งและคลังสินค้าในเครือ ซีพีเอฟ กลุ่มธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ของประเทศไทย ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมอย่าง เซ็นทรัล ทำ ที่มีส่วนทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งต้นทางของการผลิตอาหารในอีกหนึ่งรูปแบบด้วยเช่นกัน

คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเบอเกอรี่ และยังมีหน้าร้าน S&P กว่า 400 สาขา กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งมากกว่าครึ่งหรือ 205 สาขา ได้เข้าร่วมโครงการส่งต่ออาหารและเบเกอรี่ส่วนเกินไปยัง 10 จังหวัด ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SOS Thailand มากว่า 6 ปี ซึ่งที่ผ่านมา สามารถลดอาหารส่วนเกินเพื่อไม่ให้เกิดขยะอาหารได้มากกว่ า 3 แสนกิโลกรัม ช่วยลดดการเกิด๊าซเรือนกระจกได้ 7.5 แสนกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2e) และส่งต่ออาหารให้ชุมชนที่ต้องการได้มากกว่า 1 ล้านมื้อ

“แนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน S&P ขับเคลื่อนภายใต้ 4 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย Logistics, Food Safety, Data Collection และ Communication เนื่องจาก เบเกอรี่ที่ส่งต่อจำเป็นต้องนำส่งไปถึงมือผู้รับในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ยังสามารถรับประทานได้ความปลอดภัย ซึ่งไม่เพียงแค่การจัดส่งอย่างทันเวลา แต่ยังต้องดูแลตั้งแต่กระบวนการคัดแยก การจัดเก็บและขนส่งเพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อน รวมทั้งการบันทึกข้อมูลอาหารส่วนเกินต่างๆ อย่างถูกต้องและเป็นระบบเพื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมทั้งการจัดทำรายงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจำเป็นต้องมีการสื่อสารร่วมกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด ทั้งการวางแผนเข้ารับอาหาร เพื่อสามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินเหล่านี้ให้ถึงชุมชนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ”

คุณแจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล Head of Brand and KFC Foundation ผู้บริหารแบรนด์ไก่ทอดอย่าง KFC ซึ่งมีโครงการ ‘ไก่น้อง’ หรือ KFC Harvest ภายใต้แนวคิด ‘ไม่ทิ้ง ให้ใครต้องหิว’ โดยมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย ในการส่งต่อไก่ที่หมดเวลาขายแต่ยังรับประทานได้ เพื่อส่งต่อให้ชุมชนผ่านมูลนิธิ SOS Thailand ซึ่งได้ดำเนินการมากว่า 6 ปีแล้ว และยังเป็นต้นแบบในการนำโมเดลนี้ไปดำเนินงานต่อในเคเอฟซีทั่วโลกอีกด้วย

“เพื่อควบคุมคุณภาพไก่ทอดที่เสิร์ฟให้ลูกค้า เคเอฟซีกำหนดเวลาขายไก่แต่ละชิ้นไว้ที่ 90 นาที หลังจากทอด หลังจากนั้นต้องนำไก่ออกจากตู้ ไม่สามารถขายต่อได้ โดยไก่เหล่านั้นจะนำไปแช่แข็งอย่างถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งสามารถเก็บต่อได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยจะเรียกไก่เหล่านี้ว่า ‘ไก่น้อง’ และสามารถนำไปประกอบอาหารเพื่อส่งต่อให้กับน้องๆ ในชุมชนที่มีความต้องการต่อไป ซึ่งปัจจุบันเคเอฟซีกว่า 450 สาขา ได้เข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกันยังได้ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันให้กับพนักงานทุกคน ผ่านการอบรมพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เริ่มปฏิบัติงาน ทำให้พนักงานทุกคนมีความรู้สึกว่า นอกจากมาทำงานแล้ว ยังมีส่วนในการสร้างประโยชน์ผ่านการกอบกู้อาหาร ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบได้แบบจับต้องได้”

คุณศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร ‘แม็คโคร-โลตัส’ ตัวแทนจากธุรกิจรีเทล ซึ่งมีส่วนที่ต้องบริหารจัดการสินค้าในกลุ่มอาหารด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้มีปริมาณเหลือมากเกินไป ขณะที่ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซึ่งต้องบริหารสาขากว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ การบริหารจัดการข้อมูลถือว่ามีความสำคัญมาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแต่ละวันมีอาหารส่วนเกินที่ต้องจัดการเพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะอาหาร

“ซีพี แอ็กซ์ตร้า มีการจัดการตามแนวทาง Zero Food Waste to Landfill ร่วมกับหลายพันธมิตรและหลากหลายรูปแบบ โดยการบริจาคอาหารเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญเช่นกัน โดยอาหารที่บริจาคส่วนใหญ่ 60-70% จะเป็นผักผลไม้ 10% เป็นเบเกอรี่ และ10% เป็นเนื้อสัตว์ ส่วนแนวทางการบริหารจัดการอาหารในธุรกิจ จะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ทั้ง 1.การมีระบบที่ดี คือการวิเเคราะห์ข้อมูลต่างๆ และสามารถเชื่อมโยงในการส่งต่ออาหารแต่ละประเภทไปยังปลายทางที่เหมาะสม เพราะอาหารแต่ละประเภท จะมีกลุ่มผู้รับที่แตกต่างกันไป 2. การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันอย่างแข็งแรง เพื่อทราบว่าปลายทางอาหารที่บริจาคไปสู่ใคร และเข้าถึงชุมชนใดบ้าง ทั่วถึงหรือไม่ และ 3. การสร้างเครือข่ายของตัวเอง เพื่อบริหารจัดการในพื้นที่ที่พันธมิตรยังไม่สามารถเข้าถึงได้ ผ่านโครงการ ‘กินได้ไม่ทิ้งกัน’ รวมทั้งพัฒนาระบบ Line OA เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุมชนต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารและช่วยให้บริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น”

คุณสุปราณี ชนะชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ในฐานะผู้ผลิตอาหาร ซึ่งฉายภาพให้เห็นความแตกต่างของอาหารส่วนเกินจากโรงงาน ซึ่งมีความแตกต่างจากธุรกิจค้าปลีก หรือร้านอาหารทั่วไป ซึ่งซีพีแรมดูแลธุรกิจอาหารอยู่ถึง 7 BU รวม 16 โรงงานกระจายไปทั่วประเทศ พร้อมกำลังผลิตโดยรวมมากกว่า 5 ล้านชิ้นต่อวัน

“สำหรับโรงงานผลิต ยอดสูญเสียต่างๆ ถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ขณะที่ในระบบได้มีการตั้ง KPI ในการเกิดยอดสูญเสียไม่ให้เกิน 0.1% ทั้งการดูแลต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตต่างๆ ตลอดจนการคาดการณ์ปริมาณความต้องการเพื่อสามารถผลิตได้อย่างเหมาะสมไม่เกินความต้องการลูกค้าและเกิดเป็น Food Waste ตามมา โดยซีพีแรม ขับเคลื่อนตามแนวทางความยั่งยืนผ่าน Food 3S ประกอบด้วย Food Security การทำให้อาหารมีความมั่นคง , Food Safety การทำให้อาหารมีความปลอดภัย และ Food Sustainability ทำให้อาหารมีความยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าต่างๆ ในธุรกิจอาหาร เช่น การส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งการทำงานร่วมกับ SOS Thailand เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการฟู้ดเวสต์ตามเป้าหมายขององค์กร รวมทั้งการขับเคลื่อนภายในองค์กร ผ่านการบริหารจัดการวัตถุดิบที่บางครั้งอาจเกิดซัพพลายมากไปจากแผนที่วางไว้ ก็จะมีการนำมาต่อยอด รวมทั้งการส่งต่อ ภายในระบบการขนส่งแบบรักษาอุณหภูมิ เพื่อรักษามาตรฐานเช่นเดียวกันโรงงานได้จนถึงมือผู้ที่มีความต้องการ”

คุณสัมฤทธิ์ อนุภักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการพัฒนาชุมชน ความเสมอภาคและกิจการเพื่อสังคม กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมแชร์มุมมองการดำเนินกิจการเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ โดยขับเคลื่อนตามแนวทาง CSV (Creating Shared Value) เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันทั้ง Ecosystem ผ่านการต่อยอดความเชี่ยวชาญที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ เพื่อช่วยแก้ไขและตอบโจทย์ความต้องการทางสังคม โดยมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

“เซ็นทรัล ทำให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนมีความแข็งแรงและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เน้นสอนให้ตกปลาเป็น มากกว่านำปลาไปให้ เพื่อมุ่งสร้างองค์ความรู้ มอบเครื่องมือ วิธีคิด และเครือข่ายเพื่อสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน ซึ่งในหลายๆ ชุมชนมีการพัฒนาเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทางในการผลิตอาหารกลุ่มหนึ่งด้วยเช่นกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในสิ่งที่ตลาดต้องการ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมาสามารถขายได้ และไม่เกิดเป็น Waste ในภายหลัง ซึ่งภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำชุมชนได้ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดซื้อ การจนส่ง การจัดเก็บ รวมทั้งการจำหน่ายก่อนไปถึงมือผู้บริโภค และทุกขั้นตอนมีโอกาสเกิด Waste ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น การให้ความรู้เพื่อให้ชุมชนและเกษตรกรต่างๆ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่สามารถเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันได้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมไปถึงความร่วมมือกันของภาคประชาชน เกษตรกร และชุมชนต่างๆ ด้วยเช่นกัน”

คุณทวิช ทัฬหะกาญจนากุล ผู้อำนวยการโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ในเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ (CPF) ร่วมสะท้อนมุมมองของจากภาคเอกชนที่ร่วมบริจาคอาหาร ยังคงต้องการการสนับสนุนหรือการมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการบริจาคอาหารของภาคเอกชน เพื่อนำไปสสร้างประโยชน์ต่อได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังติดเงื่อนไขทางกฏหมายด้านการบริจาค ทำให้เอกชนบางส่วนยังเลือกใช้วิธีการทำลายอาหารมากกว่าการบริจาค

“จากสัดส่วนการบริจาคอาหารภาพรวมของไทยที่ยังมีสัดส่วนที่เพียง 0.5% จากปริมาณอาหารส่วนเกินและขยะอาหารจำนวนมากในประเทศไทย เชื่อว่า หากภาครัฐ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีนโยบายในการส่งเสริม จะทำให้ปริมาณการบริจาคอาหารของประเทศไทยโดยรวมเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ซีพีเอฟ มีระบบที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของตัวเอง แต่ยังมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ยังไม่มีความพร้อมในการรองรับ รวมไปถึงการส่งเสริมข้อกฎหมายเพื่อช่วยคุ้มครองผู้บริจาค เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้บริจาคอาหารต้องแบกรับ เพราะปัจจุบันการผลิตอาหาร มีมาตรฐานสูงสุดทั้งเรื่องการผลิต หรือมาตรฐานด้านอาหาร และการคุ้มครองผู้บริโภค คอยกำกับไว้แล้ว ขณะเดียวกัน ควรมีนโยบายในการส่งเสริมหน่วยงาน หรือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง ระหว่างผู้ผลิต และผู้มีความต้องการอาหาร ที่สามารถเข้าถึงหน่วยย่อยในระดับชุมชน หรือหมู่บ้านต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อขยายความสามารถในการเข้าถึงอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารได้มากขึ้น ไปจนถึงการมีเครือข่ายที่สามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้ทั้งประเทศ เพื่อผลักดันให้สัดส่วนอาหารที่ต้องสูญเสียไปอีกกว่า 99% สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบการบริจาคเพื่อสร้างประโยชร์ได้ต่อไป”

ทั้ง 6 มุมมองจากภาคเอกชน ตัวแทนผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ภาคเอกชนรายอื่น ๆ ให้ความสำคัญในการดูแลจัดการภาคส่วนต่างๆ ในธุรกิจของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งต่อ ‘อาหารส่วนเกิน’ ที่มีอยู่แล้วในธุรกิจ ไปทำประโยชน์ต่อโดยไม่เป็นภาระด้านต้นทุนให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการมีนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจต่างๆ ได้มากขึ้น รวมทั้งยังช่วยขับเคลื่อนให้เกิด ‘ระบบอาหารที่ยั่งยืน’ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ให้คนไทยได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน






