จากป่าสู่ชุมชน อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

อีกหน้าที่หนึ่งของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า คือตั้งใจจะสอนให้เยาวชนซึมซับความสำคัญของป่า  แม้นี่จะเป็นกิจกรรม CSR เล็กๆ ในปีที่ 3 ที่ชลาลักษณ์ บุนนาค นำพนักงานของ อินทัช โฮลดิ้งส์ เดินทางมาที่ป่าห้วยขาแข้ง  เพื่ออาสาเป็นไม้ขีดไฟก้านเล็ก ๆ เพื่อจุดประกายให้คนไทยหันมาช่วยกันดูแลปกป้องผืนป่าสำคัญ ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติให้สมบูรณ์และสวยงามตลอดไป

กิจกรรม “จากป่าสู่ชุมชน อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” เริ่มต้นเมื่อปี 2558 โดย บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ เอสซีจี มอบถังน้ำให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากนั้น อินทัชฯได้เริ่มทำกิจกรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 ใช้งบประมาณ 7,500,000 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญในการปกป้องผืนป่า

 

ชลาลักษณ์ บุนนาค ประธานคณะกรรมการความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ชลาลักษณ์ บุนนาค ประธานคณะกรรมการความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเป้าหมายของการทำกิจกรรมนี้ว่า

“ เรื่องป่าเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป ผมรู้สึกเป็นห่วงเมื่อมีข่าวว่าอุทานยานเขาใหญ่ซึ่งเป็นมรดกโลกโดนใบเหลืองให้ปรับปรุง จึงมาคิดว่าก่อนที่จะเราจะคิดแก้ไข เราน่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นจะดีกว่า ทำอย่างไรให้คนไทยรู้สึกว่าเราควรอนุรักษ์ป่าไม้ ผมจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง คนที่จะมาดูแลป่าไม้ก่อน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของโครงการนี้”

ผลสำเร็จของการดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีทักษะความรู้และเครื่องมือจำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จาก

 

ชลาลักษณ์ บุนนาค มอบสถานีผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์จำนวน 3 ชุด ให้แก่เจ้าหน้าที่ห้วขาแข้ง

@อบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ฯ โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ สอนให้ทำบัญชีครัวเรือนแบบง่าย ๆ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้และมีเงินออมเฉลี่ยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คนละ 1,920 บาทต่อเดือน

@ช่วยเหลือครอบครัว สนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรของเจ้าหน้าที่ฯต่อเนื่องจนจบปริญญาตรีจำนวน 10 ทุน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าทีปฏิบัติงานได้ไม่ต้องห่วง

@สนับสนุนอุปกรณ์จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เช่น การสร้างสถานีผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์จำนวน 3 ชุด ติดตั้งในหน่วยพิทักษ์ป่า 3 แห่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้งาน ได้แก่ หน่วยพิทักษ์ป่าอีซะ หน่วยพิทักษ์ป่ากระทะแตก และหน่วยพิทักษ์ป่ายู่ยี่, สนับสนุนอุปกรณ์จำเป็นที่ใช้ในการลาดตระเวน เช่น เครื่องกรองน้ำแบบพกพา ถังเก็บน้ำ เป้สนาม เปลสนามพร้อมมุ้ง, ถ่านไฟฉายพร้อมที่ชาร์ต ,สนับสนุนข้าวสารปลอดสารเคมีจำนวน 25,500 กิโลกรัม, ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลแก่เจ้าหน้าที่ที่ประสบภัยอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ผ่านกองทุนสวัสดิการ เป็นต้น

@ลดปริมาณขยะประเภทถ่านไฟฉาย กล่องโฟม ถุงพลาสติกจากหน่วยพิทักษ์ป่าภายในพื้นที่ได้จำนวน 7.2 ตันต่อปี

สันต์ภพ แซ่มา ผู้ช่วยหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

สันต์ภพ แซ่มา ผู้ช่วยหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กล่าวถึงการทำงานพิทักษ์ป่าในปัจจุบันคือการให้ชุมชนรอบ ๆ ป่าเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าในรูปแบบ “ป่าชุมชน” ซึ่งเป็นพื้นที่บังเกอร์โซน อยู่รอบนอกของป่า

“ เราร่วมมือกับกรมป่าไม้ ชักชวนชาวบ้านแถบบังเกอร์โซน มาร่วมกันฟื้นฟูป่า ให้ชุมชนมาร่วมสร้างกฏกติกา โดยยึดวิถีชีวิตของชาวบ้านสัมพันธ์กับป่า ซึ่งชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือดีและมีความตระหนักเพิ่มขึ้น อย่างเช่นชุมชนบึงเจริญเป็นป่าชุมชนมีพื้นที่ 6,000 ไร่ กลายเป็นป่าสมบูรณ์มากสามารถพบวัวแดง ช้างป่า และ เสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัตว์ที่จะสูญพันธ์ุ ”

นอกจากนี้ สันต์ภพ ยังกล่าวถึงการขยายแนวความคิดรักษาป่าโดยร่วมกับชาวบ้านสร้าง “ ป่าครอบครัว” หรือ “ตู้เย็นหลังบ้าน” รวม 30 กว่าชุมชน ว่า

 

แจกกล้าไม้ไผ่รวกให้ชาวบ้านปลูก
“ โครงการนี้ต่อยอดจากเครือข่ายของป่าชุมชน โดยมีเป้าหมายว่าทำอย่างไรให้ชุมชนได้ประโยชน์จากป่ามีพืชผักไว้กินในครัวเรือน จึงมีการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่หลังบ้าน แล้วช่วยกันปลูกพืชผักที่ได้จากป่า ทั้งที่เป็นอาหาร เป็นยารักษาโรคเช่นไผ่รวก มะขามป้อม เมื่อป่าครอบครัวสมบูรณ์ก็จะมีสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างกบ เขียด แย้ มาอาศัยอยู่ ชาวบ้านก็สามารถจับมาทำเป็นอาหาร ที่เหลือจากการบริโภคก็นำไปขายเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ซึ่งเราพบว่าพืชผักป่าเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้ถึงปีละเป็นล้านบาท

แม้กิจกรรม “จากป่าสู่ชุมชน อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”จะครบตามกำหนด 3 ปีแล้วก็ตาม แต่ ชลาลักษณ์  กล่าวในท้ายที่สุดว่า ยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลือต่อไปเพื่อส่งต่อการทำงานสู่ภาคประชาชน ชุมชนและเยาวชน

“ เราตั้งใจทำงานอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืน ที่สำคัญเราต้องการให้คนไทยทั้งประเทศมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งอินทัชทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานอื่น ๆ มาช่วย จุดประสงค์ของเราคือจุดประกายให้คนไทยรู้สึกหวงแหนผืนป่าว่าเป็นสมบัติของแผ่นดินที่มีคุณค่าที่สุด สูญเสียไปแล้วจะเอากลับคืนมาไม่ได้ 

**ข้อมูล** 
@เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขนาดใหญ่
แห่งหนึ่งในประเทศไทย ตั้งอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี และมีพื้นที่
ติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี
ที่อยู่ทางทิศตะวันตก ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลัก
ของผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย และเป็นผืนป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์
ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยองค์การยูเนสโก
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534
@มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,737,587 ไร่
มีเจ้าหน้าที่รักดูแลรักษาป่าทั้งสิ้น 248 คน ในจำนวนนี้แบ่ง
 
Stay Connected
Latest News

นีเวีย จับมือ บิ๊กซี พร้อมอยู่เคียงข้างทุกการดูแล กับโครงการ “นีเวีย ชวนแชร์ ส่งต่อความแคร์เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” ชวนมาส่งต่อความห่วงใย ซื้อนีเวีย 1 ชิ้น เท่ากับร่วมบริจาคผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น

ถอดบทเรียนความสำเร็จ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท CPF ผนึกกำลัง สพฐ. ตชด. ยกระดับพัฒนาหลักสูตรเสริมการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน