‘เซ็นทารา’ บรรลุความก้าวหน้าด้าน ‘ความยั่งยืน’ ตามเป้าหมาย โดยโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 42 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน GSTC จากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกได้แล้ว พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตามกรอบ ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance – ESG) ได้ครบทุกมิติ พร้อมเดินหน้า 3 พันธกิจ ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการจัดการด้านการเงินเพื่อการลงทุนในการปรับตัวต่อปัญหาสภาพอากาศ เพื่อขับเคลื่อนสู่ Next Milestone ทั้งการลดความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อห้องลง 40% ภายในปี 2029 และเป้าหมายใหญ่ในการบรรลุ Net Zero 2050 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

คุณธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า เซ็นทารามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ในการให้บริการแบบไทยที่ผสานนวัตกรรม ความอบอุ่นแบบครอบครัว และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนตามกรอบ ESG ที่คำนึงถึงผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยวางแนวทางขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ ‘C-E-N-T-A-R-A Sustainability Blueprint ‘ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของเซ็นทารา และใช้ในการกำหนดทิศทางและพัฒนาหลักปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรในระยะยาว ประกอบไปด้วย
– C : Climate Resilience & Action
– E : Elevated Stakeholder Engagement
– N : Nurture of Nature & Local Culture
– T : Trust, Transparency & Good Governance
– A : Agile Organization Development
– R : Risk & Crisis Management
– A : Acceleration of Innovation & Sustainable Finance

Pathway to the Future
ตลอดเส้นทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างจริงจังมาเกือบ 20 ปี ทั้งการนำมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลก มาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2009 โดย ‘เซ็นทารา’ สามารถบรรลุ Milestones สำคัญอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามโรดแม็พ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Green Hotel ที่สามารถยกระดับการให้บริการควบคู่ไปกับการดำเนินงานอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานระดับสากล
– ปี 2009 : เซ็นทาราริเริ่มการนำระบบบริหารจัดการตามมาตรฐาน EarthCheck มาใช้ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล
– ปี 2014 : โรงแรมในเครือต่างๆ ได้เริ่มเข้าร่วมการรับรองมาตรฐานของประเทศไทย ในด้านโครงการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

– ปี 2016 : เซ็นทาราได้จัดตั้งโครงการ My Green Day เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของแขกผู้เข้าพักในการไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอน รวมถึงการไม่ทำความสะอาดห้องพัก เพื่อลดการใช้น้ำและสารเคมี อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่แขกผู้เข้าพัก
– ปี 2018 : เซ็นทาราลดและยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) ในพื้นที่ให้บริการลูกค้า โดยมีการยกเลิกการใช้หลอดพลาสติก และเปลี่ยนเป็นหลอดที่ทำจากพืช รวมถึงการยกเลิกการใช้ถุงซักผ้าพลาสติก และเปลี่ยนเป็นวัสดุแบบใช้ซ้ำได้ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สำหรับของใช้ส่วนตัวภายในห้องพักเป็นแบบรีฟิลเพื่อลดการใช้บรรจุภัณพ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
– ปี 2019 : จัดทำโครงการ O.P. Fish (Plastic Only, Please) เพื่อสะท้อนปัญหาขยะพลาสติก โดย P.O.P Fish จะถูกจัดวางในพื้นที่ส่วนกลางหรือบริเวณชายหาดของโรงแรม เพื่อให้แขกผู้เข้าพักสามารถนำขยะพลาสติกไปหย่อนได้ ซึ่งทางโรงแรมจะรวบรวมและนำส่งไปรีไซเคิล เพื่อเป็นการลดจำนวนขยะพลาสติก และแปรรูปขยะพลาสติกให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

– ปี 2021 : มาตรฐานความยั่งยืนของธุรกิจโรงแรม ภายใต้ชื่อ Centara EarthCare ได้รับการรับรองมาตรฐาน GSTC-Recognized จากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) สะท้อนถึงแนวทางปฏิบัติและกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ Centara EarthCare ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
– ปี 2025 :โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราผ่านการรับรองมาตรฐาน GSTC ครบทั้ง 42 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามเป้าหมายของเซ็นทารา

ทั้งนี้ สามารถแยกการดำเนินงานตามกรอบ ESG Framework โดยมีรายละเอียดในแต่ละมิติได้ ดังต่อไปนี้
มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
เซ็นทารามุ่งมั่นบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญในระยะยาว ดังนี้
1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
– เซ็นทาราประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2029 เทียบปีฐาน 2019
ปัจจุบันปล่อยก๊าซเรือนกระจก 31.53 kgCO2e ต่อห้องพัก (GHG Intensity) ที่มีการใช้งานลดลงได้แล้วกว่า 35% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมโรงแรมในไทยตาม Cornell Hotel Sustainability Benchmarking (CHSB) Index ถึง 51.94%
ทั้งนี้ เซ็นทาราตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 (Net Zero 2050) โดยได้กำหนด 3 พันธกิจหลักในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ดังนี้
– ลดความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Intensity) ต่อห้องพักที่มีการใช้งานลง 40% ให้ได้ ภายในปี 2029
– การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมการใช้วัสดุที่ยั่งยืนและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
– การบูรณาการด้านการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืน ผ่านจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาผลกระทบ และการปรับตัว
2. การขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
– ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ (Solar Cell) เสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด 14 โรงแรม ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 2,970 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 300,000 ต้น
– ในปี 2025 ตั้งแต่ต้นปี จนถึงเดือนตุลาคม สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดรวม 4,780 MWh คิดเป็น 4% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
– ปรับปรุงระบบประหยัดพลังงาน เช่น Smart Sensor, Energy Management System (EMS), District Cooling และ Building Management System
3. การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
– ลดการใช้น้ำได้ 30.08% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือลดการใช้น้ำลง 20% เทียบจากปี 2019
-ในปี 2025 มีการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ในการรดน้ำต้นไม้ภายในโรงแรมรวมกว่า 454,416 ลูกบาศก์เมตร
4. การบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบและลดขยะไปสู่หลุมฝังกลบ
– ลดขยะไปสู่หลุมฝังกลบได้ 52% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20%เทียบจากปีฐาน 2019
– อัตรารีไซเคิลเฉลี่ย 85%
– สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากขยะพลาสติก เช่น กระเป๋าและหมวก Upcycling จากขวด PET รวมกว่า 3,872 กิโลกรัม จาก 4 โรงแรมในจังหวัดกระบี่
“ความสำเร็จจากการได้รับการรับรองมาตรฐาน GSTC ครบทุกโรงแรม รวมถึงผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเซ็นทาราในระยะยาว โดยเราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในมิติต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนต่อไปในอนาคต” คุณธีระยุทธ กล่าว

ด้านสังคมและชุมชน (Social)
เซ็นทาราเดินหน้าพัฒนาโครงการเพื่อสังคมต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน รวมถึงเสริมสร้างโอกาสทางอาชีพ ผ่านโครงการและนโยบายขององค์กร อาทิ
– ตั้งแต่ปี 2017 ส่งต่ออาหารส่วนเกินคุณภาพดีสู่ชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความหิวโหยและจัดการปัญหาขยะอาหารในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่วมมือกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance Thailand (SOS)
– โครงการ 1 โรงแรม 1 ผลิตภัณฑ์ และ Community Market เพื่อช่วยสนับสนุนสินค้าชุมชนกว่า 6,000 ชิ้น จากผู้ประกอบการท้องถิ่น และจัดสรรพื้นที่รวมกว่า 6,300 ตารางเมตร ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในโรงแรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
– เสริมสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่กลุ่มเปราะบาง โดยเซ็นทารามีอัตราการจ้างงานผู้พิการเกินกว่ากฎหมายการจ้างงาน อีกทั้งยังมีการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน
– ส่งเสริมการมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีสำหรับพนักงานทุกคน The Place to Be – Best Workplace

ด้านธรรมาภิบาล (Governance)
เซ็นทารามุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างโปร่งใส รับผิดชอบ และมีจริยธรรม โดยมีหลักการดำเนินงานและหลักปฏิบัติต่างๆ อย่างชัดเจน
– เซ็นทาราได้รับการประเมินมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
– เซ็นทาราเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition – Thailand’s Private Sector Collective Action Coalition Against Corruption: CAC) ตั้งแต่ปี 2559 และผ่านการรับรองการต่ออายุการเป็นสมาชิกต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 และ ได้รับรางวัล CAC Change Agent Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในการชักชวนคู่ค้าเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย
– จัดหาเงินกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) และออกตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) รวมไปถึงหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) รวมมูลค่ากว่า 8,786 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ESG และสนับสนุนการลงทุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

“เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนที่เราเป็นส่วนหนึ่ง เราจึงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตขึ้นอย่างสมดุล” คุณธีระยุทธ กล่าวทิ้งท้าย






