InnovativeTop StoriesTrending

สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก ‘Food Surplus Credit’ เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย

สวทช. ​ต่อยอด​ Thailand's Food Bank พัฒนาระเบียบวิธี T-VER ​เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม​ พร้อมต่อยอดสู่ระดับภูมิภาค ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

หลังขับเคลื่อนโครงการ Thailand’s Food Bank มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน​ 10 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายให้ครอบคุลม 30 จังหวัด ภายในปี พ.ศ.​ 2571

นอกจากความสำเร็จด้านการขยายพื้นที่ เพื่อขยายความสามารถในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พัฒนาแนวทาง​ขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ตามมาตรฐาน T-VER (​T-VER-S-METH-09-09​) ซึ่งทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีในการคำนวณตามแนวทางดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก หรือราวเดือนมีนาคมของปีนี้

ทั้งนี้ สวทช. โดยโครงการ Thailand’s Food Bank และ TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) เอ็มเทค สวทช. เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ ‘The Food Surplus Credit’ ในปีงบประมาณ 2570 ร่วมกับกลุ่มที่ทำงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน และพันธมิตร เบื้องต้น 3-5 ราย อาทิ มูลนิธิ SOS Thailand , มูลนิธิ VV Share (วีวี แชร์) และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารชั้นนำในประเทศ ​ร่วม​นำร่องทดลอง​​ T-VER-S-METH-09-09​ ​ เพื่อศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ รวมทั้ง​ข้อจำกัดต่างๆ เมื่อนำไปใช้งานจริง ก่อนจะขยายผลเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคต

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลก​ต้องกลายไปเป็นขยะอาหาร  ขณะที่ประชากรโลกกว่า 258 ล้านคน ที่ต้องเผชิญปัญหาควมมั่นคงด้านอาหาร ส่วนประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารกว่า 10 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้มีอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ถึงกว่า 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกลุ่มเปราะบางในประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่กว่า 10 ล้านคน

ทั้งนี้ ในจำนวนอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตัน สามารถทำการกอบกู้มาเพื่อส่งต่อและสร้างประโยชน์ใหม่ได้ที่ราว 2,000 กว่าตันเท่านั้น ยังคงอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถกอบกู้มาได้ และต้องกลายเป็นขยะอาหารในที่สุดทั้งจากการขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกฎระเบียบเงื่อนไขทางข้อกฎหมาย และระบบภาษี ​ที่ยังคงเป็นกำแพงสำคัญในการทำให้ผู้บริจาคอาหารเลือกที่จะทำลายอาหารมากกว่าการบริจาคเพื่อส่งต่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือการเลือกบริจาคอาหารเฉพาะในกลุ่ม Non-VAT ซึ่งถือเป็นสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารส่วนเกินประเภทอื่นๆ ที่สุดท้ายแล้วต้องกลายเป็นขยะอาหารและจบลงที่หลุมฝังกลบในที่สุด

“อาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand’s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง”​  

ด้าน คุณจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง

สำหรับ ‘ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค​ ตามมาตรฐาน T-VER (T-VER-S-METH-09-09) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นคร้ังแรกของประเทศไทยในการมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการอาหารส่วนเกิน และจะกลายเป็นอีกหนึ่ง ​กลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิที่ทำภารกิจด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน มีรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต ภายใต้การได้มาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้

หลักการคำนวณจะคิดจาก ‘ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้’ จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย ‘คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง’ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันจากการขนส่งเพื่อส่งต่ออาหารตามระยะทาง หรือกระบวนการในการนำอาหารที่ได้รับมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มใช้ครั้งเดียว (Single-use) เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส 

โดย​อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร 

อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ ส่วนระดับราคาของคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Food Surplus Credit อยู่ระหว่างการศึกษาและคำนวณอัตราที่เหมาะสม โดยประเมินว่าจะไม่ต่ำกว่าห​ลักร้อยบาทต่อตัน  CO2e  ซึ่งคาดว่าหลังจากการนำร่องขับเคลื่อน จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นประกอบกับในอนาคตมีแผนยกระดับการทำงานด้าน​​​คาร์บอนเครดิตจากอาหารส่วนเกินไปสู่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่มีการสร้างมาตรฐาน​ในเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นได้อีก โดยทาง TIIS เอ็มเทค สวทช.  และ ACI (Asia Carbon Institute) อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันในการต่อยอด​ระเบียบวิธีของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย ​​เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาคต่อไป เนื่องจาก ​เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิตได้  ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหารเพิ่มมากขึ้น​” 

เร่งประสาน ก.คลัง ลดกำแพงบริจาคอาหาร  

ดร.ปัทมาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของ  Thailand’s Food Bank คือ การเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับประเทศ ทั้งการขยายเครือข่ายการเป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารจากผู้ผลิตไปสู่กลุ่มเปราะบางต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับมูลนิธิด้านการกอบกู้อาหาร เช่น SOS Thailand , VV Share รวมทั้งอาสาสมัครในแต่ละจังหวัด โดยปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 10 จังหวัด จำนวนอาสาสมัครรวมกว่า 600 คน และมีแผนขยายได้กว่า 30 จังหวัดในปี 2571 ขณะที่เพิ่มความสามารถในการกอบกู้อาหารส่วนเกินได้มากขึ้น 10 เท่า จาก 2,000 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 20,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันส่วนต่างของอาหารที่กอบกู้ได้ราว 2,000 ตันต่อปี กับปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตันต่อปีนั้น มีช่องว่างที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการบริจาคอาหารให้เติบโตได้มากนัก โดยเฉพาะกำแพงสำคัญเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้บริจาคอาหาร เนื่องจาก กฎหมายประเทศไทย ยังตีความการบริจาคอาหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่มี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการจำหน่าย ทำให้ผู้บริจาคต้องเสีย VAT สำหรับอาหารที่นำมาบริจาคเพิ่มเติม ​หรือกำหนดเพดานการบริจาคไว้ได้ที่ราว 2% ของกำไรสุทธิ ทำให้ปริมาณของที่บริจาคมีจำกัด และส่วนใหญ่กว่า 90% ของอาหารที่นำมาบริจาคจะเป็นกลุ่ม Non-VAT  เช่น อาหารสด หรือสินค้าการเกษตรต่างๆ ขณะที่ปริมาณอาหารรูปแบบอื่นๆ ทีมี่จำนวนมากกว่า แต่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายทิ้ง และต้องกลายเป็นขยะอาหารในหลุมฝังกลบในที่สุด

“เพื่อลดกำแพงเหล่านี้ ทาง สวทช. ได้เร่งผลักดัน​โดยทำหนังสือ ผ่านทางปลัดกระทรวง อว. เพื่อนำส่งมอบให้ทางปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการที่บริจาคอาหารให้มูลนิธิฯ หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับได้รับสิทธิการยกเว้น VAT หรือสิทธิประโยชน์ในการดำเนินการเทียบเท่ากับการทำลายอาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน เพื่อประเมินความรัดกุม และความโปร่งใสในการดำเนินการ  ซึ่งคาดว่าหากสามารถหาแนวทางการดำเนินการร่วมกันได้ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ หรืออาจจะเริ่มนำร่องในอาหารบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารสด เพื่อ​ศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการเพื่อเป็นต้นแบบก่อนจะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มอาหารอื่นๆ เพิมเติมในอนาคต ประกอบกับการมีเครื่องมือที่ทาง สวทช. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในโครงการ  Thailand’s Food Bank ที่สามารถบันทึกและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของอาหารส่วนเกินต่างๆ  ได้ ก็สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน”​ ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย