การเข้าใจเมกะเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้ธุรกิจสามารภรับมือกับโอกาสและความท้าทายในอนาคต เพื่อเตรียมพร้อม ปรับตัว พร้อมวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อสามารถรักษาเติบโตไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
StartUs Insight รวบรวม ‘Top 12 Global Megatrends‘ ระหว่างปี 2026 – 2030 ซึ่งเป็นทั้งปัจจัยที่ท้าทาย และอีกด้านหนึ่งยังเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าหากสามารถเข้าใจต่อเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้
12 เทรนด์โลก ที่ต้องเฝ้าระวัง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
1. การรับมือปัญหาสภาพอากาศ (Tackling Climate Change)
- การรับมือต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศ ถือเป็นภารกิจสำคัญเพื่อ ความยั่งยืน ระดับโลก จากปรากฏการณ์และผลกระทบที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อ
- ปีที่ผ่านมาโลกเข้าสู่สภาวะที่ร้อนที่สุด และมีการปล่อยคาร์บอนสูงเป็นประวัติการณ์ ปริมาณถึง 3.8 ล้านล้านตัน ทำให้โลกเกิดการตื่นตัวในการลดคาร์บอนอย่างมาก
- นำมาสู่การเร่งดำเนินงานในหลายภาคส่วน เพื่อมีส่วนร่วมส่งเสริมการลดปริมาณคาร์บอนทั่วโลก โดยเฉพาะการเติบโตในการลงทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวที่มีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านUSD หรือพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนที่มีมูลค่า 1 ล้านล้าน USD ติดต่อกันเป็นปีที่ 5
- ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มข้ึนสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.3 ล้านล้าน USD – โดยมีการคาดการณ์ว่า สินทรัพย์ ESG ทั่วโลก จะมีมูลค่าแตะ 40 ล้านล้าน USD ภายในปี 2030
- รวมทั้งยังเห็นการเติบโตของเทคโนโลยี ด้านสภาพอากาศ เช่น พลังงานหมุนเวียน, การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS), โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์และประเมินสภาพอากาศต่างๆ เป็นต้น
2. การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ (Demographic Shifts)
- องค์การสหประชาชาติคาดว่า ภายในปี 2030 ประชากรโลกที่มีอายุมากกว่า 80 ปี จะมีมากกว่า 265 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนทารกทั้งโลกเสียอีก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่สำคัญของโลก
- การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ และการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงอายุ โดยคาดว่าในปี 2025 เศรษฐกิจผู้สูงอายุภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มมูลค่าเป็น 4.6 ล้านล้าน USD และเทรนด์ที่น่าจับตาของเทคโนโลยีกลุ่ม Longevity
- ความต้องการเทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงและ Automation ทั่วโลก มูลค่าจะสูงถึง 4.43 แสนล้าน USD ภายในปี 2035
3. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง (Rapid Urbanization)
- องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าประชากรโลก จะย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองมากขึ้น โดยประชากรกว่า 2.5 พันล้านคน หรือราว 68% จากปัจจุบัน 55% จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองภายในปี 2050
- จำเป็นต้องเร่งรับมือแก้ปัญหาความหนาแน่นในเมือง ไม่ให้กระทบคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมอีกกว่า 15 ล้านล้าน USD ภายในปี 2040 เพื่อป้องกันการขาดแคลน
- ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองอย่างสร้างสรรค์ เน้นการสร้างเมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาคารเขียว และโซลูชันการก่อสร้างขั้นสูง เพื่อการเติบโตของเมืองอย่างเป็นประโยชน์และยั่งยืน
4. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)
- ปี 2025 ที่ผ่านมา โลกลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 2 ล้านล้าน USD คาดว่าจะเพิ่มได้ถึง 3.3 ล้านล้าน USD โดยมีการขนส่งด้วยระบบไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
- โดยพบมูลค่าการใช้จ่ายในห่วงโซ่พลังงานสะอาดอยู่ที่ 2.59 แสนล้าน USD รวมทั้งความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานสะอาด จะมีมากกว่าฟอสซิลถึง 2 เท่า
- สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า 1 ใน 3 การใช้ไฟฟ้าทั่วโลกมาจากพลังงานสะอาด ขณะที่ Next Move Strategy Consulting คาดการณ์พลังงานหมุนเวียนจะเติบโตได้ถึง 2.02 ล้านล้าน USD
5. อนาคตของการคมนาคม (Future of Mobility)
- การปฏิวัติการเดินทางไปสู่ระบบขนส่งที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตามการพัฒนาเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก
- คาดการณยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกปี 2025 ทะลุ 20 ล้านคัน หรือ 1 ใน 4 ของรถยนต์ใหม่ที่ขายได้
- บริษัทวิจัยตลาด Polaris คาดว่าอุตสาหกรรม Shared Mobility จะเติบโตถึง 8.15 แสนล้าน USD ภายในปี 2032
6. การเชื่อมต่อที่เหนือกว่า (Hyper-Connectivity)
- ระบบดิจิทัลและการเชื่อมต่อ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของทุกเทรนด์ ผ่านการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสาร โดนมี 5G เป็นแกนหลัก มูลค่าปี 2025 แตะ 9.5 พันล้าน USD
- คาดเศรษฐกิจ IoT จะขยายตัวเกินกว่า 3.35 ล้านล้าน USD ในปี 2030 เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 26.1% โดยเทคโนโลยีขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ เครือข่าย 5G, IoT, AI และ ML
7. เทคโนโลยีและ อุตสาหกรรม 5.0 (Technology & Industry 5.0)
- การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการผลิต เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบ Mass Manufacturing สู่ระบบ Mass Customization
- คาดการณ์การเติบโตของกลุ่ม Smart-manufacturing ในปี 2025 จะมีรายได้สูงถึง 3.50 แสนล้าน USD
- แนวโน้มอุตสาหกรรม 5.0 จะเติบโต 6.58 แสนล้าน USD ในปี 2030 หรือโตเฉลี่ย 18% ต่อปี
8. การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจ โลก (Global Economy Power shift)
- การเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และพลวัตของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา
- ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทำให้เศรษฐกิจมีหลายขั้วมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหดตัวลงถึง 1.5% -2% ตลาดหุ้นผันผวน และค่าเงินสหรัฐอ่อนตัวลง
- ธนาคารโลก ปรับลดแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2025 เหลือ 2.3% จาก 2.7%
- ตลาดเกิดใหม่จะมีบทบาทและกำหนดรูปแบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามูลค่าหุ้นในตลาดเกิดใหม่จะครองส่วนแบ่ง 35% ของทั้งโลก ภายในปี 2030
9. นวัตกรรมสู่ความเป็นศูนย์ (Innovating to Zero)
- การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นศูนย์ ทั้งการใช้พลังงานเป็นศูนย์ การลดของเสียเป็ฯศูนย์ การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยจะเห็นการขับเคลื่อนที่มาทั้งจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคชุมชน
- การเติบโตของพลังงานหมุนเวียน สร้างรายได้ทะลุ 1.5 ล้านล้าน USD ในปี 2025
- การขับเคลื่อนเพื่อต้องการบรรลุเป้าหมาย SDGs2030 จะนำไปสู่การสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ 12 ล้านล้าน USD ในหลากหลายอุตสาหกรรม
- เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ ในปี 2050 ด้วยมูลค่า 7.9 ล้านล้าน USD และประสิทธิภาพความสำเร็จในการรีไซเคิล 95%
10. ความก้าวหน้าด้านสุขภาพและ ความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness Evolution)
- ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพื่อการรักษาเชิงรุก เชิงป้องกัน และเฉพาะบุคคล นำมาสู่การมีสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีท่ัวโลก
- Wearable devices และ การแพทย์ทางไกล มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- Global Wellness Institute คาดเศรษฐกิจด้านสุขภาพจะเติบโตถึง9 ล้านล้าน USD ภายในปี 2028
- ตลาดสุขภาพดิจิทัลจะเติบโตสู่ 2.33 ล้านล้าน USD ภายในปี 2034 หรือโตเฉลี่ย 23.7% ต่อปี
11. ความไม่มั่นคงทางสังคม (Social Instability)
- โลกมีความผันผวน ไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของขั้วอำนาจต่างๆ
- องค์กร รัฐบาล และประชาชน ต้องเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว จากปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้และผันผวนอย่างรวดเร็ว ต้องวางกลยุทธ์และนโยบายที่เน้นความยืดหยุ่น และปรับตัวได้
- การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากปัญหาการเมือง ความไม่เท่าเทียม และการโจมตีทางไซเบอร์
- ปี 2025 ความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์สูงถึง 10.5 ล้านล้าน USD ต่อปี
- เยาวชนกว่า 40% มีภาวะซึมเศร้า และมีการทำร้ายตัวเอง จากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิด
- ความไม่สงบทางการเมืองในพื้นที่ผลิตน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และคาดว่าจะไม่มีเสถียรภาพในระยะยาว ไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2030
12. โลกที่แตกแยก (Fracturing World)
- โลกมีช่องว่างเพิ่มมากขึ้น จากความแตกแยก ทั้งจากโครงสร้างหลายขั้ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และดิจิทัล
- เกิดลัทธิชาตินิยมเพิ่มสูงขึ้น การกีดกันทางการค้า การแบ่งขั้วทางดิจิทัล และความเหลื่อมล้ำ
- ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเผชิญภาวะแตกแยก จากการปรับตัวต่อนโยบายการค้าที่เปลี่ยนไป และคาดเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวที่ระดับ 2.8% ตลอดทั้งปี 2026
- โลกที่แตกแยก ยังส่งผลต่อการส่งเสริมความร่วมมือและความสามัคคีระหว่างประเทศเป็นเรื่องยาก
- เมื่อประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีโครงสร้างแบบหลายขั้วเพิ่มมากขึ้น ภายในปี 2030






