Top StoriesTrending

‘White Dragon Strategy’ บทบาท ‘จีน’ ในสมรภูมิเศรษฐกิจสีเขียว และโอกาสประเทศไทย จาก ‘คู่ค้า’ สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญของจีนสู่บทบาทใหม่ จาก ‘มังกรแดง’ ที่เติบโตในฐานะโรงงานของโลก เน้นแรงงานราคาถูก การส่งออกจำนวนมาก สู่ ‘มังกรขาว’ การเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งนวัตกรรม เทคโนโลยีสะอาด และความร่วมมือที่ยั่งยืน มุ่งสร้างเศรษฐกิจแห่งคุณค่า ผ่านแนวคิด ‘White Dragon Strategy’

เปิดศักราชใหม่ ปี 2569 หลายประเทศเร่งสร้างภูมิคุ้มกันใหม่หลังเผชิญสงครามการค้า ความขัดแย้งทางเทคโนโลยี และการชะลอของห่วงโซ่อุปทาน นับเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่าง ‘จีน’ จากเดิมที่มุ่งเน้นปริมาณการผลิต สู่คุณภาพการเติบโต ผ่านแนวคิด White Dragon Strategy โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยีสะอาด และความยั่งยืนเป็นแกนหลัก เพื่อสร้างเศรษฐกิจแห่งคุณค่าและบรรลุเป้า Net Zero ในปี 2603

จาก ‘มังกรแดง’ สู่ ‘มังกรขาว’

จีน ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2560 ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา และมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้ในปี 2573

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมา  จีนจะอยู่ท่ามกลางปัจจัยกดดันเรื่องสงครามการค้าที่มีความไม่แน่นอน แต่เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2/2568 เติบโตชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรก แต่ยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลโดยขยายตัวอยู่ที่ 5.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจจีน ยังคงมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง แต่ได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างโครงการของเก่าแลกของใหม่ (Trade-in Program) ที่ยังมีวงเงินหลงเหลืออยู่

ปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญของจีนสู่บทบาทใหม่ จาก ‘มังกรแดง’ ที่เติบโตในฐานะโรงงานของโลก เน้นแรงงานราคาถูก การส่งออกจำนวนมาก สู่ ‘มังกรขาว’ การเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งนวัตกรรม เทคโนโลยีสะอาด และความร่วมมือที่ยั่งยืน มุ่งสร้างเศรษฐกิจแห่งคุณค่า ผ่านแนวคิด ‘White Dragon Strategy’ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับชาติ เช่น Made in China 2025 และ Dual Circulation Strategy

Future Trends Ahead 2026 ​โดย Future Skill อธิบายแนวคิด ‘White Dragon Strategy’ ว่า จีน ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ การปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ เปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจสีเขียวของโลก เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่กับการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมๆ กับเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมที่มุ่งลดคาร์บอนสูงสุดในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2603 (ค.ศ.2060)

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จะช่วยยกระดับจีนจากประเทศผู้ผลิต สู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีสะอาด ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ลิเทียม AI ภาคอุตสาหกรรม หรือนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ สร้างสมดุลใหม่ระหว่างผลกำไร การพัฒนา และความยั่งยืน รวมทั้งยังสอดคล้องกับทิศทางของโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ​ประกอบกับการเป็นประเทศผู้ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ราว 1 ใน 3 ​โดยมีแหล่งที่มาหลักจากการใช้พลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหิน คิดเป็นประมาณ 58% ของพลังงานทั้งหมดที่จีนผลิตได้

นำมาสู่เป้าหมายสำคัญของจีนในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงสิ้นปี 2567  ที่ผ่านมา จีนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมาอยู่ที่ 56% ของกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศแล้ว และเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่าการใช้พลังงานจากฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรก​  สะท้อน​​ถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ชัดเจน​ในระดับโครงสร้างได้เป็นผลสำเร็จ ​

โอกาส ‘ไทย’ กับการพัฒนาทุนมนุษย์

ที่ผ่านมา จีนนับเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และมีความสัมพันธ์ทางการทูตมากว่า 50 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่ ‘จีนใหม่’ นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่สร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจไทย และการเป็นหุ้นส่วนทางการเติบโต (Growth Partner) ช่วยเปิดประตูสู่เทคโนโลยีการลงทุนรูปแบบใหม่ การลงทุนจากผู้ผลิต EV จีน ช่วยยกระดับให้ไทยยังคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค ขณะที่ SMEs ของไทย ยังได้รับโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและ AI ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพใหม่ สู่การแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้าง ‘ทุนมนุษย์แห่งอนาคต’ ผ่านความร่วมมือทางการศึกษาและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ของไทย ได้เรียนรู้เทคโนโลยีจริงและมีทักษะตอบโจทย์ตลาดงานระดับภูมิภาค นับเป็นการลงทุนระยะยาวในทรัพยากรมนุษย์ที่จะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า

การพัฒนาทุนมนุษย์ มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการพัฒนาทุนมนุษย์กับผลิตภาพแรงงาน (productivity) และการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ

ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index : HCI) ล่าสุด ของไทยอยู่ที่ 0.61 สะท้อนว่าเด็กไทยคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นจะมีผลิตภาพเพียง 61% ของศักยภาพสูงสุดของพวกเขา และหนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทย คือ ความไม่สอดคล้องระหว่างคุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างไทยจีน จึงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน อาทิ องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งใน 8 ประเทศสมาชิก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปักกิ่ง คอยให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแก่นักศึกษาจากกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อให้ได้รับโอกาสเข้าถึงอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิระดับสูง พร้อมกับการฝึกอบรมและให้คำปรึกษา เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศ

จาก ‘คู่ค้า’ สู่ ‘หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์’

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านของ จีน มีแนวโน้มที่ไทยจะเปลี่ยนบทบาทจาก คู่ค้าดั้งเดิม สู่ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงร่วมกัน นอกจากนี้ ในแง่ของโอกาสการลงทุน ถือเป็นการเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคตในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเทคโนโลยี AI ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุน ที่เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะขั้นสูง เตรียมกำลังคนให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน

เรียกได้ว่า บทบาทของจีนปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การค้าการลงทุน แต่เป็นการยกระดับสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่มูลค่าสูงขึ้น และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และจะนำพาไทยในฐานะคู่ค้า เดินหน้าสู่เป้าหมายการเติบโตไปพร้อมกัน

ข้อมูล :

  • Future Trends Ahead 2026 โดย Future Skill
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • Xinhua Thai

ภาพ : Number 24 x Shutterstock Thailand