ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต’ เวทีความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ โดย กลุ่ม ปตท. เพื่อร่วมจุดประกายการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ เพราะ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ภายในงานครั้งนี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดจนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจหมุนเวียน สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่มุ่งสร้างความแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม

ทั้งการร่วมนิทรรศการ Spark Exhibition ภายใต้แนวคิด GC StandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว ทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งออกแบบให้ง่ายต่อการรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพต่างๆ รวมทั้งนวัตกรรมการผลิตคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ภาคชุมชนในโซน Spark Market จากร้านค้ารักษ์โลกอย่าง UPTOYOU ร้านรักระยอง และ ร้านวิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดง และกิจกรรมในโซน Spark Activities สร้างการมีส่วนร่วมและความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับกิจกรรม Plastic Funtastic by GC สร้างสรรค์ พวงกุญแจ DIY จากพลาสติกใช้แล้ว ภายใต้แนวคิด GC StandOut ร่วมสื่อสารการคัดแยก การรีไซเคิล และการให้คุณค่าใหม่กับพลาสติกแบบเข้าใจง่าย จับต้องได้ รวมทั้งยังติดตั้งจุดรับคืนพลาสติกใช้แล้วภายในงานทั้งพลาสติกใส (PET) และพลาสติกขุ่น (HDPE) โดย GC YOUเทิร์น เพื่อนำไปบริหารจัดการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

From Kitchen to Creation ลบภาพ ‘ผู้ร้าย’ น้ำมันใช้แล้ว
GC ได้ร่วมปลดล็อกศักยภาพประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 บนเวที Spark Talk ผ่านเสวนาพิเศษ หัวข้อ ‘From Kitchen to Creation : The Biorefinery Journey of Tomorrow’ สะท้อนความร่วมมือของ GC และพันธมิตรในธุรกิจพลาสติกชีวภาพอย่าง HMC Polymers ต่อยอดเทคโนโลยีโรงกลั่นชีวภาพ หรือ Biorefinery เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้ของเสียจากครัวเรือนอย่างน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO : Used Cooking Oil) กลายเป็นพลังงานสะอาด เคมีภัณฑ์ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตมูลค่าสูง ที่สามารถต่อยอดสู่นวัตกรรมใกล้ตัวอีกมากมาย
คุณพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคิล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่า ‘น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นผู้ร้าย’ เพราะเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งต่อสุขภาพ หากผู้ประกอบการนำน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ไปใช้ทอดซ้ำ รวมทั้งยังสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม จากการที่มีคราบไขมันจาก UCO ที่ถูกปล่อยทิ้งจากบ้านเรือน ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการต่างๆ เข้าไปอุดตันตามท่อระบายน้ำจากการทิ้งอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในทางกลับกันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี Co-processing ในโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรของ GC ทำให้สามารถนำ UCO กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในห่วงโซ่ได้อีกครั้ง ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและมิติทางเศรษฐกิจ ผ่านการขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน

“ด้วยความมุ่งมั่นในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้ GC สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขผลกระทบเชิงลบที่เกิดจาก UCO ได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการยกระดับความสามารถในการผลิตจากโรงกลั่นเดิมของบริษัทที่มีอยู่แล้ว มาสู่การนำ UCO ไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) หรือน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตเชิงพาณิชย์รายแรกในประเทศไทย และใช้งบประมาณเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับการต้องสร้างโรงงานแห่งใหม่ รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาในการเปลี่ยนของเสีย (Waste) ที่ไม่มีมูลค่าให้กลายเป็นของที่มีมูลค่าได้ใหม่อีกครั้ง ประกอบกับการใช้ระยะเวลาในการดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ทาง GC ร่วมกับพันธมิตรในกลุ่ม ปตท. อย่าง OR สามารถนำร่องทำตลาดให้บริการ SAF เชิงพาณิชย์ให้กับสายการบินต่างๆ ได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา”
สำหรับ SAF ที่ผลิตจากโรงกลั่นชีวภาพครบวงจรของ GC นอกจากช่วยลดผลกระทบจากการทิ้งหรือการใช้น้ำมันเก่าอย่างไม่ถูกต้อง และสามารถผลิตได้ตามมาตรฐาน ISCC CORSIA ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมการบิน ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนแล้ว น้ำมัน SAF ที่ผลิตขึ้นยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานทั่วไป ทำให้ธุรกิจการบินซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง มีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสภาพอากาศตามแนวทางการบินยั่งยืนได้ด้วย

GC x HMC Polymers ต่อยอด Bio-Circular PP
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรของ GC ยังถือเป็นโรงกลั่นเพียงแห่งเดียว ที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตได้ทั้ง SAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นแห่งนี้ผลิตได้นั้น จัดเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ภายใต้ความร่วมมือของ GC และ HMC Polymers เพื่อต่อยอดการพัฒนา ผลิตภัณฑ์พลาสติกโพลีโพรพิลีนชีวภาพ หรือ Bio-Circular PP ร่วมกัน
คุณคอร์โซ อูซีลลี่ ประธาน บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ HMC Polymers ผู้นำด้านการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน หรือ PP ระดับภูมิภาค กล่าวว่า กลุ่มพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ประจำวันของเราทุกคน (Bioplastics that Touch Everyday Life) ในฐานะวัตถุดิบต้นทางของหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก หรือแม้แต่หน้ากากอนามัยที่เราใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 อีกหนึ่งปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของใครหลายคนในปัจจุบัน

“ความร่วมมือสำคัญของ GC และ HMC Polymers มุ่งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก Bio-Circular PP จาก UCO เพื่อส่งต่อแนวคิดคาร์บอนต่ำให้เชื่อมโยงมาสู่การใช้งานจริง และต่อยอดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบชีวภาพเพื่อลดการใช้ฟอสซิล การผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ ไปจนถึงการออกแบบให้สามารถนำวัสดุหลังการใช้งานแล้วกลับไปรีไซเคิลได้ใหม่ (Designed for Circularity) สะท้อนให้เห็นการเชื่อมโยงและสามารถหมุนเวียน ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยทาง GC จะส่งมอบวัตถุดิบชีวภาพจากเทคโนโลยี Co-processing เพื่อต่อยอดเป็น Bio-Circular PP ภายใต้การผลิตของ HMC Polymers ตามมาตรฐาน ISCC ที่ได้รับรองการผลิตที่ยั่งยืนภายในห่วงโซ่อุปทานเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถเกิดได้จากการขับเคลื่อนเพียงคนเดียว แต่มาจากความร่วมมือกันของพันธมิตรภายในห่วงโซ่ และเกิดจากจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตามมาได้”
คุณพรรคพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้เพียงคนเดียว แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่านี้ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยน UCO จากที่เคยเป็น Waste และสร้างผลกระทบทั้งปัญหาสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาผลิต SAF และ Bio-Circular PP รวมทั้งกลุ่มเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ ได้อีกกว่า 10 ชนิด ด้วยนวัตกรรมจาก GC ผ่านโครงการ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ที่ GC ได้ร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วนเพื่อเปลี่ยน Waste เป็น Value สร้างคุณค่าร่วมในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม การศึกษา และชุมชน ขยายจุดรับ UCO ที่ปัจจุบันมีรวมกันกว่า 40 จุดทั่วประเทศ ในการนำไปบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ นอกจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังสร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างผลกระทบเชิงบวกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมช่วยขับเคลื่นประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้อย่างแท้จริง

ความสำเร็จในการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรพร้อมทั้งการขับเคลื่อนเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร สะท้อนบทบาทสำคัญของ GC ในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับสากล ที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำ หรือต้นน้ำเท่านั้น แต่มุ่งออกแบบให้เชื่อมโยงกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ รวมทั้งสามารถต่อยอดไปสู่การนำกลับมารีไซเคิล หรือต่อยอดจาก Waste ที่มีอยู่เพื่อนำกลับมาสร้างให้เกิดคุณค่าได้ใหม่อีกครั้ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ GC ที่มองเห็นโอกาสเติบโตจากการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง พร้อมสร้างสรรค์โลกอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง






