Top StoriesTrending

‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ เปิดผลศึกษา EU PPWR กระทบต้นทุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อม 3 แนวทาง สร้างโอกาสแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่าน

การเริ่มบังคับใช้ฎหมาย PPWR ของสหภาพยุโรป ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่งออกสู่ตลาด EU กว่า 9 แสนล้านบาท​ ของผู้ประกอบการไทย​ โดยต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มจากการเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนต้ังแต่ 0.1 -2.2% ตามความซับซ้อนของบรรจุภัณฑ์​ แต่ขณะเดียวกันยังมี 3 แนวทางในการสร้างโอกาสทางการแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฉายภาพผลกระทบของ PPWR ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย พร้อมแนวทาง​​การปรับตัวของผู้ประกอบการไทย และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมท้ัง​แนวทางในการสร้างโอกาสของผู้ประกอบการไทย​ที่อยู่ภายในซัพพลายเชนในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน

ข้อมูลจาก​งาน ‘Thailand PPWR Stronger Together: ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR’ โดย เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN )ธนาคารกสกิรไทย ผนึก Thailand PPWR Consortium เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจและเปิดมุมมองการปรับตัวของธุรกิจไทยสู่ตลาดสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ การเริ่มบังคับใช้ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation) ของสหภาพยุโรป หรือ ‘EU PPWR’ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในการขนส่งและจัดจำหน่าย

​ดร.กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กฎหมาย PPWR ​ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะพลาสติกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหล็ก กระดาษ แก้ว และวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการห่อหุ้มหรือขนส่งสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรป แต่พลาสติกถือเป็นสัดส่วนใหญ่ในตลาดส่งออกบรรจุภัณฑ์ ที่มีมูลค่ากว่า 2,900 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่กว่า 1,900 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่ การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไป EU โดยรวมมีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านยูโร (หรือราว 9 แสนล้านบาท) โดยสินค้าส่งออกหลักเป็นกลุ่มเครื่องจักร (Machine & Appliances) ที่เกือบ 6 แสนล้านบาท และในจำนวนสินค้าส่งออกทั้งหมด​นี้มีส่วนที่เป็นบรรจุภัณฑ์ผูกติดไปกับสินค้าส่งออกราว 2% หรือประมาณ  2 หมื่นล้านบาทต่อปี  

ทั้งนี้ จากการที่กฎหมาย PPWR ของยุโรป เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มดำเนินการแล้ว​คือ การเตรียมเอกสารสำแดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Technical Documentation หรือ เอกสารเชิงเทคนิค และ EU Declaration o f Conformity (EU DoC) หรือใบสำแดงรับรองความสอดคล้องตามมาตรฐานที่  EU ระบุไว้ สำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่จะมีการนำเข้าไปสู่สหภาพยุโรป ​

ส่วนเฟสต่อไป หลังจากปี 2028 หรืออีก 2 ปีขึ้นไป จะขยายการบังคับใช้ไปถึงสัดส่วนช่องว่างระหว่าง​สินค้าภายในบรรจุภัณฑ์ (Empty Space Rules) จนถึงเฟสสุดท้าย หลังจากปี 2030 เป็นต้นไป จะขยายผลมาตรการบังคับใช้อย่าง​เข้มงวด ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนของ​วัสดุรีไซเคิล (Recycle Content) โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะต้องมีสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิล (PCR) 30-35%  รวมทั้งการควบคุมไปจนถึงขั้นตอนของการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ ที่ต้องออกแบบให้รองรับ​การรีไซเคิลได้ (Design for Recycling) เช่น การใช้วัสดุ Mono-material พร้อมทั้งการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้มีความเหมาะสมกับสินค้าเพื่อลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ฟุ่มเฟือย (Minimization)  

สำหรับการประเมินการปรับตัวและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ ภายหลัง PPWR เริ่มต้นบังคับใช้ในเฟสแรกนี้  ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการจะแตกต่างกันไปตามปความซับซ้อนของบรรจุภัณฑ์ โดยแบ่งได้ 3 ระดับ

– Retain + Document : หากเป็นสินค้าที่มีโครงสร้างมาตรฐานคงเดิม ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมาก เช่น PET จะเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวได้ง่าย และไม่ส่งผลต่อต้นทุนมากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นการดำเนินงานและการเตรียมเอกสาร ประเมินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 1 -3 หมื่นบาทต่อรายการ และกระทบมาร์จิ้นที่ราว 0.1 -0.6%

– Modify : กลุ่มที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น เพิ่มเม็ดพลาสติกรีไซเคิลผสมกับพลาสติกใหม่ ตามสัดส่วน 30% ทำให้ต้นทุนปรับเพิ่มจากส่วนต่างของ Virgin Plastic ที่มีราคา 24 -42 บาทต่อกิโลกรัม มาใช้​ Recycled Plastic ซึ่งแพงกว่า โดยราคาเพิ่มเป็น 35 -55  บาทต่อกิโลกรัม และต้นทุนโดยรวมจะปรับเพิ่ม 0.7-1.1%

– Redesign / Re-engineer : หรือกลุ่มที่ต้องมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด เช่น บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มอาหาร หรืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีการใช้วัสดุหลายชั้น มาเป็น Mono material เพื่อให้รีไซเคิลได้ ซึ่งอาจต้องมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีความยั่งยืน และจะกระทบต้นทุนสูงสุดที่ 1.4-2.2% 

“จากการประเมินผลกระทบต้นทุนโดยรวมที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจทั้งปีที่ราว 2.2-3.9% ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันไปตามความหลากหลายในการใช้ โดยประเมินว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก EU สูงถึง 59% จากตลาดส่งออกไทย – อียู ส่วนอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เป็นกลุ่มที่มีความซับซ้อนในการปรับตัวสูงที่สุด เนื่องจากมีการใช้บรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งขวดพลาสติก ถาดอาหาร ไปจนถึงฟิล์มยืด รวมทั้งยังมีข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัยในการสัมผัสอาหารมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง จึงต้องคำนึงถึงกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ทำให้กระบวนการในการ Redesign มีความซับซ้อนและใช้เวลาในการเตรียมการนาน” ​ดร.กฤตย์ ประเมินเพิ่มเติม

ยุทธศาสตร์การปรับตัวของผู้ประกอบการไทย  

ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อดำเนินการตามกฎระเบียบที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจัดทำและสามารถแสดงเอกสาร Technical Documentation​ และ EU Declaration of Conformity ได้ทันทีเมื่อถูกร้องขอ เพราะในปัจจุบันได้มีการบังคับใช้ในส่วนนี้แล้ว ทำให้คู่ค้าหรือผู้นำเข้ามีสิทธิเรียกตรวจเอกสารได้ และต้องสามารถจัดส่งข้อมูลได้ภายใน 10 วัน รวมทั้งการสำรวจบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อจัดประเภทความซับซ้อนในการปรับตัว และสามารถดำเนินการเพื่อ​การเปลี่ยนผ่าน และการประเมินต้นทุนที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถเจรจาต่อรองกับคู่ค้าและสามารถชดเชยภาระต้นทุนที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า​ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านข้อบังคับตาม PPWR นี้ ​ผู้ประกอบการไทยจะสามารถสร้างโอกาสจากตลาดได้จาก 3 แนวทาง ต่อไปนี้

1. Service Play : เน้นการบริการและเอกสาร ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ในช่วงแรกนี้แล้ว (Retain + Document) ให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วยความเร็วในการให้บริการ การตอบสนองข้อมูล การจัดทำเอกสารอย่างรวดเร็วและถูกต้อง ซึ่งสามารถกลายเป็นจุดขายที่เหนือคู่แข่งได้​ และช่วย​บริหารความเสี่ยงให้ลูกค้าได้

2. Volume Play : เน้นปริมาณและซัพพลายเชน สำหรับกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนวัตถุดิบ (Modify) ต้องเริ่มปรับโคงสร้าง​ด้านซัพพลายเชน ​ร่วมกับคู่ค้า เช่น ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล เพื่อเตรียมขยายสเกลการผลิตให้พร้อมรองรับการ​ใช้สัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิลที่ต้องเพิ่มขึ้นในอนาคต

3. Specialist Play : เน้นนวัตกรรมและการออกแบบ สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและต้อง Redesign ต้องตอกย้ำบทบาทในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Eco-design การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Mono material ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน EU โดยมีความแข็งแรงที่ช่วยสามารถปกป้องสินค้าได้สูง หรือ​ช่วยยืดอายุอาหารได้ดีขึ้นในกลุ่ม Food Packaging ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างอัตรากำไรให้ผู้ประกอบการในระยะยาวได้