เมื่อกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มทุกวัน กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น จากผลกระทบของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแปรปรวนของสภาพอากาศ กระทบต่อ ‘พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ’ ให้มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตเมล็ดกาแฟ ทำให้กาแฟทั้งแพงขึ้น และปลูกได้ยากมากขึ้น รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของผลผลิตที่ทำได้ยากมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ข้อมูลสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิตกาแฟ จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40% ในปี 2024 จากแรงกดดันด้านผลผลิตและสภาพอากาศ ขณะที่ในปี 2025 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟราว 15,651 ตัน สวนทางกับความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงถึงกว่า 95,500 ตัน หรือสามารถผลิตไดัเพียง 25% ของปริมาณความต้องการเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้ากาแฟในปริมาณมากกว่า 80,000 ตัน ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10% รวมไปถึงระดับราคานำเข้าที่ขยับขึ้นถึง 30% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ ต้นทุนในธุรกิจกาแฟที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองเห็น ‘ความเสี่ยง’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้อีกด้วย

นำมาสู่การปรับตัวของ ‘กาแฟดอยตุง’ โดย โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนากาแฟมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ภายใต้ ‘โครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ’ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เกษตรกรในพื้นที่ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เนื่องจากดอยตุงปลูกกาแฟในระดับความสูงประมาณ 700–1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกอื่น จึงจำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง และรับความเสี่ยงด้านการทดลองแทนเกษตรกร เนื่องจากการทำวิจัยเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง
เมื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (climate) กลายเป็นโจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในการวิจัย ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น โดย สายพันธุ์ที่คัดเลือกมา ต้องปลูกได้ดีที่ดอยตุง ปรับตัวได้ดีที่ดอยตุง และปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลก

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ดอยตุงมองเรื่องกาแฟที่ปลูกการวิจัย และการหาสายพันธุ์ในมุมของความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟมานานแล้ว โดยทดลองจากพื้นที่จริง ทดสอบในทุกระดับความสูง และทำงานร่วมกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับสภาพดิน อากาศ และบริบทของแต่ละหมู่บ้านจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการทดลองในแปลงสาธิตเท่านั้น
“คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้เตรียมตัวว่า ถ้าวันหนึ่งโลกร้อนขึ้นกาแฟที่เรามีอยู่ในไทยอาจจะต้านทานสภาพอากาศไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทีมพัฒนากาแฟภายใต้ส่วนงานโครงการพิเศษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ศึกษาวิจัย เราเตรียมทดลองสายพันธุ์กาแฟในระดับความสูงที่แตกต่างกัน หากในวันหนึ่ง ผลผลิตของชาวบ้านไปต่อไม่ได้ ดอยตุงก็จะมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้พวกเขาต่อได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ การพัฒนากาแฟรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานก็เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริงให้กับ คน ชุมชน และป่า”

ด้าน คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์ ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้ดูแลโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ กล่าวว่า การรับมือของดอยตุงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ระบบปลูก ‘ทนขึ้น’ และ ‘ยืดหยุ่นขึ้น’ ตั้งแต่ดินจนถึงต้นกาแฟ โดยเดินหน้าเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านทั้งวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง วางแผนจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ผันผวน ปรับปรุงดินและการจัดการน้ำให้แปลงสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รวมถึงใช้จุลินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบราก







