Top StoriesTrending

เมื่อ ​Climate Change ไม่ได้เปลี่ยนแค่ ‘อากาศ’ แต่เปลี่ยนกติกาใหม่ ‘การค้า-เศรษฐกิจโลก’ พร้อมเช็ค ‘ภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทย’ เร่งสร้างห่วงโซ่ Low Carbon Economy

วิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่มิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่นับเป็นความเสี่ยงสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่กระทบห่วงโซ่ธุรกิจทั่วโลก นำมาสู่การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ 'เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ' ของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ที่มีการปล่อยคาร์บอนปริมาณสูง และยังเป็นธุรกิจต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรมอีกด้วย

ปัจจุบันเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ขยายบริบทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้คนบนโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ​อย่างยิ่ง เมื่อผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มทวีความรุนแรง ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้​กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของโลกในระดับเมกะเทรนด์ ทั้งมิติการใช้ชีวิตของผู้คน ไปจนถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจและการค้าในระดับโลก

จากจุดเริ่มต้น​ต่อความกังวลด้าน​การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ที่มีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ นำไปสู่ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงขึ้น กลายเป็น ‘โลกเดือด’ ไปจนถึง ‘โลกรวน’ โดยรายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ยืนยันว่า ปี 2015–2025 เป็นช่วงทศวรรษที่​อุณหภูมิโลกร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2025 สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

นำมาสู่ความตื่นตัวและความร่วมมือของประชาคมโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภายใต้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศภาคีได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของโลกภายในราวปี 2050 เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่อากาศที่ร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การเกิดภัยธรรมชาติที่จะรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วม และไฟป่า เป็นต้น

PIC : Number 24 x Shutterstock Thailand

มากกว่า ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ แต่คือ ‘ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ’

ความเสียหายจากวิกฤตสภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมา ​ส่งผลกระทบทั้งมิติทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง ตามรายงานของ Swiss Re Institute สถาบันวิจัยของบริษัทรับประกันภัยต่อระดับโลกประเมินว่า ผลกระทบจาก Climate Change อาจส่งผลให้ GDP โลกลดลงถึง 18% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะเศรษฐกิจในเอเชียที่อาจจะได้รับผลกระทบหนักสุด โดยจีนมีความเสี่ยงสูญเสีย GDP ถึง 24% ขณะที่ยุโรปเสี่ยงกระทบ GDP 11% สหรัฐอเมริกา 10% ส่วนประเทศไทยนั้น จากการประเมินของธนาคารโลกพบว่า หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม ผลกระทบจาก Climate Change อาจฉุด GDP ไทยลดลงถึง 7–14% ภายในปี 2050

การขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทั่วโลกต้องร่วมมือกัน เพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า การปล่อยคาร์บอน ที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ควบคู่กับการ​สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากในยุคที่ผ่านมาที่แต่ละจุดของ GDP ที่เพิ่มขึ้น อาจไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากนัก จนนำมาสู่การเกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในท้ายที่สุด

เราจึงได้เห็น ‘กติกาใหม่’ ในเวทีการค้าและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 เช่น ​สหภาพยุโรปซึ่งถือเป็น​หนึ่งตลาดสำคัญของโลก ได้ประกาศใช้กฎหมายและมาตราการด้านสิ่งแวดล้อมในหลายเรื่อง อย่างเช่น CBAM ซึ่งกำหนดกลไกในการคิดราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ทำให้สินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะมี​ต้นทุนทางการค้าที่เพิ่มขึ้นทันที หรือมาตรการ EUDR ที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นๆไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น

ขณะเดียวกันองค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3 Emissions) และนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการคัดเลือกคู่ค้า เพื่อเดินทางตามเป้าหมาย Net Zero อีกด้วยดังนั้น หากประเทศ หรือภาคธุรกิจใดๆ ต้องการรักษาตลาดส่งออกเหล่านี้ไว้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมาย Net Zero พร้อมแนวทางขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้สามารถแข่งขันได้และลดความเสี่ยงที่จะหลุดจาก Global Supply Chain และเวทีเศรษฐกิจและการค้าโลกในอนาคต

Pic : Number 24 x Shutterstock Thailand

เร่งเปลี่ยนผ่าน ‘ประเทศไทย’ สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยในฐานะภาคีความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังด้วยการประกาศยกระดับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นถึง 15 ปี จากปี 2065 เป็น 2050 เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงให้ได้ 47% ภายในปี 2035 เพื่อ​รักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับกติการการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการปล่อยกีษวเรือนกระจกในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงานและขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคการจัดการของเสีย รวมทั้งภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เป็นต้น

คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ให้มุมมองว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถเพื่อ​การแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจในระยะยาว องค์กรควรต้องเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางธุรกิจตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่เพียงช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก แต่ยังเป็นการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎเกณฑ์ และเทคโนโลยี ทั้งยังช่วยยกระดับผลิตผล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดใหม่ เปลี่ยนความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ”​

สำหรับภาคเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงานและการขนส่ง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงแนวคิดคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“ TGO ในฐานะองค์กรสนับสนุนการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุนทุกองค์กรให้พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน ทั้งในด้านองค์ความรู้ ​มาตรฐาน และเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูล การจัดทำรายงานการรับรองฉลากคาร์บอน การจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต รวมถึงการให้คำปรึกษาและพัฒนากลไกสนับสนุนต่างๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถยกระดับการดำเนินงาน ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

 ‘กลุ่มมิตรผล’ ต้นแบบ Carbon Neutral Complex

ในฐานะองค์กรที่เติบโตเคียงคู่ภาคเกษตรไทยมากว่า 70 ปี ‘กลุ่มมิตรผล’ จึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมสู่เศรฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนความมุ่งมั่นผ่านการได้รับการ​รับรองโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนแล้ว 3 แห่ง จากทั้งหมด​ 8 แห่ง ​นำร่องด้วย อุทยานมิตรผลด่านช้าง ที่ได้รับรอง Carbon Neutral Complex ในปี 2023 ถือเป็นโรงงานรูปแบบคอมเพล็กซ์แห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนฯ และยังคงได้รับการรับรองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุดในปี 2026 โรงงานอีก 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานมิตรผลภูเขียว จ.ชัยภูมิ และ โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง
ก็ได้รับการรับรอง
Carbon Neutrality เช่นกัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมวางเป้าหมายให้โรงงานในเครือสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นโรงงานคาร์บอนต่ำได้ครบทุกแห่งในอนาคต

นอกจากนี้ กลุ่มมิตรผลยังได้ประกาศเป้าหมายมุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 เพื่อมีส่วน​ร่วมในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการบรรลุแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งของประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก ตลอดจน​ช่วยยกระดับภาคเกษตรอุตสาหกรรมของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและเพิ่มความสามารถการแข่งขันได้ในระดับสากล

From Factory to Value Chain ลงมือทำจริงตลอดห่วงโซ่คุณค่า

‘กลุ่มมิตรผล’ ไม่ได้มองความสำเร็จ​ในการขับเคลื่อนสู่อนาคตคาร์บอนต่ำเพียงแค่โรงงาน หรือกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องการให้ทุก Touchpoint คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างรอบด้าน ผ่านการขับเคลื่อนที่เริ่มจากภายในองค์กร ไปสู่การดูแลชุมชนและระบบนิเวศได้อย่างครอบคลุม ผ่าน 4 แนวทางที่สร้างให้เกิดความยั่งยืนได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ประกอบด้วย

– ไร่อ้อยยั่งยืน : มุ่งสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามแนวทาง Mitr Phol ModernFarm ที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยอย่างรับผิดชอบและดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้มาตรฐาน Bonsucro เพื่อรับรองความยั่งยืนในระดับสากล และ VIVE Sustainable Supply Programme เพื่อยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตัดอ้อยสด ลดการใช้สารเคมี มีการใช้ปุ๋ยและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้สามารถส่งออกน้ำตาลไปจำหน่ายในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่มีความเข้มงวดได้อย่างมั่นใจ

– โรงงานน้ำตาลคาร์บอนต่ำ : ​สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนตามแนวทาง From Waste to Value ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานไอน้ำ จากชีวมวลหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและพัฒนาระบบการผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

–  ขนส่งคาร์บอนต่ำ : ใช้รถขนส่งประสิทธิภาพสูงและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พร้อมบริหารจัดการเส้นทางขนส่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ​ลดการวิ่งเที่ยวเปล่าเพื่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งน้อยที่สุด

– บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : ในส่วนปลายน้ำก่อนถึงมือผู้บริโภค ลดพลาสติก Single-use และส่งเสริมการใช้​​​พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ โดยตั้งเป้าใช้ Sustainable Packaging 100% ภายในปี 2030

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มมิตรผลไม่ได้เน้นการพัฒนาเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ให้ความสำคัญในการ​ขับเคลื่อนแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน​ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ซึ่ง​ไม่สามารถเดินหน้าไปได้เพียงลำพัง แต่ต้องใช้ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตั้งแต่เกษตรกรชาวไร่อ้อย พนักงาน หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคส่วนต่างๆ ที่ให้​การสนับสนุนองค์ความรู้ และเครื่องมื่อวัดผลหรือการจัดทำรายงานต่างๆ ตลอดจนการเดินหน้าพัฒนา​ชุมชนต่างๆ รอบโรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ต่อยอด Best Practice ตอบโจทย์ Value Chain Resilience

ความสำเร็จของกลุ่มมิตรผลในวันนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ในฐานะผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืน อันดับ 1 ของโลก ที่อยู่ในลิสต์ TOP 5% ผู้นำด้านความยั่งยืนของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร จากผลการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2025 โดย S&P Global สะท้อนการพัฒนาจากโมเดลในระดับประเทศ สู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการเกษตรในระดับ Frontier ของโลก เพื่อเป็นต้นแบบการปรับตัวให้แก่ภาคการเกษตรไทย ภายใต้บริบทและกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการรักษาความสามารถด้านราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มแต้มต่อด้วยการผลิตสินค้าที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย​จึงจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรักษาตำแหน่งใน​ห่วงโซ่การค้าโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่ Low​ Carbon Economy ทั้งการ​ให้ความสำคัญในการวัดและจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอด Value Chain การมีห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและตรวจสอ​บได้ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งทุกธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดส่งออก​ และเป็นบทพิสูจน์ว่าการขับเคลื่อนสู่​ธุรกิจคาร์บอนต่ำนั้น ไม่ใช่ภาระหรือต้นทุนเพิ่มเติม แต่เป็นการตอบโจทย์ความคุ้มค่าและเพิ่มศักยภาพให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ​

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะสามารถปักธงการสร้าง ‘บริษัทต้นแบบ’ ด้านความยั่งยืนและเริ่มเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่โจทย์สำคัญและท้าทายยิ่งกว่า คือการสร้าง ‘ความยืดหยุ่นและความพร้อมต่อการปรับตัวที่เท่าทันกันทั้งห่วงโซ่คุณค่า’ เพราะไม่ได้มีเพียงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและความพร้อม แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs คู่ค้า และเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมและกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ SMEs ไปจนถึงพี่น้องเกษตรกร ให้สามารถ​พัฒนาแนวทางการเปลี่ยนผ่านที่สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของตัว​เอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ใบเบิกทาง’ ใบใหม่ของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกจะเกิดจากการผนึกกำลังของทั้งระบบนิเวศ ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง