<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Smart Factory &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/smart-factory/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2026 11:07:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.11</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Smart Factory &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:10:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Adaptation]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Autonomous Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[Data Integration]]></category>
		<category><![CDATA[decarbonization]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Twin]]></category>
		<category><![CDATA[Digitalization]]></category>
		<category><![CDATA[Efficiency]]></category>
		<category><![CDATA[Electrification]]></category>
		<category><![CDATA[F&B]]></category>
		<category><![CDATA[Food & Beverage]]></category>
		<category><![CDATA[Food Production]]></category>
		<category><![CDATA[ITM]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเมนส์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและเครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=44460</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &#38; Beverage หรือ F&#38;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&#38;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&#38;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&#38;B จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร 3 แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ F&#38;B 1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ จากผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food &amp; Beverage หรือ F&amp;B) ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันความต้องการอาหารให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่</p>
<p><span id="more-44460"></span></p>
<p>นอกจากนี้ ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p>รายงาน <a href="https://www.siemens.com/en-us/company/sustainability/infrastructure-transition-monitor-report/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025</strong></a> ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน ในฉบับเจาะลึกอุตสาหกรรม F&amp;B สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริหารในอุตสาหกรรม F&amp;B กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% เท่านั้นที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&amp;B จึงอยู่ที่ว่า จะ<strong>สร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</strong> ท่ามกลางการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร</p>
<p><strong> <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44466 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-pic-2-rs.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></strong></p>
<p><strong>3 </strong><strong>แนวทางยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต สู่อนาคตที่ยั่งยืนของ </strong><strong>F&amp;B</strong></p>
<p><strong>1.  เร่งนำระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้</strong></p>
<p>จากผลสำรวจ 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า <strong>Electrification</strong> หรือการเปลี่ยนจากระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำความร้อน การทำความเย็น และการขนส่ง มาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจยังชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยองค์กรที่มีความพร้อมในระดับแถวหน้า (Mature/Advanced) ด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่ (On-site Renewable Energy Production) เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification of Heating and Cooling) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44461 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-3.jpg" alt="" width="1200" height="529" /></p>
<p>ตัวอย่างเช่น <strong>Marble Distilling Co.</strong> โรงกลั่นวอดก้าระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเทคโนโลยี Smart Valves, Actuators และ Intuitive Controls มาใช้ ส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน ลดต้นทุนค่าพลังงานได้ราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำได้มากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี</p>
<figure id="attachment_44463" aria-describedby="caption-attachment-44463" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-44463 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-1.png" alt="" width="1200" height="418" /><figcaption id="caption-attachment-44463" class="wp-caption-text">ผลสำรวจชี้ผู้บริหาร F&amp;B ส่วนใหญ่ (61%) เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้คือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน</figcaption></figure>
<p><strong>2. ปลดล็อกศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืนด้วย </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Data Integration</strong></p>
<p>การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ <strong>การผสานโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ </strong><strong>Digitalization </strong><strong>และ </strong><strong>Automation</strong> จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตาม ตรวจวัด และพัฒนาประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ <strong>มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือในการวัดผล</strong> โดยผลสำรวจพบว่าเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มผลิตภาพถึง 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%</p>
<p>ขณะเดียวกัน <strong>การบูรณาการข้อมูล (</strong><strong>Data Integration)</strong> กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยมีเพียง 40% ที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้ในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้</p>
<figure id="attachment_44462" aria-describedby="caption-attachment-44462" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44462 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-2.png" alt="" width="1200" height="520" /><figcaption id="caption-attachment-44462" class="wp-caption-text">กว่า 54% ของผู้บริหารเห็นพ้องว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น</figcaption></figure>
<p><strong>3. ยุคของโรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย </strong><strong>AI </strong><strong>มาถึงแล้ว</strong></p>
<p>ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น <strong>AI </strong><strong>และ </strong><strong>Digital Twin</strong> การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่า AI จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินงาน</p>
<ul>
<li><strong>49%</strong> ระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว</li>
<li><strong>51%</strong> ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว</li>
<li><strong>47%</strong> มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร โดยมีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร (Autonomous Systems for Buildings)</li>
</ul>
<p>ผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
<figure id="attachment_44464" aria-describedby="caption-attachment-44464" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-44464 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-5.jpg" alt="" width="1200" height="450" /><figcaption id="caption-attachment-44464" class="wp-caption-text">57% ของผู้บริหาร F&amp;B พร้อมนำระบบ Autonomous Systems มาใช้ในอาคารและโรงงาน</figcaption></figure>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เปลี่ยนความท้าทายด้านต้นทุน สู่โอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>แม้ทิศทางการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนจะชัดเจนขึ้น แต่ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังต้องเผชิญ โดยผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (57%) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) (57%) ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44465 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Siemens-FB_Screenshot-4.jpg" alt="" width="1200" height="636" /><br />
แม้สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น <strong>60% </strong><strong>ในปี </strong><strong>2025</strong> แต่ผู้บริหารกว่า <strong>43%</strong> ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ <strong>ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา</strong><strong> (</strong><strong>Demand-side Flexibility)</strong> ควบคู่กับการยกระดับ <strong>ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (</strong><strong>Energy Efficiency)</strong> จึงเป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในโรงงาน และช่วยสร้างผลลัพธ์ทั้งในด้านต้นทุนและการลดคาร์บอนได้ในระยะสั้น</p>
<p>ตัวอย่างหนึ่งคือ <a href="https://www.siemens.com/en-us/content/ferring/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Ferring GmbH</strong></a> บริษัทด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรมทางชีวภาพในเยอรมนี ซึ่งนำระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้ร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการปฏิบัติงานได้ประมาณ <strong>925,000 </strong><strong>ยูโรต่อปี</strong> และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง <strong>2,400 </strong><strong>ตันต่อปี</strong> กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้</p>
<p><strong>เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล สู่อนาคตของ </strong><strong>F&amp;B </strong><strong>ไทย</strong></p>
<p><strong>ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี เพราะหลายเทคโนโลยีได้พิสูจน์ศักยภาพและผลลัพธ์แล้ว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วในการนำมาปรับใช้ และการมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>สำหรับอุตสาหกรรม F&amp;B ไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกระดับโลก นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเชื่อมโยงโลกการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงาน เข้ากับโลกดิจิทัล ทั้งข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ จะไม่เพียงช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/09/siemens-infrastructure-transition-monitor-2025/">ซีเมนส์เผยผลสำรวจ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&#038;B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อม 3 แนวทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NEO ดีไซน์ความสุขคนทำงาน ด้วยแนวคิด Workplace Well-Being เดินหน้าโรงงานสีเขียวอัจฉริยะ ปลูกฝังค่านิยมสร้างนวัตกรรมสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/neo-workplace-well-being/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 18:28:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[NEO]]></category>
		<category><![CDATA[NEO Care Space]]></category>
		<category><![CDATA[Neo Corporate]]></category>
		<category><![CDATA[People-Driven Organization]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Well being]]></category>
		<category><![CDATA[Well-Being Organizations]]></category>
		<category><![CDATA[Workplace Well-Being]]></category>
		<category><![CDATA[ณิศรา ถกลศรี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากร]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42972</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจคิดว่า &#8220;คุณภาพสินค้า&#8221; เริ่มต้นจากวัตถุดิบที่ดีและเทคโนโลยีการผลิตเพียงเท่านั้น แต่สำหรับ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เราเชื่อว่าคุณภาพของสินค้าเริ่มต้นจาก &#8220;ความสุขของผู้ร่วมงาน&#8221; ที่อยู่เบื้องหลังสายการผลิต ในวันที่หลายองค์กรแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือการลงทุนกับ &#8220;คุณภาพชีวิตของคนทำงาน&#8221; เพราะหลายผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า Workplace Well-Being ไม่เพียงส่งผลต่อความสุขของผู้ร่วมงาน แต่ยังเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกนำมาปรับใช้ในหลายองค์กรทั่วโลก รวมถึง NEO ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภคของไทย ด้วยความเชื่อว่า &#8220;ความสุขของผู้ร่วมงานคือจุดเริ่มต้นของสินค้าที่ดี&#8221; จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Workplace Well-Being เพื่อให้บุคลากรทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมส่งต่อความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตไปยังผู้บริโภค นางสาวณิศรา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Well-Being เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อผู้ร่วมงานมีสุขภาพกายและใจที่ดี ย่อมมีแรงบันดาลใจในการทำงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ และใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดสะท้อนออกมาเป็นคุณภาพของสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคได้รับ” &#8220;ความสุขของผู้ร่วมงาน ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านทรัพยากรบุคคล แต่เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมและมาตรฐานการผลิต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/neo-workplace-well-being/">NEO ดีไซน์ความสุขคนทำงาน ด้วยแนวคิด Workplace Well-Being เดินหน้าโรงงานสีเขียวอัจฉริยะ ปลูกฝังค่านิยมสร้างนวัตกรรมสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนอาจคิดว่า &#8220;คุณภาพสินค้า&#8221; เริ่มต้นจากวัตถุดิบที่ดีและเทคโนโลยีการผลิตเพียงเท่านั้น แต่สำหรับ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เราเชื่อว่าคุณภาพของสินค้าเริ่มต้นจาก &#8220;ความสุขของผู้ร่วมงาน&#8221; ที่อยู่เบื้องหลังสายการผลิต</p>
<p><span id="more-42972"></span></p>
<p>ในวันที่หลายองค์กรแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือการลงทุนกับ <strong>&#8220;คุณภาพชีวิตของคนทำงาน&#8221;</strong> เพราะหลายผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า Workplace Well-Being ไม่เพียงส่งผลต่อความสุขของผู้ร่วมงาน แต่ยังเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว</p>
<p>แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกนำมาปรับใช้ในหลายองค์กรทั่วโลก รวมถึง <strong>NEO</strong> ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภคของไทย ด้วยความเชื่อว่า <strong>&#8220;ความสุขของผู้ร่วมงานคือจุดเริ่มต้นของสินค้าที่ดี&#8221;</strong> จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Workplace Well-Being เพื่อให้บุคลากรทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมส่งต่อความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตไปยังผู้บริโภค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42980 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/LINE_20260708_234621.jpg" alt="" width="1200" height="734" /></p>
<p><strong>นางสาวณิศรา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “Well-Being เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อผู้ร่วมงานมีสุขภาพกายและใจที่ดี ย่อมมีแรงบันดาลใจในการทำงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ และใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดสะท้อนออกมาเป็นคุณภาพของสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคได้รับ”</p>
<p><em>&#8220;ความสุขของผู้ร่วมงาน ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านทรัพยากรบุคคล แต่เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมและมาตรฐานการผลิต เพราะเมื่อคนทำงานอย่างมีความสุข ความใส่ใจในทุกขั้นตอนก็จะถูกส่งต่อไปยังสินค้าทุกชิ้น&#8221;</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42974 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/LINE_20260708_234543.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม ทั้งที่สำนักงานใหญ่ NEO Corporate และที่โรงงาน NEO Factory ผ่านการออกแบบสถานที่ทำงานที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ร่วมงานในทุกมิติ ยกตัวอย่างเช่น อาคารโรงงานผลิตสินค้า Personal Care หลังใหม่ของ NEO ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 45,000 ตร.ม. ถูกออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่งและมี Courtyard หรือลานปลูกต้นไม้กลางอาคารที่เปิดรับแสงธรรมชาติ สร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลายและลดการใช้พลังงานในเวลากลางวัน  พร้อมจัดโซนพื้นที่นั่งพักผ่อนที่มองเห็นธรรมชาติ เพื่อให้บุคลากรได้ Recharge ระหว่างวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42978 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/LINE_20260708_234604.jpg" alt="" width="1200" height="673" /></p>
<p>ขณะเดียวกัน NEO ยังนำเทคโนโลยี Smart Factory และแนวคิด Industry 4.0 เข้ามาพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Automation &amp; Robotics) เข้ามาช่วยในขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนหรือต้องใช้แรงงานหนักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ เรายังจัดให้มี <strong>NEO Care Space</strong> พื้นที่ส่วนกลางสุดสร้างสรรค์ที่มอบแรงบันดาลใจ สำหรับการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนไอเดีย และทำ Workshop สะท้อนแนวคิดการลงทุนกับคนควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพราะเราเชื่อว่า &#8220;โรงงานอัจฉริยะ&#8221; จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ &#8220;คน&#8221; เติบโตไปพร้อมกับนวัตกรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42975 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/LINE_20260708_234625.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ NEO คือการมุ่งสู่การเป็น People-Driven Organization ผ่านการปลูกฝัง DNA ขององค์กร 4 ด้าน ได้แก่ <strong>Passion, Innovation, Insightful</strong> และ <strong>Resourceful</strong> เพื่อส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานกล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ เข้าใจผู้บริโภค และพร้อมพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง สำหรับ NEO การสร้าง Workplace Well-Being เป็นการสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ช่วยให้คน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรเติบโตไปพร้อมกัน เพราะเราเชื่อว่าเมื่อผู้ร่วมงานได้รับการสนับสนุนให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบจะเกิดขึ้นจากภายใน ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นความใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ส่งผลถึงคุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ในทุกวัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42977 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/LINE_20260708_234636.jpg" alt="" width="1200" height="673" /></p>
<p>จากความมุ่งมั่นในการดูแลเอาใจใส่บุคลากรในทุกมิติ ทำให้บริษัทได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างน่าภาคภูมิใจ อาทิ การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ <strong>Well-Being Organizations Awards </strong><strong>2025 ระดับ </strong><strong>Gold</strong> จาก PMAT นอกจากนี้ยังได้รับ 2 รางวัลจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025 ได้แก่ รางวัล Best Company to Work For in Asia (GOLD WINNER) สุดยอดองค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย เป็นปีที่ 6 และรางวัล Most Caring Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมด้วยรางวัลด้านการบริหารงานบุคคลและองค์กรดีเด่นอีกหลายรายการ</p>
<p><em> </em><em>“สำหรับ </em><em>NEO </em><em>การดูแลผู้ร่วมงานไม่ใช่เพียงการสร้างองค์กรที่น่าทำงาน แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า เมื่อคนเติบโต องค์กรก็จะเติบโต และสามารถส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดไปยังผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน”</em> <strong>นางสาวณิศรา กล่าวสรุป</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42976 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/LINE_20260708_234601.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/neo-workplace-well-being/">NEO ดีไซน์ความสุขคนทำงาน ด้วยแนวคิด Workplace Well-Being เดินหน้าโรงงานสีเขียวอัจฉริยะ ปลูกฝังค่านิยมสร้างนวัตกรรมสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘บุญรอดฯ’ ลงนาม DRS by REPCO NEX ใน SCGC ยกระดับกระบวนการผลิตอัจฉริยะ มาตรฐานคุณภาพสูงสุด เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/02/boonrawd-signing-drs-by-repco-nex/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Feb 2026 08:03:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[Industrial Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[Production]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable Energy Management Platform]]></category>
		<category><![CDATA[REPCO NEX]]></category>
		<category><![CDATA[SCGC]]></category>
		<category><![CDATA[Singha Corporation]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Maintenance]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำดื่มสิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เร็ปโก เน็กซ์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บุญรอด]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ภิรมย์ภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการผลิตอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีจี เคมิคอลส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=39900</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้นำตลาดเครื่องดื่มของไทย สานต่อการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิตอัจฉริยะสู่ Smart Factory เน้น 3 แกนหลัก เทคโนโลยีทันสมัย กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ และพัฒนาขีดความสามารถบุคลากร เพื่อมาตรฐานการผลิตที่ต้อง &#8216;ดีที่สุด&#8217; เท่านั้น ตอบความไว้วางใจของผู้บริโภคและต้องอยู่ในแนวทางของความยั่งยืน ทั้งกับตัวองค์กร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ได้ลงนามร่วมกับ บริษัท เร็ปโก เน็กซ์ จำกัด (REPCO NEX) ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและโซลูชันด้านอุตสาหกรรมแบบครบวงจร โดยได้นำดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะ DRS by REPCO NEX (Digital Reliability Solutions by REPCO NEX) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เสริมความต่อเนื่องของการเดินเครื่องจักร ลดความสูญเสีย และยกระดับมาตรฐานการผลิต ควบคู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ​​กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/boonrawd-signing-drs-by-repco-nex/">‘บุญรอดฯ’ ลงนาม DRS by REPCO NEX ใน SCGC ยกระดับกระบวนการผลิตอัจฉริยะ มาตรฐานคุณภาพสูงสุด เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด</strong> ผู้นำตลาดเครื่องดื่มของไทย สานต่อการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิตอัจฉริยะสู่ Smart Factory เน้น 3 แกนหลัก เทคโนโลยีทันสมัย กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ และพัฒนาขีดความสามารถบุคลากร เพื่อมาตรฐานการผลิตที่ต้อง &#8216;<strong>ดีที่สุด&#8217;</strong> เท่านั้น ตอบความไว้วางใจของผู้บริโภคและต้องอยู่ในแนวทางของความยั่งยืน ทั้งกับตัวองค์กร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม</p>
<p><span id="more-39900"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ได้ลงนามร่วมกับ <strong>บริษัท เร็ปโก เน็กซ์ จำกัด (</strong><strong>REPCO NEX)</strong> ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและโซลูชันด้านอุตสาหกรรมแบบครบวงจร โดยได้นำดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะ <strong>DRS by REPCO NEX (Digital Reliability Solutions by REPCO NEX)</strong> มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เสริมความต่อเนื่องของการเดินเครื่องจักร ลดความสูญเสีย และยกระดับมาตรฐานการผลิต ควบคู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39902 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/E_02-รูปหลัก-re.jpg" alt="" width="1200" height="801" /></p>
<p><strong>คุณปิติ ภิรมย์ภักดี</strong> กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ​​กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า  หัวใจสำคัญของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่คือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดระยะเวลากว่า 92 ปี บริษัทไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลดความซ้ำซ้อนและกระบวนการที่ไม่จำเป็น  รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการผลิตสู่ Smart Manufacturing ตลอดจนการพัฒนาเสริมทักษะของพนักงานในองค์กรให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ด้าน ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท เร็ปโก เน็กซ์ จำกัด (REPCO NEX) ในกลุ่มธุรกิจ SCGC เผยว่า “ความร่วมมือกับกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ในครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเทคโนโลยีและวิศวกรรมของ SCGC โดยประยุกต์ใช้ดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะ DRS by REPCO NEX เข้ากับประสบการณ์จริงในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของกลุ่มบุญรอดฯ เพื่อยกระดับโรงงาน สู่ Smart Manufacturing ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมไทยต่อไป”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39903 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/BR_01-re.jpg" alt="" width="1200" height="900" /></p>
<p>ทั้งนี้ ดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะ<strong> &#8216;DRS by REPCO NEX&#8217;</strong> เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสร้างสรรค์เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและแม่นยำ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตรอบด้าน อาทิ การเดินเครื่องจักรต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดการสูญเสียจากงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน  ประกอบด้วย</p>
<p>1) การซ่อมบำรุงอัจฉริยะครบวงจรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Smart Maintenance)</p>
<p>2) ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) เพื่อการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิต</p>
<p>3) ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Management Platform) สามารถพยากรณ์ปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ล่วงหน้าและแจ้งเตือนความผิดปกติของเครื่องจักร พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนได้เต็มประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39904 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/BR_02-re.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/02/boonrawd-signing-drs-by-repco-nex/">‘บุญรอดฯ’ ลงนาม DRS by REPCO NEX ใน SCGC ยกระดับกระบวนการผลิตอัจฉริยะ มาตรฐานคุณภาพสูงสุด เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“บางกอกเคเบิ้ล” ฉลองเส้นทางผู้นำธุรกิจสายไฟ 60 ปี มุ่งพลิกโฉมความปลอดภัย-อนาคตเมือง พัฒนา Smart Factory-รุกตลาดพลังงานสะอาด รับความต้องการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกโต 3 เท่า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/08/bangkok-cable-60-years-of-electrical-expertise/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Aug 2024 10:57:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Cable]]></category>
		<category><![CDATA[BCC]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Power]]></category>
		<category><![CDATA[Smart City]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกเคเบิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[พงศภัค นครศรี]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[สายเคเบิล]]></category>
		<category><![CDATA[สายไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=28468</guid>

					<description><![CDATA[<p>“บางกอกเคเบิ้ล” โชว์วิสัยทัศน์ครบรอบ 60 ปี ตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจสายไฟฟ้าและสายเคเบิลของไทย หลังผลวิจัยต่างประเทศพบยุค Net-Zero ดันความต้องการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกพุ่ง 3 เท่าในปี 2050 หนุนความต้องการสายไฟทั่วโลกทะลุ 80 ล้านกิโลเมตร ประกาศแนวคิด “3 เซฟ” เซฟคน&#8211;เซฟเมือง&#8211;เซฟสิ่งแวดล้อม ยกระดับความปลอดภัยและขับเคลื่อนอนาคตของเมือง ด้วยสายไฟและสายเคเบิลเกรดพรีเมียม&#8211;การพัฒนาเทคโนโลยีสายไฟสำหรับ Smart City-การอำนวยความสะดวกการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลุยสร้างความต่อเนื่องด้านนวัตกรรม 6 ทศวรรษ เปิดตัวสายไฟฟ้าแรงสูง 230kV รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน&#8211;นำสายไฟลงดิน&#8211;อัปเกรดสู่พลังงานหมุนเวียน เพิ่มกำลังการผลิตสู่ 60,000 ตันต่อปี ตั้งเป้า 3 ปี ชูความล้ำสมัยด้าน R&#38;D บุกตลาดสายไฟอาเซียนและตลาดโลก ควบคู่พัฒนา Smart Factory เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใส่ใจสังคม ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เตรียมจัดงานฉลองใหญ่ครบรอบ 60 ปี 9 ก.ย.นี้ พร้อมนิทรรศการโชว์เส้นทางเติบโตยั่งยืนและสายไฟพัฒนาเมือง นายพงศภัค นครศรี กรรมการบริหาร บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/bangkok-cable-60-years-of-electrical-expertise/">“บางกอกเคเบิ้ล” ฉลองเส้นทางผู้นำธุรกิจสายไฟ 60 ปี มุ่งพลิกโฉมความปลอดภัย-อนาคตเมือง พัฒนา Smart Factory-รุกตลาดพลังงานสะอาด รับความต้องการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกโต 3 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“บางกอกเคเบิ้ล” โชว์วิสัยทัศน์ครบรอบ </strong><strong>60 </strong><strong>ปี ตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจสายไฟฟ้าและสายเคเบิลของไทย หลังผลวิจัยต่างประเทศพบยุค </strong><strong>Net-Zero </strong><strong>ดันความต้องการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกพุ่ง </strong><strong>3 </strong><strong>เท่าในปี </strong><strong>2050</strong><strong> หนุนความต้องการสายไฟทั่วโลกทะลุ </strong><strong>80 </strong><strong>ล้านกิโลเมตร</strong></p>
<p><span id="more-28468"></span></p>
<p><strong> ประกาศแนวคิด “</strong><strong>3 </strong><strong>เซฟ” เซฟคน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เซฟเมือง</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เซฟสิ่งแวดล้อม ยกระดับความปลอดภัยและขับเคลื่อนอนาคตของเมือง ด้วยสายไฟและสายเคเบิลเกรดพรีเมียม</strong><strong>&#8211;</strong><strong>การพัฒนาเทคโนโลยีสายไฟสำหรับ </strong><strong>Smart City-</strong><strong>การอำนวยความสะดวกการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลุยสร้างความต่อเนื่องด้านนวัตกรรม </strong><strong>6 </strong><strong>ทศวรรษ เปิดตัวสายไฟฟ้าแรงสูง </strong><strong>230kV </strong><strong>รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>นำสายไฟลงดิน</strong><strong>&#8211;</strong><strong>อัปเกรดสู่พลังงานหมุนเวียน เพิ่มกำลังการผลิตสู่ </strong><strong>60,000 </strong><strong>ตันต่อปี ตั้งเป้า </strong><strong>3 </strong><strong>ปี ชูความล้ำสมัยด้าน </strong><strong>R&amp;D</strong><strong> บุกตลาดสายไฟอาเซียนและตลาดโลก ควบคู่พัฒนา </strong><strong>Smart Factory </strong><strong>เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใส่ใจสังคม ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เตรียมจัดงานฉลองใหญ่ครบรอบ</strong><strong> 60 </strong><strong>ปี </strong><strong>9 </strong><strong>ก.ย.นี้ พร้อมนิทรรศการโชว์เส้นทางเติบโตยั่งยืนและสายไฟพัฒนาเมือง</strong></p>
<p><strong>นายพงศภัค นครศรี กรรมการบริหาร บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ <strong>Bangkok Cable (BCC)</strong> ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา บริษัทและสายไฟฟ้าของบริษัทได้มีส่วนช่วยเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคของประเทศ สร้างรากฐานการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม การพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของคนไทย อาทิ การพัฒนาสายไฟฟ้าใช้ในโครงข่ายของระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง การริเริ่มนำสายไฟฟ้าลงดิน ตลอดจนการเชื่อมต่อสายส่งในระบบรถไฟฟ้า จนถึงวันนี้ที่โลกกำลังเดินหน้าสู่ยุค Net-Zero GHG Emissions มุ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ บริษัทประเมินว่าสายไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอีกมาก เนื่องจากทั่วโลกจะมีความต้องการการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึงราว 3 เท่าตัว พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านไปใช้แหล่งไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนถึงราว 91% ภายในปี ค.ศ.2050 ส่งผลให้จะมีความต้องการสายไฟฟ้าถึงราว 80 ล้านกิโลเมตร เพื่อใช้อัปเกรดสายไฟฟ้าเดิมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าใหม่ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทดแทน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28469 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/01.บางกอกเคเบิ้ล-โชว์วิสัยทัศน์ครบรอบ-60-ปี-ตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจสายไฟฟ้าและสายเค.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p>“แนวโน้มในประเทศไทยเอง ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราเห็นความต้องการสายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ทั่วประเทศ การเดินหน้าแผนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย หรือ Grid Modernization การขยายตัวต่อเนื่องของธุรกิจที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลอย่าง Data Center การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้สอดคล้องกับทิศทาง Net Zero สายไฟฟ้าจะเป็นอีกหนึ่ง Key Driver ที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน และขับเคลื่อนอนาคตของเมือง” นายพงศภัค กล่าว</p>
<p>บางกอกเคเบิ้ล ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย มุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมมาพัฒนาเทคโนโลยีสายไฟฟ้าอย่างไม่หยุดยั้งให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก โดยยึดหลักแนวคิด <strong>“เซฟคน เซฟเมือง เซฟสิ่งแวดล้อม”</strong> เพื่อยกระดับความปลอดภัยของทุกคนและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ได้แก่ <strong>1. </strong><strong>เซฟคน</strong> ปกป้องบ้านจากอันตรายที่มองไม่เห็น มอบความปลอดภัยให้ทุกคนในครอบครัว ด้วยสายไฟที่ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด อาทิ สายไฟฟ้าจากทองแดงบริสุทธิ์ 99.99% อะลูมิเนียมบริสุทธิ์ 99.7% ที่นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม ทนทานต่อการกัดกร่อน ปลอดภัยต่อการใช้งาน สายทนไฟที่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28472 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/03.แนวคิด-3-เซฟ-เซฟคน-เซฟเมือง-เซฟสิ่งแวดล้อม.jpg" alt="" width="1200" height="799" /></p>
<p><strong>2. </strong><strong>เซฟเมือง</strong> ร่วมพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศ รองรับการขยายตัวของเมืองและกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยสายไฟฟ้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพชั้นนำระดับนานาชาติ การทดสอบคุณภาพสายไฟในห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้า (Lab) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย การบริการรถทดสอบสายไฟฟ้าแรงดันสูงเคลื่อนที่บริเวณหน้างานของลูกค้า ตลอดจนการพัฒนาโปรดักท์ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเมือง และ <strong>3.</strong><strong>เซฟสิ่งแวดล้อม</strong> เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนที่เกี่ยวข้องกับสายไฟฟ้า เพื่อเชื่อมโยงประเทศไทยสู่เส้นทางอนาคตในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยบริษัทได้เป็นผู้ผลิตสายไฟฟ้าและเคเบิลรายเดียวในประเทศไทยที่เข้าร่วมในสมาคมเครือข่ายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Global Compact Network Thailand: UNGCNT) และคว้าการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 เดินหน้าธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน</p>
<p>นายพงศภัค กล่าวอีกว่า แนวคิด <strong>“3 เซฟ”</strong> จะรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต และครอบคลุมทุกความต้องการใช้งานของลูกค้าทั้ง 7 กลุ่มของบริษัท โดยในระยะสั้น บริษัทได้พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์แนวคิดดังกล่าว อาทิ <strong>สายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ </strong><strong>(Extra High Voltage) </strong><strong>ชนิด </strong><strong>230</strong><strong> กิโลวัตต์ รุ่น </strong><strong>230kV CE(CAS)</strong> รองรับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้า การนำสายไฟลงดินเพิ่มสุนทรียภาพของเมือง การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม <strong>ตัวนำอะลูมิเนียมคอมโพสิตหลัก (</strong>ACCC® Conductor) ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลิตรายแรกในไทย เพื่อใช้อัปเกรดระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน บริษัทจะเพิ่มกำลังการผลิตรวมจาก 55,000 ตันต่อปีในปัจจุบัน สู่ 60,000 ตันต่อปีภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสายไฟจาก 25% เป็น 35%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28473 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/06.Bangkok-Cable-Summary.jpg" alt="" width="1200" height="899" /></p>
<p>ขณะที่ในระยะกลาง 3 ปี (พ.ศ.2567-2569) บริษัทมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจสายไฟฟ้าและสายเคเบิลในภูมิภาคอาเซียน ตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าของทั้งไทยและโลก ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ <strong>1.</strong><strong>การขยายสู่ตลาดภูมิภาค (</strong><strong>Global Expansion</strong><strong>)</strong> นำงานวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ที่ล้ำสมัยของบริษัท นำเสนอเป็นสินค้าที่โดดเด่นสู่เวทีโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน สร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายและซัพพลายเชนของบริษัท <strong>2.</strong><strong>การพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ (</strong><strong>Smart Factory</strong><strong>)</strong> บูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสายไฟ มุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 และ <strong>3.</strong><strong>การเติบโตอย่างยั่งยืน (</strong><strong>Sustainable Growth</strong><strong>)</strong> ฉลอง 60 ปีบางกอกเคเบิ้ล ด้วยการยึดมั่นบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตสายเคเบิ้ลที่จำเป็นในการรองรับความต้องการด้านไฟฟ้าของโลกยุค Net-Zero</p>
<p>สำหรับ <strong>บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด</strong> หรือ <strong>Bangkok Cable (BCC)</strong> เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) สนามบินสุวรรณภูมิ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/08/bangkok-cable-60-years-of-electrical-expertise/">“บางกอกเคเบิ้ล” ฉลองเส้นทางผู้นำธุรกิจสายไฟ 60 ปี มุ่งพลิกโฉมความปลอดภัย-อนาคตเมือง พัฒนา Smart Factory-รุกตลาดพลังงานสะอาด รับความต้องการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกโต 3 เท่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไมเดียผนึกกำลังหัวเว่ย เอไอเอส และ ไชน่า ยูนิคอม สร้างโรงงาน 5G เต็มรูปแบบแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/05/midea-join-ais-huawei-and-china-unicom-build-smart-factory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 May 2024 07:50:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[5G]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[China Unicom]]></category>
		<category><![CDATA[Huawei]]></category>
		<category><![CDATA[Productivity]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิซ เซ]]></category>
		<category><![CDATA[วรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[วินเซ็นท์ ไค]]></category>
		<category><![CDATA[หัวเว่ย]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอเอส]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงานอัจฉริยะ 5G]]></category>
		<category><![CDATA[ไชน่า ยูนิคอม]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเดีย ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=25692</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไมเดียจับมือหัวเว่ย, เอไอเอส, และไชน่า ยูนิคอม ในการสร้างโรงงานอัจฉริยะพร้อมระบบ 5G เต็มรูปแบบแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมาตรฐานใหม่ของสายการผลิตอัจฉริยะในประเทศไทยที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย โดยการผนึกกำลังครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ปูทางสู่ยุคแห่งเทคโนโลยี 5G ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพ, ความปลอดภัย, และรองรับการทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติภายใต้กระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อน ทั้งนี้ เครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต 5G+ เชิงอุตสาหกรรม ทำให้กระบวนการผลิตเชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์ผ่านเทอร์มินัล 5G ความเร็วสูง นอกจากนี้ ยังติดตั้งไพรเวทเน็ตเวิร์ก 5G แบบเดดิเคท (Dedicated) ที่ได้รับการออกแบบให้รองรับข้อกำหนดกระบวนการทำงานและให้ทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสถานการณ์การผลิตและเชื่อมต่อขั้นตอนการผลิตเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ นายวินเซ็นท์ ไค ผู้จัดการทั่วไป โรงงานเครื่องปรับอากาศไมเดียประเทศไทย กล่าวว่า “โรงงานอัจฉริยะ 5G ในประเทศไทยได้กำหนดต้นแบบสายการผลิตแห่งโลกอนาคต เพื่อสอดรับกับกลยุทธ์การพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะเต็มรูปแบบของไมเดีย กรุ๊ป โดยเราได้ออกแบบสายการผลิตประสิทธิภาพสูงให้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” ทั้งนี้ โซลูชันหลักที่เสริมศักยภาพให้กับโรงงานอัจฉริยะ 5G ได้แก่:  &#8211; การเชื่อมต่อและการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G: เครือข่าย 5G มอบศักยภาพการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จำนวนมหาศาลอย่างมีเสถียรภาพ จึงสามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลของอุปกรณ์การผลิตแบบเรียลไทม์ รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อุปกรณ์, ลดเวลาหยุดทำงาน (down time) และเพิ่มศักยภาพการใช้งานอุปกรณ์ในสายการผลิต &#8211; รถลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ 5G (Automated Guided Vehicles &#8211; AGV): เทคโนโลยี 5G พลิกโฉมการทำงานของรถลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ (AGV) โดยปลดล็อคข้อจำกัดของ AGV ในการลำเลียงสินค้าแบบดั้งเดิม ที่ใช้การกำหนดเส้นทางล่วงหน้าร่วมกับเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ติดตั้งในพื้นที่ ด้วยการวางแผนเส้นทางแบบมีพลวัตรและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนเส้นทาง ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในสายการผลิตที่ซับซ้อน &#8211; ระบบตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ผ่านเครือข่าย 5G: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มอัตราการผลิตชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบในครั้งแรกถึง 4% ระบบตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องนำกลับมาแก้ไขลงจากจำนวน 4,000 ชิ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/midea-join-ais-huawei-and-china-unicom-build-smart-factory/">ไมเดียผนึกกำลังหัวเว่ย เอไอเอส และ ไชน่า ยูนิคอม สร้างโรงงาน 5G เต็มรูปแบบแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>ไมเดียจับมือหัวเว่ย, เอไอเอส, และไชน่า ยูนิคอม</strong> ในการสร้างโรงงานอัจฉริยะพร้อมระบบ 5G เต็มรูปแบบแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมาตรฐานใหม่ของสายการผลิตอัจฉริยะในประเทศไทยที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย โดยการผนึกกำลังครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ปูทางสู่ยุคแห่งเทคโนโลยี 5G ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพ, ความปลอดภัย, และรองรับการทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติภายใต้กระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อน</p>
<p style="font-weight: 400;"><span id="more-25692"></span></p>
<p style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต 5G+ เชิงอุตสาหกรรม ทำให้กระบวนการผลิตเชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์ผ่านเทอร์มินัล 5G ความเร็วสูง นอกจากนี้ ยังติดตั้งไพรเวทเน็ตเวิร์ก 5G แบบเดดิเคท (Dedicated) ที่ได้รับการออกแบบให้รองรับข้อกำหนดกระบวนการทำงานและให้ทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสถานการณ์การผลิตและเชื่อมต่อขั้นตอนการผลิตเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นายวินเซ็นท์ ไค</strong> ผู้จัดการทั่วไป โรงงานเครื่องปรับอากาศไมเดียประเทศไทย กล่าวว่า “โรงงานอัจฉริยะ 5G ในประเทศไทยได้กำหนดต้นแบบสายการผลิตแห่งโลกอนาคต เพื่อสอดรับกับกลยุทธ์การพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะเต็มรูปแบบของไมเดีย กรุ๊ป โดยเราได้ออกแบบสายการผลิตประสิทธิภาพสูงให้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”</p>
<p style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ โซลูชันหลักที่เสริมศักยภาพให้กับโรงงานอัจฉริยะ 5G ได้แก่:</p>
<p><strong> &#8211; การเชื่อมต่อและการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านเครือข่าย </strong><strong>5G:</strong> เครือข่าย 5G มอบศักยภาพการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จำนวนมหาศาลอย่างมีเสถียรภาพ จึงสามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลของอุปกรณ์การผลิตแบบเรียลไทม์ รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อุปกรณ์, ลดเวลาหยุดทำงาน (down time) และเพิ่มศักยภาพการใช้งานอุปกรณ์ในสายการผลิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25695 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/Midea-Smart-Factory-04.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>&#8211; รถลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ</strong><strong> 5G (Automated Guided Vehicles &#8211; AGV):</strong> เทคโนโลยี 5G พลิกโฉมการทำงานของรถลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ (AGV) โดยปลดล็อคข้อจำกัดของ AGV ในการลำเลียงสินค้าแบบดั้งเดิม ที่ใช้การกำหนดเส้นทางล่วงหน้าร่วมกับเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ติดตั้งในพื้นที่ ด้วยการวางแผนเส้นทางแบบมีพลวัตรและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนเส้นทาง ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในสายการผลิตที่ซับซ้อน</p>
<p><strong>&#8211; ระบบตรวจสอบคุณภาพด้วย </strong><strong>AI ผ่านเครือข่าย</strong> <strong>5G: </strong>การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี<strong> </strong>AI<strong> </strong>ช่วยเพิ่มอัตราการผลิตชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบในครั้งแรกถึง 4% ระบบตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องนำกลับมาแก้ไขลงจากจำนวน 4,000 ชิ้น เหลือเพียง 1,000 ชิ้น ลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน และลดอัตราข้อผิดพลาดของชิ้นงานลงถึง 75%</p>
<p style="font-weight: 400;">&#8211;  <strong>แขนกลอัจฉริยะ </strong><strong>5G:</strong> พนักงานสามารถควบคุมแขนกลจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G<strong> </strong>ลดการใช้แรงงานคนในบริเวณที่เสี่ยงอันตราย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงวัสดุที่ใช้ในการผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>&#8211; ห้องควบคุมการปฏิบัติงานระบบ </strong><strong>5G:</strong> ห้องควบคุมการปฏิบัติงานจำลองและทดสอบสถานะของคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ข้างนอกผ่านระบบ 5G<strong> </strong>ทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพและปราศจากข้อผิดพลาด มาพร้อมโซลูชัน 5G backhaul ที่มีค่าความหน่วงต่ำและระบบป้องกันข้อมูลสูญหาย ทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชันสำคัญเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
<p style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25696 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/Midea-Smart-Factory-03.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;">ในโครงการโรงงานอัจฉริยะ ผู้ให้บริการเครือข่ายถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยใช้ความเชี่ยวชาญและอีโคซิสเต็มในประเทศไทยเพื่อผลักดันเครือข่าย 5G ให้บรรลุประสิทธิภาพที่เหนือชั้น<strong>, </strong>มอบการเชื่อมต่อที่ไร้ขีดจำกัด รวมทั้งช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในการดำเนินงาน นายภูผา<strong> </strong>เอกะวิภาต รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอไอเอสในการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวว่า <strong>“</strong>เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น 5G<strong> </strong>ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่งเดียวที่สามารถสร้างเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่กว่า 160,000 ตร.ม. รวมโรงงานผลิตถึง 3<strong> </strong>แห่งเข้าด้วยกันได้ และในอนาคต เอไอเอสยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมและผนึกกำลังกับผู้ผลิตระดับโลกในการสร้างโรงงานอัจฉริยะในประเทศไทย<strong>”</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกัน<strong> นส. ยูนิซ เซ, </strong>ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไชน่า ยูนิคอม โอเปอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและไอทีว่า <strong>“</strong>ความพร้อมของเครือข่าย 5G<strong> </strong>ของประเทศไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคอาเซียน ทางไชน่า ยูนิคอม มุ่งมั่นสนับสนุนความสำเร็จของนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยสถานการณ์การใช้งานที่ครอบคลุม และสถานการณ์แบบ 5G2B ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและระบบอัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ<strong>”</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์</strong> ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ยในการพลิกโฉมอุตสาหกรรม <strong>“</strong>เรามองเห็นแล้วว่า 5G<strong> </strong>มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพลิกโฉมของภาคอุตสาหกรรม และภาคอุตสาหกรรมการผลิตเองก็ได้แสดงศักยภาพด้านการพัฒนาและยกระดับศักยภาพด้วยเทคโนโลยี 5G<strong> </strong>ให้ประจักษ์ โดยหัวเว่ยยังคงมุ่งต่อยอดความร่วมมือกับลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการเครือข่าย และพาร์ทเนอร์เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยี 5G<strong> </strong>ต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราได้ทำงานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์ดิจิทัลในแต่ละราย และเจาะลึกกระบวนการผลิตและค้นหาความต้องการเฉพาะด้าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และหลักปฏิบัติจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อเร่งนำเทคโนโลยี 5G<strong> </strong>มาใช้เพื่อยกระดับสายการผลิตอัจฉริยะ”</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-25693 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/Midea-Smart-Factory-07.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></strong></p>
<p style="font-weight: 400;">โรงงานอัจฉริยะ 5G เต็มรูปแบบแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอัจฉริยะและยุคอุตสาหกรรม 4.0<strong> </strong>ของประเทศไทย และยังได้แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือและนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อร่วมกันกำหนดต้นแบบของเทคโนโลยีการผลิตแห่งโลกอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/05/midea-join-ais-huawei-and-china-unicom-build-smart-factory/">ไมเดียผนึกกำลังหัวเว่ย เอไอเอส และ ไชน่า ยูนิคอม สร้างโรงงาน 5G เต็มรูปแบบแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ชาร์กเต้ &#8211; ชาร์กจิง” ผนึกกำลังติดปีก “โรโบคลาวด์” บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมคนไทยเติบโตระดับโลก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2023/07/singha-and-thai-summit-invest-in-robocloud/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jul 2023 06:38:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Robocloud]]></category>
		<category><![CDATA[Robocloud Company Limited]]></category>
		<category><![CDATA[Shark Tank Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Factory]]></category>
		<category><![CDATA[StartUp]]></category>
		<category><![CDATA[ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาร์กจิง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาร์กเต้]]></category>
		<category><![CDATA[ชาร์กแทงก์ ไทยแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท โรโบคลาวด์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พิฑูรย์ วัฒกภาสน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภูริต ภิรมย์ภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[โรโบคลาวด์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยซัมมิท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=19991</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายการ “ชาร์กแทงก์ ไทยแลนด์” (Shark Tank Thailand) เวทีที่เปิดโอกาสให้คนไทยมากฝีมือในหลากหลายอุตสาหกรรม มาโชว์ไอเดีย ความรู้ความสามารถ และแผนการดำเนินธุรกิจ โดยผู้ที่ผ่านด่านและเข้าตากรรมการหรือ “ชาร์ก” จะได้รับข้อเสนอเงินลงทุน เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจ และต่อยอดแผนงานให้ก้าวสู่เป้าหมายตามที่ได้เสนอไว้ โดยใน Shark Tank Thailand ซีซั่น 3 ที่ผ่านมา จากการนำเสนอของ บริษัท โรโบคลาวด์ จำกัด (Robocloud Company Limited) บริษัทคนไทย ผู้สร้างสรรค์ด้านการพัฒนาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม (Robotic &#38; Automation System) ได้รับความสนใจร่วมทุน จาก “ชาร์กเต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี” และ “ชาร์กจิง ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” 2 ซีอีโอจากบริษัทชั้นนำของเมืองไทย ล่าสุดได้มีการลงนามในสัญญาความร่วมมือ เพื่อพัฒนา ส่งเสริมคนไทยที่มีศักยภาพ และร่วมกันผลักดันธุรกิจไปสู่การเติบโตในประเทศและระดับสากลต่อไป “ชาร์กเต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/07/singha-and-thai-summit-invest-in-robocloud/">“ชาร์กเต้ &#8211; ชาร์กจิง” ผนึกกำลังติดปีก “โรโบคลาวด์” บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมคนไทยเติบโตระดับโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รายการ <strong>“ชาร์กแทงก์ ไทยแลนด์” (Shark Tank Thailand)</strong> เวทีที่เปิดโอกาสให้คนไทยมากฝีมือในหลากหลายอุตสาหกรรม มาโชว์ไอเดีย ความรู้ความสามารถ และแผนการดำเนินธุรกิจ โดยผู้ที่ผ่านด่านและเข้าตากรรมการหรือ “ชาร์ก” จะได้รับข้อเสนอเงินลงทุน เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจ และต่อยอดแผนงานให้ก้าวสู่เป้าหมายตามที่ได้เสนอไว้</p>
<p><span id="more-19991"></span></p>
<p>โดยใน Shark Tank Thailand ซีซั่น 3 ที่ผ่านมา จากการนำเสนอของ บริษัท โรโบคลาวด์ จำกัด (Robocloud Company Limited) บริษัทคนไทย ผู้สร้างสรรค์ด้านการพัฒนาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม (Robotic &amp; Automation System) ได้รับความสนใจร่วมทุน จาก <strong>“ชาร์กเต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี”</strong> และ <strong>“ชาร์กจิง ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ”</strong> 2 ซีอีโอจากบริษัทชั้นนำของเมืองไทย ล่าสุดได้มีการลงนามในสัญญาความร่วมมือ เพื่อพัฒนา ส่งเสริมคนไทยที่มีศักยภาพ และร่วมกันผลักดันธุรกิจไปสู่การเติบโตในประเทศและระดับสากลต่อไป</p>
<p><strong>“ชาร์กเต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี”</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “จากการได้ทำหน้าที่ “ชาร์ก” ในรายการ Shark Tank Thailand ทำให้มีโอกาสได้พบผู้ประกอบการคนไทยที่มีความสามารถในหลากหลายอุตสาหกรรม ที่มีโมเดลธุรกิจน่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเติบโตได้เพราะปัญหาเรื่องเงินทุนและประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ซึ่งการเข้ามาร่วมลงทุนกับโรโบคลาวด์ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมสร้างโอกาส และพัฒนาศักยภาพในการขยายธุรกิจ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม (Robotic &amp; Automation System) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการผลิต สู่การเป็น Smart Factory ซึ่งเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ทางด้านการตลาดและการผลิต ที่กลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่มี จะสามารถเป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดภาคการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&#8221;</p>
<p>จากการเข้ามาสนับสนุนโรโบคลาวด์ บริษัทของคนไทย โดยผู้บริหารเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีทั้ง Passion และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในสายงานแมคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ซึ่งเป็นสาขาที่ครอบคลุมทั้งด้านเครื่องกล ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหุ่นยนต์ นำโดย ก้อง-พิฑูรย์ วัฒกภาสน์ โดยเทคโนโลยีของทีมโรโบคลาวด์ ไม่เพียงจะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ยังสามารถเติบโต และขยายตลาดในต่างประเทศได้</p>
<p><strong>“ชาร์กจิง ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ”</strong> รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ให้ความเห็นว่า ไทยซัมมิทมุ่งเน้นการใช้ Automation ในกระบวนการการผลิตเป็นหลัก ปัจจุบันกลุ่มไทยซัมมิทเป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีจำนวน Robot มากที่สุดบริษัทหนึ่ง การใช้หุ่นยนต์และแขนกลในการผลิตนั้น จะต้องสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องจักรได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและความแม่นยำในการผลิต รวมถึงลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ซึ่งทางไทยซัมมิทมีทีมวิศวกรออกแบบและพัฒนาการทำงานด้านที่กล่าวมาเหล่านี้ บริษัทจึงเชื่อมั่นว่านอกจากเงินลงทุนที่สนับสนุนให้แก่ทางโรโบคลาวด์แล้ว ยังสามารถให้การสนับสนุนเรื่องการวิจัยและพัฒนา, การขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้อีกด้วย</p>
<p>ทางชาร์กจิงเข้าใจดีว่าผู้ประกอบการที่เข้ามาขอเงินลงทุน โดยปกติจะคาดหวังเรื่องของการช่วยเหลือในด้านอื่นจากชาร์กด้วย โดยยิ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็จะยิ่งคาดหวังมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือให้คำแนะนำในด้าน การตลาด การเงิน Know-How เพื่อการพัฒนาสินค้า ดังนั้นในการเลือกลงทุนในแต่ละครั้ง ก็จะสนับสนุนตามความคาดหวังของผู้ประกอบการให้ได้มากที่สุดตามที่คุยกันก่อนการลงทุน ดังเช่นในกรณีของบริษัทโรโบคลาวด์เป็นต้น และขอแสดงความยินดีกับคุณพิฑูรย์ วัฒกภาสน์ และ คุณทิพย์วดี กวีวัฒนกร ที่แสดงศักยภาพและความตั้งใจออกมา และสามารถดึงชาร์กถึงสองท่านมาร่วมลงทุนได้</p>
<p><strong>พิฑูรย์ วัฒกภาสน์</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โรโบคลาวด์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท โรโบคลาวด์ หลังจากได้รับการลงทุนจาก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด  และ ไทยซัมมิท เรากำลังเติบโตและขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วแบบติดปีก เนื่องจากทางผู้ลงทุนทั้งสองบริษัทเข้ามาช่วยทั้งด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ รวมถึงร่วมสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหาร/เครื่องดื่ม และชิ้นส่วนยานยนต์ ให้พัฒนายิ่งขึ้น ซึ่งเราพร้อมที่จะเป็นบริษัทชั้นนำในการให้บริการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในประเทศและต่างประเทศ โดยเราตั้งเป้าหมายว่านอกจากการเป็นผู้นำการให้บริการแล้ว เราพร้อมที่จะแบ่งปันและเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งภาคการศึกษาและภาคเอกชน โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคคลากรของประเทศ</p>
<p>สำหรับ บริษัท โรโบคลาวด์ จำกัด ดำเนินธุรกิจมาเป็นปีที่ 8 ภายใต้ทีมงานวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านแมคาทรอนิกส์ จึงมีความสามารถทั้งการออกแบบและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบการผลิตให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ตามที่ต้องการแบบ Customization ไม่ว่าจะเป็นรับออกแบบและติดตั้งเครื่องจักรอัตโนมัติ รับสร้างระบบหุ่นยนต์ รับสร้างโปรแกรมบริหารจัดการและการผลิต รวมทั้งรับสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ทำให้โรงงานสามารถสั่งงานระบบต่างๆ ให้ทำงานอย่างสมบูรณ์เพียงแค่การกดเพียงปุ่มเดียว หรือ One Touch Manufacturing เพื่อเป็นหนึ่งในผู้นำที่ทำให้ระบบอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ของไทย ก้าวสู่ Digital Transformation ได้ในอนาคต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2023/07/singha-and-thai-summit-invest-in-robocloud/">“ชาร์กเต้ &#8211; ชาร์กจิง” ผนึกกำลังติดปีก “โรโบคลาวด์” บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมคนไทยเติบโตระดับโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
