Dialogue

จับตาความหวัง ‘พ.ร.บ. ​อากาศสะอาด’​ เริ่มใหม่ หรือ ไปต่อ ?

ความพยายามของ ประเทศไทย ในการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่การผลักดันเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้ สามารถเดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย โดยผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 3 วาระ และอยู่ในระหว่างชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา วาระที่ 2 แต่สุดท้ายแล้ว ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ต้องยุติลง เมื่อรัฐบาล​​​ประกาศยุบสภา

เส้นทาง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
จากความกังวลที่มีต่อ​ปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการเรียกร้อง กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ จากภาคธุรกิจและประชาชน
  • ม.ค. 2565 : เครือข่ายอากาศสะอาด (CAN) ยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนต่อรัฐสภา พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน 22,251 รายชื่อ
  • พ.ย. 2566 : ครม. อนุมัติหลักการฯ และรับทราบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ รวม 7 ฉบับ
  • ม.ค. 2567 : สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในหลักการ (วาระ 1) ทั้ง 7 ฉบับ / พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 39 คน พิจารณาร่างและแก้ไข
  •  ก.ค. – ส.ค. 2568 : เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ…
  • ก.ย. – ต.ค. 2568 : ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 -3
  • 27 ต.ค. 2568 : วุฒิสภารับหลักการ และตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการวาระ 2-3 ต่อไป
  • 11 ธ.ค. 2568 : ขั้นตอนทั้งหมดยุติลง จากการประกาศ ‘ยุบสภา’ ของนายกรัฐมนตรี
ลมหายใจคนไทย ที่ต้องแข่งกับเวลา !!
แม้การประกาศยุบสภา ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา จะทำให้กระบวนการและขั้นตอนต่างๆ เกี่ยวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องหยุดลง แต่ความหวังในการมีกฏหมายเพื่อดูและควบคุมคุณภาพอากาศยังคงไม่หมดไปเสียทีเดียว
ทั้งนี้ เพราะหลังจากการจัดตั้ง รัฐบาลชุดใหม่ แล้ว ยังมีเวลาอีกราว 60 วัน หลังการประชุมสภานัดแรก ในการหยิบขึ้นร่างกฏหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นศูนย์ และต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี สำหรับการยื่นร่างกฏหมายฉบับใหม่เข้ามาอีกครั้ง
ประเทศไทย ได้อะไรจาก พ.ร.บ. นี้ ?
การมี พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะทำให้มีโครงสร้างทางกฎหมายรูปแบบใหม่ในการดูแลคุณภาพอากาศ ตามหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ (Polluter Pays Principle) ​ 3P
– กรอบการขับเคลื่อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด
  • สิทธิใน ‘อากาศสะอาด’ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
  • ไม่แยกมิติด้าน สุขภาพ ออกจาก มิติ สิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  • กระจายอำนาจ และเพิ่ม การมีส่วนร่วม จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน
  • มีมาตรการจูงใจ พร้อมทั้งบทลงโทษ (Carrot and Stick)
– วาง มาตรการ แบบเฉพาะเจาะจง
  • กำหนดมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศที่มีการปล่อยมลพิษสูง ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง ภาคมลพิษข้ามแดน
– บทลงโทษ
  • กำหนดบท ลงโทษ ทั้งแพ่ง อาญา ครอบคลุมทั้งผู้ก่อและผู้มีส่วนก่อมลพิษทางอากาศ
  • มาตรการปรับเป็นพินัย ขึ้นอยู่กับลักษณะของการฝ่าฝืน
  • กำหนดให้สถาบันการเงินที่สนับสนุนทางการเงิน หรือให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ก่อมลพิษ ต้องร่วมรับผิดด้วย โดยอาจมีเหตุยกเว้นความรับผิดหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขของกฎหมาย
– มาตรการส่งเสริม
กองทุนอากาศสะอาด (Clean Air Fund)
ระบบจัดสรร ซื้อขาย และโอนสิทธิในการระบายสารมลพิษในพื้นที่ควบคุม
ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit and Refund System)
 เผชิญแรงต้านจาก ภาคเอกชน
ระหว่างการเร่งผลักดันเพื่อให้มีพิจารณาและ​บังคับใช้ข้อกฎหมายฉบับนี้​ แต่ในอีกฟากหนึ่งก็มีการคัดค้านการบังคับใช้จากทางภาคเอกชนเช่นกัน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แถลงคัดค้านร่างกฎหมาย ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1. ขาดการประเมินผลกระทบทางกฎหมายอย่างรอบด้าน (RIA) พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมการและองค์กรกำกับนโยบาย
2. ร่างกฎหมายซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม , พ.ร.บ.โรงงาน
3. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทับซ้อนกับกฎหมายปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการทันที
4. การจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด ยังไม่มีลำดับความสำคัญ หรือการจัดสัดส่วนการใช้เงินอย่างชัดเจน
5. อัตราโทษและบทกำหนดโทษสูงกว่าฉบับอื่นๆ ทำให้ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน
ส่วนฝ่ายผลักดันอย่าง ภาคีเครือข่ายอากาศสะอาด (CAN) ก็ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง กกร. ให้ทบทวน ​​เพื่อยุติการคัดค้านและร่วมผลักดันการออกกฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน ​พร้อมเสนอให้ทางภาคเอกชนเปลี่ยนมุมมอง จากการมองว่าร่างกฏหมายนี้สร้าง ภาระ แต่เป็นการ สนับสนุน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของประเทศไทยสู่ ‘มาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน’ ​ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนของทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด ประกอบกับขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ยุติลงชั่วคราว จากนี้คงต้องจับตาดูว่า หลังฝุ่นทางการเมืองสงบลง และได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามานี้ จะมองปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศ เป็นเรื่องเร่งด่วนและรีบนำประเด็น ‘อากาศสะอาด’ ขึ้นมาเป็นวาระในการพิจารณาอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ได้ไปต่อหรือไม่