หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. (SEC) ได้อนุมัติเพิ่มแนวทางการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) ในกลุ่มตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อนำมาปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินงาน
โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดให้มีการระดมทุนได้หลังจากไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นต้นไป ผ่าน 2 กลุ่มนำร่อง ได้แก่ ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand amber bond)
ขณะที่หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญของผู้ที่ต้องการออก Transition Bond คือ การเปิดเผยข้อมูลในการเปลี่ยนผ่าน ทั้งกรอบการดำเนินงาน แผนการลงทุน รวมทั้งเป้าหมายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากบุคคลที่ 2 หรือ SPO (Second-Party Opinion) เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินอิสระจากภายนอก ในการตรวจสอบ ทบทวนความเหมาะสมของแผนการระดมทุนของแต่ละโครงการ เพื่อทำการรับรองโครงการก่อนจะสามารถระดมทุนได้ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ออกบอนด์มักจะใช้บริการ SPO จากต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย ในการทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินและรับรองโครงการมาโดยตลอด เนื่องจากยังไม่มีผู้ให้บริการ SPO ที่เป็นของคนไทย

คุณปรเมศร์ รักการงาน ผู้อำนวยการ Sustainable Finance Department Analytics Group ทริสเรทติ้ง เปิดเผยว่า ทริสเรทติ้งเริ่มนำร่องให้บริการ SPO แก่ภาคธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนหรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้ในกลุ่ม ESG Bond ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกของประเทศไทย โดยได้ให้บริการมาราว 1 ปี ผ่านจุดแข็งจากความเป็นบริษัทคนไทย ทำให้เข้าใจบริบทหรือมาตรฐานภายในประเทศ อาทิ Thailand Taxonomy ได้ดีกว่าผู้ประเมินจากต่างประเทศ ทำให้เพิ่มโอกาสเข้าไประดมทุนได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งค่าบริการที่ต่ำกว่าบริษัทประเมินจากต่างประเทศราว 20% ประกอบกับการเป็น Strategic Gloabal Partner กับ S&P Global ทำให้มาตรฐานและแนวทางในการประเมินสอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
“ดีมานด์ในตลาด ESG Bond มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะหลังการเปิดให้กลุ่ม Transition สามารถเข้ามาระดมทุนได้ ทำให้มีโอกาสการขยายตัวไปในธุรกิจใหม่ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Hard-to-abate Sectors หรือกลุ่มที่ปล่อยคาร์บอนสูงและลดลงได้ยาก ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึง Sustainable Finance ซึ่งหากย้อนดูการระดมทุนใน ESG Bond ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2021 – 2025 มีมูลค่ารวมกว่า 3.56 แสนล้านบาท จาก 169 โครงการ ใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม โดย 69% เป็นกองทุนจากกลุ่ม Top10 ของผู้ที่ออกบอนด์มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว สะท้อนว่าการระดมทุนในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเดิมๆ การขยายแนวทางระดมทุนใหม่ๆ จึงช่วยกระจายโอกาสไปสู่ธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น และเพิ่มโอกาสเติบโตในอนาคตได้อีกมาก”

ที่สำคัญคือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การออก ESG Bond กว่า 80% มาจากกลุ่มพลังงาน การเงิน และขนส่ง ขณะที่ยังไม่มีภาคธุรกิจในกลุ่ม Hard-to-abate Sectors หรือกลุ่มที่มีคาร์บอนสูงเข้ามาระดมทุนในตลาด เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง หรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น ตลาดจึงถือว่ายังเป็น White Space และผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ที่สามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดได้เป็นรายแรกๆ จะได้รับการยอมรับ และถือเป็นผู้เข้ามาเซ็ตมาตรฐาน รวมทั้งมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม ประกอบกับความต้องการของกลุ่มนักลงทุนที่อยากเห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล่านี้ หากสามารถเข้ามาระดมทุนได้ก็เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุน เนื่องจากความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนมองหาจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้
นอกจากนี้ โอกาสเติบโตของตลาด ESG Bond เชื่อว่าจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากปัจจุบันกลุ่ม ESG Bond สามารถเติบโตได้ระดับสูงถึง 83.5% เทียบกับภาพรวมตลาดที่ค่อนข้างทรงตัว โดยมีส่วนแบ่งในตลาดที่ 8.7% และเชื่อว่ายังอยู่ในทิศทางที่เติบโตต่อเนื่องในอนาคตทำให้สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นได้เป็นมากกว่า 10% โดยเฉพาะหากมีการพิจารณาจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการถือครองพอร์ตลงทุนของกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างๆ ที่อาจมีการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำการลงทุนที่ยั่งยืนภายในพอร์ตการลงทุนที่มีอยู่ จากปัจจุบันที่ยังไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนการถือครองพอร์ตยั่งยืน จึงเชื่อว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันโอกาสการเติบโตของตลาด ESG Bond ให้สูงได้เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต






