<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Survey &#8211; SD Thailand</title>
	<atom:link href="https://www.sdthailand.com/tag/survey/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<description>Sustainability - Sharing - Success</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Jul 2026 12:47:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.8</generator>

<image>
	<url>https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2022/09/cropped-sd.png</url>
	<title>Survey &#8211; SD Thailand</title>
	<link>https://www.sdthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Booking.com เผย 95% ​​นักเดินทางทั่วโลกมอง &#8216;วิกฤตสภาพอากาศ&#8217; กระทบแผน​เดินทางและจุดหมายปลายทาง​ นักเดินทางไทยเกินครึ่งต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนการเดินทาง ปัจจัย &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ยังสำคัญในการเลือกที่พัก</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/07/booking-com-sustainable-travel-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 12:33:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Booking.com]]></category>
		<category><![CDATA[Clamate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Generation]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Platform]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Accommodation]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Travel Report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Traveling]]></category>
		<category><![CDATA[Traveling]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42824</guid>

					<description><![CDATA[<p>Booking.com เผยแพร่รายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี 2568  ซึ่งเผยแพร่เดือนเมษายน 2569 และเป็นรายงานประจำปี ครบรอบ 11 ปี ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เดินทาง เพื่อเข้าใจทัศนคติรวมถึงสิ่งที่ผู้เดินทางให้ความสำคัญในด้านผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง ทั้งนี้ การจัดทำรายงานได้สำรวจผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 32,500 คน จาก 35 ประเทศทั่วโลก ในกลุ่มนักเดินทางอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีการเดินทางอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งกำลังวางแผนเดินทางครั้งใหม่ใน​ปี 2569 นี้ ครอบคลุมเจนเนอเรชั่นต่างๆ ทั้ง Gen Z (18–28 ปี), Millennials (29–44 ปี), Gen X (45–60 ปี) และ Baby Boomers (61 ปีขึ้นไป) สภาพอากาศสุดขั้ว : ความกังวลของผู้เดินทางทุกช่วงวัย ผลสำรวจภาพรวม สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญต่อการเดินทางอย่างยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกและในทุกช่วงวัย โดย 85% ของผู้เดินทางทั่วโลก และ 95% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/booking-com-sustainable-travel-report/">Booking.com เผย 95% ​​นักเดินทางทั่วโลกมอง &#8216;วิกฤตสภาพอากาศ&#8217; กระทบแผน​เดินทางและจุดหมายปลายทาง​ นักเดินทางไทยเกินครึ่งต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนการเดินทาง ปัจจัย &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ยังสำคัญในการเลือกที่พัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Booking.com เผยแพร่รายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี 2568  ซึ่งเผยแพร่เดือนเมษายน 2569 และเป็นรายงานประจำปี ครบรอบ 11 ปี ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เดินทาง เพื่อเข้าใจทัศนคติรวมถึงสิ่งที่ผู้เดินทางให้ความสำคัญในด้านผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง</p>
<p><span id="more-42824"></span></p>
<p>ทั้งนี้ การจัดทำรายงานได้สำรวจผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 32,500 คน จาก 35 ประเทศทั่วโลก ในกลุ่มนักเดินทางอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีการเดินทางอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งกำลังวางแผนเดินทางครั้งใหม่ใน​ปี 2569 นี้ ครอบคลุมเจนเนอเรชั่นต่างๆ ทั้ง Gen Z (18–28 ปี), Millennials (29–44 ปี), Gen X (45–60 ปี) และ Baby Boomers (61 ปีขึ้นไป)</p>
<p><strong>สภาพอากาศสุดขั้ว </strong><strong>: </strong><strong>ความกังวลของผู้เดินทางทุกช่วงวัย</strong></p>
<p>ผลสำรวจภาพรวม สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญต่อการเดินทางอย่างยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกและในทุกช่วงวัย โดย 85% ของผู้เดินทางทั่วโลก และ 95% ของผู้เดินทางชาวไทยทุกช่วงวัย ระบุว่า ​การเดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญหรือสำคัญมากสำหรับพวกเขา</p>
<p>พร้อมมอง <strong>&#8216;วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว&#8217; </strong> เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเดินทางหรือตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางและช่วงเวลาของการเดินทางของนักเดินทางทุกช่วงวัย</p>
<p>ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย 86% ​ ระบุว่า มีการพิจารณาเรื่องของความเสี่ยงของสภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติเมื่อเลือกจุดหมายปลายทาง รวมทั้ง 85% มองช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ผู้เดินทางชาวไทย 81% รายงานว่าพวกเขาตั้งใจหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศสุดขั้ว โดย 83% พบว่าสภาพอากาศดังกล่าวทำให้พวกเขารู้สึกเครียดในการวางแผนการเดินทาง และ 69% รู้สึกว่าอากาศที่แปรปรวนบ่อยทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะเดินทางเมื่อไหร่</p>
<p><em><strong>ที่</strong><strong>น่าสนใจคือ ครึ่งหนึ่งของผู้เดินทางชาวไทย หรือ 50%​ ได้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนการเดินทางในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วหรือภัยธรรมชาติ (เช่น อุณหภูมิสูง พายุ ไฟป่า น้ำท่วม ฯลฯ)</strong></em></p>
<p>และมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (67%) กล่าวว่าจุดหมายปลายทางบางแห่งมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าจะเดินทางไปในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการ และมีถึง 70% ที่​ต้อง​ลบจุดหมายปลายทางเหล่านั้นออกจากรายชื่อจุดหมายปลายทางในฝันเมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วหรือภัยธรรมชาติ</p>
<p><strong>ผู้เดินทางทุกวัยมองหา &#8216;ที่พักที่มีความยั่งยืน&#8217;</strong></p>
<p>ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเรื่องของความยั่งยืนใน​กลุ่มผู้ประกอบการด้านที่พัก ยังส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักในระหว่างการเดินทางของผู้เดินทางทุกวัยอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>โดยกว่าหนึ่งในสามของผู้เดินทางทุก​​วัย ต่าง​วางแผนที่จะเข้าพักในที่พักซึ่งได้รับการรับรองด้านความยั่งยืนในอีก 12 เดือนข้างหน้า ทั้งกลุ่ม Boomer (46%) กลุ่ม Gen X (37%) กลุ่ม Millennials (38%) และกลุ่ม Gen Z (37%)</p>
<p>สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการสำรวจพันธมิตรในแพลตฟอร์ม Booking.com มากกว่า 3,700 ราย จากหลายภูมิภาคทั่วโลก ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า <em><strong>ตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้เดินทางทั่วโลกจองที่พักของพันธมิตรที่ได้การรับรองด้านความยั่งยืนรวมแล้วมากกว่า 100 ล้านห้อง </strong></em></p>
<p>รวมทั้งยังให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เช่น ลดการสร้างขยะ ประหยัดพลังงาน และการหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสัตว์ป่า  ไปจนถึงการพิจารณาเลือกช่วงเวลาและจุดหมายปลายทางอย่างถี่ถ้วน  สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับการเดินทางอย่างยั่งยืนที่ผู้เดินทางตั้งใจจะนำมาใช้ ตลอดการเดินทางภายในปี 2569 ด้วย</p>
<p>พร้อมอินไซต์เพิ่มเติมที่น่าสนใจจากนักเดินทางท่องเที่ยวคนไทย เช่น</p>
<p>&#8211; 34% ของนักเดินทางชาวไทย ตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นจนเกินไป</p>
<p>โดย 31% จากจำนวนนี้ เลือกวางแผน​เดินทางนอกช่วงฤดูท่องเที่ยว และ 23% มองหาจุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นกว่า</p>
<p>&#8211; 47% ของ​ผู้เดินทางที่เลือก​จุดหมายอันเงียบสงบ ​ระบุว่า ต้องการ​หลีกเลี่ยงการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จุดหมายนั้น ๆ มีผู้คนหนาแน่นจนเกินไป  สอดคล้องกับความตระหนักรู้ที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของการเดินทางท่องเที่ยวต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42826 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/re-Booking.coms-Travel-and-Sustainability-Research-2026-Reveals-Unexpected-Generational.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><strong>กลุ่ม Baby Boom มีส่วนร่วม​ต่อการเดินทางอย่างยั่งยืนระดับสูง</strong></p>
<p>ผลสำรวจ ยังสะท้อนอินไซต์ที่น่าสนใจต่อการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของกลุ่ม Baby Boomers โดยเฉพาะด้านของการลงมือปฏิบัติจริง แม้จะพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะแสดงถึงความตั้งใจในการสนับสนุนความยั่งยืนอย่างเข้มข้นขึ้น แต่​ยังลงมือปฏิบัติจริงน้อยกว่ากลุ่ม Baby Boomers</p>
<p>ข้อมูล​ภาพรวมของผู้เดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่า ​48%​ ของผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Boomer ระบุว่าพวกเขาต้องการที่จะเดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้นในช่วง 12 เดือนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจจะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า หากเปรียบเทียบกับกลุ่ม Gen X ที่มีสัดส่วน 68% ,  กลุ่ม Millennials สัดส่วน 76% และกลุ่ม Gen Z สัดส่วน 80%</p>
<p>แม้ผลสำรวจที่เกิดขึ้นสัดส่วนของกลุ่ม Boomer​ อาจจะออกถึงความต้องการที่น้อยกว่าช่วงวัยอื่น ๆ แต่ในด้าน Action กลับพบว่ากลุ่มคนรุ่นเก่ากลับมีแนวโน้มที่จะเน้นลงมือทำมากกว่าคนรุ่นใหม่ ซึ่ง​สะท้อนผ่านข้อมูล​​​จากการสำรวจ อาทิ</p>
<p>&#8211;  พฤติกรรมที่ตั้งใจทำในระหว่างทริปการเดินทางอย่างยั่งยืน ผู้เดินทางกลุ่ม Boomer (75%) ระบุว่าพวกเขาจะลดการสร้างขยะขณะเดินทาง ซึ่งสัดส่วนมากกว่า​กับกลุ่ม Gen X ที่มีสัดส่วน 55%​ , กลุ่ม Millennials สัดส่วน 52% และ​กลุ่ม Gen Z ที่สัดส่วน 50%</p>
<p>&#8211; 63% ของกลุ่ม Boomer ตั้งใจลดการใช้พลังงาน  เช่น ปิดเครื่องปรับอากาศและไฟในห้องพักเมื่อพวกเขาไม่อยู่ เทียบกับกลุ่ม Gen X  สัดส่วน 57%​,  กลุ่ม Millennials สัดส่วน 51%​ และกลุ่ม Gen Z สัดส่วน 45%</p>
<p>&#8211; 63% ของกลุ่ม Boomer ระบุว่าพวกเขาจะอุดหนุนร้านค้าท้องถิ่นหรือโชห่วยขณะเดินทางให้มากขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่ม Gen X ที่สัดส่วน 41%​ กลุ่ม Millennials สัดส่วน 40%​ และกลุ่ม Gen Z สัดส่วน 35%​</p>
<p>&#8211; กลุ่ม Generation ที่อายุมากกว่า มีแนวโน้ม​วางแผนเพื่อเดินทางนอกช่วงฤดูท่องเที่ยวมากกว่าเดิม โดยเรียงจากกลุ่ม Boomer (67%) กลุ่ม Gen X (44%) กลุ่ม Millennials (40%) และกลุ่ม Gen Z (35%)</p>
<p>ด้านกิจกรรมในระหว่างการเดินทางอย่างยั่งยืน ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ และมีแนวโน้มเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมากกว่า มักจะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนพื้นเมือง และการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าสนใจ อาทิ</p>
<p>&#8211; เกือบหนึ่งในสามของผู้เดินทางรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่ม Gen Z (21%) และ Millennials (31%) ได้เข้าร่วมทัวร์หรือกิจกรรมที่พวกเขาได้เรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนหรือวัฒนธรรมพื้นเมือง เทียบกับกลุ่ม Gen X ที่สัดส่วน 25%​ และกลุ่ม Boomer ราว 21%​ ในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา</p>
<p>&#8211; มากกว่าหนึ่งในสี่ของกลุ่ม Gen Z (27%) และกลุ่ม Millennials (26%) ได้เข้าร่วมทัวร์หรือกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศหรือสัตว์ป่าในท้องถิ่น เมื่อเทียบกับกลุ่ม Gen X ที่ 20%​ และกลุ่ม Boomer ที่ 13%​<strong> </strong></p>
<p><strong>Danielle D’Silva </strong><strong>ผู้ดำรงตำแหน่ง </strong><strong>Head of Sustainability </strong><strong>ของ </strong><strong>Booking.com</strong> กล่าวว่า รายงานด้านการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี 2569 นี้แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้เดินทางแต่ละช่วงวัยจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนในการเดินทางที่แตกต่างกัน แต่การปรับตัวรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วและหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวกลายเป็นวิถีการเดินทางใหม่ของทุกวัน</p>
<p><em><b> </b>“พวกเรารู้สึกได้รับกำลังใจในหลากหลายรูปแบบจากผู้เดินทางที่กำลังเดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้น และพวกเขามีแนวโน้มที่จะทำต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักในพักที่ได้การรับรองด้านความยั่งยืนจากพันธมิตรบน Booking.com มากกว่า 100 ล้านห้อง ในปี 2568 การหันมาใช้ขนส่งสาธารณะหรือการหันมาใช้รถไฟฟ้าระหว่างการเดินทาง รวมถึงการเลือกเดินทางไปยังจุดหมายที่มีอากาศเย็นกว่าหรือแออัดน้อยกว่า ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านการเดินทางดิจิทัลระดับโลก พวกเราต้องการช่วยให้ผู้เดินทางและพันธมิตรทุกคนสามารถเลือกแนวปฏิบัติที่สร้างความยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทุกคนได้สสนุกไปกับประโยชน์ที่ได้จาการเดินทาง และเพื่อให้จุดหมายปลายทางหลาย ๆ แห่งเป็นสถานที่ที่ทั้งผู้มาเยือนและผู้อยู่อาศัยเพลิดเพลินได้ต่อไป”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/07/booking-com-sustainable-travel-report/">Booking.com เผย 95% ​​นักเดินทางทั่วโลกมอง &#8216;วิกฤตสภาพอากาศ&#8217; กระทบแผน​เดินทางและจุดหมายปลายทาง​ นักเดินทางไทยเกินครึ่งต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนการเดินทาง ปัจจัย &#8216;ความยั่งยืน&#8217; ยังสำคัญในการเลือกที่พัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2026 08:16:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Green Infrastructure]]></category>
		<category><![CDATA[Green Space]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Time Out]]></category>
		<category><![CDATA[world’s best cities for green space]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[จัดอันดับเมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=42129</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่สีเขียว พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย สำรวจ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พื้นที่สีเขียว</strong> พื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้นในเมืองหรือชุมชน ปกคลุมด้วยพืชพรรณเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ การดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งสำคัญของพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมืองไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังต้องได้รับการดูแล พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยังคงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-42129"></span></p>
<p>ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่มีความยั่งยืน ประกอบด้วยพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และปริมาณ โดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก และได้รับการดูแลบำรุงรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อสมดุลทางระบบนิเวศ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในเมือง ชุมชน และผู้มาเยือน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย</p>
<p><strong>สำรวจ </strong><strong>10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด </strong></p>
<p>พื้นที่สีเขียว นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองไม่น้อยไปกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต จากรายงาน <strong>Time Out’s Best Cities with Intrepid Travel </strong>โดย Time Out ได้มีการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวในปี 2026 จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมายกว่า 24,000 คน พบว่า <strong>เมลเบิร์น ออสเตรเลีย คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก </strong>ไปครอง ตามมาด้วย อันดับ 2 เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อันดับ 3 เอดินบะระ สหราชอาณาจักร อันดับ 4 ลอนดอน สหราชอาณาจักร  และอันดับ 5 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมี <strong>การจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด</strong> จากการสำรวจชาวเมืองหลายพันคน ใน 150 เมืองทั่วโลก โดยให้​ประชาชนซึ่งอาศัยภายในเมืองนั้นๆ จริง ได้ให้​คะแนนการมีพื้นที่สีเขียวและความสามารถในการเข้าถึงธรรมชาติของแต่ละเมืองที่ตัวเองอาศัยเอาไว้ โดยพบ 10 เมือง​ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังนี้</p>
<p><strong>1. บาธ (</strong><strong>Bath) สหราชอาณาจักร</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว : 94%</p>
<p><strong>&#8216;เมืองบาธ&#8217;</strong> ไม่เพียงล้อมรอบด้วยชนบทคอตส์โวลด์ (Cotswolds) ที่เขียวขจีเท่านั้น แต่ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น Prior Park Landscape Garden สวนสวยสุดคลาสสิค ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การดูแลขององค์การอนุรักษ์แห่งชาติ (National Trust) นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักสำรวจที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมีการจัดทำคู่มือเดินป่าทั้งเส้นทางระยะสั้น และระยะยาวไว้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปี 2025 &#8211; 2035 ยังได้กำหนดกรอบการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้อย่างต่อเนื่อง (Green Infrastructure Framework) ทำให้มั่นใจได้ว่าอนาคตของเมืองบาธจะยังคงยั่งยืน เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวทุกส่วน​อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่สวนสาธารณะ สวนหย่อม ไปจนถึงคลอง (Blue and Green Corridors) รวมทั้งการระบายน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_42131" aria-describedby="caption-attachment-42131" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-42131 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155441327.jpg" alt="" width="856" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42131" class="wp-caption-text">Photograph: Pajor Pawel / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>2. ชิคาโก้ (</strong><strong>Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 89 %</p>
<p><strong>&#8216;ชิคาโก้&#8217;</strong> ศูนย์กลางของตึกสูงระฟ้า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว จนได้รับฉายาว่า <strong>&#8216;เมืองในสวน&#8217;</strong> ข้อมูลจากหน่วยงานดูแลสวนสาธารณะแห่งชิคาโก้ (Chicago Park District) ระบุว่า ชิคาโก้มีสวนสาธารณะมากกว่า 600 แห่ง กระจายอยู่บนพื้นที่กว่า 8,800 เอเคอร์</p>
<p>นอกจากนี้ ชิคาโก้ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Wild Mile โครงการของ Urban Rivers ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สวนนิเวศลอยน้ำแห่งแรกของโลก ที่มีสิ่งแวดล้อมเลียนแบบระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งอาจพบได้ในพื้นที่ของชิคาโก้เมื่อนานมาแล้วก่อนที่เมืองจะได้รับการพัฒนาขึ้น</p>
<figure id="attachment_42132" aria-describedby="caption-attachment-42132" style="width: 864px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" class="wp-image-42132 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155465085.jpg" alt="" width="864" height="539" /><figcaption id="caption-attachment-42132" class="wp-caption-text">Photograph: Page Light Studios / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>3. มอนทรีออล (</strong><strong>Montreal) ประเทศแคนาดา</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 88%</p>
<p><strong>&#8216;มอนทรีออล&#8217;</strong> เมืองศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของรัฐควิเบก และเป็นอันดับสองของแคนาดา ไม่เพียงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพของพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ชื่อเมืองยังมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยในปี ค.ศ. 1535 นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ การ์ติเยร์  (Jacques Cartier) ที่ได้ขนานนามเนินเขา 3 ยอดอันโด่งดังของเมืองว่า “เมาท์ รอยัล” (Mount Royal) และเชื่อกันว่าชื่อ &#8220;มอนทรีออล&#8221; มีที่มาจากชื่อดังกล่าว โดยใช้แทนชื่อเดิม คือ วิลล์ แมรี (Ville Marie)</p>
<p>ในสวนที่มีพื้นที่ทอดยาวกว่า 190 เฮกตาร์ ประกอบไปด้วย เส้นทางสำหรับเดินป่าหรือปั่นจักรยานในฤดูร้อน จุดสำหรับเล่นสกีครอสคันทรีและสำหรับเดินบนหิมะ ป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ทะเลสาบบีเวอร์ (Beaver Lake) และนกมากกว่า 180 สายพันธุ์</p>
<p>อีกทั้ง เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และสวนสาธารณะฌอง ดราโป ที่ทอดยาวไปทั่วเกาะแซงต์ เอเลน (Sainte-Hélène) และเกาะน็อทร์ ดาม (Notre-Dame) สะท้อนความสมดุลที่ลงตัวระหว่างระบบผังเมืองและพื้นที่สีเขียวเป็นอย่างดี</p>
<figure id="attachment_42133" aria-describedby="caption-attachment-42133" style="width: 860px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42133 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155500241.jpg" alt="" width="860" height="534" /><figcaption id="caption-attachment-42133" class="wp-caption-text">Photograph: Firefighter Montreal / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>4. ริกา (</strong><strong>Riga) ประเทศลัตเวีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;ริกา&#8217; </strong>หนึ่งในเมืองที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียวผ่านดาวเทียม ของเว็บไซต์ HUGSI.green พบว่า 47% ของพื้นที่เมืองเป็นพื้นที่สีเขียว และมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 39% นอกจากนี้ ริกายังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองสีเขียวของสหภาพยุโรป ที่นำโดยนายกเทศมนตรี และได้กำหนดพันธสัญญาในการอนุรักษ์สวนสาธารณะในเมืองเพื่อสนับสนุนสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นและป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่เมืองมีพื้นผิวถนนลาดยางและคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้เมืองกักเก็บความร้อนได้มากกว่าในชนบท)</p>
<figure id="attachment_42134" aria-describedby="caption-attachment-42134" style="width: 859px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42134 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155513960.jpg" alt="" width="859" height="538" /><figcaption id="caption-attachment-42134" class="wp-caption-text">Photograph: kavalenkava / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>5. เมลเบิร์น (</strong><strong>Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 87%</p>
<p><strong>&#8216;เมลเบิร์น&#8217;</strong>​ เมือง​ใหญ่​อันดับสองของออสเตรเลีย และได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกโดย Time Out เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การเข้าถึงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของเมืองนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสิน</p>
<p>หากย้อนไปในปี 2018 เมลเบิร์นได้เกิดไอเดียในการสร้างอีเมลประจำต้นไม้แต่ละต้น ซึ่งมีมากกว่า 70,000 ต้น เพื่อให้ชาวเมืองสามารถติดตามสถานภาพของต้นไม้ได้ สิ่งทีเกิดขึ้น คือ ชาวเมืองต่างเขียนจดหมายรักถึงต้นไม้แทน โดยจดหมายที่ส่งถึงต้นไม้ต้นต่างๆ ทั่วเมลเบิร์น ยังถูกรวบรวมโดยสถานีโทรทัศน์ ABC อีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42135" aria-describedby="caption-attachment-42135" style="width: 858px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42135 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155526838.jpg" alt="" width="858" height="544" /><figcaption id="caption-attachment-42135" class="wp-caption-text">Photograph: Paul Harding 00 / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>6. เคปทาวน์ (</strong><strong>Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เคปทาวน์&#8217;</strong> เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาแหล่งคุ้มครองพันธุ์พืชเคปฟอรัล (Cape Floral Region) หนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มที่แตกต่างกันออกไป ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติเทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain National Park) และเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่ง (Garden Route Complex) พื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 1,094,741 เฮกตาร์ และจากข้อมูลของ Cape Nature พบว่า 70% ของพืชที่เติบโตที่นี่ไม่สามารถพบได้ในพื้นที่อื่นในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ 86% ของชาวเคปทาวน์รู้สึกขอบคุณที่มีสิ่งนี้อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา</p>
<figure id="attachment_42136" aria-describedby="caption-attachment-42136" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42136 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155535596.jpg" alt="" width="855" height="536" /><figcaption id="caption-attachment-42136" class="wp-caption-text">Photograph: RomanSlavik.com / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>7. สิงคโปร์ (</strong><strong>Singapore)</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;สิงคโปร์&#8217;</strong> ให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 1967 สิงคโปร์ วางเป้าหมาย ในการทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็น ‘<strong>Garden City</strong>’ และในปัจจุบัน<strong> เกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว</strong> สวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์ (Gardens by the Bay) ขนาด 250 เอเคอร์ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่จากการถมทะเล เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์</p>
<p>รวมถึงเป้าหมายของสิงคโปร์ ในการมุ่งสู่เมืองสีเขียวที่สุดในโลกภายในปี 2030 ตามแผนสีเขียวที่ยั่งยืน ในการเดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นในเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะสามารถเดินไปยังพื้นที่สีเขียวได้ภายใน 10 นาที</p>
<figure id="attachment_42137" aria-describedby="caption-attachment-42137" style="width: 849px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42137 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155544138.jpg" alt="" width="849" height="528" /><figcaption id="caption-attachment-42137" class="wp-caption-text">Photograph: Wirestock Creators / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>8. เมเดยิน (</strong><strong>Medellín) ประเทศโคลอมเบีย</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86%</p>
<p><strong>&#8216;เมเดยิน&#8217; </strong>เมืองใหญ่อันดับสองของโคลอมเบีย ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในปี 2025 ที่ผ่านมา โดย 92% ของชาวเมือง ให้คะแนนสูงในด้านของพื้นที่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2026 คะแนนความพึงพอใจจะลดลง 6% แต่พื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ ก็ยังคงได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 86% จากชาวเมือง</p>
<p>แม้ว่าเมเดยิน จะได้รับการขนานนามว่า <strong>&#8216;เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์&#8217;</strong> จากอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันสูงอย่างต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอย่าง<strong> &#8216;ทางเดินสีเขียว&#8217;</strong> ที่มีการปลูกตามถนนคอนกรีตเป็นหลักในปี 2016 ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของเมืองลดลง 2 องศาเซลเซียสใน 3 ปีหลังจากนั้น</p>
<figure id="attachment_42138" aria-describedby="caption-attachment-42138" style="width: 856px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42138 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155558030.jpg" alt="" width="856" height="541" /><figcaption id="caption-attachment-42138" class="wp-caption-text">Photograph: oscar garces / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>9. สตอกโฮล์ม (</strong><strong>Stockholm) ประเทศสวีเดน</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 86 %</p>
<p>เมืองหลวงของสวีเดนเป็นหนึ่งในเมืองสีเขียวที่สุดในยุโรปมาเป็นระยะเวลานาน <strong>&#8216;สตอกโฮล์ม&#8217;</strong> เป็นเมืองแรกที่ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรป (European Green Capital) ในปี 2010 และรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>จากรายงานของ หอการค้าสตอกโฮล์ม พบว่า 84% ของผู้อยู่อาศัยในเขตสตอกโฮล์มอาศัยอยู่ในเมืองที่มีแนวคิด  <strong>&#8216;เมือง 15 นาที&#8217;</strong> (การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในเวลาอันสั้น) ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติในเมืองแห่งแรกของโลก โดยมีศูนย์กลางคือสวนรอยัลดจูร์การ์เดน (Royal Djurgården) ซึ่งทอดยาวจากเซอเรนทอร์ป (Sörentorp) และอุลริกส์ดาล (Ulriksdal) ไปจนถึงดจูร์การ์เดน (Djurgården) และเกาะเฟียเดอร์โฮลมาร์นา (Fjäderholmarna) ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของป่าโอ๊กโบราณ จุดว่ายน้ำตามโขดหิน และเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42139" aria-describedby="caption-attachment-42139" style="width: 854px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42139 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155571035.jpg" alt="" width="854" height="540" /><figcaption id="caption-attachment-42139" class="wp-caption-text">Photograph: Mikael Damkier / Shutterstock</figcaption></figure>
<p><strong>10. ฮัมบูร์ก (</strong><strong>Hamburg) ประเทศเยอรมนี</strong></p>
<p>คะแนนพื้นที่สีเขียว: 85%</p>
<p>เมืองฮัมบูร์กติดอันดับที่ 10 เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวที่ดีที่สุด เหตุผลที่ชาวเมืองให้คะแนนสูงกว่า 85% เนื่องจากตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ฮัมบูร์ก ได้ถูกออกแบบตามโครงการขนาดใหญ่ที่เรียกว่า &#8216;<strong>Green Network Hamburg&#8217;</strong> เชื่อมโยงเส้นทางน้ำของเมือง สวนสาธารณะ สวนชานเมือง และถนนที่มีต้นไม้เรียงราย นอกจากนี้ ฮัมบูร์กยังเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมหลังคาสีเขียว และมีมาตรการจูงใจให้ผู้อยู่อาศัยและธุรกิจต่างๆ ปรับปรุงอาคารบ้านเรือนของตนอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_42140" aria-describedby="caption-attachment-42140" style="width: 855px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-42140 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/1780155580991.jpg" alt="" width="855" height="529" /><figcaption id="caption-attachment-42140" class="wp-caption-text">Photograph: ruzanna / Shutterstock</figcaption></figure>
<p>นอกจาก 10 อันดับข้างต้นแล้ว เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวและการเข้าถึงธรรมชาติที่ดีที่สุด อันดับที่ 11 &#8211; 20 ในปี 2026 ตามความเห็นของชาวเมือง ได้แก่</p>
<p>11. ปักกิ่ง ประเทศจีน (84%)</p>
<p>12. เวียนนา ประเทศออสเตรีย (83%)</p>
<p>13. เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (83%)</p>
<p>14. กรากุฟ ประเทศโปแลนด์ (82%)</p>
<p>15. ออสโล ประเทศนอร์เวย์ (81%)</p>
<p>16. โซล ประเทศเกาหลีใต้ (80%)</p>
<p>17. ทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย (79%)</p>
<p>18. โอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (78%)</p>
<p>19. ลักเซมเบิร์ก ประเทศลักเซมเบิร์ก (78%)</p>
<p>20. เซาเปาโล ประเทศบราซิล (76%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง : Time Out , สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2026/06/10-world-best-cities-green-space/">Time Out เปิดผลสำรวจ​ 10 &#8216;เมืองสีเขียว&#8217; แห่งปี 2026 &#8216;บาธ&#8217; แห่งสหราชอาณาจักร ครองอันดับ 1 โดดเด่นด้วย &#8216;Green infrastructure Framework&#8217; คะแนนพื้นที่สีเขียว 94%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่อง 10 อันดับ &#8216;ความเสี่ยง&#8217; โลกเผชิญอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/09/global-risk-report-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin A]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 04:41:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Economic]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Forcast]]></category>
		<category><![CDATA[Geopolitics]]></category>
		<category><![CDATA[Global]]></category>
		<category><![CDATA[GRPS]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Societal]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[TrumpTariffs]]></category>
		<category><![CDATA[WEF2025]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=36255</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนมอง &#8216;ความเสี่ยงโลก&#8217; จากรายงาน &#8216;Global Risk Report 2025&#8217; โดย World Economic Forum WEF ที่เผยแพร่การสำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามากกว่า 900 คนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนกำหนดนโยบายหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงโลก​โดยรายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงต้นปี ก่อนจะเกิดแรงกระแทกจาก Tariffs War จากการที่ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า​เพื่อโต้ตอบมาตรการทางค้า และระบุว่าเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนตามนโยบาย Make America Great Again ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ ซึ่ง​​ในขณะนี้ ประเด็นนี้น่าจะเป็น​ความเสี่ยงเร่งด่วนที่หลายๆ ประเทศต่างกำลังหาแนวทางต่อรอง รวมทั้งเร่งหาทางออกเพื่อลดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวขณะที่รายงาน Global Risk ฉบับล่าสุดในปี 2025 ระบุสถานการณ์โลกไว้ว่า ​กำลังอยู่ในยุคที่แตกแยกที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา และส่วนใหญ่มีทัศนคติในแง่ร้ายเพิ่มมากขึ้นทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitical และเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐ กลายมาเป็นความเสี่ยงอันดับ1 ในปี 2025 เทียบกับ 2 ปีก่อนหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลใจมากนัก ซึ่ง​ประเด็นนี้ยังคงติด Top 3 ในการประเมินความเสี่ยงโลก ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือในปี 2027 อีกด้วย ​ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาสู่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจอีกด้วย รวมไปถึงความรู้สึกแตกแยกในสังคมและปัญหาสังคมในมิติอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/global-risk-report-2025/">ส่อง 10 อันดับ &#8216;ความเสี่ยง&#8217; โลกเผชิญอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนมอง &#8216;ความเสี่ยงโลก&#8217; จากรายงาน <strong>&#8216;Global Risk Report 2025&#8217;</strong> โดย World Economic Forum <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">WEF</span> ที่เผยแพร่การสำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามากกว่า 900 คนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนกำหนดนโยบายหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงโลก<br class="html-br" />​<br class="html-br" />โดยรายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงต้นปี ก่อนจะเกิดแรงกระแทกจาก <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Tariffs</span> War จากการที่ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">ทรัมป์</span> ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า​เพื่อโต้ตอบมาตรการทางค้า และระบุว่าเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนตามนโยบาย <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Make America Great Again</span> ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ ซึ่ง​​ในขณะนี้ ประเด็นนี้น่าจะเป็น​ความเสี่ยงเร่งด่วนที่หลายๆ ประเทศต่างกำลังหาแนวทางต่อรอง รวมทั้งเร่งหาทางออกเพื่อลดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว<br class="html-br" /><br class="html-br" />ขณะที่รายงาน Global Risk ฉบับล่าสุดในปี 2025 ระบุสถานการณ์โลกไว้ว่า ​กำลังอยู่ในยุคที่แตกแยกที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา และส่วนใหญ่มีทัศนคติในแง่ร้ายเพิ่มมากขึ้นทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Geopolitical</span> และเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐ กลายมาเป็นความเสี่ยงอันดับ1 ในปี 2025 เทียบกับ 2 ปีก่อนหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลใจมากนัก ซึ่ง​ประเด็นนี้ยังคงติด Top 3 ในการประเมินความเสี่ยงโลก ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือในปี 2027 อีกด้วย ​ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาสู่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจอีกด้วย รวมไปถึงความรู้สึกแตกแยกในสังคมและปัญหาสังคมในมิติอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น<br class="html-br" /><br class="html-br" />หรือแม้แต่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Environmental</span> ที่เคยเป็นความเสี่ยงในระยะยาวของโลก ก็เริ่มมีคนมองเป็นความเสี่ยงในระยะสั้นและระยะกลางเพิ่มมากขึ้น จากประเด็นอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ที่ผ่านมา รวมทั้งผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น จากที่เคยมองเป็นความเสี่ยงระยะยาวสำหรับทศวรรษหน้า โดยเป็นความเสี่ยงต้นๆ ในอันดับ 2 และ 1 ทั้งช่วง 2 ปี และ 10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะใน 10 ปีข้างหน้า ที่ 10 อันดับความเสี่ยง เป็นด้านสิ่งแวดล้อมถึงครึ่งหนึ่ง และความกังวลสูงสุด 4 อันดับแรกก็เป็นมิติด้าน<span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">สิ่งแวดล้อม</span> ทั้งหมด<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top10</span> Global Risk <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Short Term</span> &amp; <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Long Term</span></strong><br class="html-br" /><br class="html-br" />สำหรับการจัดกลุ่ม <strong>ความเสี่ยง</strong> แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ทั้ง ความเสี่ยง​ด้านเศรษฐกิจ (Economic) ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental)ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ความเสี่ยงด้านสังคม (Societal) และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technological)<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ความเสี่ยงในระยะสั้น &#8211; กลาง (ปี 2027) เรียงลำดับ 10 อันดับแรก</strong> ประกอบไปด้วย<br class="html-br" />• ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Technological Risk)<br class="html-br" />• สภาพอากาศสุดขั้ว (Environmental Risk)<br class="html-br" />• ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (Geopolitical Risk)<br class="html-br" />• การแบ่งขั้วทางสังคม (Societal Risk)<br class="html-br" />• การจารกรรมและสงครามทางไซเบอร์ (Technological Risk)<br class="html-br" />• มลพิษ (Environmental Risk)<br class="html-br" />• ความไม่เท่าเทียม (Societal Risk)<br class="html-br" />• การย้ายถิ่นฐานหรือการพลัดถิ่นโดยไม่สมัครใจ (Societal Risk)<br class="html-br" />• ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)<br class="html-br" />• การเสื่อมถอยของสิทธิมนุษยชนและ/หรือเสรีภาพพลเมือง (Societal Risk)<br class="html-br" /><br class="html-br" /><strong>ความเสี่ยงในระยะยาว (ปี 2035) เรียงลำดับ 10 อันดับแรก</strong> ประกอบไปด้วย<br class="html-br" />• สภาพอากาศสุดขั้ว (Environmental Risk)<br class="html-br" />• การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Environmental Risk)<br class="html-br" />• การเปลี่ยนแปลงระบบของโลก (Environmental Risk)<br class="html-br" />• การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Environmental Risk)<br class="html-br" />• ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Technological Risk)<br class="html-br" />• ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยี AI (Technological Risk)<br class="html-br" />• ความไม่เท่าเทียมกัน (Societal Risk)<br class="html-br" />• การแบ่งขั้วทางสังคม (Societal Risk)<br class="html-br" />• การจารกรรมและสงครามทางไซเบอร์ (Technological Risk)<br class="html-br" />• มลพิษ (Environmental Risk)</p>
<p><strong><span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top5</span> ความเสี่ยงของประเทศไทย</strong><br class="html-br" />นอกจากนี้ ยังได้โฟกัสให้เห็น <span class="html-span xdj266r x14z9mp xat24cr x1lziwak xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs">Top5</span> ความเสี่ยงของประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความกังวลในมิติด้านเศรษฐกิจ ดังนี้</p>
<p>อันดับ 1 ความกังวลด้านภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย</p>
<p>อันดับ 2 ปัญหาหนี้เอกชน</p>
<p>อันดับ 3 ปัญหาด้านมลพิษ</p>
<p>อันดับ 4 ปัญหาความยากจนและไม่เท่าเทียม</p>
<p>อันดับ 5 ปัญหาหนี้สาธารณะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/09/global-risk-report-2025/">ส่อง 10 อันดับ &#8216;ความเสี่ยง&#8217; โลกเผชิญอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เผยผลสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย โลกร้อนมาเป็นอันดับ 1</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/02/tei-release-environment-problem-survey-2024-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Feb 2025 12:30:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมายา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาPM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาขยะมูลฝอย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[สำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31746</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ได้ทำโพลสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยให้ความสำคัญในปี 2567 ที่ผ่านมา   พบว่า 3 อันดับแรกที่คนไทยห่วงด้านสิ่งแวดล้อม คือ ปัญหาโลกร้อน รองมาคือปัญหาขยะมูลฝอยที่จัดการไม่ถูกต้อง ปัญหาPM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และประเด็นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นอันดับ 4 โดยคนไทยมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกประเด็น เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน หากไม่ได้รับความร่วมมือแก้ไขจะส่งผลต่อการจัดการทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป ดร.วิจารย์ สิมายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI รวบรวมผลสำรวจที่ TEI จัดทำช่วงต้นเดือนมกราคม ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในประเทศไทยพบว่า อันดับ 1 (20.3 %) คนไทยให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน ที่ในปีที่ 2567 ถือเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงเกินกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (ปีศ.ศ. 1900) กว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งหลายคนให้เหตุผลว่า อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมา เช่น การแปรปรวนสภาพอากาศที่ทำให้เกิดอุทกภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ภัยแล้งในบางพื้นที่ การสูญเสียระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อแหล่งอาหารการเกษตรและสุขภาพของมนุษย์ ตามมาด้วย ปัญหาขยะมูลฝอยจัดการไม่ถูกต้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/tei-release-environment-problem-survey-2024-in-thailand/">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เผยผลสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย โลกร้อนมาเป็นอันดับ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ </strong><strong>TEI </strong><strong>ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ได้ทำโพลสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยให้ความสำคัญในปี 2567 ที่ผ่านมา  </strong></p>
<p><span id="more-31746"></span></p>
<p><strong>พบว่า 3 อันดับแรกที่คนไทยห่วงด้านสิ่งแวดล้อม คือ ปัญหาโลกร้อน รองมาคือปัญหาขยะมูลฝอยที่จัดการไม่ถูกต้อง ปัญหา</strong><strong>PM</strong><strong>2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และประเด็นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นอันดับ 4 โดยค</strong><strong>นไทยมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกประเด็น เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน หากไม่ได้รับความร่วมมือแก้ไขจะส่งผลต่อการจัดการทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป</strong></p>
<p><strong>ดร.วิจารย์ สิมายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ </strong><strong>TEI </strong>รวบรวมผลสำรวจที่ TEI จัดทำช่วงต้นเดือนมกราคม ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในประเทศไทยพบว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31747 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/ดร.วิจารย์-2.jpg" alt="" width="799" height="533" /></p>
<p><strong>อันดับ 1 (20.3</strong><strong> %</strong><strong>) คนไทยให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน </strong>ที่ในปีที่ 2567 ถือเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงเกินกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (ปีศ.ศ. 1900) กว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งหลายคนให้เหตุผลว่า อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมา เช่น การแปรปรวนสภาพอากาศที่ทำให้เกิดอุทกภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ภัยแล้งในบางพื้นที่ การสูญเสียระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อแหล่งอาหารการเกษตรและสุขภาพของมนุษย์</p>
<p>ตามมาด้วย <strong>ปัญหาขยะมูลฝอยจัดการไม่ถูกต้อง (19.1</strong><strong>%</strong><strong>)</strong> โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นถึง 28- 29 ล้านตันต่อปี หากการบริหารจัดการขยะไม่ดี ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขอนามัย ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย รวมทั้งมองว่าปัญหาขยะมูลฝอยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนานยังไม่สามารถจัดการได้อย่างถูกต้อง เพราะประชาชนทั่วไปยังไม่รู้จักการคัดแยกขยะประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง ดังนั้น ควรมีการสร้างความตระหนักรู้ ปลูกฝัง การคัดแยกขยะตั้งแต่เด็ก เริ่มที่สถานศึกษาและชุมชน ขณะเดียวกัน ภาครัฐโดยเฉพาะท้องถิ่นต้องมีระบบการจัดการที่ดี และควรมีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ใช้ชัดเจน ขณะเดียวกัน ควรสร้างความตระหนักรู้ถึงการคัดแยกขยะว่าจะมีประโยชน์อย่างไรกับตนเอง รวมทั้งการส่งเสริมให้เอกชนลงทุนในการจัดการขยะมูลฝอยครบวงจร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31748 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/ภาพประกอบ-3.jpg" alt="" width="848" height="564" /></p>
<p><strong>อันดับที่ 3 คือ ปัญหา</strong><strong>ฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว (</strong><strong>PM2.5</strong><strong>)</strong>(13.1%) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนมากจากมลพิษทางการจราจร ที่มีผู้ใช้ยานพาหะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการปล่อยควันรถบนท้องถนน และการ เผาในพื้นที่เกษตรในบริเวณชานเมืองและจังหวัดใกล้เคียง ประกอบกับสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ลักษณะอากาศนิ่ง ไม่เอื้ออำนวยต่อการกระจายตัวของอากาศ ซึ่งเหตุผลที่ส่วนใหญ่มองว่าปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาสำคัญ เพราะไม่เพียงแค่​กระทบสิ่งแวดล้อม แต่ยังกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสุขภาพคนในเมืองระยะยาว ดังนั้น ควรเร่งรัดแก้ไขที่ทำได้เพื่อลดมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิดต่างๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31749 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/ภาพประกอบ-7.jpg" alt="" width="1080" height="720" /></p>
<p><strong>อันดับที่ 4 (8.2</strong><strong>%</strong><strong>) </strong>คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจาก เป็นดัชนีชี้วัดระบบนิเวศที่สำคัญ ​​​สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ ​หากความหลากหลายทางชีวภาพลดลง​แสดงถึงความสมดุลล่มสลาย รวมทั้งส่ง​​ผลกระทบวงกว้างในมิติอื่นๆ เช่น ความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิต และอีกหนึ่งเหตุผลที่น่าสนใจคือ การขยายพื้นที่เมือง ประกอบกับการจัดการพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมรุกล้ำพื้นที่ป่า หรือพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติส่งผลให้กระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ​ทำให้ทรัพยากรในพื้นที่ลดลงและนำมาสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นจึงควรบริหารจัดการพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคุมพื้นที่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ประมง จัดโซนการใช้ประโยชน์ ฯลฯ ให้ชัดเจน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31750 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/ภาพประกอบ-6.jpg" alt="" width="2245" height="1587" /></p>
<p><em>&#8220;ยังมีเหตุการณ์และปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ๆ อื่นๆ เช่น เรื่องกากแคดเมียม 15,000 ตันในโรงงานสมุทรสาคร ปัญหาฝุ่นPM2.5 ในภาคเหนือ ขยะพลาสติกและขยะพลาสติกในทะเล ​มาเป็นอันดับ 5 (ประเด็นละ 7.4%) ถัดมาคือ สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเชียงราย (5.3%) ปลาหมอคางดำ เอเลียนสปีชีส์รุกล้ำน้ำน่านไทย (5.7%) พะยูนตายที่จังหวัดตรัง 2.5% และกากสารเคมีและไฟไหม้โรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (1.6%)&#8221;</em></p>
<p>ดร.วิจารย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม​ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกเรื่องเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน ดังนั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน ไม่ใช่เพียงคนหนึ่งคน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือหน่วยงานภาครัฐเท่านั้นเพราะหากลงมือทำโดยไม่ได้รับความร่วมมือก็ไม่สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้ พร้อมข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐควรมีมาตรการจัดการเรื่องต่าง ๆอย่างเข้มงวดและชัดเจน ตามลำดับความสำคัญของปัญหาบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์&#8221;​</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/02/tei-release-environment-problem-survey-2024-in-thailand/">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เผยผลสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย โลกร้อนมาเป็นอันดับ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CEO คอนซูเมอร์และค้าปลีก (C&#038;R) 74% ผนวก ESG อยู่ในกลยุทธ์ธุรกิจแล้ว เกือบ 7 ใน 10 เชื่อบรรลุ Net Zero 2030 ได้ตามแผน แม้ยังมองเห็นช่องว่างอยู่</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2025/01/kpmg-2024-consumer-and-retail-ceo-outlook/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Jan 2025 08:13:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CEO Outlook]]></category>
		<category><![CDATA[CEO Outlook 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Consumer and Retail]]></category>
		<category><![CDATA[Consumer Product]]></category>
		<category><![CDATA[D&I]]></category>
		<category><![CDATA[Diversity and inclusion]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Gen AI]]></category>
		<category><![CDATA[KPMG]]></category>
		<category><![CDATA[KPMG 2024 Consumer and Retail CEO Outlook]]></category>
		<category><![CDATA[Marketing Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[Real Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คอนซูเมอรฺ]]></category>
		<category><![CDATA[ค้าปลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ช่อทิพย์ วรุตบางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[เคพีเอ็มจี]]></category>
		<category><![CDATA[เคพีเอ็มจี ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31234</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2567 ที่ผ่านมา ซีอีโอในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคและค้าปลีก มอง 3 ความท้าทายหลัก 3​​ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ ประกอบด้วย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (58%) ความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ( 53%) และการนำ Gen AI มาใช้ ( 48%) พร้อมมองว่าควรมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้งการดำเนินงานด้าน​ Gen AI และความรับผิดชอบต่อสภาพอากาศ นอกจากนี้ ซีอีโอกว่า 74% มองว่าหลักการด้าน ESG ได้ถูกบูรณาการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ 63% มั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2573  สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ  การสำรวจซีอีโอในธุรกิจสินค้าอุปโภคและค้าปลีก (Consumer and retail: C&#38;R) จำนวน 120 คนทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าซีอีโอมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจของตน แต่มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในสามปีข้างหน้า การสำรวจระดับโลกอย่าง CEO Outlook ปี 2567 ของเคพีเอ็มจี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/kpmg-2024-consumer-and-retail-ceo-outlook/">CEO คอนซูเมอร์และค้าปลีก (C&#038;R) 74% ผนวก ESG อยู่ในกลยุทธ์ธุรกิจแล้ว เกือบ 7 ใน 10 เชื่อบรรลุ Net Zero 2030 ได้ตามแผน แม้ยังมองเห็นช่องว่างอยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2567 ที่ผ่านมา ซีอีโอในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคและค้าปลีก มอง 3 ความท้าทายหลัก 3​​ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ ประกอบด้วย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (58%) ความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ( 53%) และการนำ Gen AI มาใช้ ( 48%) พร้อมมองว่าควรมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้งการดำเนินงานด้าน​ Gen AI และความรับผิดชอบต่อสภาพอากาศ</p>
<p><span id="more-31234"></span></p>
<p>นอกจากนี้ ซีอีโอกว่า 74% มองว่าหลักการด้าน ESG ได้ถูกบูรณาการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ 63% มั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2573  สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><strong> </strong><a href="https://kpmg.com/th/en/home/insights/2024/10/kpmg-2024-consumer-and-retail-ceo-outlook.html" target="_blank" rel="noopener">การสำรวจซีอีโอในธุรกิจสินค้าอุปโภคและค้าปลีก (Consumer and retail: C&amp;R)</a> จำนวน 120 คนทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าซีอีโอมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจของตน แต่มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในสามปีข้างหน้า</p>
<p>การสำรวจระดับโลกอย่าง <strong>CEO Outlook ปี 2567</strong> ของเคพีเอ็มจี ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่สิบ เผยว่า 82% ของผู้นำธุรกิจในกลุ่ม​สินค้าอุปโภคและค้าปลีก มองว่าธุรกิจ​อยู่ในระยะเติบโต ​เพิ่มขึ้นจาก​ 79% จากการสำรวจในปี​ก่อนหน้า ​และมีเพียง​​ 59% ที่มองในแง่บวกเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม ถือเป็นอัตราส่วนที่ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับทุกภาคธุรกิจที่เคพีเอ็มจีได้ทำการสำรวจ</p>
<p>ทั้งนี้ <em><strong>ความท้าทายสำคัญ 3 อันดับแรก ที่ซีอีโอในกลุ่ม C&amp;R มองว่า​ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 58% ความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ 53% และการนำเทคโนโลยี Gen AI มาใช้  48% </strong></em></p>
<p>และแม้ต้องเผชิญความท้าทายเหล่านี้ แต่ความเชื่อมั่นที่​มีต่อการเติบโตของภาคธุรกิจยังคงเพิ่มขึ้นจาก​ 76% ในปี 2566 เป็น 81% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทุกภาคธุรกิจ​ที่อยู่ในระดับ 74%  เนื่องจาก บทบาทของธุรกิจค้าปลีกต่อ “เศรษฐกิจจริง” (Real Economy) ด้านการจัดหาสินค้าที่จำเป็นและบริการต่างๆ ที่ยังคงมีความสำคัญแม้ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31235 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Key-Finding-.jpg" alt="" width="1200" height="786" /></p>
<p><strong>การแข่งขันเพื่อโอบรับ </strong><strong>AI</strong></p>
<p><strong>เทคโนโลยี Gen AI เป็นวาระสำคัญของซีอีโอภาคสินค้าอุปโภคและค้าปลีก</strong> โดย 81% มองว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะในการขายและการตลาด และแนวโน้มในการนำไปใช้งานกำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงการทดลอง ไปสู่การสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม โดยซีอีโอ  67% มั่นใจว่า​จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนกับ Gen AI ภายใน 3-5 ปีนี้</p>
<p>ขณะที่ความท้าทาย​จากการนำ Gen AI มาใช้งาน ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และการนำ AI มาใช้งานในสื่อ โดยส่วนใหญ่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เป็นผลพวงของการเข้ามาที่รวดเร็วของเทคโนโลยี ซึ่ง 61% ​ชี้ว่า ความท้าทายด้านจริยธรรมเป็นหนึ่งในความท้าทายที่รับมือได้ยากมากที่สุดในการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ จึงควรยกระดับการกำกับที่เข้มงวดเพิ่มมากขึ้น โดยมีถึง​ 84% มองว่าระดับ​ความเข้มงวดควรอยู่ในระดับเดียวกับการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าทุกกลุ่มธุรกิจที่ได้ทำการสำรวจ</p>
<p><strong>มั่นใจต่อการขับเคลื่อน ESG สูงขึ้น แต่ยังคงมีช่องว่างแผน</strong><strong> Net zero</strong></p>
<p>สำหรับการดำเนินงานด้าน ESG ซีอีโอในกลุ่ม C&amp;R มองว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ กลยุทธ์ และการสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชน แต่หากละเลย อาจส่งผลเสียต่อความยั่งยืนและชื่อเสียงของแบรนด์</p>
<p>&#8211; โดย 74% ระบุว่าได้​บูรณาการ ESG ​เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ​อย่างเต็มรูปแบบแล้ว และ 44% เชื่อว่ากลยุทธ์ ESG เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน ส่ง​ผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและชื่อเสียงของแบรนด์มากที่สุด</p>
<p>​ &#8211;  ขณะที่​ 63% ​มั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมาย Net zero ได้ภายในปี 2030 สูงกว่าอัตราส่วนเฉลี่ยของทุกภาคธุรกิจที่ 51% อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความ​ตระหนักถึงช่องว่างที่สำคัญในแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net zero สะท้อนได้ว่า แม้จะต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ แต่มีความเชื่อมั่นต่อประสบการณ์ของทีมงานในการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืน รวมทั้งความคืบหน้าของการดำเนินงานในตลอด​หลายทศวรรษที่ผ่านมา</p>
<p>&#8211;  สำหรับการขับเคลื่อนความหลากหลายและเท่าเทียม (Diversity and inclusion: D&amp;I) ​ผู้นำมากกว่าครึ่ง หรือ 51% มองว่ายังล่าช้าเกินไป เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องปลดล็อกศักยภาพของบุคลากรให้มีความครอบคลุมอย่างแท้จริง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31236 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2025/01/Chortip-Varutbangkul-Partner-KPMG-in-Thailand.jpg" alt="" width="509" height="763" /></p>
<p><em>“</em><em>ซี</em><em>อีโอในภาคสินค้าอุปโภคและค้าปลีกต้อง</em><em>เผชิญหน้ากับความท้าทาย ทั้งจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความซับซ้อนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และการนำ </em><em>Gen AI </em><em>มาใช้งาน อย่างไรก็ตาม การผสานการดำเนินงานด้านความยั่งยืน การลงทุนกับ </em><em>Gen AI </em><em>ในการขายและการตลาด และการให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในอนาคต</em><em>” </em>คุณช่อทิพย์ วรุตบางกูร หุ้นส่วน หัวหน้าฝ่าย Consumer &amp; Retail เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวสรุปทิ้งท้าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2025/01/kpmg-2024-consumer-and-retail-ceo-outlook/">CEO คอนซูเมอร์และค้าปลีก (C&#038;R) 74% ผนวก ESG อยู่ในกลยุทธ์ธุรกิจแล้ว เกือบ 7 ใน 10 เชื่อบรรลุ Net Zero 2030 ได้ตามแผน แม้ยังมองเห็นช่องว่างอยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CEO ภาคพลังงาน มอง​ AI และ ESG ​คือ 2 กลยุทธ์หลัก ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ​​โดยมากกว่าครึ่งเชื่อว่าจะบรรลุ Net zero ได้ภายในปี 2573</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/12/ceo-outlook-enrc-2024-by-kpmg/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Dec 2024 10:41:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[CEO Outlook]]></category>
		<category><![CDATA[chemicals]]></category>
		<category><![CDATA[Emission]]></category>
		<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[ENRC]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Gen AI]]></category>
		<category><![CDATA[GHG]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[KPMG]]></category>
		<category><![CDATA[natural resources]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ซีอีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดารัตน์ ฉิมหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรษัทภิบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ​]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อานิช เด]]></category>
		<category><![CDATA[เคพีเอ็มจี]]></category>
		<category><![CDATA[เคมีภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=31005</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซีอีโอภาคพลังงาน มอง​เทคโนโลยี AI และ ESG ​คือ 2 กลยุทธ์หลัก ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยเกือบ 2ใน 3 มองว่าเทคโนโลยี Generative AI (Gen AI ) เป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญในการลงทุนมากที่สุด โดย 79% เชื่อว่า AI จะไม่ลดจำนวนตำแหน่งงานในองค์กร ขณะที่ซีอีโอมากกว่าครึ่ง  (58%) คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ได้ภายในปี 2573  โดย​​ 35% ระบุว่าความซับซ้อนของการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย Net zero หรือเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศอื่นที่คล้ายคลึงกัน พร้อมยัง​คงลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยแม้เผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและช่องว่างทางทักษะ KPMG (เคพีเอ็มจี) เผยผลการสำรวจ CEO Outlook ในระดับโลกซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 แล้ว​ จากการ​สำรวจซีอีโอในภาคพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และเคมีภัณฑ์ (energy, natural resources, and chemicals : [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/ceo-outlook-enrc-2024-by-kpmg/">CEO ภาคพลังงาน มอง​ AI และ ESG ​คือ 2 กลยุทธ์หลัก ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ​​โดยมากกว่าครึ่งเชื่อว่าจะบรรลุ Net zero ได้ภายในปี 2573</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ซีอีโอภาคพลังงาน มอง​เทคโนโลยี AI และ ESG ​คือ 2 กลยุทธ์หลัก ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยเกือบ 2ใน 3 มองว่าเทคโนโลยี Generative AI (Gen AI ) เป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญในการลงทุนมากที่สุด โดย 79% เชื่อว่า AI จะไม่ลดจำนวนตำแหน่งงานในองค์กร</p>
<p><span id="more-31005"></span></p>
<p>ขณะที่ซีอีโอมากกว่าครึ่ง  (58%) คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ได้ภายในปี 2573  โดย​​ 35% ระบุว่าความซับซ้อนของการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย Net zero หรือเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศอื่นที่คล้ายคลึงกัน พร้อมยัง​คงลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยแม้เผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและช่องว่างทางทักษะ</p>
<p><strong>KPMG</strong> (เคพีเอ็มจี) เผยผลการสำรวจ <strong>CEO Outlook </strong>ในระดับโลกซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 แล้ว​ จากการ​สำรวจซีอีโอในภาคพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และเคมีภัณฑ์ (energy, natural resources, and chemicals : ENRC) จำนวน 120 คนทั่วโลก ยังสะท้อนความเชื่อมั่นในระดับสูง แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลง</p>
<p>ขณะที่การสำรวจ <strong>CEO Outlook</strong> ในปีล่าสุดนี้ พบ​ว่าซีอีโอ 78% ยังคงมั่นใจ​การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับผลการสำรวจในปีที่ผ่านมา โดยซีอีโอ 55%  เชื่อว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด ตามด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันเพื่อประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีอื่นๆ ในจำนวน 43% เท่ากันทั้งสองหัวข้อ​</p>
<p>ทั้งนี้ ซีอีโอยังคงให้ความสำคัญ​เรื่องเทคโนโลยี Gen AI โดย​​ 58% ชี้ว่า เป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญในการลงทุนมากที่สุดใน 3 ปีข้างหน้า โดยผู้นำองค์กรได้วางแผนการลงทุนสำหรับ​ปฏิรูปองค์กรด้วยเทคโนโลยี AI อย่างระมัดระวัง และมีแบบแผน เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ โดย 65% คาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปี จึงจะเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนจากการใช้งาน Gen AI (เทียบกับ 48% ในปี 2566) ในส่วนของบุคลากร ซีอีโอ​ 79% เชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนงานอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเป็นการเพิ่มความต้องการการพัฒนาทักษะพนักงานและการปรับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แทน</p>
<p>สำหรับประเด็น​​การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ยังคงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจ โดซีอีโอ 58% คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้ภายในปี 2573 แต่ส่วนมาก​ตระหนักดีถึงอุปสรรคที่ต้องเผชิญในการลดคาร์บอน โดย​​ 35% ระบุว่าความซับซ้อนของการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยการขาดทักษะและความเชี่ยวชาญ ซึ่งอยู่ที่ 22 % ทำให้การลงทุนกับการพัฒนาบุคลากร เพิ่มทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงกระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้นมีความสำคัญยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31007 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Key-Finding.png" alt="" width="1200" height="755" /></p>
<p><em><strong>อานิช เด </strong>หัวหน้าฝ่ายพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และเคมีภัณฑ์ระดับโลก เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ข้อมูลว่า ​</em><em>บรรยากาศโดยรวมในการประชุมผู้บริหารอาจเป็นไปในทางบวกสำหรับซีอีโอภาค</em><em> ENRC</em> <em>แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่จะเป็นบททดสอบขององค์กร เทคโนโลยี </em><em>AI </em><em>และ </em><em>ESG</em><em> ถูกระบุว่าเป็นสองกลยุทธ์หลัก ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงทางธุรกิจ </em></p>
<p><em>โดยในส่วนของ </em><em>AI </em><em>แทบไม่มีธุรกิจใดเลยที่ </em><em>AI </em><em>ไม่สามารถเพิ่มมูลค่า</em><em>ได้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น มาจากความล่าช้า และ</em><em>/</em><em>หรือเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงในเรื่องความเป็นส่วนตัว จริยธรรม เป็นเรื่องที่ต้องจัดการให้ดี ซีอีโอควรมีความมั่นใจในประเด็นเหล่านี้ตราบเท่าที่มีแนวทางป้องกันพื้นฐานที่เหมาะสม การนำ </em><em>AI </em><em>มาใช้เป็นเรื่องของการบริหารความเปลี่ยนแปลง และนั่นคือสิ่งที่ซีอีโอต้องให้ความสำคัญ </em></p>
<p><em>​ขณะที่ ​</em><em>ESG </em><em>แม้​ซีอีโอจะบูรณาการเรื่องของการลดคาร์บอนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ​มากขึ้น แต่​สัมผัสได้ว่าส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยการปฏิบัติตามข้อกำหนด ทั้งนี้ การดำเนินงานด้าน </em><em>ESG </em><em>​นั้นมีต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง​เ</em><em>รื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ </em><em>และการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน แต่​เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำ โดยองค์กรที่</em><em>ก้าวไปไกลและรวดเร็วสู่การเปลี่ยนแปลงที่นำโดย </em><em>ESG </em><em>จะสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการตลาดเป็นอย่างมาก </em></p>
<p><em>&#8220;เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ สภาวะต่าง ๆ เอื้ออำนวยให้องค์กรภาค</em> <em>ENRC</em> <em>ที่สามารถวางกลยุทธ์ในเรื่องสำคัญได้อย่างถูกต้อง สอดคล้อง เช่น การดำเนินงาน การบริหารต้นทุน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ และ </em><em>ESG </em><em>จะสามารถก้าวไปข้างหน้า และสร้างผลตอบแทนทางการค้าที่มากยิ่งขึ้นได้</em><em>”</em></p>
<p><b> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31006 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/KPMG.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></b></p>
<p>ด้าน <strong>ธิดารัตน์ ฉิมหลวง </strong>หุ้นส่วน ฝ่ายที่ปรึกษาธุรกิจ และประธานฝ่าย Business Transformation และลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม เคพีเอ็มจี ประเทศไทย มองว่า <em>“</em><em>เทคโนโลยี </em><em>Gen AI </em><em>และ </em><em>ESG </em><em>ยังคงอยู่ในวาระสำคัญของซีอีโอในภาคพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และเคมีภัณฑ์ในประเทศไทย ซึ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี </em><em>Gen AI </em><em>และบูรณาการ </em><em>ESG </em><em>เข้ากับการดำเนินธุรกิจจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้​องค์กรในระยะยาวได้มากกว่า​การปฏิบัติตามข้อกำหนด และความเชี่ยวชาญของเคพีเอ็มจี สามารถสนับสนุนองค์กรต่างๆ  ผ่านการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ และการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานที่บูรณาการ </em><em>ESG </em><em>เข้ากับธุรกิจ ตลอดทั้งผสานแนวทางการใช้งาน </em><em>Gen AI</em><em> ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรก</em><em>”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/12/ceo-outlook-enrc-2024-by-kpmg/">CEO ภาคพลังงาน มอง​ AI และ ESG ​คือ 2 กลยุทธ์หลัก ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ​​โดยมากกว่าครึ่งเชื่อว่าจะบรรลุ Net zero ได้ภายในปี 2573</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เอปสัน&#8217;​ เผยผลสำรวจ Road to Sustainable Printing ชี้ธุรกิจมากกว่าครึ่งหนุนเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท เพื่อผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/10/epson-release-road-to-sustainable-printing/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Oct 2024 08:06:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Trending]]></category>
		<category><![CDATA[Digitalization]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-Friendly]]></category>
		<category><![CDATA[EPSON]]></category>
		<category><![CDATA[Heat-Free]]></category>
		<category><![CDATA[Office]]></category>
		<category><![CDATA[Printing]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Sustainable Printing:]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Sustainable Printing: Exploring Attitudes and Behaviors in Southeast Asia]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจการพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องพิมพ์รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[เจสเตอร์ ครูซ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เอปสัน]]></category>
		<category><![CDATA[เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29702</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอปสัน ผู้นำโลกในตลาดการพิมพ์เชิงพาณิชย์ เผยผลสำรวจล่าสุดจากรายงาน Road to Sustainable Printing: Exploring Attitudes and Behaviors in Southeast Asia พบว่าความยั่งยืนถูกยกระดับความสำคัญขึ้น และมีผลต่อพฤติกรรมการพิมพ์ในสำนักงานอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามยังมีธุรกิจและบุคคลจำนวนมากที่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการพิมพ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ รายงาน Road to Sustainable Printing: Exploring Attitudes and Behaviors in Southeast Asia เป็นการสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรธุรกิจจำนวน 1,500 คน ในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพื่อศึกษาถึงทัศนคติและพฤติกรรมต่อการพิมพ์เพื่อความยั่งยืน ซึ่งเอปสันได้จัดทำขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจในปีนี้ตอกย้ำว่า การพิมพ์ยังคงเป็นขั้นตอนการทำงานที่มีความจำเป็นสำหรับสำนักงานในภูมิภาคนี้ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจในการจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานและผู้ใช้งานมากกว่า 40% ยืนยันว่ามีการใช้กระบวนการพิมพ์เป็นประจำทุกวัน อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบไฮบริดและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สำนักงานต่างๆ ต้องการความยืดหยุ่นในการพิมพ์งานเพิ่มมากขึ้น ความสามารถทางดิจิทัลกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานประจำวันขององค์กรธุรกิจปัจจุบัน มากกว่าจะเป็นแค่ทางเลือกเหมือนในอดีต ซึ่งหลายองค์กรมองว่าการแชร์เอกสารดิจิทัลเป็นขั้นตอนแรกในการก้าวเข้าสู่กระบวนการดิจิทัล (Digitalization) โดยองค์กรในบางอุตสาหกรรมจะมีการปรับตัวช้ากว่า เช่น มีเพียง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/epson-release-road-to-sustainable-printing/">&#8216;เอปสัน&#8217;​ เผยผลสำรวจ Road to Sustainable Printing ชี้ธุรกิจมากกว่าครึ่งหนุนเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท เพื่อผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เอปสัน ผู้นำโลกในตลาดการพิมพ์เชิงพาณิชย์ เผยผลสำรวจล่าสุดจากรายงาน<strong> Road to Sustainable Printing: Exploring Attitudes and Behaviors in Southeast Asia</strong> พบว่าความยั่งยืนถูกยกระดับความสำคัญขึ้น และมีผลต่อพฤติกรรมการพิมพ์ในสำนักงานอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามยังมีธุรกิจและบุคคลจำนวนมากที่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการพิมพ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่</p>
<p><span id="more-29702"></span></p>
<p>รายงาน <strong>Road to Sustainable Printing: Exploring Attitudes and Behaviors in Southeast Asia</strong> เป็นการสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรธุรกิจจำนวน 1,500 คน ในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพื่อศึกษาถึงทัศนคติและพฤติกรรมต่อการพิมพ์เพื่อความยั่งยืน ซึ่งเอปสันได้จัดทำขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>โดยผลสำรวจในปีนี้ตอกย้ำว่า การพิมพ์ยังคงเป็นขั้นตอนการทำงานที่มีความจำเป็นสำหรับสำนักงานในภูมิภาคนี้ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจในการจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานและผู้ใช้งานมากกว่า 40% ยืนยันว่ามีการใช้กระบวนการพิมพ์เป็นประจำทุกวัน อย่างไรก็ตาม <em><strong>การทำงานแบบไฮบริดและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สำนักงานต่างๆ ต้องการความยืดหยุ่นในการพิมพ์งานเพิ่มมากขึ้น</strong></em></p>
<p>ความสามารถทางดิจิทัลกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานประจำวันขององค์กรธุรกิจปัจจุบัน มากกว่าจะเป็นแค่ทางเลือกเหมือนในอดีต ซึ่งหลายองค์กรมองว่าการแชร์เอกสารดิจิทัลเป็นขั้นตอนแรกในการก้าวเข้าสู่กระบวนการดิจิทัล (Digitalization)<strong> โดยองค์กรในบางอุตสาหกรรมจะมีการปรับตัวช้ากว่า</strong> เช่น มีเพียง 39% ขององค์กรในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และ 40% ในธุรกิจการค้าปลีก ที่ยังคงใช้เอกสารในรูปแบบกระดาษ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่มีความทันสมัยมากกว่า เช่น กลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและบริการวิชาชีพ และโฆษณาและการตลาด ที่มี 50% และ 48% ขององค์กรในธุรกิจนี้ที่ได้เริ่มเข้าสู่ Digitalization</p>
<p><strong>ขนาดของธุรกิจก็มีส่วนสำคัญ</strong> โดย 41% ของธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่เกิน 50 คน และ 48% ของธุรกิจขนาดกลางที่มีขนาดไม่เกิน 500 คน ได้เปลี่ยนไปใช้เอกสารแบบดิจิทัล เมื่อเทียบกับ 45% ของธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนพนักงานมาก ตั้งแต่ 501 คนขึ้นไป ทำให้มีความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลงภายในน้อยกว่า</p>
<p>การสำรวจยังพบว่า <em><strong>50% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้การพิมพ์ในที่ทำงานมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 44% ต้องการเห็นระบบการพิมพ์ดิจิทัลแบบบูรณาการที่ทันสมัย</strong> </em>เช่น โซลูชันการพิมพ์ผ่านเครือข่ายคลาวด์ อีกทั้งราว 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังมองว่าความกะทัดรัดของเครื่องพิมพ์มีความจำเป็นต่อการพิมพ์งานในสำนักงาน ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มของธุรกิจที่มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพและความทนทานในพื้นที่จำกัด</p>
<p><em><strong>สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการพิมพ์</strong> </em>ได้แก่ ความสะดวกสบาย (46%) ความคุ้มค่า (44%) และการตื่นตัวในเรื่องการพิมพ์อย่างยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น (41%)</p>
<p>ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการหาสมดุลระหว่างการใช้งานได้จริง ความยั่งยืน และความคุ้มค่า ในกระบวนการพิมพ์ในสำนักงาน ทั้งยังต้องสนับสนุนพนักงานให้ก้าวทันตามแนวทางด้านความยั่งยืน</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า องค์กรธุรกิจทั่วภูมิภาคนี้ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงโซลูชันที่ยั่งยืน และพยายามมองหาทางเลือกด้านการพิมพ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยกว่า 3 ใน 5 หรือ 66% ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ระบุว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกเครื่องพิมพ์ 74% ของบุคคลและบริษัทมีความตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพิมพ์ในระดับ ‘มาก’ หรือ ‘ปานกลาง’ และ 63% ‘มีแนวโน้ม’ หรือ ‘มีแนวโน้มมาก’ ที่จะยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อโซลูชันการพิมพ์ที่ยั่งยืน</p>
<p>ในภาพรวม ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนกำลังพิจารณาถึงทางเลือกที่มีอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ในขณะที่ได้นำวิธีการพิมพ์ที่เน้นความยั่งยืนมาปฏิบัติ เช่น การพิมพ์สองหน้า (38%) และการเข้าร่วมโครงการรีไซเคิลกระดาษ (34%)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม <em><strong>แม้ว่าผลสำรวจจะชี้ชัดว่าองค์กรต่าง ๆ จะตระหนักเพิ่มขึ้นและตั้งใจดีเกี่ยวกับการพิมพ์ที่ยั่งยืน แต่ยังจำเป็นต้องได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทางปฏิบัติจริงอยู่</strong></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29703 " src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/1-12.jpg" alt="" width="470" height="705" /></p>
<p><strong>เจสเตอร์ ครูซ</strong> ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์องค์กร ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอปสัน กล่าวว่า “ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราได้เห็นความสนใจต่อความยั่งยืนเพิ่มสูงขึ้น <em><strong>แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กล่าวว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก</strong><strong>เครื่องพิมพ์ แต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ยินดีที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อมาตรการที่ยั่งยืน ทำให้เกิดช่องว่างใหญ่ในเรื่องการปฏิบัติจริง</strong></em></p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็ยังสามารถเป็นสิ่งที่ดีต่อธุรกิจได้เช่นกัน ข่าวดีก็คือความต้องการเช่นนั้นมีอยู่จริง โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามพร้อมจะเปลี่ยนมาใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท แทนที่เครื่องถ่ายเอกสารเลเซอร์อย่างแน่นอน หากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางเลือกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า”</p>
<p>รายงานดังกล่าวพบอีกว่า ยังมีความเข้าใจผิดในหมู่องค์กรธุรกิจทั่วภูมิภาคนี้ โดยหนึ่งในสาม (34%) ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท ขณะที่มีเพียง 29% ที่เชื่อว่าเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และอีก 29% ไม่แน่ใจในเรื่องนี้</p>
<p><strong>เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ </strong>ได้ยกเลิกการจำหน่ายเครื่องพิมพ์เลเซอร์ตั้งแต่สิ้นปี 2566 หลังจากการประกาศยุติการจำหน่ายและจัดจำหน่ายเครื่องพิมพ์เลเซอร์ทั่วโลก และจะมุ่งให้ความสำคัญกับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีเลเซอร์ต้องใช้ความร้อนในกระบวนการพิมพ์ ซึ่งทำให้ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29705 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/10/Release-Research1-1.jpg" alt="" width="1200" height="794" /></p>
<p><em>“ในสำนักงานปัจจุบัน มีเพียงเครื่องปรับอากาศและไฟส่องสว่างเท่านั้นที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าอุปกรณ์สำนักงาน ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องพิมพ์คิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของการใช้พลังงานทั้งหมด การเปลี่ยนจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์มาใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่มีเทคโนโลยี Heat-Free ของเอปสันจะสามารถลดการใช้พลังงานในการพิมพ์ได้มากถึง 85% การใช้พลังงานที่น้อยลงนี้ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก”</em> <strong>เจสเตอร์ ครูซ</strong> กล่าว</p>
<p><em>“ผู้คนให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดการใช้พลังงาน แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการแสดงให้เห็นว่าประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สามารถแปลงเป็นเม็ดเงินได้อย่างไร เอปสันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมสามารถทำให้การดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสภาพอากาศเกิดเป็นความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจได้ อนาคตขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ยั่งยืน และมันดูจะมีแนวโน้มที่สดใส ด้วยปรัชญาในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ กะทัดรัด และแม่นยำ เอปสันจะยังคงผลักดันความยั่งยืนให้เป็นแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่สำคัญต่อไป”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/10/epson-release-road-to-sustainable-printing/">&#8216;เอปสัน&#8217;​ เผยผลสำรวจ Road to Sustainable Printing ชี้ธุรกิจมากกว่าครึ่งหนุนเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท เพื่อผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีลอยท์ เผย องค์กร 85% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา 50% ขับเคลื่อน Climate Tech แล้ว อีก 42% คาดเริ่มได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า</title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/09/deloitte-2024-cxo-sustainability-report/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Sep 2024 08:45:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Business Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[CxO]]></category>
		<category><![CDATA[CxO Sustainability Report]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte’s 2024 CxO Sustainability Report]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลสำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำระดับสูง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=29065</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงาน Deloitte’s 2024 CxO Sustainability Report: Signs of a shift in business climate action ประจําปี 2567 ของดีลอยท์ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นประเด็นหนึ่งในสามอันดับแรกที่ผู้นําธุรกิจระดับ C-suite level (“CxO”) ทั่วโลกให้ความสำคัญ แซงหน้าความไม่แน่นอนทางการเมือง การแข่งขันเพื่อสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวบ่งชี้สําคัญที่แสดงว่าสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นวาระสำคัญของผู้นําธุรกิจ เห็นได้จาก ​​85% ของ CxO  ระบุว่าได้เพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในปีที่ผ่านมา ​เพิ่มขึ้นจากจำนวน​​ 75% ในปี 2566 และ CxO ครึ่งหนึ่ง (50%) ได้เริ่มใช้โซลูชันเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ รายงานความยั่งยืนของ CxO ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ได้สํารวจ CxO กว่า 2,100 ราย จาก 27 ประเทศ เผยให้เห็นว่าผู้นําธุรกิจมีทัศนคติเชิงบวกแต่ในเวลาเดียวกันก็มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าการลงทุน การดําเนินการ และนวัตกรรมจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยมีประเด็นสำคัญในรายงาน อาทิ &#8211; องค์กร 85%  ลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/deloitte-2024-cxo-sustainability-report/">ดีลอยท์ เผย องค์กร 85% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา 50% ขับเคลื่อน Climate Tech แล้ว อีก 42% คาดเริ่มได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">รายงาน <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/content/deloitte-cxo-sustainability-report.html" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/content/deloitte-cxo-sustainability-report.html&amp;source=gmail&amp;ust=1726985902576000&amp;usg=AOvVaw2jvb9GUdrgqppfsEIdDYTx" target="_blank" rel="noopener">Deloitte’s 2024 CxO Sustainability Report: Signs of a shift in business climate action</a> ประจําปี 2567 ของดีลอยท์ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นประเด็นหนึ่งในสามอันดับแรกที่ผู้นําธุรกิจระดับ C-suite level (“CxO”) ทั่วโลกให้ความสำคัญ แซงหน้าความไม่แน่นอนทางการเมือง การแข่งขันเพื่อสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p><span id="more-29065"></span></p>
<p>ตัวบ่งชี้สําคัญที่แสดงว่าสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นวาระสำคัญของผู้นําธุรกิจ เห็นได้จาก ​​85% ของ CxO  ระบุว่าได้เพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในปีที่ผ่านมา ​เพิ่มขึ้นจากจำนวน​​ 75% ในปี 2566 และ CxO ครึ่งหนึ่ง (50%) ได้เริ่มใช้โซลูชันเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ</p>
<p style="font-weight: 400;">รายงานความยั่งยืนของ CxO ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ได้สํารวจ CxO กว่า 2,100 ราย จาก 27 ประเทศ เผยให้เห็นว่าผู้นําธุรกิจมีทัศนคติเชิงบวกแต่ในเวลาเดียวกันก็มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าการลงทุน การดําเนินการ และนวัตกรรมจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยมีประเด็นสำคัญในรายงาน อาทิ</p>
<p><em>&#8211; องค์กร </em><em>85%</em>  <em>ลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก </em><em>75%</em><em> ในปี </em><em>2566 </em></p>
<p><em>&#8211; ผู้บริหาร </em><em>70%</em><em> คาดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบสูงหรือสูงมาก ต่อกลยุทธ์และการดําเนินงานของบริษัทใน 3 ปีข้างหน้า</em></p>
<p><em>&#8211; เกือบครึ่งหนึ่งของ </em><em>CxO ( </em><em>45%) </em><em>ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ เพื่อรับมือความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน โดยกำหนดเป็นกลยุทธ์หลักขององค์กร </em></p>
<p><em>&#8211; CxO </em><em>50%  </em><em>เริ่มใช้โซลูชันเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศหรือสิ่งแวดล้อมแล้ว โดยอีก </em><em>42% </em><em>คาดว่าจะดําเนินการได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า</em></p>
<p><strong>มร.โจ อุคูโซกลู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีลอยท์ โกลบอล</strong> กล่าวว่า  เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่าในปีนี้ มีการลงทุนที่ในด้านความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาโซลูชันด้านสภาพอากาศ โดยมี​องค์กรที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจหลักเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของธุรกิจ  สร้างมูลค่าทางธุรกิจใหม่ๆให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29067 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Conclude-.jpg" alt="" width="1200" height="740" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>การขับเคลื่อนด้าน Climate Change กระตุ้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม </strong></p>
<p style="font-weight: 400;">การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Tech เป็นสิ่งสําคัญในการแข่งขันเพื่อลดคาร์บอน และแต่ละอุตสาหกรรม ภูมิภาค และองค์กร ต้องการเส้นทางเฉพาะตนที่ไม่เหมือนใคร เมื่อพิจารณาว่า CxO จัดอันดับให้การก้าวให้ทันกับนวัตกรรมใหม่ๆ (รวมถึง Generative artificial intelligence หรือ GenAI) เป็นความท้าทายเร่งด่วนที่สุดในปีหน้า จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้นําจะได้จัดลําดับความสําคัญในการลงทุนในโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเติบโตทางธุรกิจ</p>
<p style="font-weight: 400;">โดยพบว่า ครึ่งหนึ่งของ CxO เริ่มใช้โซลูชันทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว โดยอีก​ 42% คาดว่าจะดำเนินการในอีกสองปีข้างหน้า</p>
<p style="font-weight: 400;">ส่วนบรรดาผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านความยั่งยืน มากกว่าครึ่งกล่าวว่า นำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนมากขึ้น โดย CxO​​ 38% คาดหวังประโยชน์จากการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในอีกห้าปีข้างหน้า ในเรื่องนวัตกรรมที่เกี่ยวกับบริการและ/ หรือการดําเนินงานของพวกเขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29075 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Top-Priority-Cencern.jpg" alt="" width="1200" height="671" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ผู้นํามองว่าความยั่งยืนขับเคลื่อนคุณค่าทางธุรกิจ</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">ผู้บริหารตระหนักถึงศักยภาพทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดย 92% เชื่อว่าบริษัทของตนสามารถเติบโตได้ในขณะที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นํายังระบุถึงการเปลี่ยนแปลงในปีนี้ว่าเห็นผลกระทบโดยตรงด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจมากขึ้นจากความพยายามด้านความยั่งยืน</p>
<p style="font-weight: 400;">โดยประโยชน์ 5 อันดับแรก ที่องค์กรจะได้รับจากการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ จากการสำรวจในปีนี้ พบว่า</p>
<p>ความสามารถในการแก้ปัญหาสภาพอากาศ (Climate Change) 39% อยู่ในอันดับสูงที่สุดในปีนี้ เทียบกับปีก่อนหน้าที่อยู่ในอันดับ 5 ​ตามมาด้วย ช่วยเพิ่มการจดจําแบรนด์และชื่อเสียงขององค์กร 38%  ขณะที่การเพิ่ม​ประสิทธิภาพ และ/หรือความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน  37% รวมทั้งอัตรากําไรจากการดําเนินงาน ที่ 37% เท่ากัน และเป็นปัจจัยที่​เข้ามาติดลิสต์ในปีนี้เป็นปีแรก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29068 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/5-Benefit-24-23.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p>ส่วนประโยชน์ต่อองค์กรในระยะ 5 ปีข้างหน้า มอง​ว่า การพัฒนานวัตกรรมและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเป็นอันดับแรก 38% ตามมาด้วยความสามารถในการแก้ปัญหา Climate Change 37% รวมทั้งความสามารถด้านการสรรหาและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (talent) , การช่วยลดต้นทุน​, การเพิ่มศักยภาพภายในซัพพลายเชน และช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์และชื่อเสียงองค์กร ด้วยคะแนน 36% เท่ากัน</p>
<p>ท้ังนี้ ​ด้านการดึงดูด Talent ผลที่ได้ยังสอดคล้องกับการสํารวจ  <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/content/genz-millennialsurvey.html" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/content/genz-millennialsurvey.html&amp;source=gmail&amp;ust=1726985902577000&amp;usg=AOvVaw1OxVSaXtQMtMZ2W7yHD7_-" target="_blank" rel="noopener">Deloitte’s 2024 Gen Z and Millennial Survey</a> ที่ระบุว่ากว่า 4 ใน 10 ของเจนซี และมิลเลนเนียลได้เปลี่ยนงานหรือวางแผนที่จะเปลี่ยนงานหรืออุตสาหกรรม เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ปล่อยมลพิษต่ำ ทำให้มีแรงงานต้องมีการปรับเปลี่ยนตาม <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/work-toward-net-zero.html" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/work-toward-net-zero.html&amp;source=gmail&amp;ust=1726985902577000&amp;usg=AOvVaw1HEGV5ZKbq0EBAQ8TPTncw" target="_blank" rel="noopener">งาน 800 ล้านตำแหน่งงานทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศสุดขั้ว</a>และการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจไปสู่การปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งผู้บริหารถึง 55% ที่มองเห็นว่าประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพิ่มขึ้นจาก 46% ในปีที่แล้ว รวมทั้งมีถึง​เกือบครึ่ง (49%) ​ที่ได้เตรียมแรงงานให้พร้อมสําหรับงานสีเขียว (green jobs) รวมทั้งให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมเพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งมั่นที่จะให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์และช่วยเหลือกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเท่าเทียม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29066 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/5-Next-Yrs-.jpg" alt="" width="1200" height="679" /></p>
<p><strong>ความกังวลเพิ่มขึ้น แต่การดำเนินการกลับไม่สอดคล้อง</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรมุ่งเน้นการดำเนินการขนาดใหญ่ 2-3 อย่าง ที่มีความยากในการดำเนินการ แต่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนผลกระทบทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น ผูกค่าตอบแทนของผู้บริหารกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าโดยรวมกลับไม่สม่ำเสมอ โดยองค์กร​​ 17%  ดําเนินการดังกล่าว 4-5 อย่าง  ขณะที่องค์กรมากกว่าหนึ่งในสี่มีการดําเนินการขนาดใหญ่ เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย องค์กรมากกว่าครึ่ง จัดอยู่ในหมวดหมู่ปานกลาง โดยมีการดําเนินการขนาดใหญ่ 2-3 อย่าง แต่ไม่มากไปกว่านั้น</p>
<p style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลหลายประการสําหรับการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับสถานะของการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กรกลุ่มปานกลาง  องค์กรกลุ่มนี้คาดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบสูงต่อกลยุทธ์และการดําเนินงานในอีกสามปีข้างหน้า</p>
<p style="font-weight: 400;">โดยหนึ่งในห้าคาดว่าจะมีผลกระทบสูงมาก ความมุ่งมั่นในปัจจุบันของกลุ่มนี้ ควบคู่ไปกับความคาดหวังต่ออนาคตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ชี้ให้เห็นว่ากําลังเตรียมการเพื่อดำเนินการเพิ่มขึ้นสำหรับผลกระทบที่มากขึ้นในอนาคต</p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><strong>เจนนิเฟอร์ สไตน์แมน</strong> <strong>ลีดเดอร์ด้านความยั่งยืน ดีลอยท์ โกลบอล</strong> กล่าวว่า ผู้บริหารเริ่มเห็นประโยชน์ที่จับต้องได้มากขึ้น จากการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ  โดยมองว่า ความยั่งยืน​ขับเคลื่อนให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่​​ โมเดลธุรกิจ และการสร้างมูลค่าโดยรวม </span>และจากการวิเคราะห์ บริษัทในกลุ่มปานกลาง พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากโมเมนตัมของตลาดในวงกว้าง โดยต่อยอดจากประสบการณ์ที่มีอยู่เพื่อดําเนินการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังยิ่งขึ้น เช่น การกําหนดค่าการดําเนินงานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น หรือกําหนดให้ซัพพลายเออร์มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ความยั่งยืนที่ ท้ายที่สุดแล้ว การดําเนินการที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยเร่งความคืบหน้าในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกร่วมกัน​</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-29069 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/Consideration.jpg" alt="" width="1200" height="806" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>คําแ</strong><strong>นะนําในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจเพื่อประโยชน์สูงสุด</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวผลักดันให้ผู้นำธุรกิจหันมาลงทุนพัฒนากลยุทธ์ด้านความยั่งยืนมากขึ้น เพราะตระหนักถึงผลประโยชน์ทางสังคมและธุรกิจที่สามารถจับต้องได้ รายงานของดีลอยท์เสนอข้อควรพิจารณาสําหรับผู้นําองค์กรที่ต้องการแสวงหาช่องทางใหม่ๆ  โดยการพัฒนาจุดแข็ง มองหาช่องทางและพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อช่วยขับเคลื่อนผลกระทบ และมองหาโอกาสสร้างมูลค่าทางธุรกิจจากความยั่งยืน องค์จะสามารถก้าวหน้าในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและวางตำแหน่งตัวเองให้เติบโตในเศรษฐกิจสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคตได้&#8221;</p>
<p style="font-weight: 400;">เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงาน  2024 CxO Sustainability Report ของดีลอยท์ ได้ที่  <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/content/deloitte-cxo-sustainability-report.html" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/content/deloitte-cxo-sustainability-report.html&amp;source=gmail&amp;ust=1726985902577000&amp;usg=AOvVaw3hYLV-6SrHOFuVhRgOJYTt" target="_blank" rel="noopener">https://www.deloitte.com/global/en/issues/climate/content/deloitte-cxo-sustainability-report.html</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/09/deloitte-2024-cxo-sustainability-report/">ดีลอยท์ เผย องค์กร 85% เพิ่มเม็ดเงินลงทุนด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา 50% ขับเคลื่อน Climate Tech แล้ว อีก 42% คาดเริ่มได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบซีอีโอทั่วโลก 69% เห็นว่า &#8216;ความยั่งยืน&#8217; เป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ เกินครึ่งปรับแผนเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/2024-gartner-ceo-and-senioe-executive-survey/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 00:44:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Business Growth]]></category>
		<category><![CDATA[CEO]]></category>
		<category><![CDATA[CEO Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner CEO 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Gartner Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโตทางธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[คริสติน โมเยอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ซีอีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26836</guid>

					<description><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงล่าสุดพบว่าราว 7 ใน 10 ของซีอีโอทั่วโลก หรือ ​69% เห็นว่า ความยั่งยืนคือโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญในปีนี้ มร.คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “ในขณะที่ซีอีโอมีการปรับกลยุทธ์ระยะยาวกันใหม่ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดกรอบการแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจได้กระตุ้นให้เกิดกระแสการวกกลับของความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) แม้ว่าจะมีการฟอกเขียว หรือ Greenwash ในองค์กรต่างๆ มากมาย และไปให้ความสำคัญกับผลกำไรจากต้นทุน อย่างไรก็ตามพันธกิจภาพรวมของซีอีโอยังไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด” จากการสำรวจซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงของการ์ทเนอร์ในปี 2567 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ปี 2566 โดยรวบรวมความคิดเห็นของบรรดาซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมหลากหลาย ในกลุ่มรายได้และขนาดองค์กรแตกต่างกันออกไปมากกว่า 400 ราย จากทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย/แปซิฟิก ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ “ความยั่งยืนยังเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจที่อยู่ใน 10 อันดับแรกอย่างต่อเนื่อง โดยแซงหน้าเรื่องผลิตภาพ  (Productivity) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ขึ้นมาในปีนี้ ซึ่งผู้นำและนักลงทุนต่างทราบดีว่าองค์กรที่มีพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นความเสี่ยงที่สร้างผลกระทบระยะกลางถึงระยะยาวต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลหากละเลยปัจจัยในด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามซีอีโอที่มีความเฉลียวฉลาดจะตระหนักดีว่าความท้าทายด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่นี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย” โมเยอร์ กล่าวเพิ่มเติม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/2024-gartner-ceo-and-senioe-executive-survey/">การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบซีอีโอทั่วโลก 69% เห็นว่า &#8216;ความยั่งยืน&#8217; เป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ เกินครึ่งปรับแผนเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงล่าสุดพบว่าราว 7 ใน 10 ของซีอีโอทั่วโลก หรือ ​69% เห็นว่า ความยั่งยืนคือโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญในปีนี้</p>
<p><span id="more-26836"></span></p>
<p><strong>มร.คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์กล่าวว่า</strong> “ในขณะที่ซีอีโอมีการปรับกลยุทธ์ระยะยาวกันใหม่ <a href="https://www.gartner.com/en/insights/sustainability" target="_blank" rel="noopener">ความยั่งยืน</a>ด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดกรอบการแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจได้กระตุ้นให้เกิดกระแสการวกกลับของความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) แม้ว่าจะมีการฟอกเขียว หรือ Greenwash ในองค์กรต่างๆ มากมาย และไปให้ความสำคัญกับผลกำไรจากต้นทุน อย่างไรก็ตามพันธกิจภาพรวมของซีอีโอยังไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด”</p>
<p>จากการสำรวจ<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-05-22-gartner-ceo-survey-finds-growth-is-the-top-business-priority-for-2024--reaching-highest-level-in-10-years" target="_blank" rel="noopener">ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงของการ์ทเนอร์</a>ในปี 2567 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ปี 2566 โดยรวบรวมความคิดเห็นของบรรดาซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมหลากหลาย ในกลุ่มรายได้และขนาดองค์กรแตกต่างกันออกไปมากกว่า 400 ราย จากทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย/แปซิฟิก ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้</p>
<p>“<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-02-21-gartner-predicts-70-percent-of-enterprises-adopting-genai-will-cite-sustainability-and-digital-sovereignty-as-top-criteria-for-selecting-between-different-public-cloud-genai-services-by-2027" target="_blank" rel="noopener">ความยั่งยืน</a>ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจที่อยู่ใน 10 อันดับแรกอย่างต่อเนื่อง โดยแซงหน้าเรื่องผลิตภาพ  (Productivity) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ขึ้นมาในปีนี้ ซึ่งผู้นำและนักลงทุนต่างทราบดีว่าองค์กรที่มีพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นความเสี่ยงที่สร้างผลกระทบระยะกลางถึงระยะยาวต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลหากละเลยปัจจัยในด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามซีอีโอที่มีความเฉลียวฉลาดจะตระหนักดีว่าความท้าทายด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่นี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย” <strong>โมเยอร์ กล่าวเพิ่มเติม</strong></p>
<p><strong>บรรลุการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>จากการสำรวจประจำปีของการ์ทเนอร์ พบว่าแนวทางหลักที่ซีอีโอใช้ความยั่งยืนขับเคลื่อน<a href="https://www.gartner.com/en/articles/what-matters-to-ceos-and-cfos-right-now" target="_blank" rel="noopener">การเติบโตทางธุรกิจ</a> ได้แก่ การใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน (33%) ยึดแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน (18%) สร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (18%) และมุ่งลดการปล่อยคาร์บอน (18%) โดย<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2023-11-07-gartner-says-cios-must-balance-the-environmental-promises-and-risks-of-ai" target="_blank" rel="noopener">การลงทุนด้านนวัตกรรมและดิจิทัล</a>อยู่ในอันดับที่เก้าที่ 8%</p>
<p>&nbsp;</p>
<figure id="attachment_26837" aria-describedby="caption-attachment-26837" style="width: 1200px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-26837 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-CEO-2024.jpg" alt="" width="1200" height="893" /><figcaption id="caption-attachment-26837" class="wp-caption-text"><em><strong>ความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ   ที่มา: การ์ทเนอร์ (มิถุนายน 2567)</strong></em></figcaption></figure>
<p>“เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเร่งการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน นอกจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ อย่างการเปิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และการสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ&#8221; <strong>โมเยอร์กล่าวเพิ่มเติม</strong></p>
<p>ตามรายงานของการ์ทเนอร์ยังเผยว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนผลลัพธ์ด้านการเงินและความยั่งยืน ตัวอย่างเช่น Internet of Things (IoT), <a href="https://www.gartner.com/en/data-analytics/trends/get-stakeholder-buy-in-on-your-next-initiative?utm_campaign=RM_GB_2023_ITDA_NPP_PR1_STKHLDRBUYIN" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data &amp; Analytics)</a> ที่สามารถปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมี AI และ IoT คอยช่วยลดต้นทุนของอาหารและขยะที่สูญไป ขณะที่ตลาดในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สามารถสร้างรายได้ใหม่และลดขยะไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p><strong>Climate Change </strong><strong>คือ วาระสำคัญขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ</strong></p>
<p>ผลสำรวจของการ์ทเนอร์เผยว่าซีอีโอ 54% ระบุว่าธุรกิจของพวกเขาได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระดับปานกลางเป็นอย่างต่ำ และมากกว่าครึ่งหนึ่ง (51%) ยอมรับว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในขั้นของการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานหรือปรับเปลี่ยนไปแล้ว</p>
<p>“ซีอีโอเห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สภาพอากาศแปรปรวนและกระทบตรงๆ ต่อการดำเนินธุรกิจของพวกเขาแล้ว และการดำเนินงานจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห่วงโซ่อุปทาน” โมเยอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า</p>
<p>ผลสำรวจของการ์ทเนอร์ เผยว่า ผลกระทบใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ซีอีโอกล่าวถึงคือ พลวัตการดำเนินงาน (30%) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติกส์ เช่น การจัดเก็บสินค้า การกำหนดเวลา และกำหนดเส้นทางการจัดส่ง หรือการย้ายสถานที่ (ซึ่งรวมถึงการทำงานในพื้นที่ใกล้เคียง) อยู่ในอันดับสอง (14%) รองลงมาคือระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี และ<a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2024-05-13-gartner-says-data-and-analytics-leaders-must-use-collective-intelligence-to-drive-business-value" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูล</a> (13%)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/2024-gartner-ceo-and-senioe-executive-survey/">การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบซีอีโอทั่วโลก 69% เห็นว่า &#8216;ความยั่งยืน&#8217; เป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ เกินครึ่งปรับแผนเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีลอยท์เผย อินไซต์ &#8216;เจนซี-มิลเลนเนียล&#8217; ประเทศไทย หวังน้อยลง เครียดน้อยลง แต่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก   </title>
		<link>https://www.sdthailand.com/2024/06/deloitte-global-2024-gen-z-and-millennial-survey-thailand-perspective/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[SKY]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jun 2024 11:21:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Dialogue]]></category>
		<category><![CDATA[Top Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte Global 2024 Gen Z and Millennial Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Deloitte Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Generation]]></category>
		<category><![CDATA[GenZ]]></category>
		<category><![CDATA[Mental Well-being]]></category>
		<category><![CDATA[Millennial]]></category>
		<category><![CDATA[Purpose]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Work-Life Balance]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. โชดก ปัญญาวรานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ดีลอยท์ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมผู้บริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[มานิตา ลิ่มสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[มิลเลนเนียล]]></category>
		<category><![CDATA[อริยะ ฝึกฝน]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เจนซี]]></category>
		<category><![CDATA[เจนเนอเรชัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.sdthailand.com/?p=26500</guid>

					<description><![CDATA[<p>เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทย มีความเครียดและความกังวล​เรื่องต่างๆ น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าครองชีพเป็นต้นเหตุของความกังวลอันดับ 1 ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจและสังคม คนไทยทั้งสองกลุ่มมีความคาดหวังจากภาครัฐและภาคเอกชนลดลง แต่หันมาเชื่อในพลังของตนเองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีเป้าหมายในการทำงานชัดเจน ต้องการทำงานที่ตรงตามความมุ่งหมาย (Purpose) ของตน โดยเลือกที่จะอยู่กับองค์กรที่เห็นคุณค่าตรงกัน และเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับคุณค่า ของตัวเอง ส่วน​ด้านสิ่งแวดล้อมคนไทยทั้งสองกลุ่ม มีความกังวลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ และพร้อมใจ​มีส่วนผลักดันในเรื่องนี้ ทั้ง​ผลักดันองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ รวมถึงยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าภาครัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น ​ สำหรับมุมมอง​ด้านการทำงาน ​จะเลือกองค์กรที่ตอบโจทย์สมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work / life Balance) มีโอกาสเรียนรู้ และเป็นงานที่มีความหมาย อย่างไรก็ดี โดยภาพรวม คนไทยทั้งสองกลุ่มเห็นว่านายจ้างใส่ใจความรู้สึก และมีความเห็นอกเห็นใจลูกจ้างมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก ดีลอยท์ ประเทศไทย เผยผลสำรวจ Deloitte Global 2024 Gen Z and Millennial Survey – Thailand Perspective ซึ่งเป็นผลการศึกษาสะท้อนมุมมองของเจนซี และมิลเลนเนียลชาวไทย ที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ผลสำรวจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/deloitte-global-2024-gen-z-and-millennial-survey-thailand-perspective/">ดีลอยท์เผย อินไซต์ &#8216;เจนซี-มิลเลนเนียล&#8217; ประเทศไทย หวังน้อยลง เครียดน้อยลง แต่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทย มีความเครียดและความกังวล​เรื่องต่างๆ น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าครองชีพเป็นต้นเหตุของความกังวลอันดับ </em><em>1 </em><em>ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจและสังคม คนไทยทั้งสองกลุ่มมีความคาดหวังจากภาครัฐและภาคเอกชนลดลง แต่หันมาเชื่อในพลังของตนเองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีเป้าหมายในการทำงานชัดเจน ต้องการทำงานที่ตรงตามความมุ่งหมาย </em><em>(Purpose)</em> <em>ของตน โดยเลือกที่จะอยู่กับองค์กรที่เห็นคุณค่าตรงกัน และเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับคุณค่า ของตัวเอง</em></p>
<p><span id="more-26500"></span></p>
<p><em>ส่วน​ด้านสิ่งแวดล้อมคนไทยทั้งสองกลุ่ม มีความกังวลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ และพร้อมใจ​มีส่วนผลักดันในเรื่องนี้ ทั้ง​ผลักดันองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ รวมถึงยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าภาครัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น ​ </em></p>
<p><em>สำหรับมุมมอง​</em><em>ด้านการทำงาน ​จะเลือกองค์กรที่ตอบโจทย์</em><em>สมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (</em><em>Work </em><em>/ </em><em>life Balance)</em> <em>มีโอกาสเรียนรู้ และเป็นงานที่มีความหมาย อย่างไรก็ดี โดยภาพรวม คนไทยทั้งสองกลุ่มเห็นว่านายจ้างใส่ใจความรู้สึก และมีความเห็นอกเห็นใจลูกจ้างมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก</em></p>
<p><strong>ดีลอยท์ ประเทศไทย</strong> เผยผลสำรวจ <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/content/genzmillennialsurvey.html" target="_blank" rel="noopener"><strong>Deloitte Global </strong><strong>2024 </strong><strong>Gen Z and Millennial Survey – Thailand Perspective</strong></a> ซึ่งเป็นผลการศึกษาสะท้อนมุมมองของเจนซี และมิลเลนเนียลชาวไทย ที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม</p>
<p>ผลสำรวจ <a href="https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/content/genzmillennialsurvey.html" target="_blank" rel="noopener">Global 2024 Gen Z and Millennial Survey</a> จัดทำขึ้นโดยดีลอยท์ ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 13 ​สำรวจมุมมองแนวคิดเชิงลึกของคนในเจนซี และมิลเลนเนียล จำนวน 22,841 คนจาก 44 ประเทศทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิดและมุมมองต่าง ๆ ของกลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียล ที่เป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานทั่วโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26503 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/3-5.jpg" alt="" width="1200" height="849" /></p>
<p>โดยมีคนไทยที่เข้าร่วมการตอบแบบสอบถามทั้งหมด 301 คน แบ่งเป็น เจนซี 201 คน และ มิลเลนเนียลชาวไทย จำนวน 100 คน ผลการสำรวจสะท้อนมุมมองเชิงลึกของคนไทยในทั้งสองเจเนอเรชั่นดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในปีเดียวกันของคนในเจเนอเรชั่นเดียวกันทั่วโลก ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>ด้าน</strong><strong>สุขภาพจิต และ ความกังวลหลัก</strong></p>
<p>​ผล​สำรวจปีนี้พบว่า 3 อันดับแรก เรื่องที่เจนซีมีกังวลมากที่สุดคือ ค่าครองชีพ (​37%) การว่างงาน (36%) และความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง (21%)  ส่วน​มิลเลนเนียลกังวลเรื่องค่าครองชีพ (37%) การความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง ( 26%) และ ความไม่มั่นคงทางการเมือง/ความขัดแย้งระดับโลก (24%)</p>
<p>นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเจนซีในประเทศไทย 42% และ มิลเลนเนียล 60% รู้สึกดีถึงดีมากกับสภาพจิตใจโดยรวมของตนเองในปัจจุบัน เทียบกับปี 2566 โดยทั้งสองกลุ่ม ระบุว่ามีความเครียดน้อยลง ผู้ตอบแบบสอบถามเจนซีที่บอกว่ารู้สึกวิตกกังวลหรือเครียดตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา ลดลงจาก​ 51% เหลือ 40% และมิลเลนเนียล ลดลงเล็กน้อยจาก 39% เหลือ 38% เหตุผลที่สร้างความเครียดได้แก่ การเงินในอนาคต การเงินในชีวิตประจำวัน และ งาน</p>
<p><strong>ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกับสุขภาพจิตของคนไทย</strong></p>
<p><strong>ความคาดหวังของเจนซีและมิลเลนเนียลไทยต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้าลดลง เมื่อเทียบกับปี 2566</strong> โดยความคาดหวังต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ของเจนซี ลดลงจาก 27% เหลือ 15% และ มิลเลนเนียล ลดลงจาก 26% เหลือ 22% ความคาดหวังต่อสถานการณ์การเงินของตัวเอง เจนซี ลดลงจาก 37% เหลือ 19% และ มิลเลนเนียล ลดลงจาก 38% เหลือ 33% รวมทั้งความคาดหวังต่อสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจ/การเมืองของเจนซี ลดลงจาก 27% เหลือ 15% และมิลเลนเนียล ลดลงจาก 24% เหลือ 23%</p>
<p>ผลสำรวจพบว่า เจนซี 42% และ​มิลเลนเนียล 45% เชื่อว่าองค์กรภาคธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกกับสังคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่​ 49% และ 47% ตามลำดับ <strong>คนไทยรุ่นใหม่มีความคาดหวังว่าภาคธุรกิจควรมีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม</strong> โดยสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมของพนักงาน ให้ผลตอบแทนที่เท่าเทียมและโปร่งใส สนับสนุนด้านทุนการศึกษา และสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะไม่มาซ้ำเติมให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26502 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/Info-Logo-1.jpg" alt="" width="1200" height="675" /></p>
<p><strong>ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทย 81% และ 92% ตามลำดับ มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนกลุ่มเดียวกันทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ที่ 62% และ 59% ตามลำดับ</p>
<p>รวมทั้งยังพบว่า เจนซี 90% และ มิลเลนเนียล 91% มองว่าภาครัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ เจนซี 92% และ มิลเลนเนียล 93% ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแนวปฏิบัติยอดนิยม ได้แก่ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าแฟชั่นด่วน (Fast Fashion) ลดการเดินทาง ศึกษาข้อมูลด้านการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัทก่อนการอุดหนุนสินค้าของบริษัทนั้นๆ ทานมังสะวิรัติ หรือ วีแกน (Vegan) และ เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า</p>
<p><strong>ปัจจัยด้านการทำงาน</strong></p>
<p>คนรุ่นใหม่ไทยมีเป้าหมายในการทำงานที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกพนักงาน โดย 96% ของ เจนซีในประเทศไทย และ 99% ของมิลเลนเนียล มองว่าเป้าหมายในการทำงานค่อนข้างสำคัญหรือสำคัญมากต่อความพึงพอใจในงานและความเป็นอยู่ที่ดี ​สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเจนซีและมิลเลนเนียลทั่วโลกที่ 86% และ 89% ตามลำดับ</p>
<p>โดยเจนซีในประเทศไทย 91% และ​มิลเลนเนียล 93% บอกว่างานปัจจุบันทำให้ตนเองรู้สึกถึงความมุ่งหมาย (Purpose) ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เจนซี 55% และ​มิลเลนเนียล 60% ปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายที่ขัดต่อจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง</p>
<p>ขณะที่เจนซี 55% และมิลเลนเนียล 57% ปฏิเสธที่จะร่วมงานกับองค์กรที่ขัดต่อจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง โดยจะเลือกทำงานกับองค์กรที่ตอบโจทย์ในการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work/life Balance) มีโอกาสในการเรียนรู้ และ เป็นงานที่มีความหมาย</p>
<p>สำหรับภาพรวม เจนซีและมิลเลนเนียลในประเทศไทยเห็นว่านายจ้างมีความใส่ใจต่อพนักงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก</p>
<p>โดยเจนซี​ 70% และ 74% ตอบว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน</p>
<p>เจนซี 77% และมิลเลนเนียล 76% ตอบว่ารู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับผู้จัดการอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือปัญหาด้านสุขภาพจิตอื่นๆ</p>
<p>เจนซี  73% และมิลเลนเนียล 68% บอกว่าหัวหน้างานรู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีการพูดคุยสื่อสารเมื่อเกิดความเครียด ซึ่งคำตอบของเจนซีและมิลเลนเนียลคนไทยทั้งสองกลุ่ม  สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 52% และ 59% ตามลำดับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-26501 size-full" src="https://www.sdthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/1-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><em>“ดีลอยท์ติดตามความเคลื่อนไหวของคนทั้งสองเจนเนอเรชั่นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราอยากทราบพัฒนาการทางความคิดและมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ และ ความเข้าใจกันระหว่างคนในวัยต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น”</em> <strong>คุณอริยะ ฝึกฝน กรรมการบริหาร ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง</strong> กล่าว</p>
<p><strong>คุณมานิตา ลิ่มสกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย</strong><strong> Human Capital </strong><strong>ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง </strong>กล่าวว่า <em>“อยากจะขอเน้นย้ำว่าเรื่องการมีสุขภาวะทางจิตที่ดี หรือ Mental Well-being เป็นเรื่องสำคัญมาก กลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียล คือ แรงงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกในวันนี้ องค์กรที่มีความเข้าใจ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และ สามารถปรับเปลี่ยนวิธีในการดูแลคนรุ่นใหม่ได้อย่างถูกต้อง จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ”</em></p>
<p><strong>ดร. โชดก ปัญญาวรานันท์ ผู้จัดการฝ่าย </strong><strong>Clients &amp; Market </strong><strong>ดีลอยท์ ประเทศไทย</strong> กล่าวเสริมว่า “<em>ผลการสำรวจมีความน่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของคนไทยที่มีความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยโลกในในหลายแง่มุม ถ้ามองให้ละเอียดกว่านั้น จะเห็นถึงความแตกต่างกันของคนในแต่ละเจนอีกด้วย”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com/2024/06/deloitte-global-2024-gen-z-and-millennial-survey-thailand-perspective/">ดีลอยท์เผย อินไซต์ &#8216;เจนซี-มิลเลนเนียล&#8217; ประเทศไทย หวังน้อยลง เครียดน้อยลง แต่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก   </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sdthailand.com">SD Thailand</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
