DialogueTop Stories

‘From Report to Real Impact’ 2026 ปีแห่งการปรับตัว ‘จุดเปลี่ยนประเทศไทย’ ​​จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ด้านความยั่งยืน

ปี 2026 นี้ นับเป็นปีแห่งการปรับตัว จากความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน การจะเป็น 'ผู้รอด' และ 'ไปต่อ' ได้ จำเป็นต้องวางแผนในการปรับตัวที่สามารถจับต้อง​​และเกิดผลลัพธ์ได้จริง โดยเฉพาะการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ที่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สูงมากขึ้นด้วย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลกระทบถ้วนหน้าในทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2026 ประเทศไทยมี พ.ร.บ.หลายฉบับที่ยังคงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน รวมถึง กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐบาลที่จะบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม

หากย้อนไปดูคำมั่นสัญญาของไทยที่ได้ให้ไว้กับนานาประเทศ จากเดิมตั้งเป้าเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2065 แต่ล่าสุด ได้มีการประกาศเปลี่ยนเป้าหมายให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือในปี 2050 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะไปถึงเป้าหมายได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและโรดแมป

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และเป็น จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์สิ่งที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับนานาประเทศไว้ว่าจะไปให้ถึง Net Zero ในปี 2050

เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเด็นสำคัญที่ต้องไปให้ถึง

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในรายการเวทีความคิด FM96.5 ถึง​สถานการณ์สิ่งแวดล้อม จากปี 2025 สู่ปี 2026 ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะราว 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาจากการใช้พลังงาน ​หาก​ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดจะมีปัญหา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซเรือนกระจกลงสู่ใต้ดิน แต่​โจทย์สำคัญกว่าเทคโนโลยีคือ เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน เรามีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมาก จะสนับสนุนอย่างไรก่อนที่จะก้าวไปสู่พลังงานสะอาด ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีระบบควบคุมมลพิษ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีเตาเผาขยะในเมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน

“ประเทศไทย มีขยะที่เกิดขึ้นกว่า 27 ล้านตันต่อปี แต่กำจัดถูกวิธีไม่ถึง 50% เพราะการจัดการขยะเป็นเรื่องของท้องถิ่น ดังนั้น ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปช่วย และออกกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและคำนึงถึงปริมาณขยะด้วย ซึ่งมีหลายแห่งที่ทำได้ แต่ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปได้ทั้งประเทศ”  

ปีใหม่ รัฐบาลใหม่ ต้องก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ

ทั้งนี้ ปัญหาด้านขยะ และ PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเก่าที่​ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ ดร.วิจารย์ มองว่า บางเรื่องรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่เอื้อให้เอกชนลงไปทำ มีระบบกำกับดูแล ขณะเดียวกัน เรื่อง PM2.5 ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผา โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ป่า เรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการที่ดิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะประชาชนบางส่วนอยู่มาก่อนที่จะประกาศพื้นที่ป่า แม้จะมีการจัดที่ดินให้กับชุมชนแต่ค่อนข้างช้า ความล่าช้าทำให้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ตรงนี้จะเร่งรัดอย่างไร การจัดพื้นที่ให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขห้ามเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ไม่เผา นำการตลาดเข้ามาช่วย และต้องมองอย่างครบวงจร

“นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ ภาคการดูดกลับ จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ตั้งเป้ามีพื้นที่สีเขียว 55% ของพื้นที่ประเทศ ตอนนี้มีราวๆ กว่า 30% และแต่ละปี​เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ดังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะไปถึง 55% นับเป็นความท้าทายของไทยในการวางโรดแมป​​เพื่อ​ดูแลพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่วางไว้”   

นอกจาก ขยะและ PM2.5 แล้ว ‘ภัยพิบัติทางธรรมชาติ’  เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากเหตุน้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ เมื่อต้นปี 2025 ​และหาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายปี ดังนั้น ในปี 2026 ​​​ต้องเตรียมความพร้อม ทั้ง​ระบบการป้องกัน เตือนภัย การสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง หากมีระบบเตือนภัย ระบบสื่อสารที่ดี จะลดการสูญเสียได้

3 เรื่องใหญ่ของโลก ที่เราจะประสบ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสามเรื่องเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน และต้องให้ความสำคัญ เพราะการที่มีประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ เรื่องของการเกษตรก็ได้รับการเกื้อหนุนจากความหลากหลายทางชีวิภาพที่เรามีอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน หากไม่แก้ในวันนี้เราจะไม่มีโอกาสแก้ ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งช่วงนี้ และต่อๆ ไป”

Cr.Freepik

ยุคแห่ง ‘Adaptation’ ไม่ปรับ ก็สู้ไม่ได้

ดร.วิจารย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ​การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยเพิ่มโอกาสให้​ประเทศไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะสิ่งแรกที่นักลงทุน​มองหา​คือ การมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด​​​​จึง​ต้องมีการเตรียมพร้อม นโยบาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเกษตรแนวใหม่ ทีใช้ทรัพยากรน้อยและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ขายได้มูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย  จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวจึงจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้

สอดคล้องกับข้อมูลจาก ​’Future Trends Ahead 2026′ โดย Future Skill  มองภาพการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่​ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องปรับตัวไปด้วยกัน ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการค้าโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน การตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ และเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและโอกาส

รายงานยังระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก การลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสยังครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ส่วน อุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตรที่ยังเป็นจุดแข็งและมีโอกาสยกระดับ ทั้งการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ อาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก และอาหารเสริมสุขภาพที่มีความต้องการสูง รวมถึงการส่งออกผลไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือโอกาสที่เราต้องคว้าไว้

ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ

  • ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น : ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง การบริหารต้นทุนจึงยิ่งมีความสำคัญ
  • การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น : สินค้าจากจีนราคาถูกทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกำลังยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างรวดเร็ว
  • ารเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ : กฎระเบียบต้าน E56 จะเข้มงวดขึ้น ภาษีคาร์บอนชายแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น

4 กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ

  • ด้านตลาดและการส่งออก : การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรก ผู้ส่งออกที่พึ่งพิงสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไปควรหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการขายตรงถึงถึงผู้บริโภค
  • ด้านการดำเนินงานและต้นทุน : ลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้การผลิตแบบลืนและการปรับปรุบปรุงอย่างต่อเนื่องบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหาแหล่งผู้จัดหาที่หลากหลาย และพิจารณาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น
  • ด้านการเงิน : บริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด ควบคุมเงินทุนหมุนเวียนให้เหมาะสม เร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ สร้างเงินสำรอง ทำการป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุนส่วนบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการสนับสนุนของภาครัฐ
  • ด้านนวัตกรรมและการพัฒนา : ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การทำให้เป็นดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง

ความคาดหวังต่อบทบาทภาครัฐ

  • ด้านการค้าระหว่างประเทศ :  เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ลดหรือยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภท และขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคใหม่
  • ด้านการสนับสนุนการลงทุน : เร่งรัดให้โครงการที่อนุมัติเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ดึงดูดการลงทุนที่หลีกเลี่ยงภาษี
  • ด้านโครงสร้างพื้นฐาน : พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ยกระดับท่าเรือและสนามบิน ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโดยเฉพาะเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ด้านทรัพยากรมนุษย์ :  ปฏิรูปการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม อำนวยความสะดะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะ

Cr.Freepik

7 จุดเปลี่ยน ปี 2026 สู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

ด้าน ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน กล่าวถึงเทรนด์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในปี 2026 โดยระบุว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้น มี 7 ข้อที่น่าสนใจในปีนี้ คือ จุดเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง หากสามารถพิสูจน์ได้จริงทางด้านความยั่งยืน จะเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน

“หากมองในอดีตความสามารถทางการแข่งขันจะมองว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน หรือ สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ปี 2026 เป็นต้นไป ใครที่มีคำมั่นสัญญาและพิสูจน์ได้จริง จะไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะหากทำได้ 1. ต้นทุนทางการเงินจะถูกลง การกู้เงินจะต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดอกเบี้ยถูกกว่า  2. โอกาสในเชิงการตลาดจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม  และ 3. เรื่องของความยั่งยืนเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกัน  ในยุคนี้ความยั่งยืน คือ การรักตัวเอง เพราะทำให้เรากำลังฉุกคิดว่า น้ำท่วมใหญ่ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราเตรียมตัวเพื่อป้องกันธุรกิจของเราอย่างไร”  

สำหรับ 7 ข้อที่น่าสนใจในปี 2026 ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคำมั่นสัญญา สู่การพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ได้แก่

1. รายงานจะไม่ใช่แค่รายงาน แต่เป็นระบบตัดสินธุรกิจจริง อดีตการทำรายงานความยั่งยืน ESG ก็แค่รายงาน แต่หลังจากปี 2026 ระบบการเปิดเผยข้อมูลจะจริงจังมากขึ้น รายงานความยั่งยืนเป็นภาษากลางสื่อสารกันระหว่าง Financial Officer , investor และ Banking ทั้งสามฝ่ายจะนำรายงานเป็นตัวกลางในการพูดคุย

2. Carbon pricing กลไกคาร์บอน เริ่มมีความสำคัญนับจากปีนี้เป็นต้นไป หลังจากมีการประชุม COP30 เป้าหมายท้าทายมากขึ้น Net Zero เร็วขึ้น UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) พยายามให้ทุกประเทศทำตารางคาร์บอน ทำกฎหมายคาร์บอนให้เป็นกฎหมายมากขึ้น แสดงว่ากลไกในเชิงราคาจะสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะต้องเจอมากขึ้น คือ Carbon pricing   จะเป็นต้นทุนของธุรกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ขอความร่วมมือแกมบังคับในการ กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ถึงแม้ในประเทศจะยังไม่มี พ.ร.บ. โลกร้อน แต่ขอให้ลองคำนวณต้นทุน หากธุรกิจดำเนินตามปกติและลองเอาเรื่องคาร์บอนเข้าไป ต้นทุน กำไร จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นต้นทุนของบริษัทมากขึ้น ต้องเตรียมการ เพราะประเทศไทย พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.โลกร้อน เกิดขึ้นแน่นอน จะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น

3. พลังงานสะอาด ปี 2026 พลังงานสะอาดจะโตเร็ว 2 เท่า ย้อนไปในช่วงประมาณ ปี 2024-2025 กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 600 กิกะวัตต์ คาดการณ์จนถึง ปี 2030 จะเพิ่มอีกกว่า 4,000 – 5,000 กิกะวัตต์ แต่คอขวดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างเดียวแต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้า เช่น สายส่ง ผลิตได้แต่ระบบส่ง Flexible พอหรือไม่ เพราะอาจเจอปัญหาไฟดับ , ระบบแบตเตอรี่ หรือแม้ทั่งระบบบริหารจัดการดีมานด์ ดังนั้น ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ระบบพลังงานจึงเป็นอีกจุดที่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากในปีหน้า

4. ซัพพลายเชนทั่วโลก กำลังถูกบังคับด้วยกฎหมาย เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในปีนี้ เริ่มบังคับใช้ ถัดมา คือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ทั้งสองตัวนี้เป็นตัวบังคับซัพพลายเชน การส่งสินค้าไปที่สหภาพยุโรปต้องมีการรายงานข้อมูล หากทำเรื่องนี้ได้จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย จากเดิมที่เน้นผลิตเยอะแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกที่ต้องการสตอรี่ ต้องการความพรีเมียมซึ่งประเทศไทยมี

5. ปีแห่งการให้ความสำคัญกับการตั้งรับ ปรับตัว มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีทางลดลง มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่น่าคิดสำหรับภาคธุรกิจ คือ หากมองว่าจะแบ่งเงินลงทุนมาลงทุนในเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเราเป็นโรงงานแล้วแบ่งเงิน 2% ไปลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม อาจจะลดความเสียหายได้โดยเฉลี่ยเกือบ 10% ก็เป็นได้

6. การลงุทนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การตั้งรับปรับตัวโดยใช้ธรรมชาติควบคู่ไป เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือ ได้พื้นที่มาเป็น Carbon Sink และปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ การเดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้อาจนำมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้

7. การอัปสกีล รีสกีล ปี 2026 จะเป็นปีที่แทบจะทุกองค์กรต้องเริ่มและจริงจังกับเรื่องของการสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืน ดังนั้น การอัปสกีล รีสกีล จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้าย ความยั่งยืน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การปรับตัว ยืดหยุ่น นวัตกรรม และความร่วมมือ จะเป็นประตูสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ของคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050